บทที่181ความต้องการไร้สิ้นสุด
ไป๋เหิ่นซินรักษาและฟื้นฟูสภาพร่างกายที่เกิดจากการถูกพิษจนมีสภาพที่ดีขึ้นขาดแต่เพียงความขัดแย้งแห่งกฎเกณฑ์ในมหาวิถีวจนะมุทราระดับสูงที่เป็นปัญหาในกายของนางอยู่ความขัดแย้งของกฎเกณฑ์นี้หากไม่รีบแก้ไขเมื่อมันปะทุออกอาจเกิดเป็นความเสียหายต่อเส้นชีพจรลมปราณพิเศษแม้นไม่ถึงขั้นตกตายก็อาจกลับกลายเป็นคนพิการไร้ประโยชน์ได้อย่างทันตา
นางไม่กลัวที่ตนเองจะกลับกลายเป็นคนพิการแต่นางกลัวว่าคนที่สมควรจะตายก่อนนางจะยังไม่ตายในตอนที่ตนกลับกลายเป็นคนไร้ประโยชน์เช่นนั้นไม่ว่าอย่างไรนางก็ไม่ยินยอมโดยง่าย คัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทรานางต้องควานหามันมาให้ได้
เมื่อลืมตาตื่นจากห้วงแห่งสมาธิ ภาพรอบกายก็มีแต่ความว่างเปล่าเทพดาเร้นกายตั้วซุนหงไม่อยู่ ที่นี่ไม่เหลือใคร แต่นี่กลับเป็นความเคยชินและสถานการณ์ที่ดีที่สุดสำหรับนางเพราะตั้งแต่ที่นางคือไป๋เหิ่นซิน นางก็รู้สึกว่าตนอยู่อย่างโดดเดี่ยวมาตั้งแต่ต้นแม้นมีอาจารย์ที่รักและเอ็นดูนางอย่างธรรมบาลมุทรา มีพี่สาวที่อารีอย่างเจียวมิ่ง แต่ลึกๆแล้วคนทั้งสองก็ยังมิอาจเทียบได้กับผู้ที่ล่วงลับอย่างฮุ่ยจวินและท่านลุงได้
คิดมาถึงตอนนี้ พอนึกถึงความโดดเดี่ยว ในหัวก็ผุดภาพแผ่นหลังของแพทย์ไร้นามขึ้นในใจลึกๆ อยากปฏิเสธความรู้สึก แต่นางก็อดไม่ได้ว่าช่วงเวลาแห่งความเป็นตาย เพียงช่วงสั้นๆนั้นนางกลับไม่รับรู้ถึงความโดดเดี่ยวแม้เพียงนิด
“นี่เราคิดอะไรอยู่"
ไป๋เหิ่นซินสะบัดความคิดอันสับสนในหัวออกไปมองชุดคลุมแพรเงินที่คลุมอยู่บนกาย นางสะบัดความคิดแต่มิได้สลัดชุดคลุมตัวนี้ออก ยังคงสวมคลุมทับชุดของตนอยู่อย่างนั้นก่อนเดินทางมุ่งหน้าสู่แดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ไป
ชุดคลุมแพรเงินจึงเป็นเหตุผลเดียวที่นางจะใช้เพื่อพบเจอมัน
“ข้าเพียงจะนำไปคืนแก่เจ้าเท่านั้นล่ะนะ"
