บทที่3 การทดสอบรอบแรก
ทั้งสองเดินไม่นานก็มาถึงสถานที่ทดสอบ ด้านหน้ามีศิษย์ของสำนักยืนอยู่สองคนเพื่อตรวจสอบผู้เข้าร่วมการทดสอบที่อยู่ในชุดขาวตัดฟ้าซึ่งเป็ชุดประจำของสำนักและตรงอกมีตัวอักษรปักไว้ว่า ์
หยางอี้และเป่ยลู่เดินตรงไปทักทายก่อนจะบอกว่ามาเพื่อเข้าร่วมทดสอบและแสดงป้ายที่ได้รับมาจากผู้าุโด้านหน้าก่อนจะเข้าไปภายในหอ
เมื่อก้าวเข้ามาภายในทั้งคู่กลายเป็ตกตะลึง ภายในหอเป็ลานกว้างขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยเหล่าผู้เยาว์หลายพันคนที่มาเพื่อร่วมทดสอบเสียงพูดคุยดังกระหึ่มไปทั่วทั้งหอหยางอี้และเป่ยลู่เดินตรงไปยังจุดที่มีศิษย์ของสำนักนั่งอยู่เพื่อสอบถามถึงการทดสอบ
หลังจากรู้ว่าการทดสอบจะเริ่มขึ้นอีกไม่นานและจะมีผู้าุโมาบอกถึงกฎต่างๆในการทดสอบทั้งคู่จึงได้แต่รอเท่านั้นหยางอี้และเป่ยลู่นั้นค่อนข้างเป็จุดสนใจอยู่บ้างเพราะเหตุการณ์ในถนนสายหลักมีคนไม่น้อยที่ได้เห็น
“เงียบ ! ”
เสียงดังกังวานจนแสบแก้วหูดังออกมาจากด้านหน้าจนหลายคนถึงกับต้องเอามืออุดหูภายในหอแห่งนี้กลายเป็เงียบสนิททันทีชายวัยกลางคนในชุดสีครามเดินขึ้นไปบนแท่นด้านหน้าก่อนจะพูดออกมา
“ก่อนจะเริ่มการทดสอบข้าจะบอกรายละเอียดให้พวกเ้าได้รู้สำนักวิหาร์นั้นไม่ต้อนรับพวกอ่อนแอแม้จะเป็การทดสอบพวกเ้าอาจจะได้รับาเ็สาหัสได้ หากใครไม่พร้อมให้ถอยกลับไปั้แ่ตอนนี้”
ชายวัยกลางคนเว้นระยะเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าไม่มีใครถอนตัวจึงกล่าวต่อ
“ดี การทดสอบแรกจะเริ่มขึ้นที่นี่ หอแห่งนี้ชื่อว่าหอ์ถูกสร้างขึ้นจากการร่วมมือของผู้าุโสูงสุดของ 4 สำนักใหญ่ั้แ่ชั้นที่ 2 ขึ้นไปจะเต็มไปด้วยความหนาแน่นของพลังปราณและแรงกดดันการทดสอบแรกนั้นก็ง่ายๆ ภายใน 1 ชั่วยามพวกเ้าจงขึ้นไปให้ได้สูงที่สุดและป้ายที่พวกเ้าได้รับมาจะบันทึกแต้มของพวกเ้าเอาไว้และการจะผ่านการทดสอบเข้าสู่สำนักจะขึ้นอยู่กับแต้มรวมของพวกเ้าจงทำให้ดีที่สุดเพราะการทดสอบต่อไปการจะได้รับแต้มมาจะยิ่งยากเป็เท่าตัว ”
หลังสิ้นการประกาศเหล่าผู้เข้าทดสอบกลายเป็ฮือฮาพูดคุยกันดังกระหึ่มมีหลายคนที่คิดว่าการทดสอบแรกจะเป็เพียงการวัดระดับปราณธรรมดา หากเป็เช่นนั้นคนที่มีระดับปราณถึงเกณฑ์แต่ไม่สามารถเก็บเกี่ยวแต้มได้ครบตามกำหนดก็จะมีโอกาสไม่ผ่านการทดสอบ
ชายวัยกลางคนผู้ประกาศกฎการทดสอบยืนยิ้มอย่างสบายใจ คำว่า4 สำนักใหญ่ไม่ได้มีดีเพียงแค่ชื่อมีผู้คนมากมายใฝ่ฝันจะได้เป็ส่วนหนึ่งของทั้ง 4 สำนักเพียงแค่เป็ข้ารับใช้หากได้ชื่อว่าเป็คนของ 4 สำนักใหญ่แล้วนับว่าภายในจักรวรรดิเมฆาหวนแห่งนี้ล้วนไม่มีผู้ใดอยากจะมีเื่ด้วยเช่นการทดสอบย่อมไม่เป็ไปแบบสามัญแน่นอน ในที่นี้มีหลายคนที่คิดง่ายเกินไปและทุกปีก็จะมีคนที่คิดเช่นนี้เหมือนกัน
