หลังจากออกจากหมู่บ้านตระกูลบิ ในคืนนั้นโตซางได้ตั้งค่ายพักแรมอยู่นอกอำเภอขู่ เมื่อถึงวันนี้จึงถอนค่าย กองทัพตระกูลโตแปดร้อยนายเปลี่ยนเส้นทางมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเข้าสู่ใจกลางเมืองตงไห่ หลายวันต่อมาได้เดินทางเลียบแม่น้ำอี้ และในไม่ช้าก็เข้าถึงเขตติดต่อระหว่างเมืองตงไห่และแคว้นหลางเกีย ซึ่งก็คือบริเวณอำเภอจี๋ชิว
แม่น้ำอี้มีต้นกำเนิดจากเขาไท้ซัว ไหลจากเหนือลงใต้ตัดผ่านทั้งแคว้นหลางเกียและเมืองตงไห่ เมืองสำคัญของแคว้นหลางเกียส่วนใหญ่ตั้งอยู่สองฝั่งแม่น้ำอี้ รวมถึงเมืองไคหยางซึ่งเป็ศูนย์กลางการปกครอง ก็ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำอี้เช่นกัน
โตซางปรารถนาจะเดินทางไปยังเมืองไคหยางเพื่อรับตำแหน่ง ย่อมต้องเดินทางขึ้นเหนือตามแนวแม่น้ำอี้
ส่วนอำเภอจี๋ชิวตั้งอยู่ทางใต้ของเมืองไคหยางร้อยลี้ เป็เมืองที่อยู่ใต้สุดของเมืองหลางเกีย และเป็จุดเชื่อมต่อระหว่างสองดินแดน
ภายใต้สังกัดของจงป้ามีสี่ขุนพล คือ ซุนกวน งอทุน อินเล้และชางซี โดยชางซีได้นำโจรไท้ซัวหนึ่งพันนาย ประจำการอยู่ที่อำเภอจี๋ชิวเพื่อทำหน้าที่เฝ้าประตูทิศใต้
หากโตซาง้าเข้าสู่เมืองหลางเกีย จำต้องผ่านด่านของชางซีนี้ให้ได้เสียก่อน
ใน่บ่ายของวันนั้น โตซางนำกองทัพตระกูลโตแปดร้อยนาย เดินทางมาถึงทางใต้ของอำเภอจี๋ชิว และตั้งค่ายพักแรมห่างจากตัวเมืองห้าลี้
เมื่อจัดเตรียมค่ายพักเรียบร้อยจนถึงเวลาโพล้เพล้ โตซางจึงสั่งเคลื่อนพลทหารแปดร้อยนาย มุ่งหน้าไปยังประตูทิศใต้ของอำเภอจี๋ชิวทันที
ในขณะนี้ บริเวณประตูทิศใต้ของอำเภอจี๋ชิวมีธงโบกสะบัด หอกดาบปักเรียงราย โจรไท้ซัวกว่าพันนายตั้งค่ายเตรียมพร้อมรบ ธงผืนใหญ่ที่เขียนคำว่า ‘ชาง’ โบกสะบัดอย่างโอหังอยู่บนกำแพงเมือง
"นายท่าน ดูจากรูปขบวนนี้ เห็นได้ชัดว่าชางซีผู้นี้ไม่มีความคิดที่จะปล่อยให้พวกเราเข้าเมืองขอรับ" ซีเซ่งที่อยู่ข้างกายขมวดคิ้วกล่าว
"ใช้ไม้อ่อนก่อนไม้แข็งเถิด" โตซางถอนหายใจเบา ๆ พร้อมสะบัดแส้สั่งการให้ทูตนำหนังสือคำสั่งของเล่าปี่ มุ่งหน้าไปยังอำเภอจี๋ชิว
เนื่องจากโตซางได้รับคำสั่งจากเล่าปี่ให้มารับตำแหน่งที่เมืองหลางเกีย หากว่ากันตามตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็จงป้าหรือชางซี ต่างก็ควรเป็ผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา ไม่ว่าอย่างไร เขาต้องลองทดสอบดูก่อนว่าคำสั่งของเล่าปี่จะได้ผลหรือไม่ หากสามารถรวบรวมชางซีมาเป็พวกได้โดยไม่ต้องใช้กำลังย่อมเป็เื่ดีที่สุด