ไป๋เหิ่นซินเนื่องจากยังใช้พลังแห่งเทวะวจนะได้ไม่เต็มที่นางจึงใช้เวลาหลายวันกว่าจะออกจากทุ่งร้าง ข้ามเขาเถาหมิงซาน และไปยังแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ที่แคว้นหลุนพอไปถึงคิดได้ว่าชายหนุ่มอาจไม่อยู่แล้ว และไม่รู้ว่ามันจะคืนกลับไปที่ทุ่งร้างจนคลาดกันหรือไม่ขณะที่นางยืนหันหลังให้ประตูแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ สายลมที่รวดเร็วหอบหนึ่งก็พุ่งมาประชิดที่เบื้องหลัง
“เจ้าย้อนมาเพื่อหวังทำลายหลักฐานหรือ"
“วันนี้เจ้าไม่มีโอกาสได้หนีแล้ว"
ฝ่ามือคู่หนึ่งกำชับลงที่ไหล่ของนาง พลังปาฏิหาริย์ผนึกกับของบางสิ่งจนเริ่มปลดปล่อยเจตจำนงแห่งค่ายกลไป๋เหิ่นซินไม่หันหลังกลับ นิ้วเรียวงามคีบจรดกันในท่ามุทรา แม้เร่งเร้าพลังได้ไม่เต็มที่แต่วิชามุทราของนางคือหนึ่งในคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์ กลิ่นอายความศักดิ์สิทธิ์และสูงล้ำจึงมีมากกว่ามุทราทั่วไปยิ่งแสงสีขาวที่เจิดจ้าระหว่างนิ้วที่เรียงชิด นี่ก็ทำให้ผู้ที่ลงมือต่อนางต้องผงะถอยคืนกลับหลังด้วยความตื่นตัว
คนทั้งสองมองลักษณะของชุดแพรเงิน นี่คือชุดแพรเงินที่แพทย์ไร้นามสวมใส่ตามคำบอกเล่าแน่แต่เหตุใดมุทราที่ปรากฏกลับเป็นแสงศักดิ์สิทธิ์แห่งวจนะระดับสูง
พอถอยฉากและพินิจมองเงาร่างภายใต้ชุดแพรเงินอย่างถี่ถ้วนนี่กับเป็นร่างอันอรชรของสตรี หาใช่บุรุษเพศไม่ นางกลับไม่ใช่แพทย์ไร้นาม
ไม่ใช่แพทย์ไร้นามไม่นับเป็นเรื่องอะไร แต่พอนางหันใบหน้ามาพร้อมกับท่ามุทราคนทั้งสองต้องกลืนน้ำลายอึกพร้อมกับอาการตื่นตระหนกในทันที
นางคือแสงสังหารแห่งวจนะ!
“ท่านไป๋เหิ่นซิน"
เห็นเป็นคนแห่งวิหารปัญญา ท่ามุทราของนางก็สลายลงหัวคิ้วน้อยๆ ขมวดเป็นปม
“พวกเจ้ามาทำอะไรที่นี่?”
สองบุรุษแห่งวิหารปัญญารีบโน้มศีรษะขออภัยก่อนพวกมันจะบอกกล่าวเรื่องราว
“พวกเราได้รับคำสั่งจากท่านธรรมบาลปัญญาให้มาควานหาตัวคนที่นี่"
“ผู้ใด"
“แพทย์ไร้นาม"
ไป๋เหิ่นซินนิ่งขรึมไป ก่อนที่นางจะเผยแววตาที่คาดคั้นออกมาสองบุรุษแห่งวิหารปัญญาจึงรีบกล่าวต่อ
“ท่านยังไม่รู้ แดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์พันธมิตรสำคัญแห่งนิกายเทวะวจนะเราถูกแพทย์ไร้นามสังหารล้างวิหารปัญญาจึงรับหน้าที่เป็นหัวเรือใหญ่ในการไล่ล่าตัวคนร้ายผู้นั้น"
ไป๋เหิ่นซินได้ฟังถึงกับหลุดเสียงออกมา
“เป็นไปไม่ได้!”