เหล่าคนของสำนักกลายเป็ยิ้มอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นผู้สมัคหลายคนเริ่มลนลานจะเป็อย่างไรหากความจริงที่ว่าปีนี้สำนักวิหาร์จะรับศิษย์สายนอกเพียง 500คนและข้ารับใช้อีก 1000 คนเ้าพวกผู้เข้าสมัครหลายพันคนนี้ไม่หัวใจวายตายกันก่อนหรือหากเื่นี้ถูกประกาศออกไป
“เอาล่ะ เงียบๆหน่อย หอแห่งนี้มีทั้งหมด 9 ชั้นแต่ละชั้นจะได้รับแต้มที่ต่างกัน ทุกชั้นที่สูงขึ้นจะได้รับแต้มเป็ทวีคูณโดยเริ่มจากชั้นที่2 คือ 10 แต้มและที่สำคัญความหนาแน่นของพลังปราณยิ่งชั้นสูงขึ้นก็ยิ่งหนาแน่นขึ้นเช่นกันและมันจะเป็ประโยชน์อย่างมากกับพวกเ้าแต่จงจำไว้ว่ามีเวลาเพียง1 ชั่วยามเท่านั้น ”
หลายคนเมื่อได้ฟังก็ยิ่งกลายเป็ตื่นเต้น โอกาสเช่นนี้มิได้หาได้ง่ายๆแน่นอน
“อ้อ และสุดท้าย เนื่องจากผู้าุโของ 4 สำนักนั้นล้วนจิตใจกว้างขวางจึงได้ทิ้งสมบัติมากมายไว้ภายในยิ่งสูงขึ้นคุณค่าของมันก็จะมากขึ้นเช่นกันบางทีพวกเ้าอาจจะมีโชคได้รับหนึ่งหรือสองอย่าง ”
หลังจากกล่าวจบชายวัยกลางคนหยุดไปเล็กน้อยเพื่อดูอาการของผู้เข้าทดสอบและก็เป็ไปดังคาดหลายคนล้วนถูกความโลภเข้าครอบงำทันทีและเหตุนี้คือสิ่งที่มันได้กล่าวไว้ว่าการทดสอบอาจจะมีการตายเกิดขึ้นจะเป็อย่างไรหากมีบางคนได้รับบางอย่างแต่อีกหลายคนไม่ได้รับมัน
“จากนี้ข้าขอประกาศเริ่มการทดสอบได้ หากใครพร้อมจงก้าวขึ้นสู่ชั้นที่2 ได้เลยป้ายประจำตัวจะเริ่มนับเวลาเมื่อพวกเ้าก้าวเข้าสู่ชั้นที่2 และจะส่งพวกเ้าออกมาเมื่อครบ 1 ชั่วยามและหากใคร้าออกมาก่อนจงถ่ายพลังปราณเข้าสู่ป้ายก็จะสามารถออกมาได้ทันทีเช่นกันและภายในครึ่งชั่วยามใครไม่เข้าร่วมการทดสอบจะถูกตัดสิทธิ์ออกทันทีใช่แล้วหลายสิ่งนั้นถูกค้นพบไปในปีก่อนๆจึงทำให้เหลือสมบัติอยู่ไม่มากนักขอให้พวกเ้าโชคดี”
หลังจบคำผู้เข้าทดสอบนับ 1000คนต่างวิ่งแห่กันเพื่อเข้าสู่ชั้นที่สองอย่างรวดเร็วแน่นอนว่าไม่มีใครอยากพลาดโอกาสนี้ ทุกคนย่อมรู้ถึงความเสี่ยงแต่หากคิดดีๆเพียงไปให้ถึงชั้นบนก็จะได้รับแต้มทันทีและหากมีโชคพบบางอย่างก็สามารถนำกลับออกมาได้ทันทีเช่นกัน
หยางอี้และเป่ยลู่ยังคงยืนอยูใกล้ๆกับศิษย์ของสำนักชายหนุ่มมองไปรอบๆ พบว่ามีหลายคนยังคงรั้งรออยู่เช่นกันความจริงนั้นสมบัติเป็เพียงตัวล่อหากได้รับก็ถือว่าดีไป หากไม่ได้ยังมีโอกาสอีกมากมายในอนาคตที่จะได้รับพวกมันแต่ทว่าความหนาแน่นของพลังปราณภายในหอแห่งนี้มีโอกาสไม่บ่อยที่จะได้ััมัน เวลา1 ชั่วยามแม้จะดูเหมือนน้อยนิดแต่หากขึ้นไปในชั้นที่สูงขึ้นการบ่มเพาะจะต้องก้าวหน้าขึ้นอย่างแน่นอน
