ตอนที่ 6 เตรียมตัวออกล่าสัตว์
อีกสามปีผ่านไป……
หลังจากวันนั้นที่กล้วยและพันผากลับไปที่บ้านทั้งสองก็ใช้เวลาอยู่รวมกันอย่างมีความสุขและใช้ชีวิตอยู่ภายในหมู่บ้านท่าเสด็จร่วมกันผู้อื่นทำให้ตอนนี้ทั้งสองพ่อลูกสนิทกับคนในหมู่บ้านเป็อย่างมาก โดยเฉพาะหลวงตาบุญที่มักจะช่วยเหลือและเอ็นดูกล้วยเสมอมา……..
ส่วนพันพานั้นถึงจะเหลือแขนที่ใช้งานได้ข้างเดียวแต่เขาก็ไม่เคยทำตัวให้เป็ภาระของใคร เขาช่วยงานทุกอย่างที่เขาสามารถช่วยได้ไม่ว่าจะเป็ยกของ หาบน้ำ ตำข้าว หรือแม้แต่ออกล่าสัตว์ร่วมกับคนในหมู่บ้าน…….
ซึ่งใน่เวลาเจ็ดปีที่เขาอยู่ในหมู่บ้านท่านเสด็จมาพันผาได้พบว่าถึงแม้คนในหมู่บ้านจะน้อยกว่าบ้านของเขาแต่ทุกคนก็ล้วนแต่เก่งกล้ากันทั้งนั้นแม้แต่ผู้หญิงยังมีวิชาป้องกันตัวเองหรือแม้แต่จะออกสู้ศึกเยี่ยงผู้ชาย…….
ณ ลานกว้างหน้ากระท่อมของพันผา…….
ย๊ะ! ย๊ะ!
ปัง! ปัง! ปัง!
“ออกแรงมากเกินไปแล้วกล้วยลูก! ทำแบบนั้นมีแต่จะเสียแรงเปล่า!”
“ข้าเข้าใจแล้วท่านพ่อแต่ข้าไม่ได้ออกแรงมากอย่างที่พ่อว่าเลยนะนี่เป็กำลังที่เบามือที่สุดแล้วของข้าต่างหากละ!” เสียงตอบกลับของเด็กหนุ่มหรือก็คือกล้วยที่ตอนนี้อายุได้เจ็ดปีแล้วได้ตอบส่วนกลับพ่อของเขาไป หลังจากที่ใช้แข่งของเขาหวดไปที่กลางลำต้นกล้วย……
ตึ่ง ตึ่ง ตึ่ง ตึ่ง!
“อ้ายผา! วันพรุ่งรุ่งเช้านี้ผู้ใหญ่บ้านกับพวกชาวบ้านที่เป็ผู้ชายจักเข้าไปล่าสัตว์ที่ดงพญาหมูป่ากันท่านผู้ใหญ่บ้านจึงให้ข้ามาชวนท่าน ถ้าหากท่านสนใจจักไปกับพวกเราพรุ่งนี้ให้ไปเจอกันที่หน้าบ้านของผู้ใหญ่บ้านนะ!”ในขณะที่พันผากำลังนั่งกำกับกล้วยให้เตะต้นกล้วยอยู่นั้นเสียงของชายหนุ่มร่างกายกำยำได้ดังขึ้นซึ่งสาเหตุที่ชายหนุ่มคนนี้มาหาพันผาก็เพราะเขาได้รับคำชวนจากหัวหน้าหมู่บ้านให้มาชวนพันพาไปออกล่าสัตว์ในวันพรุ่งนี้……….
