สิ้นคำประกาศ ผู้คนต่างมองหาคนที่จะเดินออกมาด้านหน้าเวที หากแต่ไม่มีใครเดินออกมา จนกระทั่งมีเสียงเรียกดังมาอีกครั้ง
"ใครก็ตามที่มีศิลาแต่ไม่มีปรากฏพลังแสงใด ๆ บนรูปอารามทั้งสามและศิลาประจำตัวยังไม่แตกสลาย จงก้าวออกมาด้านหน้า" าุโซือไห่ประกาศออกมาอีกครั้ง
ลู่ซือมองดูศิลาในมือที่กำไว้อีกครั้ง แล้วเดินผ่านฝูงชนออกไปด้านหน้า จงฮวาใที่ลู่ซือเดินออกไป แต่เพราะคว้าตัวไม่ทัน จึงไม่รู้จะทำยังไง จงหมานและจงซื่อ ก็ใ ไม่คาดคิดว่าลู่ซือจะเดินออกไปด้านหน้า
"มันคิดว่ามันเป็ใคร เค้าเรียกคนที่ผ่านการทดสอบให้เดินออกไป แล้วมันจะเดินออกไปทำไม ไม่อายหรือยังไง เดี๋ยวก็ได้อับอายไปถึงตระกูลจงจนได้ ไอ้บ้าเอ๊ย" จงหมานด่าทอออกมาเมื่อเห็นลู่ซือเดินไปด้านหน้า
ลู่ซือเดินไปด้านหน้าท่ามกลางสายตาที่จับจ้องมากมาย จากนั้นจึงยื่นศิลาให้กับาุโซือไห่
"ข้าเอง ผู้าุโ"
"ข้าไม่เข้าใจว่าข้าผ่าน เพราะแสงจากศิลาวัดระดับไม่แสดงอะไรออกมา จนข้าคิดว่าไม่ผ่านแล้ว" ลู่ซือเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งสามสนามต่อหน้าผู้คน
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ... เ้าไม่ต้องแปลกใจอะไร อันที่จริงก็ไม่แปลกที่เ้าจะแปลกใจ เพราะแม้แต่เ้าสำนักก็ยังแปลกใจ"
"ทางสำนักตรวจสอบแล้ว คราแรกก็เข้าใจว่า ศิลาทดสอบมีปัญหา แต่ทางเ้าสำนักและรองเ้าสำนัก เข้ามาตรวจสอบเอง จึงพบว่า ศิลาทดสอบไม่ได้ความผิดปกติอะไรทั้งสิ้น"
"หากแต่ว่าระดับพลังของเ้าไม่ปรากฏเหมือนคนอื่น เพราะพลังบนศิลามันเข้มข้นเนียนไปกับสีของศิลา ทำให้มองด้วยตาเปล่าไม่ได้ จำเป็ต้องใช้พลังส่งถ่ายเข้าไป จึงจะมองเห็นได้ ดังนั้น จึงไม่แปลกใจที่ดูเผิน ๆ แล้ว เหมือนจะไม่มีพลังอะไรปรากฏออกมา"
"ความจริงแล้ว โดยปกติอายุขนาดเ้า ได้ระดับพลัง 3 ก็ถือว่าดีเยี่ยมมากแล้ว ระดับของพลังเ้านั้นสูงเกินระดับหกแล้ว เกินกว่าระดับปฐมกายา 6 เพียงแต่ศิลาที่เ้าทดสอบ วัดได้เพียงระดับหกเท่านั้น ดังนั้นเมื่อมันเกินระดับ มันจึงไม่มีแสงระดับพลังที่วัดได้จากหนึ่งถึงหก หากแต่กลายเป็แสงสีเดียวกับสีศิลาแต่มีความเข้มข้นสูง หากยังส่งต่อพลังเข้าไป แท่นศิลาวัดนั้นจะะเิด้วยทนแรงปราณไม่ไหว"
"ก็อย่างที่ข้าบอก หากไม่สังเกตจะไม่รู้เลยว่า มีพลังปราณเต็มอัดแน่นอยู่ภายใน ต้องส่งพลังปราณเข้าไปตรวจสอบ จึงจะเห็นความเข้มข้นของพลังที่เ้าทิ้งไว้บนศิลานั้น"
"ตามตำนานที่บันทึกไว้ เื่นี้ไม่เคยปรากฏมาก่อน หากแต่มีเขียนบันทึกไว้และเล่าสืบต่อกันมานับพันปีแล้ว จากเื่เล่าที่สืบต่อจนกลายเป็ตำนาน" าุโซือไห่กล่าวต่อ
"ทำไมเป็มันไปได้" จงหมานกำหมัดแน่น
"ข้าไม่อยากเชื่อเลย มันไม่ได้ฝึกวิชาตระกูล ไม่มีทรัพยากรมากมาย แล้วทำไม" จงซื่อโกรธจนตัวสั่น