“ถือว่าเป็เวลาดี ข้านั้นค้างอยู่ในระดับนี้มานานแล้วและยังไม่ค่อยมีเวลาบ่มเพาะพลังปราณอย่างเต็มที่เพราะเื่วุ่นวายหลายๆอย่าง”
หยางอี้ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข สำหรับผู้อื่นมีเวลา 1ชั่วยามยังถือว่าได้รับประโยชน์อย่างมากแต่สำหรับเขาเมื่อเข้าสู่มิติพิเศษจะมีเวลาถึง10 ชั่วยาม
“ดูเหมือนปีนี้คงจะมีหลายคนที่ได้รับการสูญเสียอย่างใหญ่หลวงกระทั่งอาจจะมีคนตายจำนวนมาก”
ศิษย์ของสำนักบางคนกล่าวออกมาเมื่อมองเห็นความโลภในสายตาของผู้เข้าทดสอบหยางอี้ที่ยืนอยู่ไม่ไกลจึงหันมามองเมื่อได้ยินการสนทนาของพวกมัน
“เฮ้อ แน่นอนสิผู้าุโจางเป็คนคุมการทดสอบเ้าคิดรึว่ามันจะเป็ไปอย่างราบรื่น”
“แน่นอนว่าไม่ ผู้าุโจางขึ้นชื่อเื่ความเข้มงวดและโเี้โชคดีเมื่อปีก่อนที่ข้าเข้าทดสอบไม่เป็ผู้าุโจาง ”
กลุ่มศิษย์มองหน้ากันอย่างขยาดก่อนจะมีบางคนหันมาเห็นหยางอี้ที่กำลังมองมาทางพวกมันอย่างสนใจ
“เฮ้เ้าหนู เ้าไม่เข้าไปรึ ”
ศิษย์คนหนึ่งกล่าวถามหยางอี้ขึ้นมาเมื่อเป็เช่นนั้นหยางอี้และเป่ยลู่จึงเดินเข้ามาทักทายตามมารยาทหยางอี้เองก็อยากได้ข้อมูลมากขึ้นเช่นกันจึงกล่าวออกไปอย่างนอบน้อม
“ยินดีที่ได้พบศิษย์พี่ทั้งหลาย ข้าหยางอี้และนี่คือเป่ยลู่สหายของข้า”
เมื่อได้ยินศิษย์ทั้งกลุ่มกลายเป็ชงักไปครู่หนึ่งก่อนจะมีบางคนเอ่ยถามออกมา
“เ้านามว่าหยางอี้งั้นหรือเ้ารู้จักแม่นางเพ่ยเพ่ยและเสี่ยวปิงหรือไม่ ”
เมื่อได้ยินหยางอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะมีลางสังหรณ์ว่าจะต้องเจอเื่วุ่นวายเข้าอีกแล้วก่อนจะถามออกไปด้วยความกังวลเล็กน้อย
“ใช้แล้วนางทั้งสองคือ น้องสาวของข้าเองมีอะไรเกิดขึ้นกับพวกนางหรือไม่”
เมื่อได้ยินคำตอบหลายคนกลายเป็ตะลึงเล็กน้อยก่อนที่ผู้นำของกลุ่มจะหัวเราะออกมา
“ฮ่าๆๆๆ น้องสาว ? เ้าหนูโชคดีที่เ้าเจอเป็กลุ่มของพวกข้าไม่เช่นนั้นเ้าต้องเจอเื่วุ่นวายเป็แน่”
ด้วยมารยาทและความนอบน้อมของหยางอี้ทำให้ศิษย์กลุ่มนี้ประทับใจไม่น้อยเพราะเท่าที่พวกมันรู้มาหยางอี้ของเทพธิดาทั้งสองนั้นจะได้รับการดูแลโดยหนึ่งในสามผู้าุโสูงสุดของสำนักเหล่ยโหลวแต่ทว่ากับศิษย์สายนอกเช่นพวกมันหยางอี้ไม่มีความหยิ่งยโสเลยแม้แต่น้อย
“ ท่านหมายความว่าอย่างไร ”หยางอี้กลายเป็งุนงงเมื่อได้ยินคำของศิษย์คนนี้จึงถามออกไปด้วยความสงสัย
“ หืม ก่อนอื่นข้าขอถามให้แน่ใจอีกครั้งเ้ากับนางทั้งสองเป็พี่น้องกันแน่หรอ”
“ ข้าและพวกนางรู้จักกันั้แ่ยังเด็กและนางทั้งสองก็เปรียบดังน้องสาวของข้า”
