และแล้ววันที่ต้องไปถ่ายแบบให้พี่โอบก็ว่าถึง
เมื่อคืนพวกเราสองคนมีการคุยงานกัน คร่าวๆ แล้วว่าต้องทำอย่างไรบ้าง
เช้านี้ผมจึงตื่นเช้ากว่าปกติ เพราะต้องอาบน้ำแต่งตัวเพื่อเดินทางไปที่โชว์รูมรถพี่โอบ เช้านี้ผมไม่ได้เดินทางไปเอง เนื่องจากไม่คุ้นเส้นทางและพี่โอบก็ไม่อยากให้ผมเหนื่อยก่อนการเริ่มงาน
เช้าวันนี้จึงมีคนขับรถมารับถึงหน้าคอนโด ซึ่งพี่โอบบอกว่าจะมา่เจ็ดโมงเช้า
ผมรีบลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัว ก่อนจะเตรียมของให้แล้วเสร็จ ผมทำแซนด์วิชและน้ำส้มปั่นเป็อาหารเช้า โดยที่ไม่ลืมทำไปเผื่อพี่โอบและพี่มะยมด้วย
วันนี้ผมเลือกแต่งตัวชิวๆ ง่ายต่อความคล่องตัวในการทำงาน ผมเลือกใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวโดยปลดกระดุมสองเม็ดและพันแขนเสื้อขึ้น ส่วนกางเกงก็ใส่เป็กางเกงขาสั้น รองเท้าเป็รองเท้าผ้าใบสีขาวสะอาดตาและวันนี้ผมเลือกที่จะปล่อยผมไป
เมื่อทำแซนด์วิชใส่กล่องเสร็จ มองดูนาฬิกาเหลือเวลาอีกประมาณสี่สิบนาทีก่อนคนขับรถจะมารับ ผมกะว่าจะชงกาแฟทานเองสงสัยคงไม่ทันแน่นอน
เมื่อคิดได้ดังนั้นผมจึงรีบเก็บของก่อนจะเดินออกมาจากห้องมาข้างล่างคอนโด เพื่อซื้อกาแฟแทน
"เอาลาเต้เย็นแก้วหนึ่งครับ"
"รับลาเต้แก้วหนึ่งนะครับ ทั้งหมด 65 บาทครับ"
"นี่ครับ" เมื่อได้รับเงินทอนแล้วผมจึงหันหลังเพื่อที่จะหาเก้าอี้นั่งรอ
แต่ในระหว่างนั้นเองก็เจอเข้ากับคนกลุ่มหนึ่ง
"ว้าว! ดูสิครับคุณแม่เราเจอใคร" เสียงของนนท์ดังขึ้นไปทั่วทั้งร้าน เรียกความสนใจจากทุกคนในร้านได้เป็อย่างดี
"อ้าว นี่เราเจอคนวิปริต อุ๊ย! น้องเรย์นิค่ะลูก" เมื่อพูดเสร็จคุณนายนภาก็หันไปหัวเราะตลกขบขันกลับลูกชายทั้งสองคน
ผมมองคนตรงหน้าด้วยสายตาเรียบนิ่ง ก่อนจะพยายามนึกถึงความทรงจำเก่าของเรย์ ไม่นานก็นึกออกว่าสามคนตรงหน้าคือภรรยาและลูกทั้งสองของอานพ คนเป็แม่ชื่อคุณนายนภาเป็ลูกสาวคนเดียวของไฮโซตระกูลดังที่ทั้งชีวิตนี้ไม่ต้องดิ้นรนอะไร เพราะคุณนายนภาได้หมั้นหมายกับอานพั้แ่เรียนมหาวิทยาลัย เมื่อทั้งสองเรียนจบก็แต่งงานกันทันที ไม่ถึงหนึ่งปีอานพและคุณนายนภาก็คลอดลูกชายคนแรกออกมาซึ่งก็คือคนที่ยืนมองหน้าผมอย่างไม่วางตา คนคนนี้ชื่อ "นาวิน" ซึ่งคือคนที่เพิ่งเรียนจบจากต่างประเทศมาและเมื่อไม่นานมานี้ก็มีการเลี้ยงต้อนรับเ้าตัว ซึ่งก็คือเหตุการณ์ที่คนทางบ้านโทรมาให้ผมกลับบ้านไปงานเลี้ยงต้อนรับ แต่ผมไม่ได้กลับไป
ส่วนลูกชายคนสุดท้องที่เป็คนทักผมเมื่อกี้ชื่อว่า "นนท์" เรียนที่มหาลัยเดียวกับผม อายุเท่าพี่ริวและเรียนคณะเดียวกับผมและพี่ริว แต่ทั้งสองอยู่คนละกลุ่มกัน คนคนนี้ก็เป็อีกหนึ่งคนที่แสดงออกว่าไม่ชอบผมมากๆ
ผมมองพวกเขาทั้งสามคนไม่นานก็แบนสายตาไปที่อื่น เมื่อเห็นเก้าอี้ผมจึงเดินตรงไปเพื่อไปนั่ง
นนท์เมื่อเห็นเรย์ไม่สนใจก็ไม่ยอมแพ้ เดินมาหาเรย์ที่โต๊ะก่อนจะเอ่ยปากตำหนิออกมา
"ผู้ใหญ่เขาทักนายก็ควรจะยกมือไหว้บ้าง พวกฉันอุตส่าห์ลดตัวมาคุยด้วย ควรสำนึกบุญคุณตรงนี้ซะบ้าง"
"อย่าไปว่าน้องเขาเลยนนท์ น้องเขาก็คงไม่มีใครสั่งสอนน่ะ" นาวินที่เงียบอยู่นานก็เอ่ยห้ามปรามน้องชายตัวเอง การกระทำของนาวินนั้นเหมือนจะห้ามแต่คำพูดนั้นกลับตรงข้ามกัน
