ตอนที่ 44 หยั่งเชิง
อีกด้านหนึ่งที่บ้านตระกูลจาง การฉลองปีใหม่ในครั้งนี้พวกเขาก็ไม่ได้จัดกันอย่างยิ่งใหญ่เหมือนกับทุกปีที่มันเป็นอย่างนี้มันก็เป็นเพราะว่าเช่าหวานั้นเป็นคนขี้เกียจสันหลังยาวในวันฉลองปีใหม่นั้นมีงานหลายอย่างที่จะต้องทำแต่เมื่อหล่อนเริ่มทำไปได้เพียงนิดเดียว หล่อนก็เลิกทำไปเสียอย่างนั้น
ในขณะที่นั่งกินมื้อเที่ยงกันอยู่ในบ้านย่าของจางฉุ้ยเหลียนก็พูดออกมาอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ผ้าม่านก็เลอะฝุ่นไปหมดตอนเช็ดกระจกด้านหลังได้ซักผ้าม่านด้วยไหม ? ”
“แล้วได้นึ่งหมั่นโถวรูปดอกไม้กับหมั่นโถวรูปสามเหลี่ยมแล้วก็เกี๊ยวแล้วรึยัง ? ”
“ไม่ได้ซื้อผักเข้าบ้านหรือ ? ปีที่แล้วก็ทำอาหารแค่สองอย่างนี้อย่างนั้นหรือ ? เสี่ยวหวา ปีนี้มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมมันถึงได้เป็นอย่างนี้ ? ”
เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือทุกคนในบ้านต่างก็รู้ว่าที่วันฉลองปีใหม่ในครั้งนี้มันเป็นอย่างนี้สาเหตุมันเกิดจากอะไรเพราะไม่มีจางฉุ้ยเหลียนมาคอยทำความสะอาดหรือทำอาหารให้วันฉลองปีใหม่ในครั้งนี้มันถึงได้เป็นเช่นนี้ ตามประเพณีเมื่อใกล้ถึงวันปีใหม่สิ่งแรกที่จะต้องทำก็คือการทำความสะอาดบ้าน เช็ดกระจก ซักเสื้อผ้า ซักม่านหน้าต่างและซักผ้าปูโต๊ะ แต่เมื่อไม่มีคนคอยทำให้ บ้านมันจะไปสะอาดได้ยังไงล่ะ
เมื่อได้ยินดังนั้นเช่าหวาก็พูดแก้ตัวออกไปว่า“หนูนั่งปะติดกล่องลังอยู่ในบ้านทุกวัน หนูจะเอาเวลาที่ไหนไปทำงานบ้านได้ล่ะคะ”
ย่าของจางฉุ้ยเหลียนไม่อยากจะฟังคำพูดแก้ตัวของเช่าหวาอีกต่อไปหล่อนจึงได้ทำได้เพียงแค่กวาดสายตามองไปรอบ ๆ บ้านเท่านั้น เมื่อเห็นดังนั้นเช่าหวาก็รู้สึกเกลียดจนอยากจะพ่นคำด่าออกไป แต่หล่อนก็ทำแบบนั้นไม่ได้
อาหารมื้อค่ำของตระกูลจางนั้นแตกต่างกับตระกูลเซี่ยราวฟ้ากับเหวเพราะที่บ้านพวกเขามีแค่ผักกาดขาวผัดมันฝรั่ง ปลานึ่งวุ้นเส้นหมูผัด ไก่ตุ๋นมันฝรั่ง มันฝรั่งเส้นฝอยผัดน้ำมัน สาหร่ายตุ๋นเต้าหู้แล้วก็อาหารเรียกน้ำย่อยจำพวกผัดกาดขาวและเต้าหู้แห้ง
จางกว่างฝูไม่ได้รู้สึกเสียหน้าแต่อย่างใดเขากวักมือเรียกทุกคนมากินข้าวด้วยกัน เมื่อเข้ามานั่งร่วมวงกินข้าวแล้วทั้งสามคนยื่นก็ตะเกียบออกไปคีบเนื้อไก่ เนื้อปลา และหมูผัดมากินกันคนละคำ
จางกว่างโหยว รวมทั้งปู่และย่าของจางฉุ้ยเหลียนต่างก็กินได้แค่ผัดกาดขาวเพียงอย่างเดียวเท่านั้นเมื่อมองไปยังอาหารอันน้อยนิดที่วางอยู่บนโต๊ะ ทุกคนต่างก็ไม่มีใครกล้ากินอะไรเลยราวกับว่าถ้าตนกินเยอะไป คนอื่นอาจจะไม่ได้กินอย่างไรอย่างนั้น
“ไอ้หยา ทำไมพี่สะใภ้ไม่กินล่ะ ? หรืออาหารบ้านเราไม่ถูกปากพี่อย่างนั้นหรือ? ไอ้หยา พี่สะใภ้ก็รู้ว่าฐานะบ้านเรามันยากจนมากแค่ไหน บ้านเราก็มีแค่หัวไชเท้าผักกาดขาว และมันฝรั่งเท่านั้นแหละ พี่สะใภ้ก็ทน ๆ กินเข้าหน่อยแล้วกันแล้วอีกอย่างพี่สะใภ้ก็เห็นว่าลูกชายของฉันกินอย่างเอร็ดอร่อยมากแค่ไหน!”
