บทที่ 8
ตอน รักนวลสงวนตัว
ตัวร้ายในเื่อย่างหานอิงหลิวเรียกยายแก่ทุกๆห้านาทีนี่เป็เพียงวันแรกที่เขาเริ่มเรียนไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเรียกอีกกี่ครั้ง
ผ่านไปนานวันเข้า...ซื่อฝานยังสอนอย่างเต็มที่เหมือนคนลืมวัยหลิวเหว่ยตั้งใจเรียนตามที่ซื่อฝานสอนอย่างเต็มที่ ต่างกับพยัคฆ์ที่นั่งนิ่งหน้าถมึงทึงอย่างหานอิงหลิวนั่นเป็สัญญาณให้ซื่อฝานรับรู้แล้วว่าเขา้าให้นางมาสอนประกบตน
สายตาสั้นยาวไม่สมประกอบของซื่อฝานจับจ้องวิธีการลากเส้นของท่านแม่ทัพอย่างตั้งใจพลางนึกถึงคำพูดของเขาเมื่อครู่ก่อนมานั่งเรียนว่า
ข้าจะไม่กราบเ้าเป็ท่านอาจารย์แต่ข้าจะจ้างให้เ้ามาสอนข้าวาดรูป’ นั้นเป็คำพูดที่หยิ่งผยองชวนโมโหที่สุดแต่ตอนนั้นตนน่าจะนึกโมโหสักนิดทว่าดันเพิ่งมารู้สึกเหมือนมีคนนำเงินมาฟาดหัวอย่างไงอย่างงั้น
ซื่อฝานนึกโอดครวญอยู่ในใจสายตาสั้นยาวของนางค่อยๆแฝงไปด้วยความอาฆาตไม่มีผิดสร้างความขนหัวลุกให้คนตรงหน้าเป็ที่สุด
ชายหนุ่มนั่งลากเส้นหัวคิ้วขมวดแทบจะย่นมาติดกันอยู่รอมร่อ ซ้ำยังรู้สึกขนลุกหนาวสันหลังเป็ระลอกแต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจทำให้เห็นว่าร้อยวันพันปีไม่เคยมีอะไรที่หานอิงหลิวทำไม่ได้ก่อนหน้านี้ท่านแม่ทัพได้ตัดการวาดรูปออกจากวงจรชีวิตไปเป็ที่เรียบร้อยแล้วเขาจึงไม่นับว่านั้นเป็สิ่งที่ตนเองทำไม่ได้แต่ที่มานั่งเรียนเช่นนี้กลับทำให้เขาเครียดจนศีรษะแถบนอนเกยโต๊ะเพราะั้แ่วัยเยาว์มาไม่เคยมีครั้งไหนที่ตนจะแพ้สักเื่เขาเป็คนเก่งรอบด้านจะพ่ายแพ้ให้กับศัตรูอย่างการวาดรูปอย่างงั้นเหรอได้เจ็บใจไปจนวันตายเป็แน่
ดินสอถ่านในมือหยาบนั้นลากเส้นลงกระดาษเผยให้เห็นเส้นลากที่ติดๆขัดๆไม่ปะติดปะต่อกันและยังสั่นเทาไร้ความมั่นใจ
หญิงชราหย่อนกายนั่งเคียงข้างท่านแม่ทัพทันทีองครักษ์ที่ยืนเฝ้าประตูรีบก้าวเท้าหมายจะเดินเข้าไปลากร่างนั้นให้ออกห่างทว่าสายตาท่านแม่ทัพกลับปกติ...และดูจะตั้งใจเสียด้วยซ้ำ
หานอิงหลิวเหลือบมองหญิงชราไม่วางตาเหมือนกับว่าตนคุ้นเคยกับนางมานานปีแต่ความคิดเช่นนั้นก็ต้องกลับลังเลเมื่อตนนึกขึ้นมาได้ว่าสตรีที่เคยเคียงข้างตนผู้นั้นวาดรูปไม่เป็