ผมเงยหน้าคนที่แสดงอำนาจบาตรใหญ่ กดข่มคนอื่นเพื่อให้เขาต่ำต้อยกว่าตนเอง
แต่ผมก็ทำแค่มองแวบเดียวเท่านั้น ไม่ได้พูดหรือทักทายทั้งสามคนเช่นเดิม เพราะผมไม่ได้นับญาติกับพวกเขา ไม่แม้แต่สนิทหรือรู้จักพอที่จะทักทายกันได้ คนแบบนี้อย่าว่าแต่ให้ยกมือไหว้เลย แม้แต่อากาศหายใจร่วมกันผมก็ไม่อยากหายใจด้วย
"แกนี่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงจริงๆ แต่ก็อย่างว่าแม่เป็ยังไงลูกเป็อย่างงั้น" เมื่อไม่ได้รับความสนใจจากเรย์คุณนายนภาจึงรู้สึกเสียหน้าเป็อย่างมาก จึงคิดที่จะพูดทำร้ายจิตใจเรย์เพื่อที่จะให้เรย์แสดงพฤติกรรมที่ไม่ดีออกมาให้ทุกคนในที่นี้ได้เห็นเป็ประจักษ์กับการกระทำอันน่ารังเกียจของพวกผิดเพศ
แต่ทั้งสามคนไม่รู้เลยว่าการกระทำของตัวเองนั่นแหละ ที่เรียกสายตารังเกียจจากลูกค้าและพนักงานในร้านได้เป็อย่างดี
เช้าๆ แบบนี้พวกเขาควรได้รับความสงบไม่ใช่มาได้ยินเสียงคนยืนด่ากันแบบนี้
นี่หรือคนที่เรียกตัวเองว่าผู้ดี
แต่พนักงานที่นี่ก็ไม่กล้ามาห้ามปรามการกระทำนี้สักคน เพราะคุณนายนภานั้นเป็ที่รู้จักกันในละแวกนี้มาก พวกเขาเป็ห่วงเรย์ก็จริงแต่พวกเขาก็ห่วงชีวิตตัวเองเหมือนกัน ไม่มีใครในที่นี้อยากตกงานหรอก เมื่อเป็อย่างนั้นพวกเขาจึงทำได้เพียงดูละครฉากใหญ่นี้ต่อไป
ถึงแม้จะโดนว่าขนาดนั้นแต่ผมก็ยังไม่สนใจอยู่ดี ผมมองข้อความที่เด้งขึ้นมาในโทรศัพท์ปรากฏว่าเป็คนขับรถ เขาบอกว่าอีก 10 นาทีจะมาถึง ผมจึงได้รีบตอบกลับไปในทันทีและในระหว่างนั้นเองกาแฟของผมก็ได้พอดี
"ลาเต้เย็นได้แล้วครับ"
เมื่อได้ยินดังนั้นผมจึงเก็บของแล้วเดินออกไปรับกาแฟ
แต่แล้วเหตุการณ์ตรงหน้าก็ไม่ได้เป็อย่างที่ผมคิด ในระหว่างที่ผมกำลังเอี้ยวตัวจากเก้าอี้ออกไปนั้น
"แก! ไอ้เด็กใจแตก" คุณนายนภาที่ไม่พอใจการกระทำของเรย์ ได้เดินไปหยิบน้ำดื่มจากโต๊ะข้างๆ มาสาดใส่เรย์อย่างแรง
ซ่า!!!
น้ำถูกสาดออกมาแต่หาได้ถูกตัวเรย์ไม่
"พี่กล้า!" เป็นนท์ที่เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงใ เมื่อกล้าบอดี้การ์ดมือซ้ายของรามปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า ไม่มีใครรู้ว่ากล้ามาอยู่ตรงนี้ได้และทำไมเ้าตัวถึงเอาตัวมารับน้ำแทนเรย์
คุณนายนภาและนาวินมองกล้าอย่างงุนงง
แต่มันไม่ใช่สำหรับนนท์ ในสายตากล้านั้นนนท์กล้าไม่ต่างจากมัจจุราชเลย ย้อนไปเมื่อนานมาแล้วนนท์เคยโดนอีกฝ่ายซ้อมเพียงเพราะได้ผลักเรย์ตกบันไดที่โรงเรียนจนทำให้เรย์หัวแตกและขาหัก ่เย็นวันเกิดเหตุนั้นเองนนท์โดนกล้าที่โผล่มาจากไหนไม่รู้ลากไปซ้อมจนแทบปางตาย ทั้งอีกฝ่ายยังขู่ว่าถ้าพูดเื่นี้ออกไปครอบครัวเขาจะไม่มีที่ยืนแน่นอน ด้วยความที่่นั้นพ่อของนนท์้าเงินลงทุนมาจัดตั้งบริษัท เขาจึงต้องจำใจหนีหัวซุกหัวซุนไปหาเพื่อนที่เชียงใหม่เพื่อรักษาตัวจนหายดีถึงกลับมาบ้าน จนถึงตอนนี้เขาก็ไม่กล้าบอกใครเพราะพวกเขายังต้องพึ่งเงินกงสีในการใช้ชีวิตอยู่ ถึงแม้ภายนอกพวกเขาจะทำตัวดูร่ำรวยแต่ภายในนั้นกลับไม่ใช่แบบนั้นเลย
เขาแทบจะลืมเื่นี้ไปแล้ว เขาไม่คิดเลยว่าพี่รามยังจะสนใจเรย์อยู่ ถึงแม้จะได้ยินข่าวว่า่นี้ พี่น้องบ้านนั้นจะเริ่มสนิทกันแล้วก็เถอะ เขาก็นึกว่ามันเป็ข่าวโคมลอย!