"ฮ่า ฮ่า ลู่ซือ เ้าทำได้ ท่านย่ารู้ต้องดีใจมากแน่เลย ปล่อยให้ข้าเป็ห่วงซะแทบแย่" จงฮวายิ้มไม่หุบ แทบจะะโโลดเต้นด้วยความดีใจ
ในขณะเดียวกัน ศิษย์เอกและศิษย์สายในจำนวนมากก็ออกมาดู หลังจากที่ข่าวเื่ผลการทดสอบที่ไม่เคยคาดหมายว่าจะเกิดมาก่อน ศิษย์จำนวนมามายืนดูและวิพากย์วิจารณ์กันโดยรอบ
"เ้าเองหรือนี่" ผู้ที่พึมพำหาใช่คนอื่นไกล หากเป็เซียนเอ๋อ บุตรสาวเ้าเมือง ศิษย์อารามแห่งกระบี่นั่นเอง นางเองตกตะลึงเดินเข้ามาดูใกล้ ๆ ให้แน่ใจว่าเป็บุคคลเดียวกันหรือไม่โดยไม่รู้ตัว
าุโซือไห่ แจ้งต่อส่วนรวม "นับจากวันนี้ พวกเ้าที่ผ่านการทดสอบให้เข้ารายงานตัวต่ออารามที่เ้าผ่าน รวมทั้งเ้าด้วยลู่ซือ หากแต่เ้าจะได้เข้าเป็ศิษย์สายในทันที ส่วนพวกเ้าที่เหลือ เ้ามีเวลาสองปีในการฝึกฝนเข้าเป็ศิษย์สายใน"
"ลู่ซือ ..." เสียงใส ๆ ดังมาจากด้านหลัง เป็เสียงของจงฮวาะโเรียกมาแต่ไกล ลู่ซือหันไปดูพบจงฮวา วิ่งมา มีจงหมานและจงซื่อเดินตามมาห่าง ๆ ทำหน้าเบื่อหน่าย
"เ้านี่นะ เก็บเงียบเลย เ้าทำได้ยังไงกัน เ้าเป็ตัวตนใหม่ของตำนานเชียวนะ ข้าไม่อยากเชื่อเลย"
"แค่เ้าสอบผ่าน ข้าก็ดีใจแล้ว นี่เ้าผ่านเป็ศิษย์ในได้ในรอบร้อยปีแบบนี้ ข้าแทบะโดีใจเลย ท่านย่ารู้ต้องดีใจมากแน่ ๆ เลย" จงฮวาะโดีใจรอบตัวลู่ซือ โดยไม่ปิดบังอารมณ์แต่อย่างใด
"แล้วเ้าจะเลือกเข้าอารามไหนก่อน เ้าเป็ศิษย์ในแล้ว เ้าเลือกได้อย่างที่ใจเ้าปรารถนา" จงฮวาหยุดะโโลดเต้น กลับมาคุยเป็เื่เป็ราวอีกครั้ง
"ข้าคิดว่า ข้าจะเลือกอารามแห่งพลองก่อน จากนั้นจึงจะเข้าอารามแห่งดาบภายหลัง ข้าไม่แน่ใจว่าทำไม แต่เหมือนมีอะไรดลใจข้าให้เลือกอารามแห่งพลอง" ลู่ซือเล่าตามความรู้สึกที่เกิดขึ้น เหมือนมีอะไรบางอย่างมาดลใจและกระตุ้นให้เลือกอารามแห่งพลองก่อน ทั้ง ๆ ที่อารามแห่งพลองมีศิษย์น้อยกว่าอารามแห่งดาบและกระบี่ อีกทั้งยังรู้สึกได้ว่า มีความยากและได้ใช้เวลาในการส่งถ่ายพลังปราณมากกว่าในการทดสอบอีกด้วย
ขณะเดียวกัน ลู่ซือก็เหลือบไปเห็นหนิงเซียน ที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก และเป็จังหวะที่หนิงเซียนกำลังมองมาเช่นกัน ทำให้สายตาประสานกันทันที
"อ๋อ เ้าเองหรือ หนิงเซียน" ลู่ซือพยักหน้าเป็การทักทายให้กับหนิงเซียน นางไม่ได้กล่าวอะไรตอบ หากแต่ศิษย์สายในคนหนึ่งกลับพูดออกมา
"เ้าเป็ศิษย์ใหม่ เ้าไม่คารวะศิษย์พี่อย่างพวกข้า หรือหนิงเซียนเลย ไม่รู้จักมารยาท ไม่มีใครสั่งสอนหรือยังไง ทำไมไม่เรียกศิษย์พี่หนิงเซียน" เล่าหาน ศิษย์สายในกล่าวตำหนิออกมา ด้วยไม่ชอบที่หนิงเซียนเดินเข้ามาสังเกตลู่ซืออย่างตั้งใจ ทั้ง ๆ ที่โดยปกติแล้ว เป็ที่รู้กันว่า นางจะไม่สนใจอะไรเลย ไม่ว่าใครจะหน้าตาดี ใครจะเก่งแค่ไหน นางไม่เคยสนใจ นางจะไม่ทักทายใครเลย แม้จะสนิทแค่ไหน ก็จะไม่พูดจามากมาย แต่ลู่ซือเป็ใครมาจากไหน ทำไมนางต้องเดินเข้ามาดูใกล้ ๆ อย่างตั้งใจ
