ปรมาจารย์ไร้เดียงสา
บทที่ 12 ห้องพักผู้ป่วย
มี่มี่ที่ได้มาถึงห้องพักผู้ป่วยถึงกับตกตะลึง เหตุใดสภาพภายในถึงได้ดูวุ่นวายเช่นนี้ แน่นอนอี้เฉินจะพลาดได้อย่างไร เขาเดินตามมี่มี่เข้ามาติดๆ ยังไม่ทันจะได้ก้าวเท้าเข้าไปก็ถูกบุรุษผู้หนึ่งยกตัวขึ้นก่อนจะเอ่ยว่า
"แมวใครกันล่ะนี่ ออกไปเดี๋ยวนี้เ้าตัวเชื้อโรค"
อี้เฉินที่ได้ยินถึงกับโมโหะโข่วนแขนบุรุษผู้นั้นเข้าให้ทีหนึ่งก่อนจะะโลงไปบนพื้น บุรุษผู้ถูกกระทำถึงกับโมโหไล่จับอี้เฉิน แต่อี้เฉินไหนเลยจะอยู่เฉยๆให้จับ เขาวิ่งวนไปรอบๆก่อนจะะโเข้าอ้อมแขนของมี่มี่ บุรุษผู้นั้นถึงกับหยุดชะงัก เมื่อเห็นสตรีตรงหน้าก็เอ่ยขึ้นว่า
"อย่าบอกนะว่าเ้าคือสตรีที่องค์ชายสี่บอกไว้??"
บุรุษผู้นั้นมองั้แ่หัวจรดเท้า ดูจากรูปร่างหน้าตาแล้วอายุของนางน่าจะไม่เกิน 15-16 ปี แล้วอย่างนี้จะให้มาเป็ผู้ช่วยในห้องพักผู้ป่วยเนี่ยนะ เฮอะ จะมาช่วยหรือมาสร้างความยุ่งยากกันแน่ เขาเกลียดที่สุดคือพวกใช้เส้นสาย
"เ้าค่ะ ข้าน้อยมาตามคำสั่งขององค์ชายสี่"
"ตามข้ามา แต่ที่นี่ไม่อนุญาตให้เ้านำสัตว์เลี้ยงเข้าไปด้วย"
เหมี๊ยวๆๆๆ~ (ข้าเป็อาจารย์ ไม่ใช่สัตว์เลี้ยงเสียหน่อย)
อี้เฉินบ่นพึมพำ ก่อนจะะโจากอ้อมแขนมี่มี่เดินไปที่อื่นแทน เขามั่นใจในตัวลูกศิษย์ผู้นี้ของเขา จึงไม่ค่อยห่วงที่จะปล่อยนางเข้าไปคนเดียว มี่มี่พยักหน้าเดินตามเข้าไปด้านใน บุรุษที่นำนางเข้าไปด้านในเป็หมอผู้หนึ่งของค่ายทหารแห่งนี้ ใครๆก็เรียกเขาว่าหมอฮั่น เขาเป็รองหมอใหญ่ที่ทำหน้าที่แทนหมอใหญ่ในตอนนี้ เมื่อเข้ามาด้านในเขาก็ไม่สนใจมี่มี่อีก เขาเพียงกำชับนางว่าอย่างสร้างความวุ่นวาย ก่อนจะกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง
มี่มี่ที่เดินตามเข้ามาเห็นสภาพด้านในอดทำให้นางรู้สึกหดหู่ใจไม่ได้ ทหารหลายคนนอนเรียงรายกันเต็มไปหมดในที่แห่งนี้ กลิ่นอับชื้น ไม่มีแสงส่องผ่าน ทำให้นางอดถามคนที่อยู่แถวๆนั้นว่า
"พี่ชายๆ เหตุในห้องพักผู้ป่วยถึงได้ทึบขนาดนี้ล่ะ"
คนที่ได้ยินคำถามนางต่างไม่สนใจ มีเพียงเหล่าทหารที่นอนาเ็ เมื่อได้ยินเสียงสตรีเข้าก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที ยิ่งหันไปมองพบว่าเป็หญิงงามผู้หนึ่ง แม้จะอายุน้อยไปสักหน่อยแต่ก็เป็อาหารตาอาหารใจที่ดีทีเดียว หลังจากมี่มี่ถามหลายๆคนที่ดูเหมือนจะเป็หมอหรือผู้ช่วยหมอ ก็มีผู้หนึ่งตอบคำถามของนาง
เขาเล่าว่าที่นี่สร้างขึ้นมาเพื่อรองรับผู้ป่วยในค่ายทหารแห่งนี้ หมอใหญ่ลู่้าให้ที่นี่เปิดโล่งเพื่อให้ผู้ป่วยได้ผ่อนคลาย แต่หมอคนอื่นๆไม่เห็นด้วย เพราะที่นี่คือค่ายทหาร หากผู้ป่วยแพร่เชื้อไปติดทหารคนอื่นๆจะทำให้ค่ายทหารเกิดความปั่นป่วน เมื่อเสียงข้างมากบอกให้ทำเช่นนี้ จึงต้องทำตามเสียงข้างมากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
