ยามวสันตฤดูเวียนมาถึง มวลบุปผชาติพากันบานสะพรั่งสะกดสายตา องค์หญิงเจาหยางจึงทรงจัดงานชมบุปผาขึ้น ณ สวนตงเจียวนอกเมืองหลวงเซิ่งจิง เชื้อเชิญเหล่าฮูหยินและคุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์มาร่วมงานอย่างคับคั่ง
เสิ่นว่านอวี๋ได้รับเทียบเชิญในฐานะธิดาของเจิ้นกั๋วกง นางตั้งใจอุ้มเหยาเหยามาร่วมงานด้วย — ส่วนหนึ่งเพราะอยากอวดบุตรสาวตัวน้อยผู้แสนน่ารักน่าเอ็นดู แต่อีกส่วนที่สำคัญยิ่งกว่า คือนางรู้จากเสียง์ในใจของลูกสาวว่า งานชมบุปผาครั้งนี้คือเวทีที่ฟ่านชิงเสวี่ยวางแผนจะแสดงละครตบตาผู้คนเพื่อยกระดับตนเอง นางจึงอยากมาประจักษ์ด้วยตาตนเองสักครั้ง
ทัศนียภาพของสวนตงเจียวงดงามราวกับภาพวาดพู่กันจีน ดอกท้อบานสะพรั่งย้อมทั้งผืนป่าเป็สีชมพูละลานตา กลีบดอกอ่อนช้อยร่วงโรยลอยละล่องตามสายลมประหนึ่งหิมะสีชาด กลิ่นหอมรวยรินอบอวลไปทั่วบริเวณ บรรดาคุณหนูตระกูลใหญ่ในอาภรณ์แพรพรรณหลากสีสันพากันกรีดกรายเยื้องย่างชมบุปผาอย่างสำราญใจ
เหยาเหยาที่อยู่ในอ้อมกอดอุ่นเบิกตากลมโตแวววาว จ้องมองดอกท้อเ่าั้ด้วยความตื่นตาตื่นใจ
โอ้โฮ! สวยเหลือเกิน! ดอกท้อบานสะพรั่งเต็มสวนไปหมดเลย! เด็กหญิงคิดอย่างเพลิดเพลิน เฮ้อ ได้มาเที่ยวเปิดหูเปิดตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน อุดอู้อยู่แต่ในจวนจนกระดูกจะแข็งหมดแล้ว... แต่เดี๋ยวก่อน! งานนี้แหละที่ฟ่านชิงเสวี่ยจะเล่นใหญ่จัดฉากสร้างภาพ! ข้าต้องเบิกตาดูให้ดี ห้ามพลาดเด็ดขาด
ทันใดนั้น ร่างของฟ่านชิงเสวี่ยพลันปรากฏขึ้น คราวนี้นางเดินเคียงบ่าเคียงไหล่มากับสองพี่น้องสกุลกู้ ท่าทางเย่อหยิ่งจองหองราวกับได้เลื่อนขั้นเข้าสู่แวดวงชนชั้นสูงอย่างเต็มตัวแล้ว
ครั้นสายตาเหลือบไปเห็นเสิ่นว่านอวี๋ แววตาของฟ่านชิงเสวี่ยก็ทอประกายริษยาแกมเ้าเล่ห์ นางกระซิบกระซาบบางอย่างกับกู้หรูอิงอย่างรวดเร็ว ก่อนที่คนกลุ่มนั้นจะพากันเดินตรงเข้ามาหา
"อ๊ะ นี่มิใช่ซ่งฮูหยินหรอกหรือ" กู้หรูอิงเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว ทว่าแฝงกระแสเย้ยหยันและโอหังอย่างไม่ปิดบัง "ไม่ได้พบกันเสียตั้งนาน ได้ยินว่าท่านอุ้มบุตรสาวมาร่วมงานด้วย... อุ๊ยตาย นี่คุณหนูน้อยเ้าคะ"