แม้ในใจของโตซางจะเตรียมใจไว้แล้วว่า ความหวังนี้แทบจะเป็ศูนย์
ทูตหนึ่งนายควบม้าทะยานไปจนถึงหน้าประตูเมือง ชูหนังสือของเล่าปี่ขึ้นพร้อมแจ้งจุดประสงค์การมา
ครู่ต่อมา ประตูเมืองกลับเปิดออกและปล่อยให้ทูตเข้าไปด้านใน
บนกำแพงเมือง ชางซีผู้มีใบหน้าดุร้ายกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่หน้าโต๊ะ ดื่มสุราจอกใหญ่และกินเนื้อคำโต
เหล่าทหารที่คอยรับใช้อยู่รอบข้างต่างพากันตัวสั่นเทา คอยยกก้อนเนื้อต้มสุกส่งให้ชางซีด้วยมือที่สั่นระริก
ในหม้อใบใหญ่ข้าง ๆ ยังมีก้อนเนื้อแบบเดียวกันกำลังถูกต้มอยู่ เืไหลซึมแดงฉาน
ก้อนเนื้อเ่าั้ แท้จริงแล้วคือหัวใจมนุษย์
"อร่อย สะใจ ในโลกนี้จะมีอะไรเลิศรสไปกว่าหัวใจมนุษย์อีก ฮ่า ๆ " ชางซีเคี้ยวคำโต ดื่มสุราแรงหนึ่งจอก และหัวเราะร่าราวกับสัตว์ป่า
ขณะที่กำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย ทูตของโตซางก็ขึ้นมาบนกำแพงเมือง ชูหนังสือของเล่าปี่ขึ้นพร้อมประสานมือกล่าวว่า "นายท่านโตซางของข้า ได้รับคำสั่งจากเ้าเมืองมณฑลเล่า ให้เดินทางไปยังเมืองไคหยางเพื่อรับตำแหน่งเ้าเมืองหลางเกีย หนังสือคำสั่งของท่านเ้าเมืองอยู่นี่ ขอท่านแม่ทัพโปรดตรวจสอบ หากถูกต้องแล้ว ขอเชิญท่านแม่ทัพออกจากเมืองเพื่อคารวะเ้าเมืองคนใหม่ด้วยขอรับ"
โจรไท้ซัวข้างกายรับหนังสือคำสั่งนั้นมาส่งให้ชางซี
ทว่าชางซีกลับไม่แม้แต่จะมอง เขาคว้ามันมาแล้วโยนเข้ากองไฟทันที พร้อมด่าทออย่างเหยียดหยามว่า "หนังสือคำสั่งบ้าบออะไร เมืองหลางเกียเป็ถิ่นของกองทัพไท้ซัวพวกข้า ไอ้สวะอย่างโตซางจะมีสิทธิ์มาแตะต้องั้แ่เมื่อไหร่ กลับไปบอกเ้านายของเ้า ให้รีบเก็บข้าวของแล้วไสหัวไปเสีย มิฉะนั้นหากข้าโมโหขึ้นมา จะควักหัวใจมันออกมาต้มกินให้หมด"
สีหน้าของทูตเปลี่ยนไปทันที ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะไร้มารยาทถึงเพียงนี้ จึงรวบรวมความกล้ากล่าวว่า "ท่านแม่ทัพชาง นี่คือหนังสือคำสั่งของเ้าเมืองมณฑลเล่า พวกท่านกล้าขัดคำสั่งเชียวหรือ?"
"ฮ่า ๆ ๆ " ชางซีหัวเราะลั่นอย่างเหยียดหยาม "กองทัพไท้ซัวของข้าฟังเพียงพี่ใหญ่จงเท่านั้น ต่อให้เป็ราชโองการของฮ่องเต้ พวกข้าก็เอามาใช้เช็ดก้น"
"เ้า... เ้า..." ทูตทั้งใและหวาดกลัว จนทำตัวไม่ถูก
ชางซีเริ่มรำคาญ จึงะโลุกขึ้นจากพื้นและด่าทอด้วยความโกรธว่า "ไอ้หมาไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง พูดพล่ามจนข้ารำคาญ เ้าอยากตายนักใช่ไหม!"
