ผู้นำหมู่บ้านและป้าจางต่างจ้องมองกองเงินที่หลินซีดันมาตรงหน้าด้วยอาการตกตะลึง ความรู้สึกแรกและความรู้สึกเดียวที่มียามนี้คือ…เหลือเชื่อ
‘นี่เป็รายได้จากการทำงานวันเดียว เหตุใดจึงได้มากถึงเพียงนี้?’
ต้องทราบก่อนว่า แม้แต่ขุนนางท้องถิ่นที่ได้รับเบี้ยหวัด รายได้ตลอดทั้งเดือนก็ยังอยู่ราว ๆ หนึ่งตำลึงเศษเท่านั้น แต่นี่พวกเขาออกแรงเพียงวันเดียว กลับได้รับส่วนแบ่งเป็เงินก้อนโตเกือบสามตำลึง!
หลังจากสติกลับมา ท่านผู้นำหมู่บ้านนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “ช้าก่อน! เหตุใดถึงแบ่งส่วนตามจำนวนคนเล่า?”
คำพูดของสามีช่วยเตือนสติป้าจางด้วย นางรีบกล่าวเสริม “นั่นซี! เมื่อคืนเราตกลงกันแล้วไม่ใช่หรือว่าจะแบ่งเป็สามส่วนต่อเจ็ดส่วน พวกข้าสาม พวกเ้าเจ็ด?”
หลินซีกะพริบตาปริบ ๆ แย้มยิ้มเล็กน้อย “ป้าจางเ้าคะ คนที่ตกลงน่ะคือท่านฝ่ายเดียว ข้ากับสามียังไม่ได้ตอบตกลงด้วยสักคำ”
ป้าจางนิ่งไปครู่หนึ่ง เมื่อลองนึกย้อนดู เมื่อคืนก็ดูเหมือนจะเป็นางที่พูดอยู่ฝ่ายเดียวจริง ๆ เสิ่นเฉินกับหลินซีเพียงแต่รับฟัง ไม่ได้เอ่ยปากตอบรับข้อเสนอ
นางทั้งขำทั้งอดเคืองไม่ได้ แสร้งทำหน้าเคร่งขรึมกล่าว “ไม่ได้เด็ดขาด! สะใภ้เสิ่น พวกเ้ามีช่องทางทำกินแล้วยังอุตส่าห์มีน้ำใจนึกถึงพวกเรา ก็นับว่าเป็พระคุณมากแล้ว พวกเราจะฉวยโอกาสเอาเปรียบพวกเ้าได้อย่างไร ต้องแบ่งตามสัดส่วนสามเจ็ดเท่านั้น!”
“ใช่แล้ว!” ผู้นำหมู่บ้านกล่าวสนับสนุนภรรยา เขาลงมือนับเงินส่วนที่เป็ของครอบครัวตนตามสัดส่วนสามในสิบส่วนออกมาจากกองเหรียญตรงหน้า แล้วดันส่วนที่เหลือทั้งหมดกลับคืนไปฝั่งเสิ่นเฉินกับหลินซี ก่อนเอ่ยเสียงหนักแน่น
“เอาตามนี้แหละ พวกเ้าห้ามปฏิเสธ พวกเราได้ส่วนแบ่งเท่านี้ก็นับว่าเกินความคาดหมายไปมากแล้ว”
หลินซีหันไปสบตาเสิ่นเฉิน พลางส่งสายตาบอกให้เขาเจรจา
เสิ่นเฉินยืดตัวนั่งตรงแล้วกล่าว “การแบ่งตามจำนวนคนเป็ความตั้งใจของข้ากับหลินซีเองขอรับ ท่านลุงจาง ป้าจาง พวกท่านมาช่วยเหลือ ข้ากับภรรยาซาบซึ้งในน้ำใจของท่านทั้งสองมาก หากจะให้แบ่งตามสัดส่วนสาม-เจ็ดจริง ๆ ก็เท่ากับพวกเราเป็ฝ่ายเอาเปรียบ พวกเราทำเื่เช่นนั้นไม่ได้หรอกขอรับ”
“จะเป็พวกเ้าเอาเปรียบได้อย่างไร?” ผู้นำหมู่บ้านแย้งขึ้น ยืนกรานจะรับส่วนแบ่งตามหลักการของตน
เสิ่นเฉินพูดต่อเสียงเรียบ “หากพวกท่านยังคงไม่เห็นด้วย เช่นนั้นวันหน้าพวกเราก็คงไม่กล้ารบกวนให้พวกท่านมาร่วมงานอีกแล้วขอรับ”
“นี่…” ผู้นำหมู่บ้านถึงกับอ้ำอึ้ง ไม่รู้จะตอบโต้อย่างไร ได้แต่หันไปมองภรรยาอย่างจนใจ