นางก้มลงมองเหยาเหยา สายตาฉายแววเ็าและรังเกียจวูบหนึ่ง "หน้าตาก็จิ้มลิ้มน่ารักดีอยู่หรอก... แต่ข้าได้ยินมาว่า่นี้จวนสกุลซ่งค่อนข้างฝืดเคืองมิใช่หรือ ใต้เท้าซ่งช่างหัวแข็งนัก ขัดใจผู้หลักผู้ใหญ่ในราชสำนักไปทั่ว... ซ่งฮูหยินช่างน่าเวทนาแท้ๆ ต้องเลี้ยงดูบุตรสาวท่ามกลางตระกูลที่ไร้ผู้คบหาเช่นนี้"
ถ้อยคำเหน็บแนมแฝงเขี้ยวเล็บนั้นทำให้บรรดาฮูหยินที่อยู่ใกล้เคียงพากันเงี่ยหูฟัง บางคนแอบเผยรอยยิ้มหยัน รอดูว่าซ่งฮูหยินผู้หยิ่งทะนงจะรับมือกับสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานนี้อย่างไร
ทว่าเสิ่นว่านอวี๋กลับเพียงแย้มยิ้มบางเบาอย่างสง่างาม ไม่มีแววสะทกสะท้านแม้แต่น้อย "คุณหนูกู้ช่างมีเมตตา ห่วงใยพวกเราถึงเพียงนี้ ข้าต้องขอบใจเ้ามาก... ทว่าที่สามีของข้า 'หัวแข็ง' นั้น เป็เพราะเขายืนหยัดในความถูกต้อง ไม่ยอมก้มหัวสยบยอมให้แก่คนชั่วช้า ส่วนตระกูลที่ 'ไม่มีใครคบหา' อย่างพวกเรา อย่างน้อยก็นอนหลับฝันดีทุกค่ำคืน มิต้องคอยหวาดผวาว่าวันใดความโสมมที่ซ่อนไว้จะถูกเปิดโปงกระมัง"
รอยยิ้มปั้นแต่งบนใบหน้าของกู้หรูอิงแข็งค้างไปในทันที
วาจาของเสิ่นว่านอวี๋นุ่มนวลปานปุยสำลี ทว่าทุกถ้อยคำกลับคมกริบประหนึ่งซ่อนเข็มพิษ ฮูหยินบางคนที่ยืนฟังอยู่รอบๆ ถึงกับต้องยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดปากแอบหัวเราะ เพราะต่างรู้ดีว่าตระกูลกู้สนิทสนมกับขั้วอำนาจใด และคำว่า ‘ความชั่วถูกเปิดโปง’ นั้น ช่างเสียดแทงลึกเข้าไปถึงกระดูกของพวกนางโดยแท้
กู้หรูอิงพยายามเค้นยิ้มข่มอารมณ์ ทว่าสีหน้ากลับบิดเบี้ยวดูไม่ได้ นางคาดไม่ถึงเลยว่าซ่งฮูหยินที่ตกเป็เป้าโจมตีจะฝีปากกล้าถึงเพียงนี้ ตอกกลับมาคำต่อคำอย่างนิ่มนวลแต่เจ็บแสบ โดยไม่เสียกิริยาเลยแม้แต่น้อย
——————
ฟ่านชิงเสวี่ยเห็นท่าไม่ดีที่กู้หรูอิงปราชัยอย่างราบคาบ จึงรีบก้าวออกมารับบทบาทนางเอกผู้แสนดีทันที
นางแสร้งทำสีหน้าอ่อนโยนเปี่ยมเมตตา ก้มลงมองเหยาเหยาพลางส่งยิ้มหวานหยดย้อย "ซ่งฮูหยินโปรดอย่าได้ถือสาคุณหนูกู้เลยเ้าค่ะ พี่หญิงเพียงแต่ล้อเล่นเท่านั้น... คุณหนูน้อยช่างน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน ชิงเสวี่ยขอเกียรติอุ้มนางสักคราได้ไหมเ้าคะ"