"ข้าเคยบอกไว้ชัดเจนแล้วนะว่า...ถ้าจะลากเส้นให้ไปทั้งแขน…"น้ำเสียงเหมือนติเตือนแต่กลับแฝงด้วยคำแนะนำ "แต่ท่านเล่นขยับเพียงข้อมือมันจะไปได้อะไร" ว่าแล้วซื่อฝานส่งสายตาเป็เชิงจะจับมือสอนเห็นอีกฝ่ายเหม่อนิ่งั์ตาใสซื่อซื่อฝานจึงเอื้อมมือคว้าจับมือคนตรงหน้าไว้แล้วจะสอนต่อ แต่เมื่อััผิวกายเขาเพียงนิดเดียวท่านแม่ทัพพลันปล่อยพู่กันในมือทิ้งพร้อมชักมือตนเองออกเหมือนถูกน้ำร้อนลวก
อะไรอีกล่ะ...คิดจะรักนวลสงวนตัวอะไรตอนนี้พ่อคุณ…
ซื่อฝานบ่นคนเดียวโดยไม่รู้เลยว่าที่จริงแล้วที่คนดีดเม็ดทานตะวันใส่หานอิงหลิวต่างหาก
หานอิงหลิวรีบหันไปมองต้นทางที่มาของเม็ดทานตะวันสายตาสีแดงเข้มจ้องไปที่ต้นไม้ยืนต้นที่มีคนแก่นั่งบนกิ่งไม้ใหญ่เจียงเหอมองหานอิงหลิวไม่วางตาหนำซ้ำยังกัดแกะเม็ดทานตะวันล่อหน้า
เจียงเหอพลันอ้าปากพูดอย่างไร้เสียง
“ตั้งใจเรียนหน่อยอย่าเคลิ้มให้มันมากนักระวังข้าจะเอาพลังคืน”
หานอิงหลิวกลืนน้ำลายอย่างไม่รู้ตัวพลางขมวดคิ้วทันใดจู่ๆก็มีเม็ดทานตะวันเหวี่ยงข้ามศีรษะตนไป “เจียงเหอ! เลิกกวนประสาทได้แล้ว!”
“จ้าๆ” ชายชรายิ้มแป้นตอบเสียงหวาน
ทำให้ซื่อฝานเลิกสนใจเขาในที่สุด
หญิงชราจับตามองชายหนุ่มรักนวลสงวนตัวผู้นี้อย่างเหน็ดเหนื่อยก่อนจะเอื้อมมือหมายจะคว้ามือนั้นกลับมาจับพู่กันเช่นเดิมแต่เขาก็เก็บมือหนีอยู่ดี
"ท่านเป็อะไร ท่านแม่ทัพ…หรือท่านคิดว่าข้าพูดหยอกเอินใส่ท่านรึ?"หญิงชราผ่อนลมหายใจกอดอกขมวดคิ้วเป็ปมแน่น “แค่คิดก็ขนลุกแล้ว”
"ข้าไม่ชอบััตัวกับผู้อื่นที่ไม่สนิทใจ…"เขาอธิบายอย่างเคร่งครัด "ข้าถือว่าการัักายผู้อื่นมักมีผลเสียตามมาเสมอ"ว่าแล้วใบหน้าหล่อเหลาพลันนิ่งสงัดส่งสายตาพิฆาตเย็นะเืมาทางนาง
ซื่อฝานเห็นสายตานั้นทีลมหายใจก็ชะงักทันควันนางสบตาเขาจนอยากจะควักลูกกระตาทิ้งเหลือเกิน ทว่าหญิงชรากลับขบคิดได้ว่าถ้าตนหลบตาอีกฝ่ายคงได้ใจ เมื่อเขาไม่นับนางเป็ท่านอาจารย์แล้วนางจะประคบประหงมเขาไปทำไม ในเมื่อคนอื่นมาเรียนกับนางแล้วทุกคนต้องวาดรูปได้และมีเอกลักษณ์เป็ของตนเองจะมัวกลัวท่านแม่ทัพอยู่อย่างนี้คงไม่ไหวไม่เช่นนั้นสอนพวกเขาออกมาได้ไร้คุณภาพเป็แน่
“ไม่เป็ไรเ้าไม่ชอบโดนตัวผู้อื่น…” ซื่อฝานเลิกคิ้วพร้อมคว้าจับมือหยาบก่อนจะบีบแน่น“แต่ข้าชอบ ข้าไม่ถือ ถ้าเ้าอยากถือก็ถือไปคนเดียวเถิด” หญิงชราจับมือหานอิงหลิวคว้าดินสอลากวาดเส้นสอนให้อีกฝ่ายบังคับดินสอไปทั้งแขน