เมื่อได้ยินคำพูดของเช่าหวาทุกคนก็ยิ่งไม่กล้ากินเข้าไปใหญ่ ย่าของจางฉุ้ยเหลียนนั้นรู้สึกปวดใจเป็นอย่างมากหล่อนจึงพูดออกไปว่า “เสี่ยวหวาเธอก็เริ่มเลี้ยงหมูตั้งแต่ต้นฤดูใบไหม้ผลินี้เลยสิ พอเธอเลี้ยงจนครบหนึ่งปีปีใหม่ครั้งหน้าเธอก็จะได้กินเนื้อหมูพอดี”
เช่าหวาแสยะยิ้มและพูดออกมาว่า“เราทำอย่างที่คุณแม่พูดไม่ได้หรอกค่ะ บ้านเรายากจนขนาดนี้เราจะเอาอาหารที่ไหนให้หมูกินล่ะคะ !”
เมื่อได้ยินคำพูดของเช่าหวาหลิวกุ้ยเฟินก็อดที่จะพูดออกไปไม่ได้ว่า “ทำไมจะไม่มีล่ะ เธอก็แค่ซื้อรำข้าวมาก็พอแล้วอีกอย่างตอนที่ฉันออกไปหาหญ้ามาให้หมู เธอก็ไปกับฉันไง”
เช่าหวาเบะปาก จากนั้นก็พูดออกไปว่า“คำพูดของพี่สะใภ้มันฟังดูง่ายจังเลยนะคะ แต่ถ้าเลี้ยงหมูมันง่ายขนาดนั้นทำไมพี่ไม่เคยทำอาหารให้หลานชายของพี่กินเลยล่ะ”
หลิวกุ้ยเฟินพยายามอดกลั้นความโกรธเอาไว้แต่กลับเป็นย่าของจางฉุ้ยเหลียนที่โกรธขึ้นมาแทน“หล่อนไม่ได้ทำอาหารให้พวกเธอกินอย่างนั้นหรือถ้าหล่อนไม่ได้ทำอาหารให้พวกเธอกินแล้วกับข้าวที่วางอยู่บนโต๊ะตอนนี้ล่ะมันหมายความว่ายังไง ? ตัวเองไม่ทำการทำงานอะไรสักอย่างแล้วยังมีหน้ามาว่าคนอื่นอีกอย่างนั้นหรือ ? ”
เช่าหวาโยนถ้วยที่ถืออยู่ในมือลงไปบนโต๊ะทันทีจากนั้นหล่อนก็ตะโกนออกไปเสียงแหลมว่า “เราไม่ทำการทำงานตรงไหนกันถ้าคุณแม่เอาเวลามาดูแลลูก ๆ ให้เราเราก็มีเวลาออกไปทำงานหาเงินแล้วล่ะค่ะ และตอนนี้เราก็คงจะมีเงินมีทองเยอะแล้วด้วย”
เมื่อได้ยินดังนั้นย่าของจางฉุ้ยเหลียนก็ถึงกับตัวสั่นขึ้นมาด้วยความโกรธในทันทีจากนั้นหล่อนก็กัดฟันกรอดและพูดออกไปว่า “เธอว่ายังไงนะ ? ”
แต่หลิวกุ้ยเฟินกลับไม่ได้รู้สึกโกรธแต่อย่างใดนอกจากจะพูดกับเช่าหวาออกไปว่า “เธอบอกว่าที่เธอจนอยู่แบบนี้มันเป็นเพราะคุณแม่ไม่ได้ไปดูแลลูก ๆ ให้เธออย่างนั้นหรือ ว่าแต่เธอมีลูกด้วยหรือ ?ตอนนั้นฉันจำได้นะว่าตอนที่เธอคลอดจางฉุ้ยเหลียนออกมา เธอก็ส่งหล่อนไปให้คนอื่นเลี้ยงแล้ว และตอนที่เธอคลอดลูกคนที่สอง คุณแม่ก็ขาหักนอนติดเตียงอยู่ตั้งครึ่งปีคุณแม่จะไปช่วยเธอดูแลลูกได้อย่างไรล่ะ ? ”