“ เป็เช่นนี้นี่เอง ฮี่ๆยังเ้าก็ได้เข้าสำนักเราอยู่แล้วในฐานะศิษย์พี่ข้าจะบอกให้นางทั้งสองเปรียบดังเทพธิดาของสำนักเราในตอนนี้ ด้วยความงดงามและความสามารถกระทั่งได้รับการฝึกที่สนับสนุนจากผู้าุโสูงสุดมันทำให้นางทั้งสองโดดเด่นอย่างมากและแน่นอนพวกนางย่อมเป็ที่หมายปองของบุรุษมากมายมีหลายคนพยายามตีสนิทกับพวกนางกระทั่งพวกศิษย์สายในก็ไม่เว้นและเ้าทายสิคำตอบที่พวกนั้นได้รับคืออะไร”
หยางอี้เมื่อได้ฟังเื่ราวก็พอใจเข้าใจขึ้นมาบ้าง นางหนูสองคนนี่มีอาวุธอันร้ายกาจอยู่กับตัวทำไมมันจะไม่รู้หยางอี้พลันฉุกคิดเื่หนึ่งขึ้นมาได้จึงรีบถามออกไป
“ท่านอย่าบอกนะว่าพวกนาง.... ”
“ฮ่าๆ คำตอบของนางทั้งสองเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยนข้ามีสามีแล้วคือท่านพี่หยางอี้ฮี่ๆ ทีนี้เ้ารู้หรือยังว่าชื่อของเ้ามันโด่งดังแค่ไหนเ้าคิดว่ามีกี่คนล่ะที่หมายปองพวกนาง ”
หยางอี้ได้แต่ตบหน้าผากกับคำพูดของทั้งสองก่อนที่ศิษย์อีกคนจะกล่าวขึ้นมาบ้าง
“เฮ้อ ข้าคิดว่าความสามารถที่โดดเด่นของพวกนางคือฝีปากอันร้ายกาจและความเอาแต่ใจมากกว่า ”
“ใช่ ข้าเห็นด้วย ”
ทั้งกลุ่มกล่าวออกมาพร้อมกันแม้แต่หยางอี้ก็ไม่เว้นเหลือเพียงเป่ยลู่ที่ยังคงรับฟังเื่ราวอย่างงุนงง
“ช่างมันเถอะ ข้าชินกับเื่พวกนี้แล้ว ว่าแต่พวกนางสบายดีหรือไม่ ”
“แน่นอนตอนนี้พวกนางกำลังเก็บตัวบ่มเพาะพลังปราณตามคำสั่งผู้าุโอยู่”
“เป็เช่นนั้น เฮ้อ ดูเหมือนข้าจะพูดมีโชคอยู่บ้าง ”
หยางอี้กล่าวออกมาพร้อมถอนหายใจทำให้ทั้งกลุ่มอดหัวเราะกันขึ้นมาไม่ได้
“เอาล่ะศิษย์น้องข้าจะบอกเ้าสักเล็กน้อยการจะผ่านด่านทดสอบแรกเ้าต้องขึ้นไปอย่างน้อยชั้นที่ 4 และอย่าพลาดโอกาสในการเก็บเกี่ยวล่ะข้าคิดว่าเ้ารู้ว่าข้าหมายถึงอะไร”
“เข้าใจแล้ว ขอบคุณพวกท่านมาก ”
หยางอี้แยกออกจากกลุ่มมาเฝ้าดูสถานการณ์อีกครู่หนึ่งเมื่อจำนวนคนเหลือไม่มากและเวลาก็ใกล้จะหมดแล้วจึงหันมากล่าวกับเป่ยลู่
“ไปเถอะ ได้เวลาแล้ว ”
ทั้งคู่เดินตรงไปยังบันไดหินขนาดใหญ่ที่ทอดยาวเป็วงกลมเพื่อขึ้นสู่ชั้นที่สองเมื่อเดินขึ้นมาจนสุดทางทั้งคู่พบประตูบานใหญ่ที่เปิดกว้างอยู่แต่ทว่าไม่สามารถมองเห็นด้านในได้อย่างชัดเจนคล้ายบรรยากาศภายในประตูบิดเบี้ยวอยู่ตลอดเวลา
ทั้งคู่หันมามองหน้ากันเมื่อหยางอี้พยักหน้าให้สัญญาณทั้งคู่ก็เดินฝ่าบรรยากาศนั้นเข้าสู่ประตูไป
วูปปปป
เมื่อผ่านเข้ามาความกดดันเริ่มถาโถมเข้าหาทั้งสองทันทีแต่เพียงแค่นี้ยังไม่สามารถทำอะไรทั้งคู่ได้หากเทียบกันความกดดันนี้มากกว่าบัดไดหินทางเข้าลานทดสอบเพียงเล็กน้อยแต่ทว่า...