นางตั้งใจจะสวมบทบาท ‘สตรีผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารีและรักเด็ก’ ต่อหน้าธารกำนัล เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ตัดกับ ‘ความโอหังไร้น้ำใจของตระกูลซ่ง’ หากเด็กทารกยอมให้นางอุ้มแต่โดยดีและส่งยิ้มให้ ภาพที่ปรากฏแก่สายตาผู้คนย่อมกลายเป็ว่าตระกูลซ่งใจแคบและรังแกสตรีผู้อ่อนโยนไร้ทางสู้
นางยื่นมือขาวผ่องเข้าหาเหยาเหยา พร้อมรอยยิ้มละไมที่ฝึกซ้อมมาเป็อย่างดี
เหยาเหยาปรายตามองมือที่ยื่นเข้ามา ก่อนจะเหลือบมองใบหน้าเสแสร้งของฟ่านชิงเสวี่ย สมองน้อยๆ พลันประมวลผลอย่างรวดเร็ว
ยัยคนงามหน้าไหว้หลังหลอกนี่ คิดจะใช้มุกอุ้มเด็กสร้างภาพลักษณ์ล่ะสิ! ในนิยายต้นฉบับนางใช้มุกนี้บ่อยจะตาย แสร้งทำเป็รักเด็กให้คนอื่นชื่นชม แล้วถ้าเด็กร้องไห้งอแงขึ้นมา ก็จะโยนความผิดให้ฝั่งแม่ว่าเลี้ยงดูอบรมมาไม่ดี เหยาเหยาวิเคราะห์อย่างรู้เท่าทัน เหอะ! คิดจะใช้ข้าเป็เครื่องมือเรอะ ฝันไปเถอะ! แต่ถ้าข้าร้องไห้อาละวาด ยัยนี่ก็คงได้ใจ แล้วหันไปป้ายสีตระกูลซ่งว่าใจร้ายรังแกนางอีก...
ในเมื่อเป็เช่นนี้... ข้าต้องเล่นงิ้วให้เหนือกว่านาง!
เหยาเหยาส่งยิ้มหวานหยดย้อยตอบกลับฟ่านชิงเสวี่ย ทำท่าทำทางราวกับจะยอมให้อุ้มแต่โดยดี รอคอยจนกระทั่งปลายนิ้วของฟ่านชิงเสวี่ยเกือบจะััโดนตัว — ทันใดนั้น เด็กหญิงตัวน้อยก็เบือนหน้าหนีอย่างรวดเร็ว ซุกใบหน้าเข้ากับอกอุ่นของมารดา พร้อมกับชูนิ้วป้อมๆ ชี้ตรงไปยังหน้าฟ่านชิงเสวี่ย แล้วส่งเสียงเจื้อยแจ้วชัดถ้อยชัดคำ
"ป้า... โกหก!"
ทั่วทั้งสวนพลันตกอยู่ในความเงียบงันปานป่าช้า
ฟ่านชิงเสวี่ยหน้าซีดเผือดลงทันตา มือที่ยื่นค้างไว้ในอากาศสั่นระริก "อะ...อะไรนะ?"
เหยาเหยากะพริบตาปริบๆ ด้วยแววตาใสซื่อบริสุทธิ์ ชี้ไปที่ใบหน้าของฟ่านชิงเสวี่ยอีกครั้ง คราวนี้เน้นเสียงดังฟังชัดยิ่งกว่าเดิม "ป้า... โกหก! ยิ้ม... ปลอม!"
เสียงหัวเราะคิกคักพลันดังระงมขึ้นจากบรรดาฮูหยินและคุณหนูที่มุงดูอยู่รอบข้าง
"อุ๊ยตาย... เด็กน้อยคนนี้ช่างพูดช่างเจรจาจริง"
"เขาว่าดวงตาของเด็กนั้นบริสุทธิ์ มองคนได้ทะลุปรุโปร่ง... หรือว่าคุณหนูฟ่านผู้นี้จะยิ้มไม่จริงใจจริงๆ กันนะ?"
ใบหน้าของฟ่านชิงเสวี่ยแปรเปลี่ยนจากขาวซีดเป็แดงก่ำ ก่อนจะเขียวคล้ำด้วยความอับอายและโกรธเกรี้ยว นางพยายามเค้นยิ้มอย่างยากลำบาก "ดะ...เด็กเล็กยังไม่เดียงสา ย่อมพูดจาเพ้อเจ้อไปเรื่อยเ้าค่ะ..."