มี่มี่ได้แต่สงสัย หากผู้ป่วยไม่ได้รับการดูแลอย่างดี แต่กลับมาแออัดกันอยู่แบบนี้จะหายป่วยได้อย่างไร นางคิดจะหันไปถามอี้เฉินแต่ลืมไปว่าเขาไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาที่นี่ด้วยกัน ดังนั้นตอนนี้นางได้แต่ต้องพึ่งตัวเอง เมื่อมองซ้ายมองขวาพบผู้ป่วยมากมายที่นอนโอดครวญอยู่บนเตียง นางก็เดินไปหยิบอุปกรณ์แพทย์ที่วางอยู่มุมห้อง เช่นถุงมือผ้าและผ้าขาวสะอาดปิดปากให้มิดชิดเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค อี้เฉินสอนเสมอว่าการจะดูแลผู้ป่วยต้องดูแลตัวเองให้ได้ก่อน มี่มี่ที่ฟังมาเป็ร้อยๆพันๆครั้งจึงจำขึ้นใจ
เหล่าบรรดาหมอกับผู้ช่วยหมอต่างดูแคลนสตรีที่เข้ามาใหม่ผู้นี้ ห่อตัวเองเสียมิดชิด ในเมื่อรังเกียจที่จะรักษาผู้ป่วยจะเข้ามาทำไมกัน ต่างคนต่างคิดในใจ ก่อนจะหันไปสนใจรักษาผู้ป่วยของตัวเองต่อไป หลังจากจัดการกับตัวเองเรียบร้อยมี่มี่ก็เดินไปหาทหารที่ใกล้ที่สุดเพื่อสอบถามอาการ
"พี่ชายท่านเป็อย่างไรบ้าง"
"แม่นางให้หมอมาช่วยรักษาข้าที ข้ารอมาสองวันแล้ว"
"ข้าเป็หมอ ข้าจะรักษาท่านเอง"
ทหารที่ได้ยินถึงกับเบิกตากว้างส่ายหน้าเป็พัลวัน แม้เขาจะเห็นหน้าตาแม่นางผู้นี้ไม่ชัด แต่รู้ว่านางต้องอายุไม่เกินสิบหกปีแน่นอน แม้เขาจะชอบสาวงาม แต่เขาก็ไม่กล้าเอาตัวไปเสี่ยงกับนางหรอก เมื่อผู้ป่วยไม่อยากรักษานางก็ได้แต่ลองถามผู้ป่วยคนอื่นไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่มีใครกล้าให้นางรักษาเช่นกัน จนถึงยามเย็นนางยังไม่ได้ช่วยคนแม้แต่คนเดียว ดังนั้นนางจึงเดินคอตกออกจากที่พักผู้ป่วยไป
'เป็ไงบ้างแม่หนูน้อย'
อี้เฉินที่ยืนรออยู่ด้านหน้าถามขึ้นด้วยความเป็ห่วง เมื่อเห็นสีของมี่มี่เขาก็เข้าใจสถานการณ์ได้ทันที
'ไม่มีใครยอมให้ข้ารักษาเลย'
มี่มี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงทดท้อใจ แม้นางจะเรียนรู้มามากมายแต่กลับไม่มีโอกาสได้นำออกมาใช้ นางควรทำอย่างไรดี อี้เฉินที่ได้ยินดังนั้นได้แต่เอ่ยปลอบใจจนทั้งคู่กลับถึงที่พัก มี่มี่อาบน้ำเข้านอนอย่างรวดเร็ว วันนี้นางเหนื่อยมากจริงๆ เหนื่อยทั้งกายทั้งใจ
เช้าวันต่อมามี่มี่ตื่นขึ้นมาด้วยความห่อเหี่ยวใจ อี้เฉินที่เห็นมี่มี่ตื่นแล้วก็อดพูดขึ้นไม่ได้ว่า
'เอาน่า เื่ที่ผ่านมาแล้วก็ปล่อยให้มันผ่านไป วันนี้เ้าก็พยายามเข้า'
