ย้อนกลับมาเป็นสตรีมเมอร์ในยุค 70

    บทที่ 35 [อ่านฟรี 10 พฤศจิกายน 66 เวลา 19.00 น.]

    คุยกันสักนิด


    ขอบคุณนักอ่านทุกคนที่สนับสนุนผลงานการเขียนของไรท์ขอให้นักอ่านทุกคน อ่านนิยายให้สนุกนะคะและไรท์ก็ต้องขอขอบคุณนักอ่านทุกคนที่คอยติดตามและเป็นกำลังใจให้กับไรท์นะคะ

    ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++








    บทที่ 35






    ทันทีที่แผ่นหลังของหย่งเถียนอี้และครอบครัวของเธอเดินจางไป ร่างของใครบางคนก็เดินออกจากต้นไม้บริเวณนั้นในทันที ซึ่งแน่นอนว่าใบหน้าของหญิงวัยกลางคนคนดังกล่าวยังราบเรียบ ซึ่งแตกต่างจากปกติที่อีกฝ่ายมักจะด่าทอผู้คนอยู่เป็นประจำ


    “น่าหมั่นไส้นังเด็กนั่นจริงๆ เลยให้ตายจริง ทำไมบ้านของมันถึงได้ดิบได้ดีแบบนี้นะ”


    ยิ่งคิดถึงลูกสาวของเธอที่ถูกทหารแดงพาตัวไป เธอก็ยิ่งรู้สึกโกรธเคืองเมิ่งจือหลันเป็นอย่างมาก เพราะการที่ลูกสาวของเธอถูกทหารแดงจับตัวไปแบบนั้น ทำให้ความเป็นอยู่ในบ้านถานของเธอตกต่ำยิ่งกว่าหลานสาวที่เธอเคยดุด่าเสียอีก


    แต่ถึงอย่างนั้นเจียวซือก็ไม่คิดที่จะโทษลูกสาวของเธอเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะว่าถ้าหากเป็นเธอ เธอก็จะทำเหมือนกับลูกสาวของเธออย่างแน่นอน เพราะว่าอีกฝ่ายทำตัวน่าสงสัยเอง อีกทั้งเจียวซือยังเชื่อว่าลูกสาวของเธอจะต้องเห็นอีกฝ่ายเดินออกมาจากตลาดมืดอย่างแน่นอน แต่เธอไม่รู้เช่นเดียวกันว่าข้าวของต่างๆ ที่อีกฝ่ายถึงได้หายไปแบบนั้น และนั่นก็เลยทำให้ลูกสาวของเธอต้องถูกทหารแดงจับตัวไป


    “เมื่อไหร่นังเด็กนั่นมันจะหายไปจากหมู่บ้านของเราซะที”


    ยิ่งได้เห็นหญิงสาวที่ทำให้ลูกสาวสุดที่รักของเธอต้องถูกทหารแดงจับตัวไปปรับทัศนคติ สิงซูเฟยก็ยิ่งรู้สึกเดือดดาลมากยิ่งขึ้น โชคดีที่เธอ เจียวซือและกัวหลินลู่สามารถปรับความเข้าใจกันได้แล้ว ไม่เช่นนั้นการอยู่ภายในหมู่บ้านแห่งนี้ของพวกเธอคงจะยากลำบากอย่างแน่นอน


    “ฉันอยากจะเห็นสีหน้าของบ้านลู่และบ้านเมิ่งจริงๆ ถ้าหากนังเด็กนั่นมันถูกผู้ชายดักฉุดไป สีหน้าที่แสนจะภาคภูมิใจของพวกมันจะยังยิ้มแย้มเหมือนทุกวันนี้อีกหรือเปล่า”


    สายตาของกัวหลินลู่สว่างวาบขึ้นมา ในที่สุดเธอก็หาวิธีแก้แค้นให้ลูกสาวของเธอได้เสียที นอกจากนี้เธอเชื่อว่าจะไม่มีใครสามารถรับรู้ได้อย่างแน่นอนว่าเธอเป็นคนจัดการเมิ่งจือหลัน เพราะว่าญาติของเธอที่อยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง มักจะชอบดักฉุดหญิงสาวบ้านไปข่มขืนอยู่บ่อยครั้ง และแน่นอนว่าไม่มีใครสามารถจับตัวหลานชายของเธอคนนั้นได้เลยสักครั้ง