"พี่กล้าครับ เป็อะไรมากไหม เจ็บตรงไหนหรือเปล่า" แม้ผมจะสงสัยว่าอีกฝ่ายมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไรแต่ก็ไม่ได้ถามออกไป ผมรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดเนื้อตัวให้พี่กล้าด้วยความร้อนใจ
เขาไม่คิดเลยว่าพวกคนตรงหน้าจะกล้าทำกับเขาแบบนี้ ทั้งๆ ที่เขาไม่ยุ่งก็ควรที่ต่างคนต่างอยู่สิ หรือคนพวกนี้ถ้าไม่ได้ก่นด่าคนอื่นจะนอนไม่หลับ
"ผมไม่เป็ไรมากครับ คุณหนูไม่ต้องเป็ห่วงนะครับ" กล้าเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"แกกล้าดียังไม่มาสอดเื่นี้" คุณนายนภาชี้หน้ากล้าก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างไม่พอใจเมื่อสาดน้ำใส่เรย์ไม่สำเร็จ
"ผมมีสิทธิทุกอย่างครับ"
"เป็แค่หมาเฝ้าบ้าน อย่ามาทำตัวเทียบพวกฉัน" เป็นาวินที่เอ่ยขึ้นอย่างเหยียดหยาม
"พี่กล้า ผมขอนะครับอย่าทำอะไรพวกผมเลยนะ ถือว่าเหตุการณ์ในวันนี้ไม่เคยเกิดขึ้นได้ไหมครับ นะครับพี่" เป็นนท์ยกมือไหว้แล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน
"แกจะไปยกมือไหว้มันทำไม อย่าทำตัวลดขั้นตัวเองแบบนี้" นาวินรีบไปตีมือน้องชายให้ไม่ไหว้กล้าทันที
"ใช่แล้วลูก จะไปกลัวมันทำไม คนอย่างมันจะทำอะไรเราได้"
"คุณหนูรีบไปเอากาแฟแล้วไปทำธุระต่อเถอะครับ เดี๋ยวตรงนี้ผมจัดการให้เอง" กล้าไม่ได้สนใจสามคนแม่ลูก แต่หันกลับมาสนใจเรย์ก่อนจะเอ่ยเตือนสติเนื่องจากก่อนหน้าที่จะเกิดเื่กล้าเห็นเรย์หอบของพะรุงพะรังเต็มมือ
"ครับ ถ้าอย่างงั้นผมฝากด้วยนะครับพี่กล้า" คร่าแรกผมจะปฏิเสธแต่เมื่อเห็นเบอร์คนขับรถโทรมา ผมจึงรีบออกไปจากที่นี่ทันทีเพราะเดี๋ยวจะเลยเวลานัดเสียก่อน
"ครับ เดินทางปลอดภัยนะครับ" กล้ายิ้มส่งเรย์อย่างอ่อนโยน
แต่เมื่อเรย์หายไปจากหายไปจากครรลองสายตา รอยยิ้มเคยอ่อนโยนกลับเปลี่ยนเป็เหี้ยมเกรียม
"สงสัยเงินทุนที่คุณนาวินยื่นเื่ขอคุณรามเพื่อไปเปิดร้านเสื้อผ้าคงไม่ได้แล้วล่ะครับ" กล้าเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มแต่เป็รอยยิ้มที่ส่งไปไม่ถึงดวงตา
"แกมีสิทธิอะไรมาตัดสินเื่นี้ คนที่จะบอกว่าฉันว่าได้ไม่ได้ก็คือพี่รามไม่ใช่หมาเฝ้าบ้านอย่างแก"
"ครับๆ ผมไม่มีสิทธิเลย"
"คนชั้นต่ำแบบแก โดนชุบเลี้ยงจากตระกูลพวกฉันขนาดนี้ แกควรสำนึกบุญคุณซะบ้างไม่ใช่มามักใหญ่ใฝ่สูงออกคำสั่งกับพวกฉันแบบนี้" คุณนายนภาเอ่ยออกมาด้วยความไม่พอใจในคำพูดของกล้า
"ครับ ถ้าอย่างงั้นเย็นนี้เจอกันครับ" หวังว่าจะไม่หนีไปไหนเสียก่อน
กล้าเอ่ยจบก็เดินออกไปจากร้านทันที
"แม่! แม่ไปพูดแบบนั้นได้ยังไง ตายๆ พวกเราตายแน่ๆ"
"แกจะไปกลัวอะไรกันเ้านนท์ ลูกนอกคอกแบบไอ้วิปริตนั้นไม่มีใครสนใจมันหรอก แกอย่าตื่นตูมให้มากนักเลย" นาวินจับไหล่นนท์เขย่าเพื่อเรียกสติ
"ใช่ พวกเราแค่ด่ามันนิดๆ หน่อยๆ เอง แค่นี้ทำเป็รับไม่ได้ แล้วแบบนี้จะอยู่ในสังคมยังไง" คุณนายนภาเอ่ยออกมาพร้อมกับเบะปากเมื่อนึกถึงหน้าอันสวยสดของเรย์ ทำไมมันดูดีขึ้นกว่าแต่ก่อนนะ!