หานอิงหลิวหันมองใบหน้าหญิงชราไม่วางตาเขาไม่เคยคิดเลยว่าจะมีใครใจถึงคว้ามือหยาบของเขาไว้ ขนาดอนุภรรยาข้างกายยังมิกล้า
หลายวันพ้นผ่านทุกอย่างยังคงเดิมเพิ่มเต็มคือซื่อฝานไม่ได้มาหยุดมองท่านแม่ทัพอีกต่อไป นางขยันเดินระยะหนึ่งทว่ากลับหย่อนกายนั่งข้างหลิวเหว่ยอย่างเคยชินมือซ้ายของหญิงชราที่เคยใช้วาดรูปเวลาข้างขวาเกิดอุบัติเหตุคว้าจับมือซ้ายของหลิวเหว่ยอย่างไม่ลังเล
“เ้าต้องวาดดวงตาโดยใช้น้ำหนักมือหนักเบาผสมกัน”ว่าแล้วซื่อฝานก็ลองจับดินสอวาดให้เป็ตัวอย่าง “เ้าจะวาดผู้ใดกัน” ซื่อฝานเอ่ยถามไปอย่างนั้นเพราะตัวนางจะได้รู้ว่าคนในรูปนั้นอยู่่อายุเท่าไรจะได้กะลายเส้นและน้ำหนักถูก
“ข้าวาดท่าน” เพียงคำตอบเดียวกลับทำให้ทุกอย่างรอบตัวหยุดนิ่งสายตาหญิงชรามองค้างพูดได้เพียงว่า “ลำบากเ้าแล้ว”
สายตาเด็กวัยเยาว์ทั่วไปมักตื่นเต้นเป็ทุนเดิมทว่าต่างจากสายตาอันคมกริบของท่านแม่ทัพหานเพราะการที่เขาได้ยินคำตอบของหลิวเหว่ยทำเอาสะอิดสะเอียนสุดใจ
ฝ่ามือหยาบคว้ากระดาษของตนที่มีรูปวาดเพียงโครงหน้าขยำทิ้งถึงในกระดาษนั้นจะมีเพียงโครงร่างที่นางสอนแต่ภาพในหัวของหานอิงหลิวกลับมีภาพของใครคนหนึ่งอยู่ก่อนเสียแล้ว
หานอิงหลิวขมวดคิ้วแน่นพร้อมเหลือบมองกระดาษในมือก่อนหลับตานึกคิดแปลกใจว่าทำไมถึงรู้สึกคิดถึงคนผู้หนึ่งขึ้นมาได้ยิ่งเห็นหญิงชราถูกหยอดคำหวานดันเ็ปใจเจียนตายแล้ว...ท่านแม่ทัพผ่อนลมหายใจพยายามนึกถึงใบหน้างดงามของอนุภรรยาคู่ใจอย่างจือเฟิง ที่นั่งรอตนอยู่บ้าน ทว่าพอนึกถึงใบหน้านั้นทีไรกลับไร้ความคนึงหาทุกที
พิลึกจริงคนที่ตนควรคิดถึงน่าจะเป็จือเฟิง...ไม่ว่าจะไปที่ไหนจือเฟิงมักจะเสนอตัวติดตามไม่ห่างและท่านแม่ทัพอย่างหานอิงหลิวยังคงตามใจนางดูแลดั่งของล้ำค่าแต่บัดนี้เมื่อห่างไกลนางกลับเหมือนเป็อิสระไร้ความผูกมัดเมื่ออยู่กับหญิงชราผู้นี้….มันเป็ความรู้สึกที่ข้าเคยเป็ตอนเด็กที่ปากแข็งยิ่งกว่าหินผาแต่ในใจกลับอ่อนระทวยเมื่อเข้าใกล้คนผู้หนึ่งที่เคยอยู่ข้างกาย...พอเวลาอยู่กับจือเฟิงข้าดันมีความแค้นปะทุหมายจะฆ่าคนที่เคยอยู่ข้างกายให้จมดิน...ข้าพลาดตรงไหนไป….