จางฉุ้ยหลินก็ทนฟังไม่ได้อีกต่อไปเขาจึงพูดออกไปว่า “คุณอาสะใภ้รองก็มักจะพูดแบบนี้เสมอ อย่าว่าแต่เมื่อก่อนเลยครับปีที่แล้วจางฉุ้ยเหลียนก็เป็นคนออกไปหาเงินด้วยการรับปะติดกล่องลังตั้งเดือนหนึ่งจนได้เงินมา 100 หยวนด้วยตัวเอง แต่อาสะใภ้รองก็เอาแต่ออกไปเล่นไพ่นอกบ้านทุกวันแล้วอย่างนี้คุณอาสะใภ้รองจะเอาเวลาที่ไหนไปทำงานล่ะครับ”
เมื่อย่าของจางฉุ้ยเหลียนได้ยินดังนั้นหล่อนก็ยิ่งฉุนเฉียวมากขึ้นไปอีก จากนั้นก็เริ่มโพล่งด่าจางกว่างฝูออกไปว่า“แกมันก็ไร้ค่า หาแต่เรื่องไม่เว้นแต่ละวันแกลองมองดูชีวิตที่ผ่านมาแต่ละวันของแกสิ ขนาดแค่วันฉลองปีใหม่เจ้าโง่หวังมันยังทำได้ดีกว่าแกเลย”
ความหมายที่ย่าของจางฉุ้ยเหลียนต้องการจะสื่อก็คือความจริงแล้วเจ้าโง่หวังไม่ได้เป็นคนโง่แต่อย่างใด เพราะหลังจากที่ภรรยาของเขาเสียไปเขาก็พาลูกสาวทั้งสองคนและลูกชายอีกหนึ่งคนออกไปทำงานด้วยการเก็บปุ๋ยหมักตามบ้านนานวันเข้าก็ถูกคนประณามว่าเป็นคนโง่
สุดท้ายแล้วมื้ออาหารในวันฉลองปีใหม่ก็ดำเนินไปอย่างวุ่นวายพวกเขาสองสามีภรรยาก็ถูกด่าอยู่ตั้งครึ่งค่อนวัน จางกว่างฝูนั้นโกรธจนแทบจะเป็นบ้าส่วนเช่าหวาก็เอาแต่ร้องไห้จนแทบไม่เหลือน้ำตา
“ว่าแต่เธอเถอะ ทำไมถึงไม่ทำความสะอาดบ้านให้ดีทำไมต้องให้แม่มาคอยด่าสั่งสอนแบบนี้ด้วย เธอเห็นไหมว่าแม่ด่ามาถึงฉันเลยเนี่ย ! ” จางกว่างฝูอดที่จะบ่นภรรยาของตัวเองออกไปไม่ได้
เช่าหวาปาดน้ำตาเล็กน้อยแล้วพูดออกไปว่า “แล้วทำไมคุณไม่ทำเองล่ะ? ฉันว่าที่แม่ของคุณด่าพวกเรามันก็คงจะเป็นเพราะว่าหล่อนไม่ชอบอาหารของเราและก็คงจะรังเกียจเราด้วยที่เรายากจนลองให้พี่สะใภ้ของคุณทำผัดกาดขาวผัดมันฝรั่งเหมือนกับเราสิถึงอย่างไรแม่ของคุณก็ต้องบอกว่าหล่อนมีชีวิตที่ดีอย่างแน่นอน!”