    เพราะว่าหลานชายของเธอคนนั้นมักจะดักฉุดหญิงสาวที่มักจะเดินทางในช่วงมืดค่ำ ถึงแม้ว่าหญิงสาวเหล่านั้นจะเดินทางมากับครอบครัวของตัวเองก็ตาม แต่เพราะว่าหลานชายคนนี้ของเธอมีลูกน้องคอยรับใช้อยู่สองสามคน และคนเหล่านั้นต่างก็มีฝีมือการต่อสู้ ดังนั้นจึงสามารถจัดการกับครอบครัวของหญิงสาวเหล่านั้นได้ในที่สุด และพาตัวหญิงสาวไปข่มขืนก่อนที่จะส่งคืนครอบครัว


    แต่ถึงอย่างนั้นหญิงสาวที่ถูกจับตัวไปก็ไม่มีผู้ใดเอาผิดกับหลานชายของเธอ เพราะว่าครอบครัวของหญิงสาวเหล่านั้นมักจะปล่อยปละละเลยลูกหลานของตัวเองที่สูญเสียความบริสุทธิ์ไปแล้ว และสุดท้ายหญิงสาวเหล่านั้นก็ไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้อีกต่อไป จึงทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่หลานชายของเธอทำอยู่นั้น ยังคงเป็นความอยู่จนถึงทุกวันนี้


    “ฉันรู้แล้วว่าจะทำยังไงกับเมิ่งจือหลันคนนั้นดี”


    สิงซูเฟยและเจียวซือกลับมาให้ความสนใจกัวหลินลู่อีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าพวกเธอทั้งสองต่างก็ต้องการจัดการเมิ่งจือหลันเช่นเดียวกัน


    “ทำยังไงเหรอหลินลู่”


    กัวหลินลู่จ้องมองไปยังทิศทางที่เมิ่งจือหลันเดินจากไป


    “ฉันมีคนรู้จักคนหนึ่ง ผู้ชายคนนี้เป็นคนที่เลวทรามเลยก็ว่าได้ เพราะเขามักจะชอบดักฉุดหญิงสาวที่เดินทางไปมาในช่วงเช้าและค่ำคืนอยู่เป็นประจำ ดังนั้นถ้าหากเมิ่งจือหลันถูกดักฉุดขึ้นมา ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าบ้านลู่กับบ้านเมิ่งจะมีสีหน้ายังไง ยังจะต้อนรับลูกสาวหรือหลานสาวของตัวเองอยู่หรือเปล่า”


    สิงซูเฟยยกยิ้มขึ้นมาอย่างพอใจ เธอไม่ถามว่าคนรู้จักของกัวหลินลู่เป็นใครมาจากไหน แต่ในเมื่ออีกฝ่ายสามารถทำลายชื่อเสียงของเมิ่งจือหลันได้ เธอก็จะเชื่อใจอีกฝ่ายอย่างไม่มีข้อสงสัย เพราะสิ่งที่เธอต้องการในตอนนี้ก็คือการทำให้เมิ่งจือหลันได้รับความอดสู่เหมือนกับลูกสาวของเธอ หรือว่าถ้าหากอีกฝ่ายฆ่าตัวตายไปได้ เธอก็จะยิ่งรู้สึกดีใจมากไปกว่าเดิม


    “แบบนั้นก็ดีเลย ฉันก็อยากรู้เห็นท่าทางสิ้นหวังของเมิ่งจือหลันเหมือนกัน เธอจะใช้เงินเท่าไหร่ก็บอกฉันมาได้เลย ฉันจะนำเงินมามอบให้กับเธอ”


    เจียวซือพยักหน้าอย่างเห็นด้วยกับคำพูดของสิงซูเฟย เพราะเธอก็เป็นอีกคนที่ต้องการทำลายเมิ่งจือหลันและอยากให้อีกฝ่ายสูญเสียอนาคตยิ่งกว่าลูกสาวของเธอเช่นกัน


    “ฉันก็ด้วย ฉันจะนำเงินมามอบให้กับเธอเช่นกัน ขอเพียงเธอทำให้เมิ่งจือหลันได้รับความเจ็บปวดเหมือนกับลูกสาวของพวกเราก็พอ”