ทว่ายิ่งนางพยายามแก้ตัว ภาพลักษณ์ ‘สตรีผู้มีเมตตา’ ที่เพียรพยายามสร้างมาอย่างยากลำบากก็ยิ่งพังทลายลงไม่มีชิ้นดี เพราะไม่มีสิ่งใดจะน่าขายหน้าไปกว่าการถูกเด็กตัวน้อยชี้หน้าแฉความเสแสร้งต่อหน้าธารกำนัลในงานสังคมชั้นสูงเช่นนี้อีกแล้ว
——————
เสิ่นว่านอวี๋ที่อุ้มบุตรสาวอยู่ ได้ยินเสียงในใจของเหยาเหยาั้แ่ต้นจนจบ แทบจะกลั้นเสียงหัวเราะไว้ไม่ไหว ทว่าภายนอกนางยังคงรักษาความสุขุมราบเรียบ รีบเอ่ยกลบเกลื่อนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลระคนเอ็นดู "โธ่... เด็กน้อยยังไม่รู้ความ ย่อมพูดจาเลอะเลือนไปตามประสา คุณหนูฟ่านโปรดอย่าได้ถือสานางเลยนะ"
แม้ปากจะเอ่ยขออภัย ทว่าความเสียหายกลับกระจายวงกว้างไปแล้ว ทุกสายตาในงานต่างประจักษ์แจ้งแล้วว่า ‘สตรีผู้อ่อนหวานบริสุทธิ์’ ที่สองพี่น้องสกุลกู้พยายามประคบประหงมพามาเปิดตัว กลับถูกเด็กน้อยผู้หนึ่งมองทะลุปรุโปร่งจนหน้าหงาย
องค์หญิงเจาหยางซึ่งประทับเป็ประธานอยู่ไม่ไกล ทอดพระเนตรเหตุการณ์ทั้งหมดั้แ่ต้นจนจบ พระองค์ทรงแย้มพระสรวลเบาๆ ก่อนตรัสขึ้นด้วยสุรเสียงแจ่มใส "บุตรสาวของซ่งฮูหยินช่างน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก ปากคอเราะรายมีไหวพริบแต่เยาว์วัย ภายภาคหน้าย่อมเฉลียวฉลาดปราดเปรื่องเป็แน่" พระดำรัสสั้นๆ เพียงประโยคนี้ เท่ากับเป็การประกาศจุดยืนเคียงข้างตระกูลซ่งอย่างชัดแจ้งต่อหน้าทุกคน
เสิ่นว่านอวี๋รีบย่อกายถวายบังคมด้วยความนอบน้อม "ขอบพระทัยองค์หญิงที่ทรงเมตตาเพคะ"
เมื่อเห็นว่าองค์หญิงเจาหยางทรงโปรดปรานและตรัสชมตระกูลซ่ง บรรดาฮูหยินทั้งหลายที่เคยเพิกเฉยก็พลันเปลี่ยนท่าทีทันควัน พากันเข้ามาห้อมล้อมและเอ่ยชมเชยเหยาเหยาไม่ขาดปาก บรรยากาศอึดอัดกดดันที่กู้หรูอิงพยายามสร้างขึ้นเพื่อสะกดข่มตระกูลซ่ง กลับพลิกผันกลายเป็การส่งเสริมให้ตระกูลซ่งได้รับเกียรติยศและหน้าตาอย่างล้นพ้นแทน
สีหน้าของกู้หรูอิงและกู้หรูเยี่ยนย่ำแย่ถึงขีดสุด การที่พวกนางพาฟ่านชิงเสวี่ยมาเพื่อหวังข่มผู้อื่น แต่ฟ่านชิงเสวี่ยกลับทำเื่ขายหน้า ย่อมส่งผลให้ชื่อเสียงของพวกนางพลอยมัวหมองไปด้วย ยิ่งเมื่อองค์หญิงเจาหยางออกปากชมเชยตระกูลซ่ง พวกนางก็ยิ่งตกที่นั่งลำบาก กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ได้แต่ฝืนยิ้มแห้งแล้งร่วมวงเอ่ยชมเด็กน้อยไปด้วย ทั้งที่ในใจเคียดแค้นจนแทบจะจิกเล็บทะลุฝ่ามือ
ฟ่านชิงเสวี่ยขบเขี้ยวเคี้ยวฟันแน่น เล็บจิกเกร็งเข้ากับฝ่ามือจนห่อเื นางจับจ้องไปยังเหยาเหยาที่ซุกตัวอยู่ในอ้อมอกอันปลอดภัยของมารดาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความแคลงใจระคนริษยา
ทารกตัวแค่นี้... จะเป็ไปได้อย่างไรที่จะอ่านแผนการของนางออก?