มี่มี่ที่ได้ยินก็พยักหน้า ล้างหน้า อาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจะออกไปจากห้อง วันนี้ก็ยังคงเป็เช่นเมื่อวาน ไม่มีใครยอมให้นางรักษาทำให้มี่มี่ถึงกับนั่งซึมเซาอยู่มุมห้อง ในเมื่อไม่มีคนยอมให้นางรักษานางจึงเดินออกไปด้านนอกเพื่อสูดอากาศ เดินออกมาไม่ไกลนางก็พบเข้ากับชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่ไอเป็ระยะๆ นางจึงไม่รอช้าเดินเข้าไปถามเขาทันที
"ท่านลุง ท่านไม่สบายงั้นหรือ อยากให้ข้าช่วยตรวจดูให้หน่อยไหมเ้าคะ"
"เ้าเป็หมอรึ"
"แม้จะยังไม่มีใบอนุญาต แต่ข้าก็มีความรู้นะเ้าคะ"
"ฮ่าๆ ถ้าเช่นนั้นก็ต้องรบกวนเ้าแล้ว"
มี่มี่ที่ได้ยินคำตอบรับก็ดีใจเป็อย่างยิ่ง นางขออภัยชายวัยกลางคนตรงหน้าก่อนจับชีพจร นางขมวดคิ้วน้อยๆก่อนจะถามขึ้นว่า
"่นี้ท่านลุงมีอาการอย่างไรบ้างเ้าคะ ขอข้าดูลิ้นด้วยเ้าค่ะ"
ชายวัยกลางคนยกยิ้มน้อยๆก่อนจะเอ่ยออกมาว่า
"คอแห้ง ปวดหัวบ้าง"
"หลังจากดื่มน้ำมีอาเจียนออกมาไหม แล้วการขับถ่ายเป็อย่างไรเ้าคะ"
"หืมม มีอาเจียนออกมาบ้างหลังดื่มน้ำ ถ่ายเหลวร่วมด้วย"
ชายวัยกลางคนมองหน้าแม่นางน้อยอย่างสนใจ นางดูเหมือนจะเข้าใจวิถีการแพทย์อยู่บ้างจริงๆ แต่ก็ยังไม่สามารถตัดสินหรือปักใจเชื่อได้ คงต้องรอดูการวินิจฉัยโรคของนางเสียก่อน มี่มี่พยักหน้าถือแท่งถ่านในมือจดยุกยิกๆ ไปมา ก่อนจะเงยหน้าเอ่ยขึ้นว่า
"ชีพจรลอย ลิ้นเป็ฝ้าขาว มีอาการถ่ายเหลว ปวดหัว กระหายน้ำ ตัวรุมๆ เป็อาการของการมีความชื้นในร่างกายสูง ข้าจะเขียนเทียบยาอู่หลิงส่านให้ท่านไปเบิกที่ห้องยาต้มเอาแต่น้ำดื่ม ไม่กี่วันท่านต้องหายดีแน่นอน แล้วมีเสมหะร่วมด้วยไหมเ้าคะ"
"ไม่มีหรอก"
มี่มี่ที่ได้ยินดังนั้นก็พยักหน้า จดตัวยาในมือก่อนจะยื่นให้ชายวัยกลางคนผู้นั้น ก่อนจะเอ่ยต่อไปว่า
"ท่านลุงพักอยู่ที่นี่หรือเ้าคะ ถ้าอย่างไรพรุ่งนี้ให้ข้าช่วยดูอาการต่อไหมเ้าคะ"
ชายผู้นั้นแท้จริงแล้วเขาคือหมอใหญ่ลู่ที่กำลังพักฟื้นจากอาการป่วย เมื่อเขามองเห็นเทียบยาในมือที่เด็กสาวตรงหน้าเขียนให้ก็อดแปลกใจไม่ได้ จึงเอ่ยถามขึ้นว่า
"เหตุใดต้องใส่กุ้ยจือลงในเทียบยานี้ด้วย"
"เอ๋ กุ้ยจือใส่ไปเป็ตัวช่วย มีฤทธิ์ช่วยกระจายความเย็นออกจากร่างกาย อุ่นหยางทำให้ไหลเวียนได้ดีเ้าค่ะ"
หมอใหญ่ลู่ที่ได้ฟังก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ แม่นางน้อยผู้นี้ช่างมีความสามารถจริงๆ
"ว่าแต่เ้าเป็สตรี เหตุใดมาเดินเตร็ดเตร่ในค่ายทหารได้เล่า"
มี่มี่ที่ได้ฟังคำถามนี้ก็บ่นพึมพำถึงเื่ที่เจอในตอนนี้ให้หมอใหญ่ลู่ฟัง หมอใหญ่ลู่รับฟังทุกอย่างเรียบร้อยก็คิดไว้ในใจว่า หากเขากลับไปทำงานคงต้องช่วยแม่นางน้อยผู้นี้ให้ได้แสดงความสามารถเสียหน่อยกระมัง