บุรุษแห่งวิหารปัญญาทวนคำ
“เมื่อครู่ท่านกล่าวสิ่งใดกับพวกเราหรือไม่"
“พวกเจ้ามีหลักฐานใดจึงคิดว่าเป็นฝีมือของมัน"
“ในวันที่เกิดเหตุ มีเพียงมันที่อยู่ท่ามกลางซากศพสภาพของมันบาดเจ็บสาหัสและเต็มไปด้วยร่องรอยการต่อสู้ อีกทั้งมันยังพยายามหนีอย่างสุดชีวิตเท่านี้ก็นับเป็นสิ่งยืนยันมากพอแล้วขอรับ"
ไป๋เหิ่นซินนิ่งเงียบ หัวคิ้วยังคงขมวดมุ่นด้วยแววความครุ่นคิดนางพยักหน้าให้กับคนทั้งสอง
“พวกเจ้าไปได้แล้ว"
สองบุรุษจากวิหารปัญญาขอตัวออกไปทำภารกิจของพวกตนต่อส่วนไป๋เหิ่นซินยื่นมือมากำชับชุดแพรเงินไว้แน่น นางมองชุดคลุมคล้ายอยากกล่าวถาม แต่มันเป็นเพียงชุดย่อมมิอาจตอบข้อสงสัยแก่นางได้แต่มีสิ่งหนึ่งที่นางมั่นใจโดยไม่จำเป็นต้องเอ่ยถามเลยก็ได้ มันไม่มีทางสังหารคนเหล่านี้อย่างแน่นอนตลอดเวลาที่ตนเคยพบพานมัน รู้จักมัน แพทย์ไร้นามผู้นี้ขนาดเป็นศัตรูมันยังไม่ฆ่า ครั้งหนึ่งมันเคยมอบยาถอนพิษช่วยเหลือคนที่ไล่ล่ามันโดยที่ตัวมันก็ถูกพิษเล่นงานเสียเอง คนเช่นนี้จะกลับกลายเป็นคนใจอำมหิตสังหารล้างผู้คนได้อย่างไรโดยเฉพาะแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ ดูมันจะมีคนรู้จักและมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอยู่ในนั้นแท้ๆ
“ต้องมีเรื่องเข้าใจผิดอะไรแน่ๆ…ทว่าเสมอมาวิหารปัญญาไม่เคยให้ร้ายผู้คน… มีแต่ต้องควานหาตัวเจ้าให้พบก่อนสินะ"
การมาของนางคือค้นหาคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทราที่หายไปตามคำสั่งของอาจารย์ตอนนี้นางประสบกับการฝืนกฎเกณฑ์นางยิ่งจำเป็นต้องค้นพบคัมภีร์ที่หายไปเล่มนั้น ทว่าพอมีเรื่องเกี่ยวกับแพทย์ไร้นามขึ้นมาการหาคัมภีร์จึงอาจถูกใช้เป็นข้ออ้างให้นางตามหาคนแล้ว ดูเหมือนภายนอกนางจะค้นหาคัมภีร์ตามภารกิจแต่ในใจนางกลับต้องการหาตัวแพทย์ไร้นามให้พบก่อน
วิหารปัญญาแห่งนิกายเทวะวจนะยังคงควานหาตัวแพทย์ไร้นามจนสุดหล้ายิ่งหลบหนีพวกมันยิ่งมั่นใจว่าชายหนุ่มคือคนร้าย เช่นนั้นการไล่ล่าจึงมิใช่เพียงเป็นการจับกุมแต่มีบางคนเริ่มที่จะเดือดดาลจนอยากจับตายชายหนุ่มแล้ว ยิ่งการผสมโรงของคนจากวิหารยุทธ์ซึ่งนำโดยบุรุษตาเดียวเอี้ยงเซี่ยมันยิ่งเริ่มจะให้ร้ายฮุ่ยจวิน เป่าหูต่างๆ นานา จนทำให้คนรู้สึกโกรธแค้นแพทย์ไร้นามเป็นการใหญ่เอี้ยงเซี่ยก็ถือโอกาสนี้เป็นการเอาคืนแพทย์ไร้นามในเรื่องเมื่อตอนที่มันเข้ายุ่งเกี่ยวกับบัลลังก์มังกรแคว้นเว่ยจนคนของตนสูญเสียบัลลังก์และทำให้ตนสูญเสียอู่ข้าวอู่น้ำสำคัญไป
จึงไม่เพียงแต่เป็นการกล่าวกรอกหู ทว่าเอี้ยงเซี่ยก็ถือโอกาสไปสังหารแพทย์ไร้นามด้วย
.