เสียงของหลิวเหว่ยดังขึ้นในหัวของท่านแม่ทัพหานกระทันหัน
"...นางถูกกระบี่ของท่านฟันเข้าที่ระหว่างอกในหัวข้ายังจำได้ไม่ผิดเพี้ยนว่าเืที่ไหลอาบตัวนางมากมายเพียง
ใด"
สิ่งที่ตนเคยกระทำหรือเคยเห็นนั้นยังคงจำได้ไม่ผิดเพี้ยนใบหน้านางกลับเลือนลางแต่นามของนางเขายังจำได้ขึ้นใจ
ฟิ้ว!
หานอิงหลิวหลุดจากภวังค์ทันทีเมื่อจู่ๆก็มีเม็ดทานตะวันพุ่งผ่านหน้าไปดวงตาสีแดงเข้มพลันเหลือบมองหลิวเหว่ยที่ถูกเม็ดทานตะวันพุ่งใส่ศีรษะจนหน้าเกือบกระแทกลงโต๊ะซื่อฝานหันไปทางต้นเหตุก่อนจะะโชี้นิ้วไปยังต้นไม้
“เจียงเหอ!เ้าอีกแล้วนะ!”
หานอิงหลิวพลันกลั้นหัวเราะไม่คิดว่าตาเฒ่าผู้นี้จะลงมือกับหลิวเหว่ยอย่างน้อยเจียงเหอผู้นี้ก็ทำให้หานอิงหลิวพอจะรู้ว่าเขากับหลิวเหว่ยเป็แมลงที่ขัดหูขัดตาของตาเฒ่านี้เอง
“หึงหวงหญิงชรากลัวพวกข้าจะคว้านางไปครองหรืออย่างไร”
วาจาบ่นพึมพำที่หลุดปากได้เพียงครู่หานอิงหลิวกลับต้องกลืนลงคอก่อนจะหันมองเจียงเหออย่างงุนงง
“ข้าได้ยินนะ”
ชายชราชี้นิ้วไปทางท่านแม่ทัพซื่อฝานมองตามก่อนจะยกมือเท้าสะเอวพลางชี้นิ้วไปทางเจียงเหออีกหน
“อีกแล้วนะ”
ก่อนจะเกิดาประสาทจู่ๆทหารคนสนิทของท่านแม่ทัพรีบวิ่งเข้ามาหาอย่างทันท่วงทีก่อนเอ่ยกระซิบรายงานอย่างแ่เบา
“อืม” ท่านแม่ทัพพยักหน้าพร้อมวางพู่กันในมือ “ข้าจะไปเดี๋ยวนี้เ้าล่วงหน้าไปกราบทูลฝ่าาแทนข้าทันทีที่ไปถึงเลยว่าครั้งนี้เราต้องยกทัพตีกลับทันที”
“รับทราบท่านแม่ทัพ”
ซื่อฝานจ้องหานอิงหลิวไม่วางตานางอยากจะเอ่ยถามว่าเกิดเื่อะไรขึ้น แต่เขากลับเอ่ยขัดคอนางเสียก่อน
“ข้าต้องกลับเมืองหลวงเกรงว่าคงไม่ได้มาเรียนกับท่านหลายวันแล้วก็...” หานอิงหลิวพยายามที่จะเอ่ยปากลาทว่าอ้าปากพยายามพูดออกมามากเท่าไรมันกลับทำให้เขาไม่อยากจากยายแก่ตรงหน้าเสียอย่างงั้นช่างแปลกพิลึกเสียจริง เขาจึงเอ่ยเพียงว่า “ถ้าข้าวาดรูปที่ท่านสั่งเสร็จแล้วข้าจะให้คนมาส่งแทนแต่ถ้าสะสางเื่ที่มีเสร็จก่อนข้ามาส่งด้วยตัวเองและจะให้ท่านสอนเพิ่ม”