สองสามีภรรยาเริ่มมีปากเสียงกันพวกเขาไม่ได้ให้เกียรติวันฉลองปีใหม่เลยแม้แต่น้อย อีกด้านหนึ่งจางฉุ้ยจวินเด็กเกเรก็กำลังแอบย่องออกไปจากบ้านเขาแอบวิ่งไปเล่นที่บ้านของหลี่หยวนเหอเขากับหลี่หยวนเหอและหลี่หยวนเจียงพี่ชายของหลี่หยวนเหอนั้นมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันพวกเขาทั้งสามคนยังเด็กจึงไม่ได้สนใจเรื่องราวก่อนหน้านี้ที่ครอบครัวของพวกเขารู้สึกอึดอัดใจต่อกันเลยแม้แต่น้อย
หลังจากที่ทำความสะอาดบ้านแล้วจางฉุ้ยเหลียนและตงลี่หวาก็เข้าไปพักผ่อนในห้องของตัวเอง เมื่อพักผ่อนจนมีแรงแล้วพวกเธอก็ช่วยกันเตรียมมื้อค่ำ และมันก็เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในวันฉลองปีใหม่
ขาหมูตุ๋นผัดซอส มันฝรั่งผัดเนื้อสับ ปลาราดซอสซี่โครงหมูตุ๋น ตีนเป็ดต้มพะโล้ ไก่ต้มซีอิ๊ว ยำสามกรอบ ผัดผัก 5 สี ต้นหอมผัดไข่ ผัดถั่วงอก ลูกพีชเชื่อมหมูก้อนหมักซอส อาหารทั้ง 12 อย่าง ได้ถูกเขียนลงบนกระดาษและถูกแปะติดไว้บนหน้าต่างห้องครัวเป็นที่เรียบร้อย
“ฉุ้ยเหลียน รีบมาดูโทรทัศน์เร็วการแสดงจะเริ่มแล้วนะ! ” เซี่ยจวินเคาะหน้าต่างเรียกจางฉุ้ยเหลียนให้ออกมาดูโทรทัศน์ด้วยกัน
“ไอ้หยา มาแล้ว!” จางฉุ้ยเหลียนอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น
ในเวลานี้จางฉุ้ยเหลียนก็ทำการตุ๋นซี่โครงหมูและขาหมูตุ๋นผัดซอสไว้อย่างละหม้อและทำการต้มตีนเป็ดพะโล้แยกไว้บนเตาเล็ก ๆ อีกเตาหนึ่งด้วย
เมื่อคำนวณเวลาที่ต้องการจะตุ๋นเรียบร้อยแล้วจางฉุ้ยเหลียนจึงรีบเช็ดมือและเดินกลับเข้าไปในบ้านทันที
งานแสดงในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 1989ได้เริ่มขึ้นแล้ว หลังจากที่ได้ดูการแสดงแล้วจางฉุ้ยเหลียนก็พบว่ามันน่าสนใจมากเลยทีเดียว ด้วยความที่ชาติที่แล้วเธอได้เห็นการแสดงที่ยอดเยี่ยมมามากมายเธอจึงไม่ได้ใส่ใจกับการแสดงอะไรอีก แต่เมื่อได้กลับมาดูการแสดงในครั้งนี้จางฉุ้ยเหลียนก็รู้สึกว่ามันน่าสนใจมากจริง ๆ
ตงลี่หวามองดูการแสดงการดนตรีในโทรทัศน์ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ
ในตอนที่ดูการแสดงสุดคลาสสิกเรื่องวันแม่ผู้เป็นวีรสตรีนั้นสองสามีภรรยาตระกูลเซี่ยต่างก็พากันเอ่ยปากชมการแสดงของอาจารย์จาวลี่หลงกันอย่างไม่ขาดปากจางฉุ้ยเหลียนก็เพิ่งจะได้สัมผัสกับศิลปะการแสดงของคนรุ่นเก่าเป็นครั้งแรก ในทุก ๆวันปีใหม่ในชาติที่แล้วของจางฉุ้ยเหลียน ละครเวทีสุดคลาสสิกแบบนี้ก็ได้นำกลับมาฉายซ้ำทางโทรทัศน์ทุกปีเช่นเดียวกันเมื่อได้ดูหลาย ๆ ครั้งติดต่อกัน มันจึงทำให้เธอเริ่มสนใจการแสดงเหล่านี้ขึ้นมา
การดูโทรทัศน์ของจางฉุ้ยเหลียนไม่ได้ทำให้งานบ้านของเธอล่าช้าแต่อย่างใดเธอนำกะละมังใบหนึ่งมาวางไว้ด้านหน้าของเธอ จากนั้นก็เอาแผ่นไม้มาวางจางฉุ้ยเหลียนห่อเกี๊ยวไปพลาง และดูโทรทัศน์ไปพลาง
ตงลี่หวากำลังจะยื่นมือเข้ามาช่วยแต่จางฉุ้ยเหลียนก็พูดห้ามออกไปก่อนว่า “เกี๊ยวแค่ไม่กี่จานเองแม่ไม่ต้องช่วยหนูห่อหรอกค่ะ แม่นั่งกินเมล็ดแตงโมพร้อมกับดูโทรทัศน์สบาย ๆไปดีกว่าค่ะ”
สองสามีภรรยาต่างก็หันมามองหน้ากันจากนั้นตงลี่หวาก็คลี่ยิ้มออกมา และพูดออกไปว่า “แม่ยังไม่แก่ขนาดนั้นเสียหน่อยรอให้แม่แก่จนเป็นแม่เฒ่าก่อนเถอะ ถึงตอนนั้นแม่จะนอนเฉย ๆ ไม่ทำอะไรเลย!”
เซี่ยจวินเองก็พูดขึ้นมาอย่างภาคภูมิใจว่า“ก็จริง ตอนนี้เรายังเลี้ยงลูกสาวของเราได้ ถึงแม้ว่าอนาคตลูกจะกลายเป็นลูกสะใภ้บ้านอื่นแล้วเราก็จะเลี้ยงลูกต่อไปอยู่ดี!”
จางฉุ้ยเหลียนไม่รู้เลยว่าความจริงแล้วเรื่องราวสุดคลาสสิกมากมายในยุคสมัยใหม่มันก็มีความแตกต่างกับในยุคสมัยนี้เป็นอย่างมากยกตัวอย่างเช่น บทเพลงสุดคลาสสิก “การอุทิศเพื่อความรัก” หรือไม่ก็ท่าเต้น “นกยูง”ของหยางลี่ผิงก็แตกต่างกับการแสดงในยุคสมัยใหม่มากเลยทีเดียว
อาหารทั้งหมดถูกรังสรรค์ขึ้นมาพร้อมเสิร์ฟแม้แต่เกี๊ยวก็ถูกยกมาวางบนโต๊ะอาหารเช่นกันในโทรทัศน์ขณะนี้ซ่งตานตานก็กำลังแสดงละครเรื่อง “การดูตัวแบบฉบับคนขี้เกียจ” อยู่และประโยคยอดนิยมของเรื่องนี้ที่บอกว่า : “แม่บอกแล้ว” “แม่บอกแล้ว”ความจริงแล้วก็ถือว่าเป็นการล้างสมองอย่างหนึ่ง
ตงหลี่หวาอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้“ถ้าไม่ใช่เพราะสายตาไม่ดี ก็คงจะไม่เห็นว่ากล่องกระดาษเป็นโทรทัศน์หรอก ฮ่าฮ่าฮ่า ฮ่า ของใช้เพียงอย่างเดียวที่มี ก็คือกระติกเก็บน้ำร้อนอย่างนั้นหรือทำไมมันตลกแบบนี้นะ!”