"ไม่ๆๆ ผมต้องหนี ใช่ๆ ผมต้องหนี ผมไม่อยากโดนซ้อม!" เมื่อคิดได้ดังนั้นนนท์ก็รีบวิ่งออกจากร้านเพื่อกลับคอนโดไปเก็บเสื้อผ้าเตรียมตัวไปกบดานที่เชียงใหม่ทันที เขาก็ห่วงคนในครอบครัวนะ แต่เขาเป็ห่วงตัวเองมากกว่า เขาในตอนนี้เป็นายแบบที่กำลังรุ่งร่างกายและใบหน้าไม่ควรบอบช้ำ เขาคิดว่าเมื่อไปถึงเชียงใหม่เขาค่อยโทรเตือนแม่และพี่ให้ระวังตัวและเขาหวังว่ามันจะทัน
"โดนซ้อมอะไรของเ้านนท์ สงสัยคงนอนไม่พอแน่เลยผมว่าถึงพูดจาเพ้อเจ้ออะไรไร้สาระ"
"แม่ก็ว่าแบบนั้นแหละค่ะ ถ้าอย่างงั้นเราไปสั่งกาแฟดีกว่านะลูก ไม่ต้องไปสนใจเ้านนท์หรอกสงสัยคงรีบไปทำงานน่ะ"
"ครับ ถ้าอย่างงั้นสายๆ เราค่อยไปช้อปปิ้งนะครับคุณแม่ ผมไม่ได้ช้อปนาฬิกามานานแล้ว"
"ได้ค่ะลูก" สองแม่ลูกกอดเอวกันไปอย่างร่าเริง จนถึงตอนนี้ทั้งสองก็ยังไม่รู้สำนึกในการกระทำของตัวเอง
แต่ต่อจากนี้พวกเขาจะได้รู้ว่าอะไรควรแตะอะไรไม่ควรแตะ
ตัดภาพมาทางฝั่งของเรย์
เมื่อขึ้นมาได้ผมก็วางของก่อนจะนำกาแฟขึ้นมาจิบ ในระหว่างนั้นก็ไม่ลืมที่หยิบมาสก์หน้ามามาสก์ทิ้งไว้ เพราะกว่าจะถึงจุดหมายก็ใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง ผมจิบกาแฟพร้อมกับฟังเพลงไปอย่างเพลิดเพลิน และแล้วไม่นานคนขับรถก็ขับมาถึงจุดหมาย
คร่าแรกเขาคิดว่าเป็โชว์รูมรถหรูธรรมดาทั่วไป แต่เขาไม่คิดว่าพี่โอบจะนำเข้ารถซูเปอร์คาร์! ตอนนี้เขาไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมอีกฝ่ายถึงซื้อคอนโดที่นั่นได้สบายๆ เพราะนั้นมันอาจจะเป็แค่เศษเงินของพี่แกก็ได้ ส่วนเื่การแต่งตัวและรถมอเตอร์ไซค์เก่าๆ สงสัยคงเป็รสนิยมส่วนตัว พี่โอบอาจจะเป็พวกอยู่กับของหรูหราแล้วเบื่ออะไรเทือกนั้นมั้ง
"ถึงแล้วครับ"
"ขอบคุณครับที่มาส่ง" ผมกล่าวขอบคุณก่อนจะเปิดประตูลงมาโดยไม่รอให้คนขับรถมาเปิดให้
เมื่อออกมาจากรถผมก็รีบเดินเข้าไปในตึกตามคำบอกกล่าวของพี่โอบที่ส่งมาในแชท เมื่อเดินเข้ามาในตึกผมก็เลี้ยวขวาก่อนจะกดลิฟต์ขึ้นไปที่ชั้น 7 ซึ่งเป็ชั้นบนสุดของที่นี่
เมื่อมาถึงชั้นที่้าลิฟต์ก็เปิดออก ทำให้ผมเจอเข้ากับความเงียบอีกครั้งและั้แ่ที่ลงรถมาผมยังไม่เจอใครสักคน
ชั้นนี้ประกอบไปด้วยพื้นที่กว้างสบายตา มีห้องใหญ่สอง มีห้องเล็กอีกหนึ่งห้องและอีกห้องคือห้องรับแขก ผมเดินตรงไปที่ห้องที่ใหญ่ที่สุดป้ายหน้าห้องบอกว่า "ผู้บริหาร" ผมเคาะห้องสามครั้งเมื่อได้ยินคนข้างในตอบรับผมจึงเปิดประตูเข้าไป
"สวัสดีครับ" ผมเอ่ยทักทายพี่โอบและพี่มะยม
"ฮ่าๆๆๆๆ น้องเรย์ทำอะไรของเนี่ย พี่ใหมดเลย" มะยมเอ่ยออกมาอย่างขำขันจนต้องกุมหน้าท้องไว้ เมื่อเจอเข้ากับเรย์ที่ถือของพะรุงพะรังโดยใบหน้ามีมาสก์หน้าสีขาวแปะอยู่บนหน้า
"อย่าขำน้อง" เป็โอบที่เอ่ยห้าม แต่เ้าตัวก็ไม่วายที่จะแอบขำเช่นกัน
ชั่วแวบเดียวผมก็นึกได้ว่าผมลืมเอาที่มาสก์หน้าออก!