“ก็เอาสิ! ข้าเองก็ว่างๆ อยู่พอดีเช่นนั้นพรุ่งนี้เจอกันที่หน้าบ้านผู้ใหญ่ก็แล้วกัน!”พันผาเองก็รู้สึกอยากจะออกไปสำรวจที่พื้นที่ภายนอกเช่นกันเพราะนี่ก็ผ่านมาหลายปีแล้วที่เขาอยู่แต่ในหมู่บ้าน ดังนั้นเขาจึงยอมรับที่จะไปล่าสัตว์ในวันพรุ่งนี้ด้วย……
“พ่อให้ข้าไปด้วยนะ!” ซึ่งในตอนนั้นกล้วยที่พึ่งเตะต้นกล้วยเสร็จก็ได้หันมามองที่พันผาผู้เป็พ่อก่อนจะกล่าวขอติดตามไปด้วย เพราะเขาเองก็อยากไปเช่นกัน……
“ไม่ได้! ข้างนอกมันอันตรายเกินไปหากพบเจอกับอันตรายใดๆ เข้า มันจักเป็ภาระให้กับคนอื่นได้ เอาไว้รอให้เ้าโตกว่านี้ก่อนพ่อจักพาเ้าไปเอง!” พันผารีบหันกลับมาพูดห้ามกล้วยทันทีเพราะมันยังไม่ถึงเวลาที่เด็กเจ็ดขวบจะออกไปเผชิญโลกภายนอกเช่นนี้……
“แต่ว่า………”
“ไม่มีแต่ทั้งนั้นแหละ เ้าต้องอยู่ที่นี่และรอพ่อกลับมา เอาไว้พ่อจักไปหาขอป่าดีๆ กลับมาให้ลูกนะบางทีพ่ออาจจะเจอสัตว์เลี้ยงมนต์ข้างนอกนั้นก็ได้!” ยังไงพันผาก็ไม่ยอมให้กล้วยตามออกไปด้วยแน่ดังนั้น เขาจึงสรรหาคำพูดต่างๆ เพื่อมาหว่านล้อมให้กล้วยยอมรับ……
“ก็ได้! แต่ท่านสัญญากับข้าแล้วนะยังไงท่านจักต้องหาของป่าดีๆ มาให้ข้าด้วย แต่ไม่ใช่ก้านกล้วยเหมือนคราวก่อนอีกนะ!”ถึงกล้วยจักไม่เต็มใจนัก แต่เขาก็ต้องยอมฟังและทำตามที่พ่อของเขาบอกไปก่อน……
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ ลานกว้างหน้าบ้านของผู้ใหญ่บ้าน……
หลังจากที่เมื่อวานพันได้รับเื่จากลูกบ้านในเช้าวันนี้เขาก็ได้มารวมตัวกันกับคนอื่นๆ ที่หน้าบ้านของท่านผู้ใหญ่บ้านซึ่งเขาได้มาช้าก่อนที่กำหนดไปเพียงเล็กน้อย……
“พ่อผู้ใหญ่ พ่อผู้ใหญ่ พวกเรามากันแล้วขอรับ!” เสียงของชาวบ้านหนุ่มๆ ที่มีรูปร่างสันทัดห้าถึงหกคนดังขึ้นเมื่อพวกเขาพากันเดินเข้ามาถึงหน้าบ้านของ……..
“เอ้อๆ รอกูเดี๋ยว ของกูมันเยอะโว้ย!” ซึ่งผู้ใหญ่บ้านก็ตอบกลับมาว่าให้รอที่หน้าบ้านของตนสักพักก่อนเพราะตอนนี้เขากำลังเตรียมของในการล่าสัตว์อยู่ ……….
“เกือบจะสามอาทิตย์แล้วกระมังที่พวกเราไม่ได้เข้าไปล่าสัตว์ในดงพญาหมูป่าเลย!” หนึ่งในชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ที่มีกล้ามเนื้อเป็มัดๆพูดขึ้น พร้อมกับแสดงท่าทางตื่นเต้นดีอกดีใจที่จะได้ออกไปล่าสัตว์ในครั้งนี้เพราะเขาอยากได้เขี้ยวหมูป่ามาทำของขลัง……..
“ใช่ๆ สามอาทิตย์กว่าแล้วเห็นจะได้พวกเราไม่ได้เข้าไปในดงพญาหมูป่ากันเลย ส่วนใหญ่จะไปแต่ป่าอื่นว่าแต่ทำไมท่านผู้ใหญ่ถึงได้คิดที่จะไปในป่านั้นวะ!” ชายหนุ่มอีกคนได้พูดเสริมขึ้นด้วยท่าทางที่ดูสงสัยและอยากรู้ถึงเหตุผลของผู้ใหญ่บ้านที่จะพาเข้าไปล่าสัตว์ในดงพญาหมูป่าในครั้งนี้……..