เซี่ยจวินดันหลังตงหลี่หวาออกไปเล็กน้อย“หยุดขำได้แล้ว กินข้าวก่อนเถอะ อย่ามัวแต่หัวเราะ”ตอนนี้อาหารทุกอย่างก็ได้จัดไว้จนเต็มโต๊ะแล้วและหน้าตาของอาหารก็ดูดีมากเลยทีเดียว
“ไอ้หยา อาหารมากมายขนาดนี้ กินไปจนถึงเดือนห้าเราก็ยังกินกันไม่หมดเลย !” เซี่ยจวินถูมือไปมา ถึงแม้ว่าเขาจะพูดออกไปแบบนั้นแต่เขาก็ไม่ได้แสดงสีหน้าโกธรเคืองออกมาแต่อย่างใด
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ อาหารทุกจานที่หนูทำมันก็แสดงถึงความเหลือกินเหลือใช้ทุก ๆ ปีของเราไงคะ !” จางฉุ้ยเหลียนกระพริบตาปริบๆ เมื่อได้ยินดังนั้นสองสามีตระกูลเซี่ยก็หัวเราะเสียงดังออกมาทันที
นี่เป็นการฉลองปีใหม่ครั้งแรกของจางฉุ้ยเหลียนหลังจากที่เธอกลับชาติมาเกิดใหม่และก็เป็นวันแรกที่สามีภรรยาตระกูลเซี่ยมีความสุขแบบนี้เพราะพวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าพวกเขาจะมีวันนี้อีกหลังจากที่พวกเขาไม่ได้เจอกับจางฉุ้ยเหลียนมานาน
“มา มา ดื่มกันสักหน่อย !” เซี่ยจวินพูดออกมาจางฉุ้ยเหลียนและตงลี่หวาต่างก็พยักหน้าเป็นการตอบตอบรับจากนั้นทั้งสามคนก็ยกเหล้าขึ้นดื่มพร้อมกัน เมื่อยกดื่นจนหมดแก้วแล้วพวกเขาก็ร่วมกินอาหารฉลองวันปีใหม่กันอย่างมีความสุข
สองสามีภรรยากินไปพลางและดูโทรทัศน์ไปพลางส่วนทางด้านจางฉุ้ยเหลียน เธอก็ยกแก้วเหล้าขึ้นมา จากนั้นก็พูดออกไปเบา ๆ ว่า“กู้จื้อเฉิง สุขสันต์วันปีใหม่นะ!”
อีกด้านหนึ่งกู้จื้อเฉิงที่กำลังกินเลี้ยงเฉลิมฉลองวันปีใหม่กับเพื่อน ๆ ทหารของเขาอย่างมีความสุขอยู่นั้นจู่ ๆ เขาก็จามออกมา
หลังจากที่กินเกี๊ยวแล้วเขาก็กลับเข้าไปในห้องพักของตัวเอง และนอนกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนเตียงหลังจากที่ครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ เขาก็ตัดสินใจเดินเข้าไปที่ห้องทำงานและหยิบโทรศัพท์ในห้องทำงานขึ้นมา เพื่อโทรไปหาคนที่บ้าน
“ลูกรัก ลูกกินเกี๊ยวรึยัง ? ” เมื่อรับสายอันหลงก็ถามขึ้นมาทันที
“กินแล้วครับ พ่อกับแม่ล่ะครับกินกันรึยัง ? ” กู้จื้อเฉิงยิ้มออกมาเมื่อได้ยินคำถามของผู้เป็นแม่และเขาก็คิดว่าตอนนี้ครอบครัวของเขาก็คงจะกินเกี๊ยวกันแล้วเช่นกัน
“กินหมดตั้งนานแล้วล่ะตอนนี้พ่อของลูกกำลังนอนอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ในห้องส่วนน้องสาวของลูกก็กำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่ แล้วลูกล่ะได้ดูการแสดงในโทรทัศน์ไหม ?” อันหลงกำลังนั่งปาดน้ำตาอยู่บนโซฟา พร้อมกับถามกู้จื้อเฉิงออกไปจากนั้นหล่อนก็พูดต่อไปอีกว่า “ลูกรัก ลูกไม่ได้กลับบ้านช่วงปีใหม่หลายปีแล้วนะ”
ในขณะนั้นเองกู้จื้อเฉิงก็ได้ยินเสียงของกู้เต๋อไห่ลอยเข้ามาในสายจากนั้นอันหลงก็รีบสูดลมหายใจเข้าและเปลี่ยนน้ำเสียงทันที
หล่อนยิ้มและพูดขึ้นว่า “ลูกรู้ไหมนิยายเรื่องสั้นของจางฉุ้ยเหลียนได้ตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์แล้วนะ หล่อนเขียนในสิ่งที่ลูกบอกออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบมากเลยล่ะเหอะ! ถ้าไม่ใช่เพราะข้อมูลของลูกนิยายของหล่อนก็ไม่ได้รับการตีพิมพ์หรอก!”