"ฮ่าๆๆๆๆ ไม่เป็ไรครับ ผมก็เผลอลืมจริงๆ" เมื่อแกะมาสก์หน้าออกผมก็หัวเราะเต็มเสียง ก็ว่าทำไมหน้าถึงรู้สึกตึงๆ
ผมเดินเอาของมาวางไว้ที่โซฟาก่อนจะแกะแผ่นมาสก์หน้าทิ้งใส่ถังขยะ
"ผมทำแซนด์วิชมาเผื่อพวกพี่ครับ กลัวพวกพี่ทำงานจนไม่มีเวลาทานข้าวเช้ากัน" ผมยื่นแซนด์วิชให้พี่มะยมหนึ่งห่อใหญ่
ผมทำแซนด์วิชแบบเกาหลีที่ไส้จะเยอะๆ หน่อย เพราะด้วยขนาดตัวของทั้งคู่จะทำชิ้นเล็กก็คงไม่อิ่มแน่นอน
"ขอบคุณครับ แม่พระมาโปรดจริงๆ พี่กำลังหิวข้าวอยู่พอดี" มะยมเอ่ยขอบคุณก่อนจะรีบแกะห่อแซนด์วิชออกมาทาน
"ทีแรกผมกะว่าจะทำน้ำผลไม้มาด้วย แต่พอดีว่ามันไม่ทันน่ะครับ ผมเลยได้แค่แซนด์วิชมาให้" ผมเดินถือแซนด์วิชห่อใหญ่มายื่นให้พี่โอบที่กำลังนั่งเคลียร์งานอยู่อีกฝั่ง
"ไม่เป็ไรครับ เท่านี้ก็ดีแล้ว" พี่โอบรับไปก่อนจะพยักหน้าขอบคุณ
"ดื่มน้ำสักหน่อยครับ" ผมนั่งลงเก้าอี้ข้างกายพี่โอบก่อนจะถือวิสาสะรินน้ำที่อยู่บนโต๊ะใส่แก้วแล้วยื่นไปให้เ้าตัว
"ขอบคุณครับ" พี่โอบยื่นมือมารับก่อนจะยกขึ้นดื่มด้วยความชื่นใจ ไม่นานแซนด์วิชตรงหน้าก็หมด
"แล้วช่างแต่งหน้าจะมาตอนไหนครับ" ผมเอ่ยถามเ้าตัวด้วยเสียงที่เบา
"นั่นไงครับช่างแต่งหน้า" พี่โอบเอ่ยตอบเสียงเบาก่อนจะชี้ไปที่พี่มะยมที่ตอนนี้กำลังวุ่นวายอยู่กับการจัดเตรียมอุปกรณ์แต่งหน้า
"หื้ม พี่มะยมแต่งหน้าเป็ด้วยเหรอครับ" ผมเลิกคิ้วด้วยความสนใจเพราะไม่คิดว่าพี่มะยมจะเก่งเื่แบบนี้ด้วย
"พี่ทำได้ทุกอย่างที่ไอ้โอบ้านั่นแหละครับน้องเรย์ ฮ่าๆๆๆๆ"
"ถ้าอย่างงั้น่พี่มะยมว่างๆ ผมขอเรียนวิธีการแต่งหน้าด้วยได้ไหมครับ ่นี้ผมกำลังสนใจด้านนี้พอดี"
"ได้สิครับ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ แต่พี่ว่าเราไปขอให้ไอ้โอบสอนก็ได้นะ รายนั้นแต่งหน้าเก่งกว่าพี่เสียอีก" ไม่วายที่มะยมจะโยนโอกาสไปให้เพื่อน
"จริงเหรอครับ!" ผมเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ไม่คิดเลยว่าคนตรงหน้าจะมีความสามารถมากมายขนาดนี้ จะเก่งเกินไปแล้วนะ!
"พี่ก็พอสอนเราได้ งั้นถ้าว่างๆ เราค่อยมาเรียนที่ห้องพี่ก็ได้ อุปกรณ์แต่งหน้าอยู่ห้องพี่มีเยอะมาก ค่าจ้างก็ขอเป็อาหารอร่อยๆ ก็พอครับ" พี่โอบยิ้มตอบก่อนจะเอามือมาทัดผมใส่หูให้ผม
"ครับ ผมจะรอนะ" ผมยิ้มจนตาหยีกับการได้โอกาส ก่อนหน้านี้ผมได้เรียนรู้มันด้วยตัวเอง แต่มันก็ยากมากกับการที่ไม่มีใครแนะนำวิธีการแต่งหน้าเลย เมื่อมีคนเก่งอยู่ข้างกายเราก็ควรพึ่งพิงเขาสิ
"พี่โอบครับ แล้วคนอื่นที่จะมาทำงานนี้ล่ะครับอยู่ไหนกันหมด ตอนผมเดินมาไม่เห็นใครสักคนเลย"
"งานนี้มีแค่เรา 3 คนครับ"
"?" ผมเอียงคอด้วยความสงสัย แค่เรา 3 คนเหรอ
"น้องเรย์ไม่ต้องสงสัยหรอกครับ เื่แค่นี้พวกพี่ทำกันสองคนสบายมาก อีกอย่างไอ้โอบมันไม่ปล่อยให้ใครมาเห็นน้องใส่ชุดเซ็กซี่ๆ หรอกครับ ฮ่าๆๆๆๆ"
"เงียบไปเลยมึงอะ" โอบรีบขึงตาใส่มะยมทันที
"จริงเหรอครับ"
"ครับ พี่ไม่ชอบคนเยอะๆ ด้วย" สุดท้ายพี่โอบก็ตอบก่อนเ้าตัวจะรีบเปลี่ยนเื่
"ถ้าอย่างงั้นเราไปแต่งหน้าก่อนเถอะ ไอ้มะยมมันเตรียมของเสร็จแล้ว"
"ครับ" ผมตอบรับก่อนจะเดินกลับมาที่โซฟาเหมือนเดิม
"ดีที่เรามาสก์หน้ามาก่อนมันจะได้แต่งหน้าแล้วออกมาดี แต่ถึงไม่ทำมาพี่ก็ว่าหน้าเราก็โอเคมากๆ เลยล่ะ ผิวหน้าเราเนียนเรียบมาก" มะยมเอ่ยชมในระหว่างที่กำลังเริ่มแต่งหน้า
"ผมบำรุงทุกวันครับ ถึงจะแพงหน่อยแต่มันก็สมกับราคามัน มันทำให้ผิวหน้าผมดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมากด้วย"
จากนั้นผมกับพี่มะยมก็คุยกับเื่ต่างๆ กันอย่างออกรส
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่พี่โอบเดินมาจับผมของผม
"มาครับ เดี๋ยวพี่ทำผมให้ ทรงผมวันนี้ไม่อะไรมาก เพราะผมเราสวยอยู่แล้วพี่ว่าแค่รีดให้ตรงสักหน่อยก็คงพอแล้ว"
"เอาตามความคิดพี่เลยครับ"
เมื่อได้คำตอบแล้วพี่โอบและพี่มะยมก็รีบเนรมิตผมออกมาในแบบฉบับของพวกเขาทันที
การแต่งหน้าวันนี้จึงอยู่ที่ลุคสไตล์ธรรมชาติ ไม่ได้มีการแต่งหน้าหนาจนเกินไปเพราะอย่างไรเสียก็อยากให้รถเป็จุดเด่น แต่นางแบบก็ไม่ควรทำให้จืดชืดจนเกินไป
ปากอวบอิ่มสีหวานถูกจ้องจากคนตรงข้ามอย่างไม่วางตา การกรีดตาที่สั้นยิ่งทำให้ใบหน้าขับกล่อมความดูดีออกมา เปลือกตาถูกลงด้วยอายแชโดว์สีพีชอ่อนและแต่งแต้มเสริมด้วยกลิตเตอร์เพื่อเพิ่มความโดดเด่นของดวงตา ตบท้ายด้วยการทาจมูกเล็กน้อย ทำให้หน้าตาดูออดอ้อนเพิ่มมากขึ้น
โอบนั่งมองหน้าเรย์อย่างเผลอไผลจนมะยมต้องสะกิด
"โอบ...โอบ...ไอ้โอบ" มะยมที่เรียกแล้วเพื่อนยังไม่ได้สติ สุดท้ายเลยะโเสียงดังไปทั่วห้อง
"มึงจะะโทำไมว่ะ อยู่ใกล้กันแค่นี้เอง"
"แหมๆ กูเรียกมึงตั้งกี่ครั้งแล้ว แค่นี้ทำมาเป็มองกูตาขวางนะมึงน่ะ"
"ฮ่าๆๆๆๆ พวกพี่นี่ตลกจัง"
"ถ้าอยากตลกบ่อยๆ ก็มาทำงานกับพวกเราบ่อยๆ สิครับ มีคนสวยมาทำงานด้วยแบบนี้พี่จะได้ไม่เหงา อยู่กับมันสองคนพี่แล้วน่ะเบื่อจะตายชัก คนอะไรตายด้านฉิบหาย เหอะ!"