ป้าจางเองก็รู้สึกอึดอัดและลำบากใจไม่แพ้กัน สตรีมีอายุถอนหายใจแล้วเริ่มคิดหาถ้อยคำมาเอื้อนเอ่ย “เสิ่นเฉินเอ๋ย พวกป้ารู้ว่าพวกเ้าหวังดี แต่ว่า–”
หลินซีเห็นท่าทีจะยืดเยื้อจึงพูดตัดบท “พวกท่านช่วยรับเงินไปเถิดนะเ้าคะ ตอนนี้ดึกมากแล้ว หากพวกเรายังโต้เถียงกันเื่นี้ต่อไปอีก เกรงว่าจะไม่ได้พักผ่อนกันพอดี”
นางดันกองเงินกลับไปพร้อมส่งยิ้มหวานจนตาหยี “ท่านลุง ป้าจาง เื่นี้ข้ากับสามีเห็นพ้องต้องกันเ้าค่ะ หากท่านลุงกับท่านป้ายังคงไม่ยินยอมรับน้ำใจนี้ ต่อไปพวกเราคงไม่กล้ารบกวนท่านทั้งสองอีกจริง ๆ เ้าค่ะ”
ผู้นำหมู่บ้านและป้าจางสบตากันไปมาอยู่ครู่ใหญ่ สุดท้ายก็ถอนหายใจยาวออกมาพร้อมกัน
“เฮ้อ~ เช่นนั้นก็ได้…”
ทันใดนั้น ผู้นำหมู่บ้านก็พลันนึกบางอย่างได้ รีบเอ่ยท้วงทันที “แต่ข้าได้ยินว่าวันนี้ต้าเป่าก็ติดตามไปด้วยไม่ใช่รึ? ในเมื่อจะแบ่งตามจำนวนคน ก็ต้องนับรวมส่วนของเขาเข้าไปด้วยสิ!”
เสิ่นเฉินฟังแล้วขมวดคิ้วมุ่น รีบเอ่ยแย้ง “เช่นนั้นไม่ได้ขอรับ ต้าเป่าเป็เด็ก แค่ตามไปเล่นสนุก—”
ทว่าผู้นำหมู่บ้านไม่เปิดโอกาสให้เขาได้พูดต่อ ยกมือขึ้นห้ามพลางลงมือจัดแจงแบ่งกองเงินใหม่อีกครั้งอย่างรวดเร็ว “เสิ่นเฉินเอ๋ย เอาตามนี้แหละ ถูกต้องที่สุดแล้ว หาไม่ลุงกับป้ารับเงินไป ก็คงกินข้าวไม่อร่อยไปหลายวัน อย่าทำให้ผู้าุโลำบากใจเลย”
ผู้นำหมู่บ้านยืนกรานถึงเพียงนี้ หลินซีและเสิ่นเฉินก็ไม่อาจคัดค้านได้อีก
เมื่อทั้งสองฝ่ายนัดเวลาสำหรับงานในวันรุ่งขึ้นเรียบร้อย ผู้นำหมู่บ้านและป้าจางก็กล่าวลา ก่อนกลับบ้านด้วยความรู้สึกยินดี
หลินซียืนส่งที่ประตูรั้ว มองแขกทั้งสองแล้วเอ่ยขึ้นเสียงแ่กับคนข้าง ๆ “ครอบครัวท่านผู้นำหมู่บ้านซื่อตรงและมีน้ำใจยิ่งนัก ดีกับเรา จนข้ารู้สึกเกรงใจจริง ๆ”
มุมปากของเสิ่นเฉินยกขึ้นเล็กน้อย “ครอบครัวนี้เป็คนดีมาแต่ไหนแต่ไร... ดึกแล้ว ไปพักผ่อนเถอะ”
หญิงสาวพยักหน้าอย่างว่าง่าย เดินไปรินยาที่ต้มไว้บนเตาขึ้นดื่มรวดเดียว จากนั้นจึงล้างหน้าล้างตา เตรียมตัวเข้านอน
++++++++++
เช้าวันใหม่
ด้วยมีประสบการณ์จากเมื่อวาน ครอบครัวของป้าจางจึงไม่ได้มาเยือนแต่เช้าตรู่ ตอนที่พวกเขามาถึง หลินซีกับเสิ่นเฉินเพิ่งจะรับประทานอาหารเช้าเสร็จพอดี
ต้าเป่าเองก็รู้หน้าที่ ตื่นมารออยู่แล้วเช่นกัน เดิมทีหลินซีคิดว่าเด็กชายคงเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนัก จนวันนี้อาจตื่นสาย คาดไม่ถึงว่าต้าเป่าจะมีความมุ่งมั่นตั้งใจจริง สามารถลุกจากที่นอนแต่เช้าตรู่ได้ด้วยตนเองอย่างหายห่วง...