สิ้นคำพูด ชางซีก็ชักดาบออกจากฝัก ทูตยังไม่ทันได้ตั้งตัว ดาบก็ฟันฉับลงมา ศีรษะหนึ่งหัวกลิ้งขลุกขลุกลงบนพื้น
ร่างไร้หัวของทูตมีเืพุ่งกระฉูดออกจากลำคอ ก่อนจะล้มตึงลงกับพื้น
ชางซีเดินเข้าไป ใช้คมดาบกรีดที่หน้าอกของศพสองสามครั้งจนเป็แผลเปิด จากนั้นเขาก็ถกแขนเสื้อขึ้น สอดมือเข้าไปในทรวงอกของศพ และใช้มือเปล่าควักเอาหัวใจที่โชกเืออกมา
ชางซีเลียริมฝีปาก แล้วสะบัดมือโยนหัวใจดวงนั้นลงในหม้อน้ำเดือดพล่าน จากนั้นใช้ร่างกายของศพเช็ดคมดาบให้สะอาด แล้วะโสั่งว่า "เอาศพนี่ไปแขวนไว้ ข้าจะให้ไอ้โตซางได้เห็นเป็ขวัญตา"
เหล่าโจรไท้ซัวที่ใจนตัวสั่นรีบได้สติ รีบลากศพไร้หัวไร้ใจของทูตขึ้นไป ใช้เชือกแขวนไว้สูงเด่นบนหอคอยประตูทิศใต้ของอำเภอจี๋ชิว
ที่นอกเมือง โตซางกำลังรอคอยอย่างสงบ เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าชางซีจะดูิ่หนังสือคำสั่งของเล่าปี่และขับไล่ทูตของเขาออกมา จากนั้นเขาจะได้ใช้ไม้อ่อนก่อนไม้แข็ง และหาทางใช้กำลังบุกยึดอำเภอจี๋ชิว
"นายท่าน ดูเร็ว บนหอคอยเมืองมีความเคลื่อนไหว" ฮวาหมู่หลานตาไวรีบชี้ไปยังเมืองศัตรูและะโบอก
โตซางและห้วนกุ๋ยรวมถึงคนอื่น ๆ ต่างจ้องมองไปยังทิศทางของหอคอยเมือง และเห็นศพโชกเืร่างหนึ่งถูกแขวนไว้สูงราวกับเป็ธง
"นั่นมันทูต เป็ทูตของพวกเรา!" ซีเซ่งจำการแต่งกายของศพนั้นได้ จึงะโออกมาด้วยความใและโกรธแค้น
ร่างกายของโตซางสั่นสะท้านเล็กน้อย ใบหน้าที่เคยสงบนิ่งพลันเคร่งขรึมลงทันที มือที่กำแส้ม้าแน่นจนข้อนิ้วดังกร๊อบ ๆ ดวงตาคมดุจเหยี่ยวลุกโชนด้วยไฟโทสะ
การที่ชางซีขัดคำสั่งนั้นอยู่ในความคาดหมายของเขา แต่สิ่งที่เขาไม่คาดคิดคือ โจรไท้ซัวผู้นี้จะดูิ่เขาถึงเพียงนี้ ถึงขั้นกล้าฆ่าทูตของเขาอย่างเปิดเผย แค่ตัดหัวก็ว่าแย่แล้ว แต่นี่ยังควักหัวใจออกมาอีก
โตซางโกรธจัดจนถึงขีดสุด!