“อืมเอาตามที่ท่านแม่ทัพว่าเถิด” ซื่อฝานค้านจะพูดให้มากความทำได้เพียงปล่อยให้เขาไปสะสางเื่ที่เมืองหลวง “โชคดี”
คนร่างสูงกำลังเดินจากกลับต้องหยุดฝีเท้าเพราะเพียงคำอวยพรสั้นๆของยายแก่ถึงจะเป็เพียงคำสั้นๆมันกลับทำให้เขาอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูกมุมปากได้รูปยกยิ้มก่อนเดินออกไปจากจวน
วันที่สิบเจ็ด เดือนสิบเอ็ด
เสียงกลองศึกถูกตีดังสนั่นลั่นเมืองชายแดนซื่อฝานเด้งตัวตื่นกระดูกสันหลังแทบจะหลุดออกจะตัวจู่ๆหลิวเหว่ยก็รีบกระแทกประตูเปิดเข้ามาเพราะซื่อฝานมักจะลงกลอนประตูทุกครั้งก่อนนอนซื่อฝานเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของอีกฝ่ายจึงเดาได้ไม่ยากตามสัญชาตญาณที่มีอยู่ในส่วนลึก
“เมืองถูกตีแตกหรือยัง”
ซื่อฝานเข้าประเด็นตามสัญชาตญาณทันทีทำเอาหลิวเหว่ยต้องเอ่ยตอบอย่างฉาดฉานเหมือนที่เคยตอบท่านแม่ทัพของตน
“ยังขอรับแต่เมืองเจินชิวตั้งอยู่ชายแดนห่างจากเมืองมากอยู่มีกำลังทหารไม่ถึงหนึ่งหมื่นขอรับ”
หญิงชรารีบลงจากเตียงเตรียมสำภาระพร้อมถามเก็บข้อมูลสิ่งที่ซื่อฝานกำลังจะต้องเจอมันอย่าเทียบกับเกมที่เธอเคยเล่นเพราะมันยิ่งกว่าในเกมที่เธอเอาชนะ “แล้วศัตรูล่ะคือใคร”
“ฝ่ายฏขอรับที่อ้างว่ามี...ท่านแม่ทัพฝูเป็ผู้นำ” หลิวเหว่ยก้มหน้า
“พวกหน้าด้าน” ซื่อฝานหลุดปากว่า
“…!”
“ไม่มีอะไร”
“แล้วเราจะทำอย่างไรดีขอรับ”หลิวเหว่ยเอ่ยถามเหมือนรอคำสั่ง
หญิงชราเลิกคิ้วมองหน้าอีกฝ่าย “เก็บข้าวของที่จำเป็แล้วออกจากเมืองสิข้าไม่ได้มีกองกำลังอะไรสักหน่อยอย่างน้อยชีวิตนี้ก็ยังมีค่านะรักษามันไว้บ้างก็ดี” หลิวเหว่ยตอบรับอย่างเชื่อฟัง “ขอรับ” ถึงใจเขาจะอยากถืออาวุธเข้าสู้แต่ต่อให้โผล่หน้าไปคงเอาตัวไปตายอย่างโดดเดี่ยวที่ประตูชายแดนมิสู้คุ้มกันยายฝูผู้นี้ดีกว่ายิ่งตอนที่นางเอ่ยถามถึงเมืองเจินชิวทำให้หลิวเหว่ยเริ่มมั่นใจแล้วว่ายายแก่ผู้นี้คงเป็ท่านแม่ทัพของตนเป็แน่