‘เอ่อ…หากไม่นับรวมรอยคล้ำใต้ดวงตาทั้งสองข้างที่ปรากฏชัดนั่นน่ะนะ’
ส่วนจางเจ๋อและจางอวี้เอ๋อร์นั้น คงเพราะเพิ่งได้รับเงินก้อนแรกก้อนโตจากการทำงาน วันนี้จึงดูกระปรี้กระเปร่ามากกว่าเมื่อวานหลายเท่า
จางอวี้เอ๋อร์เอ็นดูต้าเป่าอยู่เป็ทุนเดิม เมื่อเห็นเด็กชายยังมีท่าทางง่วงซึมแต่พยายามฝืนไว้ก็เอ่ยด้วยความสงสาร “ต้าเป่า เ้าไม่ต้องฝืนไปกับพวกเราก็ได้นะ เด็กเล็ก ๆ อย่างเ้าควรนอนหลับพักผ่อนให้มาก ๆ ถึงจะดี”
ต้าเป่าส่ายหน้าปฏิเสธ พูดตอบอย่างหนักแน่น “ข้าเป็พี่ชายคนโต ต้องทำตัวเป็แบบอย่างที่ดีให้น้อง ๆ”
ป้าจางได้ยินดังนั้นถึงกับออกปากชมเชย “ต้าเป่าช่างรู้ความเสียจริง ต่อไปภายภาคหน้าต้องมีอนาคตไกลแน่ เจ๋อเอ๋อร์ เ้าดูน้องเป็ตัวอย่างสิ ตอนเ้าอายุเท่านี้ยังเอาแต่นอนกินบ้านกินเมืองอยู่เลย”
จางเจ๋อที่ถูกพาดพิงกะทันหันรีบหันไปมอง แล้วส่งเสียงโอดครวญ “โธ่! ท่านแม่ ตอนนั้นข้าก็เป็เด็กดีเชื่อฟังเหมือนต้าเป่าไม่ใช่หรือขอรับ?...
…แต่ข้าแค่นอนนานเพื่อสุขภาพที่ดีเท่านั้นเอง”
คนเป็มารดาถลึงตาชี้หน้า “เ้าหยุดพูดไปเลยนะ ยิ่งพูดก็ยิ่งทำให้ข้านึกโมโห!”