"พี่มะยมก็ว่าพี่โอบเกินไป พี่เขาไม่ตายด้านหรอกครับคนมาชอบเขาเยอะจะตาย"
"ถึงใครจะชอบมัน แต่ก็มีคนในใจแล้วล่ะครับ"
เมื่อมะยมพูดเสร็จก็เกิดเดดแอร์ทันที
"อะแฮ่ม เรย์รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้ากับพี่เถอะเดี๋ยวจะเสียเวลา" และเป็โอบที่เอ่ยขัดสถานการณ์ตรงหน้า
"ครับ" ผมตอบรับก่อนจะลุกขึ้นเดินตามหลังพี่โอบไป
"ไอ้โอบ ถ้างั้นกูเก็บของเสร็จแล้วกูลงไปรอที่สตูข้างล่างเลยนะ เดี๋ยวไปเตรียมของรอมึง ถ้าเสร็จแล้วเราจะได้รีบถ่ายเลย"
"ได้"
เมื่อคุยกับเสร็จ ทั้งสามคนก็ได้แยกย้ายกัน มะยมเก็บอุปกรณ์แต่งหน้าก่อนที่จะลงไปที่สตูที่อยู่ชั้นหนึ่งที่ตอนนี้มีรถกำลังจอดรออยู่ ส่วนโอบและเรย์ก็เดินมาอีกห้องหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ กัน ห้องนี้เป็ห้องนอนของโอบที่โอบเอาไว้ใช้เวลาทำงานแล้วไม่ได้กลับบ้าน ถูกสร้างมาเพื่อความสะดวกสบายในการพักผ่อนและการเดินทาง
ห้องนอนถูกจัดแบ่งเป็สัดส่วนอย่างชัดเจนซึ่งในนี้ก็ไม่มีอะไรมาก มีแค่เตียงนอน ตู้เสื้อผ้า ห้องน้ำและโซฟา ห้องนี้เน้นความสะดวกและโล่งต่อสายตา ดังนั้นจึงทำให้ทั่วทั้งห้องถูกล้อมไปด้วยกำแพงกระจก เพื่อที่จะได้มองเห็นสีสันของต้นไม้ที่อยู่ข้างนอกเพื่อความสบายตาในเวลาพักผ่อน
"นี่เป็ห้องพักของพี่เองครับ" ในระหว่างที่พูดโอบก็ได้มองสำรวจการกระทำของเรย์ไปด้วย
"แล้วชุดล่ะครับ ผมจะได้รีบเอาไปเปลี่ยน"
แต่โอบก็ไม่ได้เห็นอะไรในดวงตาของเรย์เลย เพราะั้แ่เข้ามาเรย์ก็ไม่ได้สอดส่องสายตามองไปที่ตรงไหน ไม่มีการถามว่าทำไมเขาถึงมีห้องนอนแบบนี้ ไม่แม้แต่จะเอ่ยถามว่าเขาคือใคร...