“เอ้าไอ้ผา เข้ามาๆ ข้าก็นึกว่าเอ็งจักไม่มาเสียแล้ว!”ทันใดนั้นชายวัยกลางคนที่ดูจะมีอายุเยอะที่สุดในกลุ่มชายหนุ่มที่ยืนรวมตัวกันอยู่ได้ส่งเสียงเรียกพันผาให้เข้ามานั่งด้วยกัน…..
ตึก ตึก ตึก!
“จะไม่ไปได้เยี่ยงไร ตัวข้านั้นยังไม่เคยเห็นดงพญาหมูป่าเลยั้แ่เกิดมาไม่รู้ว่ามันจักเป็ป่าแบบไหน อีกอย่างเมื่อพูดถึงหมูป่าแล้วข้าเองก็อยากได้เขี้ยวตันของมันเหมือนกัน!” พันผาได้พูดตอบชายวัยกลางคนที่เรียกเข้าเมื่อครู่นี้ด้วยรอยยิ้มและใบหน้าที่เป็กันเอง….…
แอ๊ด!!
“เอา เอา ทุกคนมาพร้อมกันหมดแล้วใช่ไหมแล้วไอ้ผามันมาหรือยังว่ะ!?” ครู่หนึ่งเสียงเปิดประตูบ้านพร้อมกันกับเสียงของผู้ใหญ่บ้านได้ขึ้นก่อนจะเดินลงมาจากบันไดบ้านของเขาซึ่งที่ด้านหลังของผู้ใหญ่บ้านมีกระเป๋าย่ามใบใหญ่และถือหอกยาวในมือขวาส่วนมือซ้ายถือหน้าไม้สั้นพอดีมือเอาไว้…….
“ข้าอยู่นี่ขอรับท่านผู้ใหญ่!” พันผาตอบรับผู้ใหญ่บ้านทันทีเมื่อได้ยินเสียงเรียกถามลอยๆของผู้ใหญ่บ้านที่เดินลงมาโดยไม่ได้มองก่อนว่าตนมาถึงแล้ว…….
เอ้อ!
“มาแล้วก็ดี! เอาละในเมื่อทุกคนมากันพร้อมแล้ว รวมกับข้าทั้งหมดก็คงจะสิบคนสินะที่ไปออกล่าในครั้งนี้?ว่าแต่อาวุธของพวกเอ็งทุกคนคงพร้อมกันดีแล้วสินะ” ผู้ใหญ่บ้านได้สอบถามลูกบ้านทุกคนให้ตรวจสภาพอาวุธของตนเองว่ายังอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดีหรือไม่“แล้วของเอ็งละไอ้ผา? เอ็งจะถืออะไรไปล่าสัตว์กันว่ะ!ดาบหรือหอก?” ก่อนจะหันหน้ามาถามพันผาไปว่าได้อาวุธอะไรไปล่าสัตว์ในครั้งนี้…….
“ของข้าได้หน้าไม้และก็มีดสั้นด้ามนี้แหละขอรับท่านผู้ใหญ่เท่านี้ก็น่าจะพอออกล่าได้แล้วล่ะขอรับ!” พันผาได้ชูมีดสั้นในมือของเขาและเอียงตัวเพื่อให้เห็นหน้าไม้ที่เขาสะพายอยู่ให้กับผู้ใหญ่บ้านเห็นในทันทีซึ่งเขาคิดว่าอาวุธเท่านี้ก็น่าจะเกินพอในการล่าสัตว์ในครั้งนี้……..
มีสั้นกับหน้าไม่อย่างนั้นรึ?
อื้ม!
“เช่นนั้นก็เอาละ การเดินทางไปดงพญาหมูป่าในครานี้เราจักต้องเดินข้ามูเาถึงสองลูกด้วยกัน ซึ่งหลายๆ คนคงจะรู้กันแล้วแต่ที่ข้าพูดก็เพื่อบอกให้คนที่ไม่เคยไปอย่างไอ้ผาให้รู้ซึ่งป่าดงพญาหมูป่านั้นจะอยู่ทางทิศใต้ของหมู่บ้านเรานี่เอง แต่ถึงอย่างนั้นระยะทางของมันก็ไกลโขอยู่พอสมควรไหนจะต้องผ่านลำธารห้วยน้อยใหญ่อีก แถมยังมี……..”