“สุดยอด สมคำร่ำลือจริงๆ ”
หยางอี้อุทานออกมาอย่างตื่นเต้นทันทีที่เข้ามานั้นไม่เพียงแค่แรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาแต่พลังปราณธรรมชาติอันหนาแน่นภายในหอนี้ทั้งสองก็ััได้เช่นกัน
“นายน้อยนี่มันเกินไปแล้วขนาดชั้นนี้ยังหนาแน่นกว่าข้างนอกถึงสองเท่าแล้วชั้นต่อไปเล่า โอข้าไม่อยากจะคิดเลยจริงๆ ”
เป่ยลู่กล่าวออกมาอย่างตื่นเต้นเช่นกัน ด้วยความหนาแน่ของพลังปราณเช่นนี้แม้จะมีเวลาไม่มากแต่ประโยชน์ที่สามารถเก็บเกี่ยวได้นับว่าไม่น้อยเลยทีเดียว
“รีบไปเถอะ เวลามีไม่มาก ”
หยางอี้กล่าวออกมาก่อนจะเดินนำเป่ยลู่เพื่อมุ่งไปยังบันไดขึ้นสู่ชั้นต่อไป
ภายในชั้นที่สองนั้นเป็เพียงลานกว้างโล่งๆโดยรอบแถวกำแพงจะมีแท่นหินวางต่อกันมากมายดูเหมือนจะเป็ที่สำหรับผู้ที่้าบ่มเพาะพลังปราณหยางอี้มองไปโดยรอบมีผู้เข้าทดสอบเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่อยู่ด้านหน้าส่วนใหญ่จะเป็พวกที่รั้งรออยู่ั้แ่แรกเหมือนกับพวกหยางอี้ที่เริ่มจะทยอยกันเข้ามาแล้ว
ด้วยความรวดเร็วหยางอี้และเป่ยลู่ตรงมาจนถึงบันได้ทางขึ้นชั้นที่3 เพื่อไม่ให้เสียเวลาอันมีค่าทั้งคู่ตรงขึ้นสู่ชั้นถัดไปทันที
หยางอี้ก้าวผ่านมวลบรรยากาศที่ปิดกั้นระหว่าประตูเข้ามาพร้อมกับเป่ยลู่และทันทีที่ก้าวเข้ามาหยางอี้ถึงกับต้องขมวดคิ้ว แม้ความหนาแน่นของพลังปราณสมควรจะทำให้ตื่นเต้นก็จริงแต่ทว่าตอนนี้กลับมีอีกหนึ่งสิ่งที่สามารถััได้ทันที่เมื่อก้าวเท้าเข้ามาภายในชั้นที่3
“กลิ่นคาวเื ”
หยางอี้พูดออกมาอย่างแ่เบาพร้อมกับขมวดคิ้วเป่ยลู่นั้นรับรู้ได้เป็อย่างดีว่าการที่ชั้นที่ 3นี้เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเืที่ฟุ้งกรุ่นไปทั่วไม่ใช่เื่ดีแน่นอนเป่ยลู่จับดาบข้างเอวเตรียมพร้อมไว้ก่อนจะถามกับหยางอี้
“นายน้อยเอาไงดี ข้าว่ามันชักจะแปลกๆนะ ”
“อืม เตรียมพร้อมไว้ก่อน เราจะไปถามคนข้างหน้าว่าเกิดอะไรขึ้น ”
หยางอี้และเป่ยลู่เดินตรงไปตามทางเดิน ภายในชั้นที่ 3นี้ไม่ได้เป็ลานกว้างเหมือนชั้นที่ 2 แล้วหยางอี้พบว่า ทางชั้นที่ 3 ดูเหมือนจะเป็อุโมงค์ขนาดใหญ่ที่มีหลายเส้นทางหยางอี้เลือกเส้นทางหนึ่งก่อนเดินไปตามทาง
ตลอดทางกลิ่นคาวเืยังคงมีอยู่เรื่อยๆและยิ่งตรงเข้าไปลึกเท่าไหร่มันยิ่งรุนแรงมากขึ้นเส้นทางที่หยางอี้เลือกนั้นที่ผ่านมีทางแยกออกไปหลายทางที่ตรงไปสู่ห้องเล็กๆและเมื่อเข้าไปสำรวจดูเหมือนมันจะเป็ห้องสำหรับบ่มเพาะพลังปราณ