เมื่อได้ยินชื่อของจางฉุ้ยเหลียนนัยน์ตาของกู้จื้อเฉิงก็สะท้อนความอ่อนโยนออกมาทันที จากนั้นเขาก็ตอบผู้เป็นแม่ออกไปเบา ๆ ว่า “ผมอ่านแล้วล่ะครับเรื่องนี้เป็นเรื่องก่อนที่ผมจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องทหารกับเธอเสียอีก”
อันหลงทอดถอนหายใจออกมา “ก่อนปีใหม่เธอก็มาบ้านเราครั้งหนึ่ง เธอถักผ้าพันคอมาให้น้องสาวกับพ่อของลูกน่ะเธอบอกว่าเพื่อเป็นการขอบคุณที่ลูกช่วยเหลือเธอ ไอ้หยา เด็กคนนี้ไม่เลวเลยจริง ๆถ้าไม่ใช่เพราะฐานะทางบ้านของเธอไม่ดี แม่ก็ให้ลูกแต่งงานกับเธอแล้วล่ะ!”
“แม่ครับ !เธออายุห่างกับผมตั้งหลายปี!”
เมื่ออันหลงได้ยินดังนั้นหล่อนก็ถลึงตาออกมาเล็กน้อย จากนั้นก็พูดเสียงสูงขึ้นมาว่า : “อายุห่างกันแล้วยังไงล่ะสมัยนี้ใคร ๆ เขาก็หาคู่ที่อายุน้อยกว่าตัวเองกันทั้งนั้นแหละ!”
กู้จื้อเฉิงพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงว่า“แต่สิ่งสำคัญสุดก็คือเธอไม่ได้คิดกับผมแบบนั้นนะครับแม่คิดูสิว่ากว่าเธอจะเรียนจบก็อีกตั้ง 3 ปี พอเธอเรียนจบแล้ว เธอก็จะได้ทำงานดี ๆจากนั้นเธอก็ต้องหาคนที่มีงานดี ๆ ฐานะมั่นคงมาแต่งงานด้วยอยู่แล้วแบบนั้นก็คงจะดีกว่าการที่เธอจะมาแต่งงานกับคนที่ไม่ค่อยได้อยู่บ้านแบบผมแม่หยุดคิดเรื่องนี้ไปเถอะเพราะถึงอย่างไรคนอย่างเธอก็คงจะไม่ปรายตามามองคนอย่างผมหรอก”
เมื่อได้ยินดังนั้น อันหลงก็พูดออกไปด้วยความร้อนใจว่า“ใครบอก แม่ไม่ได้คิดอย่างนั้นเสียหน่อย เด็กคนนี้ให้ความสำคัญกับความรู้สึกมากลูกก็เห็นว่าหล่อนมาบ้านเราตั้งหลายครั้ง เพื่อเป็นการขอบคุณลูกเธอก็ถักถุงมือมาให้ลูกด้วย”
แววตาของกู้จื้เฉิงลุกวาวขึ้นมาทันที“จริงหรือครับ? แต่ถึงแม้ว่าเธอจะถักถุงมือมาให้ผมแต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะชอบผมนะครับ ผมไม่อยากให้ใครเข้าใจผิด แม่ครับลูกชายของแม่ก็ไม่ได้มีฐานะที่ดีแล้วก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรอีกด้วยถ้าไปบอกใครต่อใครว่าผมหาภรรยาที่ทั้งสวย อีกทั้งยังมีความสามารถแบบนั้นได้ใครเขาจะเชื่อกันล่ะครับ”
กู้จื้อเฉิงพูดออกไปอย่างยอมแพ้ว่า“แม่ลองคิดดูนะครับ เพื่อนทหารของพ่อก็ไม่มีใครที่ได้แต่งงานกับนักเขียนเลยแม้แต่คนเดียวคนที่ทั้งสวยและมีความสามารถแบบนั้น แล้วที่สำคัญเธอยังเข้ากับแม่ได้ดีอีกแต่แม่ครับ ถึงแม้ว่าแม่จะเข้ากับเธอได้ดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าแม่จะไปสู่ขอเธอได้นะครับแล้วก็ไม่มีใครเคยได้ยินมาก่อนเลยด้วยว่าแม่สามีกับลูกสะใภ้สนิทกันมาก่อนแม่สามีเลยให้หล่อนแต่งงานกับลูกชายของตัวเองเดี๋ยวแม่ก็คงอิจฉาครอบครัวอื่นที่แม่สามีกับลูกสะใภ้ที่ได้ทะเลาะกันทุกวี่ทุกวัน”