“ไม่ต้องอธิบายละเอียดขนาดนั้นก็ได้ขอรับท่านผู้ใหญ่ยังไงข้าก็ไม่รู้ทางอยู่แล้ว เพียงแค่ท่านผู้ใหญ่นำทางแล้วข้าเดินตามก็พอแล้วอีกอย่างตอนนี้ก็สายมากแล้วด้วย เดี๋ยวมันจะมืดค่ำก่อนที่จะไปถึงกันพอดีขอรับ!”แต่ก่อนที่ผู้ใหญ่บ้านจะทันได้พูดจบเสียงของพันพาก็พูดแทรกขึ้นมาก่อนซึ่งเขาไม่รู้ทางหรือเห็นภาพเส้นทางได้อยู่ดีถึงจะฟังไปดังนั้นเขาจึงบอกให้ผู้ใหญ่บ้านเริ่มออกเดินทางเลยก่อนที่จะมืดค่ำ……
อ๊ะ
“เออ เออ เออ! ปะ! ถ้างั้นก็ไปกันเลยประเดี๋ยวจะมืดค่ำก่อนตามที่ไอ้ผามันว่า!”ผู้ใหญ่บ้านรู้สึกสะอึกเล็กน้อยเมื่อถูกพันผาพูดขัดแต่ทว่ามันก็ถูกอย่างที่พันผาพูดดังนั้นผู้ใหญ่บ้านจึงสั่งให้ทุกคนเริ่มออกเดินทางได้…….
โอ้ววววว!!
ไป ไป!
แล้วผู้ใหญ่บ้านก็เดินนำหน้าชายหนุ่มลูกบ้านทั้งหมดไปยังทิศทางที่ตั้งของป่าดงพญาหมูป่าซึ่งอยู่ในทิศทางใต้ของหมู่บ้านท่าเสด็จนี้……
สองชั่วโมงผ่าน……
เมื่อทุกคนได้เดินออกจากหมู่บ้านนานถึงสองชั่วโมงพวกเขาก็ได้เข้าสู่เขตป่าูเาลูกที่หนึ่งซึ่งป่าไม้ที่มีความอุดมสมบูรณ์อยู่ในระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็พืชผลป่า เถาวัลย์น้ำสัตว์ตัวจ้อยและแมลงตัวเล็กๆ แต่ก็ยังไม่ค่อยจะพบสัตว์ป่าขนาดใหญ่ใดๆเนื่องจากป่าได้อยู่ใกล้เขตหมู่บ้านมากเกินไปจึงทำให้พวกมันไม่กล้าที่จะอาศัยอยู่แถบนี้…….
แซก! แซก! แซก!
แกร๊ก!!
ฟ่อ ฟ่อ ฟู!
“นั่นเสียงอะไรวะ ทำไมข้าได้ยินเหมือนเสียงงูเลยแถมยังอยู่ใกล้ๆ ข้าอีกด้วย?!” ไอ้แดงชายหนุ่มผู้ที่มีท่าทางที่ดูลุกลี้ลุกลนอยู่ตลอดเวลาราวกับคนอยู่ไม่สุขได้พูดอุทานขึ้นหลังจากที่เขาได้ยินเสียงที่คล้ายกับเสียงของงูอยู่ใกล้ๆ ตัวของเขา……..
หือ?
“ไอ้แดง! เอ็งอย่าพึ่งขยับนะโว้ยแต่ถ้าเอ็งอดใจไม่ไหวอยากขยับละก็นะเอ็งสามารถสั่งเสียหรือพูดความในใจของเอ็งแก่ข้าได้เลยนะ!”ชายหนุ่มที่มีนามว่าบุญได้พูดขึ้นพร้อมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างมีความสุขเพราะบุญเห็นแล้วว่าสิ่งที่แดงได้ยินนั้นอยู่ตรงไหน……
เห๊ย!
“ไอ้บุญ! ทำไมเอ็งพูดอย่างนั้นว่ะ?มันมีอะไรอยู่ข้างหลังข้าหรือยังไงกัน? เร็ว!เร็วเข้ารีบแจ้งแกข้ามาเดี๋ยวนี้เลยนะโว้ย!”แดงถึงกับหน้าเสียงเลยเมื่อได้ยินคำพูดขลหยอกล้อของบุญ……
“นั่นไงเสียงที่เอ็งได้ยินไอ้แดงด้านซ้ายบนหัวของเอ็งนั้นไง!” ผู้ใหญ่บ้านพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงจังพร้อมกับชี้นิ้วไปทางที่เ้าของเสียงที่แดงได้ยิน………
งะ…….งะ………งู!