หยางอี้และเป่ยลู่เดินมาได้ไม่นานก็พบคนกลุ่มแรกที่มีกันอยู่3 คนกำลังเดินย้อนกลับมาเพื่อหาห้องสำหรับบ่มเพาะพลังจึงตรงเข้าไปเพื่อถามถึงสถานการณ์ของชั้นนี้ทันที
“พี่ชาย ท่านพอจะบอกข้าได้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมที่นี่ถึงเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเื ”
ชายคนที่ถูกถามหันมาตอบหยางอี้อย่างหัวเสียทันที
“เ้าคงพึ่งมาสินะเป็เพราะเ้าพวกตัวบัดซบกลุ่มหนึ่งมันตั้งด่านเรียกเก็บค่าผ่านทางไปชั้นที่ 4น่ะสิ หากใครไม่จ่ายมันก็ไม่ให้ผ่านไป จึงเกิดการต่อสู้กันขึ้นมีคนตายไปเยอะเลยล่ะตอนนี้นอกจากพวกที่ยอมจ่ายก็ติดกันอยู่ที่ห้องโถงด้านหน้านี่เองส่วนพวกที่ถอดใจแล้วก็จะหาห้องเพื่อบ่มเพาะพลังปราณแล้วไปหวังกับแต้มในรอบที่ 2แทนเหมือนพวกข้านี่แหละ ”
“อย่างนี้นี่เอง ขอบคุณมากพี่ชาย ”
“เ้าเองก็ควรย้อนกลับไปหาห้องเสียเถอะข้าเตือนด้วยความหวังดีข้าไปหล่ะ ”
หลังจากพูดจบทั้งสามก็แยกย้ายกันเพื่อหาห้องทันทีด้านหยางอี้ที่ได้ฟังก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ใบหน้าจะปรากฏรอยยิ้มที่ทำให้เป่ยลู่ถึงกับขนลุกซู่
หยางอี้เดินนำเป่ยลู่ไปตามทางที่ผู้ทดสอบทั้งสามคนได้บอกไว้ไม่นานก็พบทางเข้าโถงขนาดใหญ่
หยางอี้ยังไม่เข้าไปในทันทีแต่ยืนสังเกตอยู่ด้านหน้าก่อนเพราะดูเหมือนกำลังมีคนสองกลุ่มกำลังโต้เถียงกันอยู่ภายในหยางอี้มองหาแต่กลับไม่พบศพผู้เข้าทดสอบเลยสักคนสำหรับคนที่าเ็ก็พอจะมีอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากนักที่เหลืออยู่ดูเหมือนจะเป็พวกที่รวมตัวกันต่อต้านพวกเก็บค่าผ่านทางหยางอี้หยิบป้ายที่ได้รับออกมาดูครั้งหนึ่งก็พบว่าตอนนี้ที่ใต้ชื่อของตัวเองมีหมายเลขซึ่งเป็แต้มปรากฏออกมาคือ40 แต้ม
‘หากเป็เช่นที่ข้าคิดด้านนอกจะไม่เกิดากันงั้นหรือเนี่ยทางสำนักนี่โหดร้ายไม่เบา ’
มีผู้ร่วมทดสอบมากมายที่เป็ลูกหลานตระกูลใหญ่ที่ทรงอำนาจหากพวกมันรู้ว่าลูกหลานพวกนี้ตายจะทำอย่างไรแน่นอนว่าหากตกตายลงเพราะการทดสอบย่อยเป็เพราะความอ่อนหัดของพวกมันเองทางตระกูลจึงได้แต่ยอมรับเพราะสำนักได้ประกาศแล้วว่ามีความเสี่ยงถึงชีวิตและให้ถอนตัวั้แ่แรกแต่ทว่าหากถูกผู้อื่นสังหารเล่าแล้วผู้ร่วมทดสอบที่ตายไปมีกี่คนกันด้านนอกคงวุ่นวายมิใช่น้อย
“อู่จาง ไอ้พวกบัดซบ หลีกทางไปเดี๋ยวนี้ ”
บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดของกลุ่มต่อต้านพูดออกมาอย่างเกี้ยวกราด
“ฮ่าๆ อันจิ่ว หากไม่จ่ายเ้าก็ไม่มีสิทธิ์ขึ้นไป ”
ชายนามอู่จางกล่าวออกมาอย่างยิ้มกระหย่องอันจิ่วได้แต่กัดฟันกรอดด้วยความเจ็บแค้น ลำพังเพียงอู่จางมันไม่มีความเกรงกลัวแม้แต่น้อยทั้งคู่ล้วนอยู่ในปราณขั้นก่อตั้งจิตขั้นกลางเฉกเช่นเดียวกัน แต่ทว่าชายผมสีน้ำตาลยาวลงมาปกคลุมใบหน้าจนมิอาจเห็นดวงตาที่นั่งอยู่ด้านหลังพวกมันตรงทางขึ้นเพราะการมีอยู่ของมันทำให้พวกกลุ่มต่อต้านมิกล้าเคลื่อนไหวเข้าโจมตีฝ่าไป
“เสี่ยวยิ่งจื้อ เ้าเป็ถึงอัจฉริยะลำดับ 5 ของรุ่นเยาว์แห่งเมืองหลวงเหตุใดจึงกระทำเื่เช่นนี้ ”
“….. ”
อันจิ่วได้แต่กัดฟันกรอดอีกครั้งเมื่อไร้เสียงตอบกลับมาหลายคนคิดว่ามันอาจจะหลับไปแล้วเสียด้วยซ้ำ
“อันจิ่ว อย่าได้ทำอะไรโง่ๆหน่อยเลย เ้าคิดว่ารวบรวมพวกอ่อนแอมาเช่นนั้นจะผ่านไปได้เรอะหากไม่จ่ายค่าผ่านมาก็กลับไปซะ ”
อู่จางยังคงกล่าวยั่วยุอีกครั้งทว่าอันจิ่วก็มิกล้าพอจะบุกเข้าไปเสี่ยวยิ่งจื้อนั้นอยู่ในระดับก่อตั้งจิตขั้นปลายก็หนักหนาพอควรแล้วแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสฝ่าไปด้วยจำนวนคนพวกมันมีมากกว่าเกือบเท่าตัวแต่ทว่าเื้ัของเสี่ยวยิ่งจื้อนั้นคือปัญหาใหญ่ที่ทำให้อันจิ่วต้องคิดหนัก
ทว่าการทดสอบเช่นนี้ไม่ได้มีบ่อยๆการได้เข้าสำนักย่อมต้องสำคัญกว่าอยู่แล้วอันจิ่วหันไปปรึกษากับพรรคพวกผู้ร่วมอุดมการณ์ไม่นานก็ตัดสินใจจะใช้กำลังฝ่าไป
เสี่ยวยิ่งจื้อเงยหน้าขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อเห็นปฏิกิริยาของพวกอันจิ่วเสี่ยวยิ่งจื้อลุกขึ้นยืนก่อนจะนำอาวุธซึ่งเป็ดาบยาวใบหนาขนาดใหญ่ออกมาก่อนจะเดินลากดาบตรงไปยังพวกของอันจิ่วทำให้บางคนถึงกับกลืนน้ำลายอึกใหญ่ทุกคนที่นี่ต่างได้เห็นความโเี้ของมันมาแล้ว มี 8คนที่ตกตาย และอีกนับร้อยที่าเ็สาหัสด้วยคมดาบของมัน
“อย่าไปกลัวมัน เรามีคนมากกว่าจะจัดการมันไม่ได้ให้รู้ไป ”
อันจิ่วกล่าวปลุกใจพรรคพวกอีกครั้ง ความกังเริ่มลดน้อยลงอย่างไรเสี่ยวยิ่งจื้อแม้จะเก่งกาจก็ยังเป็เพียงผู้เยาว์เฉกเช่นเดียวกันหากเจอรุมกลุ้มเช่นนี้ย่อมมิอาจทานทนได้นานเป็แน่
เสี่ยวยิ่งจื้อเพียงเผยรอยยิ้มอันหน้าหวาดหวั่นก่อนเดินตรงเข้ามาอย่างช้าๆแน่นอนว่ามันรู้ดีหากโดนคนกลุ่มนี้รุมมกลุ้มเข้ามาจริงๆมันเองก็ย่อมมิอาจทานทนได้แต่ทว่า..
วูปปป
ฉับ !