แต่ความคิดของเรย์นั้น เขาไม่ได้สนใจเื่อะไรแบบนี้เลย มีแล้วทำไม มีแล้วอย่างไร เขาไม่ได้อยากถามหรือยุ่งกับชีวิตคนอื่น เขามาทำงานก็ควรโฟกัสแค่เื่การทำงาน หรือแม้ว่าในอนาคตพวกเขาจะพัฒนากันไปกว่านี้ เรย์ก็ไม่คิดที่จะถาม เพราะเดี๋ยวโอบอยากบอกโอบก็คงบอกเอง
"นี่ครับชุด" พี่โอบเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าก่อนจะหยิบชุดที่ผมลองวันนั้นมาให้
"ขอบคุณครับ"
"พี่คุยกับมะยมแล้ว พี่ว่าเราเพิ่มถุงมือเข้าไปหน่อยดีกว่า มันจะทำให้ดูมีอะไรมากขึ้นมาหน่อย"
"ได้ครับ งั้นเดี๋ยวผมไปเปลี่ยนชุดก่อนนะ"
"เดี๋ยวพี่เตรียมของรอเรานะ ห้องน้ำอยู่ตรงนั้นครับ"
ไม่นานผมก็ใส่ชุดออกมาข้างนอก
"สวยมากเลยครับ เหมาะกับเรามากๆ เลย พี่เลือกไม่ผิดจริงๆ ที่ให้เรามาเป็แบบให้พี่ในวันนี้" โอบมองพักใหญ่ก่อนจะชมอย่างไม่ขาดปาก วันนั้นที่ลองชุดว่าสวยแล้ววันนี้ยิ่งแต่งหน้าเข้าไปยิ่งสวยกว่า
"พี่ชมผมแบบนี้ผมก็เขินแย่นะครับ" ผมเอ่ยออกมาอย่างตรงไปตรงมาด้วยความเขินอายสายตาของพี่โอบที่ส่งมาให้
"ฮ่าๆๆๆๆ มาครับ เดี๋ยวพี่เก็บเสื้อผ้าเราไว้ให้" พี่โอบรับเสื้อผ้าจากมือผมไปก่อนจะมาไม้แขวนเสื้อมาแขวนแล้วเก็บมันไว้ในตู้
"มาครับมานั่งตรงนี้" พี่โอบลากผมมานั้นที่ปลายเตียงก่อนจะหยิบรองเท้าส้นสูงมาใส่ให้ผม
"เดี๋ยวผมใส่เองก็ได้ครับ" ผมเอ่ยปฏิเสธคนตรงหน้า แต่ก็ไม่เป็ผลเมื่ออีกฝ่ายเริ่มจับข้อเท้าของผม
"ไม่เป็ไรครับ เดี๋ยวพี่ทำให้เราใส่ถุงมือรอพี่เถอะ" พี่โอบนำรองเท้ามาวางที่ตรงปลายเท้าของผม
พี่โอบคุกเข่าลงที่พื้นก่อนที่จะเอื้อมมือไปจับข้อเท้าของผมอย่างแ่เบา การััที่นุ่มนวลนั้นทำให้ใจของผมนั้นเต้นรัวเร็วเป็อย่างมาก
พี่โอบนำเท้าติดรองเท้าให้ผมอย่างเบามือ
"เสร็จแล้วครับ" พี่โอบเอ่ยออกมาก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมามองผม
"ขอบคุณครับ" ผมยิ้มขอบคุณ
"ไหนยืนขึ้นให้พี่ดูหน่อยซิ"
"ครับ"
ผมพยุงตัวขึ้นก่อนจะค่อยๆ ยืนให้พี่โอบดู
"ดูดีมากครับ" โอบมองสำรวจคนตรงหน้าก่อนจะเอ่ยชมไม่หยุดปาก "เราเดินบนส้นสูงไหวอยู่ใช่ไหม ถ้าไม่ไหวถอดออกมาก่อนได้นะ"
"ใส่ไหวครับ ผมชินแล้ว"
"ถ้าอย่างงั้นเราไปกันเถอะครับ งานจะได้เสร็จเร็วๆ เราจะได้ไม่เหนื่อยมาก"
"ครับ"
ผมเดินออกมาจากห้องเพื่อที่จะเดินไปที่ลิฟต์
"ใส่ไว้ครับ" อยู่ดีๆ พี่โอบก็เอาสูทมาคลุมไหล่ให้ผมก่อนที่เ้าตัวจะถือวิสาสะกอดไหล่ผมไว้ มืออีกข้างก็จับแขนผมเพื่อพยุงเหมือนอีกฝ่ายกลัวผมจะล้ม
ไม่นานเราทั้งคู่ก็ลงจากลิฟต์ยังสตูที่อยู่ไม่ไกล
พอเข้ามาข้างในผมก็เจอเข้ากับรถ Lamborghini ที่ถูกจอดไว้ตรงกลางห้อง มีพี่มะยมกำลังเซตฉากอยู่ข้างหลังรถ
เมื่อเดินมาถึงเก้าอี้พี่โอบก็เริ่มบรีฟงานที่ต้องถ่ายในวันนี้ทันที
"แบบรถที่จะถ่ายในวันนี้คือ **Lamborghini Huracan STO (SuperTrofeo Omologata) เป็ซูเปอร์สปอร์ตคาร์ที่ได้รับการถ่ายทอด DNA จากสนามแข่งสู่การใช้งานบนท้องถนน ทําให้ผู้ขับขี่ััได้ถึงความเร้าใจตามแบบฉบับของรถแข่งในรูปแบบที่เหมาะสำหรับการใช้งานบนถนนสาธารณะ การออกแบบได้แรงบันดาลใจมาจากรถแข่งของแผนก Squadra Corse ส่งมอบสุดยอดประสบการณ์การขับขี่ที่ปลุกเร้าทุกโสตประสาทและััถึงจิติญญาแห่งสนามแข่งให้แก่นักขับทุกครั้งเมื่อนั่งหลังพวงมาลัย" พี่โอบอ่านประวัติส่วนตัวคร่าวๆ ของ รถให้ผมฟัง
"พี่ก็เลยอยากให้เราออกแบบท่าที่แข็งแรงปนเซ็กซี่หน่อยๆ จะได้เข้ากับตัวรถ เดี๋ยวพี่ให้เวลาเรา 5 นาที ปรับความคิดและอารมณ์รอก่อนเข้าเซต"