คนทั้งวงจึงพากันหัวเราะครืน
หลังจากเตรียมทุกอย่างเรียบร้อย คณะเก็บผักก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ตีนเขาพยัคฆ์คำรามทันที ด้วยมีประสบการณ์จากเมื่อวาน วันนี้ทุกอย่างจึงราบรื่นและเป็ระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น…
แล้วก็เป็ไปตามแผนการที่วางไว้ เมื่อถึงยามเที่ยง หลินซีจึงเดินทางกลับเข้าหมู่บ้านเพื่อนัดแนะกับเสิ่นเฉินเื่การขนส่งใน่บ่าย
ตกบ่าย หลินซี เสิ่นเฉิน จางเจ๋อ และต้าเป่าจึงได้เดินทางเข้าตัวอำเภออีกครั้ง โดยครั้งนี้ สินค้าบนเกวียนวัวนอกจากจะมีผักป่ากองโตเช่นเมื่อวานแล้ว ก็ยังมีสัตว์ป่าเป็ ๆ ที่เสิ่นเฉินจับมาได้จากกับดักเมื่อคืนเพิ่มมาอีกหลายตัว
ครึ่งชั่วยามผ่านไป ในที่สุดเกวียนวัวก็มาหยุดลงหน้าภัตตาคารเค่ออวิ๋นโหลว
…
จ้าวเต๋อเฉวียนไม่คาดคิดว่าสิ่งที่ตนเฝ้ารอเมื่อวาน มาวันนี้จะได้เห็นกับตา พอเห็นของป่าก็ทั้งประหลาดใจทั้งยินดี “เอ่ยถึงโจโฉ โจโฉก็มา! แม่นางหลิน ท่านช่วยแก้ปัญหาเร่งด่วนของข้าได้จริง ๆ! วันนี้ภัตตาคารเค่ออวิ๋นโหลวกำลัง้าเนื้อสัตว์ป่าอยู่พอดี!”
กล่าวกันตามจริง เนื้อสัตว์ป่าทั่วไปไม่ใช่ของหายาก ขอเพียงมีเงินมากพอก็สามารถหาซื้อได้ ทว่าร้านขายเนื้อที่มีเนื้อสัตว์ป่าขายกลับไม่ได้หมายความว่าจะน่าซื้อเสมอไป ความน่าสนใจอันแท้จริงที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้ออยู่ที่ ‘ชนิด’ และ ‘คุณภาพ’ ของสินค้าต่างหาก!
และจากสินค้าที่ได้รับในสองวันนี้ทำให้จ้าวเต๋อเฉวียนได้ตระหนักว่าครอบครัวสกุลเสิ่นนั้นไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ! ของป่าหายากหลายชนิดที่ปกติแล้วอาจต้องรอเป็เดือนจึงจะมีเข้ามาสักครั้ง พวกเขากลับสามารถหามาส่งให้ได้! ยกตัวอย่างเช่น เนื้อกวางป่าและอ้นอ้วนพีที่ถูกจัดการอย่างดีที่บรรทุกมาบนเกวียน ใน่ฤดูนี้ใช่ว่าจะล่ามาได้โดยง่าย
แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือ การที่ซากสัตว์เหล่านี้อยู่ในสภาพดี ภายนอกแทบไม่มีาแฉกรรจ์ให้เห็น!
ครั้นย่างเข้าสู่ฤดูหนาว หนังสัตว์ป่าหลายชนิดจะมีราคาสูงลิ่ว การที่หนังสัตว์อยู่ในสภาพสมบูรณ์ไร้ตำหนิจึงนับเป็เื่สำคัญยิ่งยวดที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าของซากสัตว์นั้น ๆ ได้มหาศาล
หลินซียิ้มแต่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดให้มากความ หลังจากทักทายตามมารยาทสองสามคำ ก็ส่งมอบของและรับเงิน
ทว่าแม่ค้าสาวมีเื่กังวลอยู่อย่างหนึ่ง เมื่อนึกขึ้นได้จึงเอ่ยถาม “เถ้าแก่จ้าวเ้าคะ ผักป่าของเมื่อวานขายเป็อย่างไรบ้าง?”