    กัวหลินลู่รู้สึกพึงพอใจกับสิงซูเฟยและเจียวมิง นอกจากนี้เธอยังจะได้รับเงินจากทั้งสองคนอีกคน ซึ่งแน่นอนว่าเธอมอบเงินจำนวนหนึ่งให้กับหลานชายของเธอ เพื่อที่อีกฝ่ายจะได้ลงมือให้กับเธอได้อย่างเต็มที่ ส่วนเงินอีกส่วนเธอจะเก็บเอาไว้เป็นสินสอดของลูกสาวเธอ เพราะเธอคิดว่าถ้าหากลูกสาวของเธอกลับมาแล้วละก็ สามีของเธอและญาติๆ จะต้องรีบให้ลูกสาวของเธอแต่งงานออกไปโดยเร็วอย่างแน่นอน


    เพราะมีเพียงการทำเช่นนี้ ถึงจะทำให้ญาติพี่น้องที่เป็นผู้หญิงคนอื่นๆ สามารถแต่งงานออกไปได้อย่างไม่เสื่อมเสียเกียรติ


    “ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลย เพราะถ้าหากอีกฝ่ายได้รับเงินเป็นการตอบแทนแบบนี้ เขาจะต้องจัดการเมิ่งจือหลันให้กับพวกเราอย่างดีแน่นอน”


    หลังจากที่ตกลงกันเรียบร้อยแล้ว สิงซูเฟยและเจียวซือต่างก็พากันรีบกลับบ้านของตัวเองในทันที เพื่อที่ว่าพวกเธอจะได้นำเงินที่ได้แอบเก็บออมเอาไว้มามอบให้กับกัวหลินลู่เพื่อไปจัดการเมิ่งจือหลัน เพราะยิ่งพวกเธอมอบเงินให้กับอีกฝ่ายเร็วเท่านั้น อีกฝ่ายก็สามารถจ้างวานชายผู้นั้นได้เร็วเท่านั้น และสุดท้ายเมิ่งจือหลันจะได้หายไปจากสายตาของพวกเธอโดยเร็วเช่นกัน



    เมิ่งจือหลันจ้องมองหน้าต่างที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของตัวเองด้วยท่าทางที่ไม่เปลี่ยนแปลงสักเท่าไหร่ ถึงแม้ว่าข้อความเหล่านั้นจะกำลังกล่าวถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่นี้ ซึ่งแน่นอนว่าบางคนก็ต่อว่าเมิ่งจือหลันที่ไม่รู้จักแบ่งปันสิ่งของให้กับเพื่อนบ้านของตัวเอง ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ได้รับเงินจากของขวัญที่พวกเขามอบให้ไปเป็นจำนวนมาก


    ซึ่งแน่นอนว่าคนเหล่านั้นก็ถูกแฟนคลับของเมิ่งจือหลันต่อว่าในทันที เพราะว่าข้อความที่ต่อว่าเมิ่งจือหลันนั้นไม่เคยมอบของขวัญให้กับเมิ่งจือหลันเลยแม้แต่สตาร์ชิปเดียว ดังนั้นเพียงไม่นานข้อความต่อว่าเมิ่งจือหลันก็ค่อยๆ เงียบหายไป เลยเพียงแค่ข้อความที่คอยให้กำลังใจเมิ่งจือหลันเพียงเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาเข้าใจการกระทำของเมิ่งจือหลันเป็นอย่างดี เพราะถ้าหากเป็นพวกเขาก็คงจะกระทำแบบที่อีกฝ่ายทำเช่นเดียวกัน

    เพราะคงจะไม่มีใครไปมอบสิ่งของให้กับคนอื่นที่เอาแต่คอยจับกลุ่มนินทาตัวเองอย่างแน่นอน เพราะถ้าหากเป็นแบบนั้นก็คงจะเป็นคนที่โง่งมคนหนึ่งเลยทีเดียว