.
.
บริเวณผาอดีต ธรรมบาลยุทธ์ได้นำคันฉ่องกลืนวิญญาณที่เต็มไปด้วยพลังวิญญาณของผู้ฝึกญาณแห่งบึงลี้ลับมาถ่ายทอดผาอดีตปลดปล่อยปาฏิหาริย์จนเรืองรอง ยิ่งมันได้รับพลังวิญญาณถ่ายเทลงไปมากเท่าใด จุดวงกลมที่คล้ายกับเกลียวคลื่นบริเวณกึ่งกลางผาก็คล้ายถูกเติมเต็มเช่นเดียวกับคันฉ่องกลืนวิญญาณที่ธรรมบาลยุทธ์ถือครองอยู่ ยิ่งมันถ่ายทอดพลังวิญญาณที่ดูดกลืนลงยังผาอดีตมากเพียงใดมันก็จะยิ่งถูกเติมเต็มด้วยแสงปาฏิหาริย์มากเพียงนั้น ยิ่งมันสะสมแสงปาฏิหาริย์ได้มากเท่าไหร่เมื่อมหาเทวะเทียนหมิงออกมาจากการเก็บตัว มันก็จะได้แสดงผลงานของมันที่กระทำได้ และมันก็จะได้ผลตอบแทนที่คืนกลับอย่างมหาศาลทันทีผลงานจากบึงลี้ลับนี้ ช่างหอมหวานและสร้างความยินดีแก่มันอย่างแท้จริง
“สถานที่อันเป็นปริศนาอย่างบึงลี้ลับยังสร้างพลังวิญญาณได้มากเพียงนี้หากเราสามารถค้นพบหุบเขาเร้นลับและสามารถสังหารพวกมันชิงวิญญาณมาได้ ไม่อยากคิดว่าจะได้พลังวิญญาณของเหล่าผู้ฝึกญาณมากมายขนาดไหนแล้วนั่นจะสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ให้แก่เราเพียงใด หากกระทำได้ เราคงก้าวข้ามระดับธรรมบาลขึ้นเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้เฒ่าศักดิ์สิทธิ์ได้ ฮ่าฮ่าฮ่า”
ในบรรดาศิษยานุศิษย์แห่งนิกายเทวะวจนะล้วนเข้าใจว่าตำแหน่งธรรมบาลคือตำแหน่งที่มีพลังอำนาจสูงสุดในนิกายเป็นรองเพียงมหาเทวะเทียนหมิงทว่าแท้จริงยังมีตำแหน่งที่สูงกว่าธรรมบาลแต่มิได้รับการเปิดเผยให้ชนชั้นล่างได้รับรู้นี่จึงเป็นสิ่งที่เหล่าธรรมบาลต่างแข่งขันแย่งชิงสร้างผลงาน เพราะหากเมื่อใดที่พวกมันผลงานเข้าตาผลงานสร้างความพึงพอใจต่อมหาเทวะ พวกมันจักได้รับสิ่งที่เหนือกว่าคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์ทำให้พวกมันแข็งแกร่งขึ้นกว่าธรรมบาลคนอื่น มีพลังอำนาจมากกว่าคนอื่น ซึ่งตำแหน่งที่ว่าก็คือตำแหน่งที่เหล่าธรรมบาลยังมิอาจก้าวไปถึงด้วยขาของตนเองพวกมันจึงหวังอาศัยการประทานรางวัลจากมหาเทวะเพื่อถีบส่งตนขึ้นไปจุดสูงสุดกว่าที่เป็นนั้น