ในระหว่างนั้นพี่โอบก็เดินไปเช็กกล้องและอุปกรณ์ต่างๆ ส่วนผมนั้นก็เอาสคริปต์มาดูว่าต้องออกแบบท่ายืนหรือท่าทางแบบไหนที่จะได้เข้ากับตัวรถ และพรีเซนต์ตัวรถออกมาให้ดีที่สุด
ไม่นานก็ได้เวลาเข้าเซต เมื่อได้เวลาผมก็ลุกขึ้นก่อนจะเอาสูทวางพาดไว้ที่เก้าอี้ก่อนจะเดินไปที่รถ
ผมเลือกมุมข้างขวาของรถตรงกระโปรงหน้ารถ ผมเอนตัวไปด้านหลังเอาแขนข้างซ้ายวางราบไปที่กระโปรงรถส่วนมือขวาปล่อยมาข้างตัวแต่ก็ให้เห็นแขนทั้งหมด ขาขวาเหยียดตรงลงพื้นส่วนขาซ้ายเหยียบไปที่ล้อรถ
"สวยครับ...แชะๆๆ...ดีครับ"
"เอียงหน้านิดหนึ่งครับนั่นแหละครับ สวยมากเลย"
ทั้งโอบและมะยมต่างแปลกใจว่าเรย์นั้นมีความเป็มืออาชีพมาก เรย์ออกแบบท่าทางๆได้ดูดีมาก ไม่เหมือนกับคนที่เพิ่งถ่ายแบบครั้งแรกเลย
เมื่อเสร็จเซตแรกก็เริ่มที่เซตสองทันที
เซตนี้จะใช้มุมกว้างข้างรถ ทำให้เห็นตัวรถด้านข้างทั้งหมด ผมเลือกมาอยู่ที่ข้างหน้ารถก่อนจะมองตรงไปข้างหน้า เอามือทั้งสองข้างค้ำไว้หน้ารถ ขาข้างขวาเหยียดตรงส่วนขาข้างซ้ายงอเข้าเล็กน้อย
"โอเค สวยมาก...แชะๆๆๆ...มะยมเพิ่งไฟข้างหน้าน้องหน่อยมันมืดๆ เกินไป"
ไม่นานเซตที่สองก็เสร็จ และแล้วก็เดินทางมาถึงเซตสุดท้ายคือการเข้าไปนั่งข้างในรถนั่นเอง มุมนี้จะเห็น่ประตูรถคนขับ ท่าทางที่ออกแบบคือผมมองออกมาข้างนอกเอาฝ่ามือขวาจับไว้ที่ประตูส่วนมือซ้ายเอาวางไว้ที่ประตูรถทำการตั้งฉากฉากและยื่นออกมานอกรถเล็กน้อย ส่วนใบหน้าก็เอียงซ้ายนิดหน่อย
"เสร็จแล้วครับ วันนี้เราเก่งมากๆ เลยนะ ออกแบบท่าได้ดีและภาพสวยเกือบทุกรูปเลย"
เมื่อวางกล้องเสร็จ พี่โอบก็เดินเข้ามาหาผมก่อนจะพยุงผมเดินไปที่เก้าอี้ เมื่อมาถึงเ้าก็รีบเอาสูทมาคลุมไหล่ผมไว้ก่อนจะถอดรองเท้าส้นสูงให้ผมแล้วเปลี่ยนมาเป็รองเท้าแตะแบบนุ่มนิ่มแทน
"วันนี้เสร็จหมดแล้วครับ เดี๋ยวค่าจ้างพี่โอนไปให้อีกทีนะ นี่ก็บ่ายโมงกว่าแล้ว เราอยากทานอะไรเป็ข้าวเที่ยงไหม พี่จะสั่งมาหรือเราอยากไปทานด้านนอก"
"ทานที่นี่ก็ได้ครับ ผมไม่อยากออกไปข้างนอกทั้งแบบนี้"
"โอเคได้ เราอยากทานอะไรเป็พิเศษหรือเปล่า"
"ผมอยากทานไก่ทอดกับเป๊บซี่ครับ" ผมฉีกยิ้มเมื่อเอ่ยเมนูที่ตัวเองอยากทาน
"โอเคครับ เดี๋ยวพี่จะสั่งมาเยอะๆ เลยนะ...ไอ้มะยมแล้วมึงล่ะจะเอาอะไร"
"กูอยากกินอาหารเกาหลีว่ะเพื่อน"
"ได้ งั้นเดี๋ยวกูสั่งให้แล้วกัน" เมื่อได้คำตอบจากทุกคนแล้ว โอบก็รีบกดสั่งอาหารทันทีเพราะนี่ก็บ่ายโมงแล้วทุกคนทำงานเหนื่อยและหิวมากจะให้รอนานไม่ได้
เมื่อสั่งอาหารเสร็จแล้วโอบก็หันมาคุยกับเรย์
"เราไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ารอพี่ข้างบนก่อนนะ กว่าเราจะอาบน้ำเสร็จอาหารคงมาพอดี เราจะได้ไม่รอนาน"
"แต่..."
"ไม่ต้องกลัวอะไรหรอกครับ พี่ไม่ว่าอะไรเราหรอกเราสามารถเข้าออกห้องพี่ได้ตลอดไม่ว่าจะที่นี่หรือที่ไหนก็ตาม เรารีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าอาบน้ำเถอะ จะได้รีบมาทานข้าวไงครับ ไม่ดีเหรอ" เมื่อเห็นความไม่สบายใจโอบจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ก่อนจะลูบหัวเรย์เพื่อเป็การยืนยัน
"ครับ" สุดท้ายแล้วผมก็ตอบตกลงก่อนจะเดินออกจากสตูไปชั้นบนสุด
หลังจากที่เรย์เดินออกไปแล้ว มะยมก็เอ่ยขึ้นทันที
"น้องเขาน่ารักดีนะ เก่งและมีความเป็มืออาชีพด้วย ั้แ่เข้ามายังไม่เห็นน้องมองหรือสำรวจอะไรเลย ไม่เหมือนพวกผู้หญิงคนอื่นของมึงที่เห็นของราคาแพงก็มองตาลุกวาวแล้ว"
"กูบอกแล้วน้องเขาเป็คนดี"
"ถ้าคนนี้กูเชียร์สุดใจนะ รีบจีบให้ติดซะล่ะ กูอยากมีน้องสะใภ้แล้ว"
"หึ ไม่นานหรอก"
•••
ยังไม่แก้คำผิด
**ขอบคุณข้อมูลดีๆ : checkraka เช็คราคา เรารู้ดีที่สุดเื่ราคา