เมื่อแดงเห็นงูเหลือมขนาดใหญ่ที่อยู่บนเถาวัลย์สูงห่างจากหัวของเขาไม่กี่ศอกกำลังแล็บลิ้นให้เขาราวกับหญิงสาวที่กำลังทักทายชายหนุ่มสีหน้าและดวงตาของแดงก็พลันเบิกโตขึ้นอย่างใพร้อมกับส่งเสียงร้องะโอย่างสุดเสียง………
“มึงจะเสียงดังไปทำไมว่ะได้แดง! มันก็แค่งูเหลือบป่าธรรมดาตัวหนึ่งเท่านั้นมันไม่ทำอันตรายใดๆ มึงดอก แค่มึงเดินออกมาจากตรงนั้นก็พอแล้วแต่หากมึงอยากอยู่เป็เพื่อนมันก็ตามแต่ใจมึงก็แล้วกันนะส่วนพวกกูจักเดินทางกันต่อ!”ผู้ใหญ่บ้านพลันส่งเสียงตวาดขึ้นเพื่อบอกให้ไอ้แดงเงียบเสียงลงเพราะเสียงของมันจะให้สัตว์แตกตื่นหรือบ่งบอกตำแหน่งของพวกตน……
ขอรับพ่อผู้ใหญ่!
ตึก ตึก ตึก!!
“เกือบไปแล้วไหมล่ะมึงไอ้แดง!” ไอ้แดงพูดขึ้นด้วยความโล่งอกที่ไม่โดนเ้างูเหลียมใหญ่ฉกกัดและรัดเอาร่างของมันไว้ซึ่งทั้งหมดเป็เพราะเสียงของผู้ใหญ่บ้านที่พูดเตือนสติของมันให้ถอยออกมาจากจุดที่งูเหลือมอยู่……
“ขอบคุณขอรับพ่อผู้ใหญ่! หากไม่ได้พ่อผู้ใหญ่ข้าคงกลายเป็ผัวงูไปแล้ว ไม่เหมือนไอ้บุญ ไม่ช่วยแล้วยังมีหน้ามาพูดแช่งอีก!”เมื่อแดงสามารถสงบสติอารมณ์ได้แล้ว เขาก็หันไปกล่าวขอบคุณผู้ใหญ่บ้านและหันไปต่อว่าบุญเพื่อนรักของเขาที่พูดหยอกล้อก่อนหน้านี้……
“เอ็งจักคิดมากไปไยมันก็แค่งูเหลือมตัวหนึ่งเท่านั้นละว่ะ มึงไม่ตายดอก มึงแค่ยอมเป็ผัวของมัน และทำให้มันมีความสุขมึงก็รอดแล้วไอ้แดงฮ่า ฮ่า ฮ่า” ชายหนุ่มบุญตอบกลับไอ้แดงไปทันทีด้วยสีหน้าทะเร้นด้วยคำพูดหยอกล้อและกวนบาทา………
“พอ พอ พอ! พวกมึงจักโต้เถียงกันให้ได้กะไรพวกมึงไม่รู้หรืออย่างไรว่าพวกเรามาทำอะไรกัน ยังจะมาทะเลาะกันเหมือนเด็กๆ อีกอีกอย่างนะไอ้แดง การเดินป่าเขาเช่นนี้ เราจักประมาทแม้แต่ก้าวเดียวก็มิได้ดอกเราจักต้องดูรอบๆ ตัวเราเสมอ เพราะมันมักมีอันตรายซ้อนอยู่ในทุกที่ของป่าเขา!ถ้าเกิดว่านั่นไม่ใช่งูเหลือมแต่เป็จงอางมึงคิดเหรอว่ามึงจักอยู่รอดมาได้ถึงบัดนี้!” ผู้ใหญ่บ้านได้พูดเตือนสติทุกๆคนที่เดินป่าซึ่งก็มองมาที่พันผาตลอดเวลาเพราะเขายังไม่คุ้นเคยเข้าป่าแห่งนี้มาก่อนเลย…….
ขอรับพ่อผู้ใหญ่!