ธรรมบาลยุทธ์มีความฝันในเรื่องนี้กว่าผู้ใดเช่นนั้นมันจึงดูมุ่งมั่นและตัดสินใจลงมือต่อเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทั้งยังอำมหิตเหี้ยมเกรียมกว่าธรรมบาลคนอื่น ผลงานบึงลี้ลับยังไม่สร่างซา มันได้ระดมผู้คนเตรียมควานหาหุบเขาเร้นลับต่อแล้ว
ในขณะที่วิหารปัญญาควานหาคนร้ายที่สังหารล้างแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์
วิหารมุทราให้ความสำคัญแต่กับแสงสังหารแห่งวจนะเพื่อฟูมฟักนางให้เหนือกว่าเหล่าธรรมบาลด้วยตัวของตนเอง
และวิหารคาถาที่วันๆ เอาแต่ปลีกวิเวกค้นหาสัจธรรมแห่งวาจาที่เหนือกว่าสรรพสิ่ง
ในจังหวะเช่นนี้ วิหารยุทธ์ที่เต็มไปด้วยผู้คนที่ทะเยอทะยานภายใต้การนำของมันถึงคราวที่จะทิ้งห่างตัวตนจากวิหารเหล่านั้นแล้ว
ธรรมบาลยุทธ์มองคันฉ่องที่ทอแสงปาฏิหาริย์เรืองรองอัดแน่นในมือมองผลงานที่เจิดจรัสจนน่าอภิรมย์ใจ มันก็หัวเราะจนสะท้านก้องไปทั่วทั้งหน้าผา ยกคันฉ่องชี้เหยียดขึ้นสู่ท้องฟ้าพร้อมนัยน์ตาที่ทอประกาย
“แม้ตัวข้าจะมิอาจอยู่สูงกว่าฟ้า แต่ข้าจะมิยอมต่ำกว่าปฐพีแม้นกลางอากาศยากจะเหยียบยืน ทว่าฉานเหอผู้นี้ก็จะยืน!”
ธรรมบาลยุทธ์ประกาศกร้าว ถึงมันจะต่ำกว่าฟ้าถึงมันจะมิอาจเทียบเคียงมหาเทวะ แต่หากสิ่งใดต่ำกว่ามหาเทวะ มันก็จะข้ามเสียให้หมดซึ่งปณิธานความต้องการนี้ของมันมีอวิ๋นเซี่ยวซุนเป็นคำตอบ หากมันข้ามอวิ๋นเซี่ยวซุนได้มันก็จะอยู่ต่ำรองแค่ฟ้า และอยู่สูงเหนือปฐพีทั้งปวง
อวิ๋นเซี่ยวซุนไม่ได้อยู่ที่บึงลี้ลับ ตัวตนของมันหลบซ่อนได้อย่างเป็นปริศนาจึงมีความเป็นไปได้ตามข่าวลือ หุบเขาเร้นลับเป็นสถานที่กบดานสุดท้ายของมัน
สิ้นอวิ๋นเซี่ยวซุนก็มิต่างจากสิ้นผู้ฝึกญาณและหากได้พลังวิญญาณของผู้คนจากหุบเขาเร้นลับทั้งหมด ก็จะจบสิ้นตำแหน่งธรรมบาลยุทธ์ของมันเช่นกันเพราะมันจะขึ้นไปสู่ตำแหน่งที่เหนือกว่าธรรมบาลยุทธ์ทันที
หลังจากเก็บคันฉ่องในมือ ธรรมบาลยุทธ์ก็ตัดสินใจที่จะปฏิบัติภารกิจเกี่ยวกับผู้ฝึกญาณกลุ่มสุดท้ายอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดมันเตรียมที่จะไปหาหุบเขาเร้นลับและปิดฉากเรื่องนี้ด้วยตนเอง!