บนกำแพงเมือง ชางซีเช็ดคราบเนื้อที่มุมปากจนสะอาด มือถือดาบเล่มใหญ่ชี้ลงมายังโตซางที่อยู่ห่างออกไปร้อยก้าว พร้อมกล่าวอย่างโอหังว่า "โตซาง ตอนพ่อเฮงซวยของเ้ายังมีชีวิตอยู่ ยังไม่กล้ามาแตะต้องถิ่นของกองทัพไท้ซัวพวกข้า เ้าที่เป็แค่สวะกลับคิดจะมาเป็เ้าเมืองของพวกข้า ช่างน่าขำสิ้นดี หากเ้ารู้จักที่ต่ำที่สูงก็รีบไสหัวไปเสีย มิฉะนั้นหากข้านำทัพบุกออกไป จะควักหัวใจเ้าออกมาเป็กับแกล้มสุราให้ได้"
ขณะที่พูดจาโอหัง ชางซีถึงกับหยิบหัวใจที่ต้มสุกแล้วขึ้นมาเคี้ยวต่อหน้าทหารนับพันของทั้งสองฝ่าย ท่าทางป่าเถื่อนและโอหังถึงที่สุด
"มีข่าวลือว่าในบรรดาโจรไท้ซัว ชางซีชอบกินหัวใจคน เมื่อก่อนข้านึกว่าเป็เพียงเื่เล่า ไม่คิดว่าจะเป็เื่จริง ไอ้หมอนี่กินหัวใจคนจริง ๆ ด้วย!" ซีเซ่งนอกจากจะโกรธแล้ว เมื่อเห็นศัตรูที่โอหังกำลังเคี้ยวหัวใจอย่างบ้าคลั่ง เขาก็รู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมา
"ไอ้ระยำเอ๊ย ไอ้บ้านี่มันโอหังเกินไปแล้ว" ห้วนกุ๋ยที่อยู่อีกด้านก็โกรธจัดเช่นกัน เขาโยนขาแกะที่เหลือในมือทิ้ง พาดดาบเล่มใหญ่ไว้บนบ่าแล้วะโว่า "นายท่าน สั่งบุกเมืองเถิดขอรับ ข้าห้วนกุ๋ยจะสับไอ้ระยำนั่นให้เป็ร้อยแปดสิบชิ้นเอาไปเลี้ยงหมาป่า"
ฮวาหมู่หลานก็ชักดาบออกมาในมือและกล่าวด้วยความโกรธว่า "นายท่าน ไอ้โจรชั่วนั่นกล้าลบหลู่ท่านเช่นนี้ หมู่หลานขอลงมือสังหารมันด้วยตัวเองเ้าค่ะ"
เหล่าขุนพลต่างโกรธแค้นจนทนไม่ไหว ต่างพากันขอออกรบ ทหารกองทัพตระกูลโตแปดร้อยนายก็ไม่มีใครที่ไม่โกรธ เืในกายเดือดพล่าน จิติญญาการต่อสู้พุ่งสูงขึ้น
เมื่อมองไปยังชางซีที่โอหังอยู่บนกำแพงเมือง ในใจของโตซางก็ลุกโชนด้วยไฟโทสะเช่นกัน ไอ้บ้านั่นฆ่าทูตของเขาอย่างเปิดเผย ทั้งยังเหยียดหยามต่อหน้ากองทัพเช่นนี้ เขาจะทนกล้ำกลืนฝืนทนได้อย่างไร
หลังจากกำหมัดแน่นอยู่ครู่หนึ่ง โตซางกลับสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วโบกมือสั่งการว่า "ส่งคำสั่งลงไป ให้กองทัพทั้งหมดถอนกำลังกลับค่าย"
ทันทีที่คำสั่งออกมา เหล่าขุนพลต่างพากันสีหน้าเปลี่ยนไป และมองไปยังโตซางด้วยความประหลาดใจ
โตซางไม่รอให้พวกเขาเกลี้ยกล่อม เขาควบม้านำออกไปก่อน เหล่าขุนพลไม่มีทางเลือก ได้แต่ต้องนำทหารแปดร้อยนายถอนตัวกลับไปยังค่ายใหญ่ทางทิศใต้ด้วยความไม่เต็มใจ
ชางซีที่อยู่บนกำแพงเมือง เมื่อเห็นโตซางถอนทัพกลับไป ก็หัวเราะอย่างเย้ยหยันยิ่งกว่าเดิม พร้ะโกนด่าทออย่างเหยียดหยามว่า "ไอ้หนูโตซาง ข้ารู้แล้วว่าเ้าไม่มีความกล้า ข้ามีทหารหนึ่งพันนาย ส่วนเ้ามีเพียงพวกสวะแปดร้อยคน คิดจะตีอำเภอจี๋ชิวของข้า ฝันกลางวันอยู่หรืออย่างไร กลับบ้านไปกินนมแม่เถอะ ฮ่า ๆ ๆ "
"ฮ่า ๆ "
"ฮ่า ๆ "
เหล่าโจรไท้ซัวตลอดแนวกำแพงเมืองต่างหัวเราะตามแม่ทัพของตน ส่งเสียงเยาะเย้ยกองทัพตระกูลโตที่ถอยทัพกลับไปอย่างสะใจ