ความคิดที่นางพยายามปัดตกไปหลายครั้งหลายคราพลันผุดขึ้นมาเด่นชัดอีกครั้ง — ทุกครั้งที่แผนการของนางต้องพังพินาศลงอย่างไม่เป็ท่า ล้วนมีเด็กคนนี้เข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ!
นางจ้องมองเหยาเหยาเขม็ง แววตาคมกริบราวกับพยายามจะมองทะลุเข้าไปในิญญาของเด็กทารกผู้นี้ให้ได้ว่าซุกซ่อนความลับอันใดไว้
——————
ระหว่างทางขากลับบนรถม้า เหยาเหยายังคงอารมณ์ดีไม่หาย แกว่งแขนขาป้อมๆ อย่างร่าเริง
ฮ่าๆๆ สะใจชะมัด! ได้ชี้หน้าด่าแม่ดอกบัวขาวจอมเสแสร้งว่าโกหกต่อหน้าคนทั้งงาน! เด็กหญิงคิดอย่างภาคภูมิใจในผลงานของตน เห็นหรือยังล่ะว่าความน่ารักไร้เดียงสาของเด็กก็เป็อาวุธที่ร้ายกาจได้! หากผู้ใหญ่พูดคำนี้ออกไปย่อมถูกตราหน้าว่าหาเื่กลั่นแกล้ง แต่ในเมื่อเป็เด็กทารกพูด ใครเล่าจะกล้าถือสา? แถมทุกคนยังปักใจเชื่ออีกว่า "ดวงตาของเด็กนั้นบริสุทธิ์" มองคนไม่ผิดตัวแน่! อิอิ ข้านี่มันอัจฉริยะจริงๆ
ทว่า... แววตาของเหยาเหยาพลันหม่นลงเล็กน้อย สายตาของฟ่านชิงเสวี่ยตอนนั้น... นางเริ่มสงสัยในตัวข้าอย่างจริงจังแล้ว ต่อไปต้องระมัดระวังตัวให้มากกว่านี้ จะเล่นใหญ่เกินไปไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นอาจเผยพิรุธให้นางจับได้
เสิ่นว่านอวี๋ลูบศีรษะกลมมนของบุตรสาวด้วยความรักใคร่ระคนเอ็นดูสุดหัวใจ ในใจทั้งภาคภูมิใจและทึ่งในความฉลาดหลักแหลมเกินวัยของลูกสาว ทว่าก็ตระหนักดีว่านางต้องปกป้องดวงใจดวงนี้ให้ปลอดภัยที่สุด
ทว่าขณะที่รถม้ากำลังเคลื่อนตัวออกจากอาณาบริเวณของสวนตงเจียว สายตาของเสิ่นว่านอวี๋พลันเหลือบเห็นความผิดปกติบางอย่าง — ชายผู้หนึ่งในชุดพ่อค้าธรรมดาสามัญ ยืนแฝงตัวอยู่ตรงหัวมุมถนน ทว่าสายตาที่เขาใช้จับจ้องมายังรถม้าของนางกลับเฉียบคมและแน่วแน่เกินกว่าจะเป็คนสัญจรทั่วไป
นางหรี่ตาลง หัวใจพลันดิ่งวูบสู่ความเย็นเยียบ
มีคนกำลังจับตาดูตระกูลซ่งอยู่จริงๆ
เสิ่นว่านอวี๋กระชับอ้อมกอดโอบอุ้มเหยาเหยาแน่นขึ้น สีหน้าภายนอกยังคงสงบนิ่งดั่งผิวน้ำ ทว่าในใจกลับรู้แจ้งแก่ใจดีว่า... นับั้แ่วันที่แผนการลอบสังหารท่านพ่อล้มเหลวลง สายตาอันเหี้ยมโหดของอ๋องรองย่อมจับจ้องมาที่ตระกูลซ่งอย่างไม่ลดละแล้ว
เกมกระดานแห่งการประหัตปะาที่แท้จริง... กำลังจะเริ่มต้นขึ้นต่อจากนี้!