ในมุมมองของหลินซี การขายผักป่าเป็เพียงช่องทางหารายได้ในระยะสั้น นางคาดการณ์ว่าคงจะเก็บมาขายเช่นนี้ไปได้อีกราวครึ่งเดือนเป็อย่างมาก
ขอเพียงผักป่าที่เก็บมายังคงเป็วัตถุดิบขายดีในภัตตาคาร ครอบครัวนางก็จะสามารถสะสมเงินทุนก้อนแรกได้อย่างรวดเร็ว
จ้าวเต๋อเฉวียนตอบกลับอย่างร่าเริง “ไม่เลวเลย! ผักป่ากว่าร้อยชั่งที่ส่งมาเมื่อวานขายหมดเกลี้ยง! ข้าคาดว่าอีกสักสองวัน หากยอดขายยังคงดีเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าพวกท่านคงต้องเพิ่มปริมาณการส่งให้มากขึ้นแล้วละ”
ได้ยินเช่นนั้น จางเจ๋อที่ยืนฟังอยู่ด้านหลังเงียบ ๆ ก็ยิ้มแย้มตาวาว ความดีใจฉายชัดบนใบหน้า
หลินซีพยักหน้ารับ “ตกลงเ้าค่ะ ขอเพียงภัตตาคารขายได้ดีข้าก็วางใจ”
“พวกเราขอตัวกลับก่อนนะเ้าคะ”
เนื่องจากไม่มีสิ่งใดต้องซื้อหาเพิ่มเติม หลินซีและคณะจึงมุ่งตรงกลับหมู่บ้านเฉินหยางทันที
และเพราะวันนี้เดินทางกลับมาถึงเร็วกว่าปกติ ผู้นำหมู่บ้านกับภรรยาจึงมาที่บ้านสกุลเสิ่นเพื่อรอรับส่วนแบ่งั้แ่ก่อนพลบค่ำ
++++++++++
ในวันถัด ๆ มา กิจการเก็บผักป่าขายยังคงดำเนินไปอย่างราบรื่น
สามวันให้หลัง เถ้าแก่จ้าวเต๋อเฉวียนก็แจ้งข่าวมาตามคาดว่า ขอให้พวกเขาเพิ่มปริมาณการส่งผักป่า จากเดิมวันละหนึ่งร้อยชั่ง เป็หนึ่งร้อยห้าสิบชั่ง
วันนี้หลินซีที่ขนผักไปส่งกลับมาถึงหมู่บ้านค่อนข้างเร็วกว่าปกติ และพบว่าเสิ่นเฉินกับเด็ก ๆ ทั้งสี่คนยังไม่กลับมาที่บ้าน
หญิงสาวจึงถือโอกาสนี้แวะไปบ้านของผู้นำหมู่บ้าน เพื่อจัดการแบ่งเงินรายได้ของวันนี้ให้เรียบร้อยก่อน
เพียงเวลาไม่กี่วัน ครอบครัวนางก็สามารถหาเงินได้ถึงห้าหกตำลึงแล้ว ป้าจางดีใจจนยิ้มไม่หุบ ทว่าก็อดรู้สึกกังวลอยู่บ้างไม่ได้ จึงเอ่ยถาม
“หลินซีเอ๊ย ผักป่าบริเวณที่เราไปเก็บกันทุกวันน่ะ ดูเหมือนจะเริ่มร่อยหรอลงไปมากแล้วนะ หากเก็บจนหมดแล้ว หลังจากนี้พวกเราจะทำอย่างไรกันดีล่ะ?”
หลินซีตอบอย่างมั่นใจ “ไม่เป็ไรเ้าค่ะป้าจาง ข้ารู้แหล่งอื่น ๆ ที่ยังมีผักป่าชนิดนี้อยู่อีก” นางคิดคำนวณเื่นี้ไว้แล้ว
อีกประการหนึ่ง นางก็ไม่ได้คิดจะพึ่งพาการส่งผักป่าเพียงชนิดเดียวนี้ไปตลอดอยู่แล้ว หากนางสามารถหาผักป่าชนิดอื่น ๆ ที่มีรสชาติดีและมีสรรพคุณทางยามาเสนอขายได้หลากหลายมากขึ้น ขอเพียงเป็ที่้าของตลาด ภัตตาคารเค่ออวิ๋นโหลวย่อมยินดีรับซื้อเป็แน่
ได้ยินดังนั้น ป้าจางจึงค่อยวางใจ คลายความกังวลลงไปมาก
หลินซีพูดคุยอีกสองประโยคแล้วกล่าวลาอีกฝ่ายก่อนจะเดินจากมา และตั้งใจว่าจะลองไปตามหาว่าเสิ่นเฉินกับเด็ก ๆ ไปทำสิ่งใดอยู่ที่ไหน
ทว่าคาดไม่ถึง เพียงก้าวพ้นประตูรั้วบ้านผู้นำหมู่บ้านมาได้ไม่ไกล ก็พลันพบหญิงสาวนางหนึ่งกำลังเดินสวนทางมา
.
.
.