    ‘นี้คือวัฒนธรรมบางส่วนของวันขึ้นปีใหม่นะคะ ดังนั้นชาวบ้านมักจะซื้อข้าวของและนำไปมอบเป็นของขวัญให้กับคนที่สนิท และถ้าหากสนิทกันมากๆ ก็อาจจะเชื้อเชิญอีกฝ่ายมาร่วมเฉลิมฉลองกันที่บ้านของตัวเอง’


    ‘และสำหรับผู้ชมคนไหนอยากรู้จักวัฒนธรรมปีใหม่ของที่นี่ให้มากยิ่งขึ้น ในวันพรุ่งนี้ทุกคนสามารถรอชมไลฟ์สดได้ตั้งแต่เช้าตรู่ได้เลยนะคะ เนื่องจากว่าบ้านของฉันจะเริ่มไหว้บรรพบุรุษเพื่อแสดงความเคารพและความกตัญญูต่อบรรพบุรุษของพวกเรา นอกจากนี้ยังเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวอีกด้วย เนื่องจากญาติพี่น้องที่แยกย้ายกันไปอยู่ในที่ต่างๆ ก็จะกลับมารวมตัวกันในวันนี้เช่นเดียวกัน’


    ‘แต่ก็มีบางคนที่อาจจะไม่ได้กลับมาพบปะครอบครัวของตัวเอง เพราะว่าการเดินทางในยุคสมัยนี้ยังไม่ได้สะดวกสบายสักเท่าไหร่ ดังนั้นถ้าหากคนเหล่านั้นอยู่ห่างใกล้ในบางครั้งการเดินทางก็อาจใช้เวลาหลายวัน ดังนั้นพวกเขาจึงอาจจะทำเพียงแค่ส่งจดหมาย สิ่งของเครื่องใช้หรือไม่ก็โทรกลับมาหาครอบครัวของตัวเองเท่านั้น’



    ขำกลิ้ง กลิ้งแล้วขำ : น่าอิจฉาสตรีมเมอร์มากเลย ถ้าหากฉันได้อยู่ในยุคสมัยนั้นก็คงจะดี เพราะนอกจากจะได้ทานอาหารอร่อยๆ แล้ว ยังได้มีกิจกรรมทำร่วมกันกับครอบครรัวของตัวเองด้วย ไม่เหมือนกับสมัยนี้ที่ต่างคนต่างก็ไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกัน อย่างครอบครัวของฉันก็ปล่อยให้ฉันใช้ชีวิตของตัวเองตั้งแต่อายุสามสิบ


    นามสกุลอู๋ : ครอบครัวของฉันถึงแม้ว่าจะมีการพบปะกันบ้าง แต่ก็เป็นแค่ช่วงที่มีงานสำคัญเท่านั้น อีกทั้งของกินในยุคของพวกเราก็ไม่ได้อร่อยเหมือนกับในยุคของสตรีมเมอร์


    เห่อเตี้ยนของเสี่ยวเฉียน : ครอบครัวฉันปล่อยฉันให้ใช้ชีวิตด้วยตัวเองตั้งแต่อายุสามสิบเหมือนกัน แม้กระทั่งตอนนี้ฉันก็ยังไม่ได้กลับบ้าน นอกเสียงจากว่าที่บ้านจะมีงานแต่งหรืองานศพเท่านั้น ฉันรู้สึกอิจฉาสตรีมเมอร์มาก


    เมิ่งอี้เหยียน : ถึงแม้ว่าความทันสมัยของยุคสมัยนั้นจะไม่เท่าของเรา แต่ฉันกับอิจฉาการใช้ชีวิตของพวกเขา


    ลัคกี้ นัมเบอร์ : ดราม่าอีกละ สตรีมเมอร์ชอบดึงผู้ชมเข้าดราม่าตลอดเลย ไม่มีจะขยันดราม่าอะไรหนักหนา


    User385938274 : น่าเบื่อมาก ฉันว่าอยู่แบบนี้นะดีแล้ว


    ไม่รู้อย่าถามมาก : สตรีมเมอร์เป็นอะไรมากป่ะ ทำไมถึงสตรีมตอนโดนด่าแบบนั้น หรือว่าอยากได้คอนเทนต์กัน






    ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

    พบกันใหม่ในตอนต่อไปนะคะ

    ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

    คล้ายกับเรื่องย้อนกลับมาเป็นสตรีมเมอร์ในยุค 70 ที่คุณอ่าน