"ลู่ซือ เป็เ้าเองหรือนี่" เสียงพูดดังเข้ามา เป็เสียงของหนิงเซียนกำลังเดินเข้ามาพร้อมศิษย์สายในจำนวนหนึ่ง ความจริงแล้วนางไม่ได้ตั้งใจจะมาพูดคุยด้วย นางเพียง้าให้แน่ใจว่า เป็ชายที่ไปรักษานางในตอนนั้นหรือไม่เท่านั้น
นางเองยังรู้สึกอาย กระดากใจ ที่ในยามรักษาครั้งนั้น ได้ปลดเปลื้องเสื้อผ้าอาภรณ์ออกหมดตัว แม้จะรู้ว่าไม่ใช่เื่ลามก และมีความจำเป็ต้องรักษาด้วยวิธีการดังกล่าว หากแต่นางก็ยังรู้สึกอายและโกรธอยู่ในใจอยู่ดี ความรู้สึกนี้ยังเป็ปมในใจมาหลังจากที่รับการรักษา แม้นจะไม่พูด แต่ก็อดคิดยังไม่ได้ จะว่าโกรธก็ไม่ใช่ จะไม่โกรธก็ไม่ใช่ มันกระอักกระอ่วนใจมาตลอด ไม่กล้าจะบอกท่านพ่อ ว่านางรู้สึกอย่างไร
"ขอบใจเ้ามากที่ช่วยข้าไว้คราวก่อน ข้า... ข้า.... ช่างเถอะ ..." หนิงเซียนเดินเข้ามาใกล้ ๆ หลังจากที่สบสายตากัน ตั้งใจว่าจะดูให้แน่ใจแล้วกลับไป แต่เหตุการณ์พาไป ทำให้นางต้องตัดสินใจเดินเข้ามาทักทาย และกระซิบบอกลู่ซือ ด้วยใบหน้าแดงก่ำด้วยความรู้สึกที่ทั้งเขินอายและยังโกรธ ๆ ในเวลาเดียวกัน ก่อนจะเดินกลับไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้เล่าหานและศิษย์สายในคนอื่นงงว่าเกิดอะไรขึ้น
เป็เพราะรับรู้ได้ถึงความไม่ปกติของหนิงเซียนที่มีต่อลู่ซือ และเป็เพราะตนเองชอบหนิงเซียนมาก ทำให้เกิดความไม่พอใจขึ้นมา ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกที่เล่าหานจะส่งสายตาที่ไม่เป็มิตรมาทางลู่ซืออย่างตั้งใจ จากนั้นจึงวิ่งตามหนิงเซียนกลับเข้าอารามแห่งกระบี่ด้านใน
ลู่ซือไม่ได้กล่าวอะไรนับจากที่หนิงเซียนเดินกลับไป หากแต่พึมพำในใจกลับไปว่า "เกิดอะไรขึ้น เ้าจะพูดอะไร ... ช่างเถอะ ... แล้วค่อยพบกัน"
"ข้าจะเข้าไปรายงานตัวที่อาราม แต่จะไปส่งเ้าก่อน" ลู่ซือกล่าวจบก็เดินไปพร้อมจงฮวาเพื่อไปส่งนางเข้าอาราม เมื่อรู้ว่านาง้าเข้าอารามแห่งดาบด้วยเหตุใดอะไร ลู่ซือก็เข้าใจได้และไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใด ต่างคนต่างมีความชอบต่างกัน ในเมื่อนางสอบได้ทั้งดาบและกระบี่ แปลว่า นางสามารถเข้าไปเรียนได้ทั้งสองอารามตาม้า
จงหมานและจงซื่อเมื่อเห็นดังนั้น ต่างก็มองหน้ากันด้วยความไม่พอใจ ที่ทั้งจงฮวาและลู่ซือ ไม่พูด ไม่ถามอะไร และปล่อยสองคนไว้โดยไม่สนใจอะไรอีก ทั้งสองต่างมองหน้ากันและมุ่งหน้าเข้าสู่อารามแห่งกระบี่เพื่อรายงานตัว
เสียงหวีดร้องสองเสียงยังคงดังกระหึ่มหลังจากที่ ลู่ซือเดินเข้าไปในอาราม สร้างความใ แปลกใจให้กับผู้คน ั้แ่ระดับเ้าสำนักไปถึงระดับศิษย์ใหม่ทุกคน