ทหารแปดร้อยนายที่ได้ยินเสียงเยาะเย้ยของศัตรูจากทางด้านหลัง ต่างโกรธจนหน้าแดงก่ำ กัดฟันกรอด แต่ทำได้เพียงอดทนต่อความแค้นนี้ไว้
ในใจของโตซางก็เดือดดาลเช่นกัน เขากำหมัดแน่น แต่ฝืนข่มโทสะไว้และถอยกลับอย่างสุขุม
เมื่อถึงเวลาค่ำ กองทัพจึงกลับเข้าค่าย
"นายท่าน ไอ้โจรชางซีมันลบหลู่พวกเราถึงเพียงนั้น ท่านทนกล้ำกลืนฝืนทนได้อย่างไรขอรับ ข้าโกรธจนแทบะเิอยู่แล้ว" ห้วนกุ๋ยบ่นอุบทันทีที่ก้าวเข้าสู่กระโจม
ทว่าโตซางกลับนั่งลงอย่างใจเย็นและยิ้มกล่าวว่า "เ้าเถอะห้วนกุ๋ย ก่อนหน้านี้เ้ายังไม่อยากมาเมืองหลางเกียเลย เหตุใดตอนนี้ถึงได้กระตือรือร้นอยากบุกเมืองนักเล่า"
ห้วนกุ๋ยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะทำปากยื่นกล่าวว่า "ตอนนั้นก็ตอนนั้น ตอนนี้ก็ตอนนี้สิขอรับ ไอ้ระยำนั่นทำให้ข้าโกรธจนแน่นท้องไปหมด ทำเอาข้ากินเนื้อไม่ลง ข้าย่อมต้องสับมันให้เละ"
ซีเซ่งและฮวาหมู่หลาน ที่เดินตามเข้ามา ต่างก็มีสีหน้าโกรธแค้น และแสดงออกชัดเจนว่าไม่เข้าใจในการตัดสินใจของโตซาง
โตซางโบกมือให้พวกเขานั่งลงก่อน เมื่ออารมณ์ของพวกเขาเริ่มสงบลง จึงถอนหายใจเบา ๆ แล้วกล่าวว่า "พวกเ้าคิดว่าข้าไม่อยากฆ่ามันหรือ แต่พวกเ้าอย่าลืมว่า ในมือพวกเรามีทหารเพียงแปดร้อยนาย แต่โจรไท้ซัวที่เฝ้าเมืองมีถึงหนึ่งพัน ต่อให้กองทัพของพวกเราจะเก่งกาจกว่า และสามารถบุกยึดเมืองได้ด้วยกำลัง แต่สุดท้ายย่อมต้องสูญเสียอย่างหนัก แล้วหลังจากนั้นเราจะเอาอะไรไปต่อกรกับกองกำลังหลักของจงป้าเล่า?"
คำพูดของโตซางทำให้ซีเซ่งทั้งสามคนเงียบกริบ
พวกเขารู้ดีว่าจุดอ่อนของกองทัพตระกูลโตคือจำนวนทหารที่น้อย ไม่สามารถรับการสูญเสียได้ หากวู่วามนำกำลังพลอันมีค่าไปทิ้งกับการบุกเมืองซึ่งเป็แผนการขั้นต่ำ ย่อมไม่ใช่การกระทำที่ชาญฉลาด
"นายท่านใจเย็นยิ่งนัก เป็พวกข้าที่วู่วามขอรับ" ซีเซ่งประสานมือขอโทษ และเลื่อมใสในความสุขุมของโตซาง
โตซางพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะกล่าวว่า "ดังนั้น เราต้องคิดแผนการที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งจะไม่ทำให้เสียกำลังพล แต่สามารถยึดอำเภอจี๋ชิวได้"
ภายในกระโจมตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
แม้ห้วนกุ๋ยและฮวาหมู่หลานจะมีวรยุทธ์ที่ไม่ด้อย แต่ด้านกลอุบายนั้นมีจำกัด ย่อมไม่อาจคิดแผนการที่สมบูรณ์แบบได้
ในกระโจมแห่งนี้ ผู้ที่มีสติปัญญาพอจะเรียกได้ว่ามีกลอุบาย ก็มีเพียงโตซางและซีเซ่งสองคนเท่านั้น
โตซางใช้ความคิดอย่างหนัก พยายามเค้นสมอง แต่ในขณะนั้นเขาก็ยังคิดแผนไม่ออก
ทว่าซีเซ่งที่เงียบไปนาน จู่ ๆ ดวงตาก็เป็ประกาย เขาลุกพรวดขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นและกล่าวว่า "นายท่าน ข้าน้อยมีแผนการหนึ่ง บางทีอาจจะยึดอำเภอจี๋ชิวได้โดยไม่ต้องออกแรงแม้แต่นิดเดียวขอรับ"