การเคลื่อนตัวหนึ่งครั้งและหนึ่งคมดาบที่มาจากเสี่ยวยิ่งจื้อส่งผลให้แขนข้างหนึ่งของผู้เยาว์ด้านหน้าขาดกระเด็นรอยล่องอยู่ในอากาศพร้อมกับสายโลหิตที่พุ่งกระฉูดออกมาไม่หยุดหย่อน
อ้ากกกก
เสียงร้องจากความเ็ปก้องกังวานสลักลงในจิตใจพวกเขาอย่างฝังลึก
การรวมกลุ่มเช่นนี้ย่อมแตกออกโดยง่ายเพราะจิตใจของแต่ละคนต่างเคยพ่ายแพ้มาแล้วครั้งหนึ่งหากโดนกะเทาะอีกครั้งไฉนเลยจะคงทนอยู่ได้ การใช้จำนวนเขาว่าย่อมชนะแน่นอนนั้นคือความจริงทว่าล้วนไม่มีผู้ใดเต็มใจเป็ผู้เสียสละเพื่อให้คนอื่นก้าวไปถึงชัยชนะแน่นอน
พลันกลุ่มของอันจิ่วกลับกลายเป็ถอยกลับหลังเหลือเพียงไม่กี่คนที่ยังคงยืนอยู่เคียงข้างมันอันจิ่วตอนนี้ย่อมยอมแพ้แล้วแน่นอนแต่เดิมหวังคิดใช้คนอื่นเป็บันไดเพื่อก้าวไปสู่ชัยชนะในครั้งนี้แต่เมื่อหลายคนถอนตัวออกไปแล้วมันจะกล้าเผชิญหน้ากับเสี่ยวยิ่งจื้อได้อย่างไร
หยางอี้ที่ยืนสังเกตการณ์อยู่หน้าทางเข้าเริ่มเคลื่อนไหวเวลานั้นมีจำกัดหากรั้งอยู่นานกว่านี้มีแต่จะทำให้ตัวเขาและเป่ยลู่จะสูญเสียผลประโยชน์มากขึ้นเรื่อยๆ
เสี่ยวยิ่งจื้อเมื่อจัดการเื่วุ่นวายเสร็จเขาก็กลับไปนั่งยังบันไดทางขึ้นเช่นเดิมแม้จะได้รับหน้าที่เฝ้าทางขึ้นชั้นที่ 4ทว่าเขาเองก็จำต้องบ่มเพาะพลังเช่นกันใครจะยอมสูญเสียผลประโยชน์เช่นนี้
อู่จางเมื่อเห็นกลุ่มของอันจิ่วถอยกลับไปก็ย่อมต้องกล่าวว่าจายั่วยุซ้ำเติมอยู่แล้วมันและอันจิ่วแทบจะเรียกได้ว่าเป็คู่กัดกันก็มิผิดไป
หยางอี้เดินนำเป่ยลู่ตรงไปยังกลุ่มของอู่จางที่ขวางทางขึ้นชั้นที่4 อยู่อย่างไม่เร่งรีบเสียงถ้อยคำหยาบคายยังคงดังออกมาจากปากของอู่จางไม่หยุดหย่อนก่อนที่มันจะสังเกตเห็นหยางอี้และเป่ยลู่ที่เดินตรงมาทำให้มันยิ้มกระหย่อมเมื่อมีเหยื่อมาให้รีดไถอีกแล้วอู่จางนั้นมันใจว่าหยางอี้คงจะได้เห็นเหตุการณ์เมื่อครู่แน่นอน
“ฮ่าๆ คุณชายหาก้าผ่านไปจงจ่ายมา 1 แสนเหรียญทองหรือไม่ก็10 แต้ม เป็ค่าผ่านทาง ”
หยางอี้เมื่อได้ฟังก็ชะงักไปครู่หนึ่งแต้มคะแนนสามารถโอนถ่ายให้กันได้ด้วยหรือ เหตุใดจึงไม่มีการแจ้งเมื่อเริ่มเข้าทดสอบ
“พี่ชายหากข้า้าจ่ายเป็แต้มต้องทำอย่างไร ”
หยางอี้ดวงตากระจ่างวูปหนึ่งก่อนจะถามออกไปอู่จิ่วเมื่อได้ยินว่าหยางอี้จะจ่ายเป็แต้มมันยิ่งยิ้มอย่างยินดีจึงได้นำป้ายออกมาแล้วกล่าวกับหยางอี้
“เพียงเ้านำป้ายออกมาติดกันและถ่ายลมปราณเข้าไปก็จะสามารถจ่ายแต้มได้ตามจำนวน”
หยางอี้เมื่อเข้าใจก็ยิ้มขึ้นเล็กน้อยก่อนแววตาจะหรี่เล็กลงจนอู่จางขมวดคิ้วแน่น
“เช่นนั้นเพื่อทดแทนที่พวกเ้าขวางทางทำให้ข้าเสียเวลา 10 แต้มสำหรับการละเว้นโทษ ”
หยางอี้กล่าวออกมาอย่างชัดเจนจนทำให้ผู้คนที่ได้ยินอ้าปากค้างไอ้บ้านี่มันเสียสติหรือไง
อู่จางเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็อารมณ์ขุ่นมัวขึ้นมาทันที มันรอบสำรวจลมปราณหยางอี้แล้วว่าอยู่ในระดับก่อตั้งขั้นกลางเฉกเช่นเดียวกับมันแถมด้านมันยังคงมีคนมากกว่าอย่างเห็นได้ชัดไม่ต้องนับรวมเสี่ยวยิ่งจื้อเลยด้วยซ้ำ
“มารดาเ้าเถอะ สารเลวคง้าถูกทุบตีใช่หรือไม่ หากเ้าไม่จ่ายมา 30แต้มข้าจะทุบตีเ้าจนตาย จัดการมัน ”
อู่จางสั่งการลูกสมุนทันทีพร้อมกับตัวเขาที่พุ่งเข้าหาหยางอี้หมายจะทุบตีด้วยเช่นกันแต่ทว่าก่อนมันจะลงมือกับมีเงาสายหนึ่งมาปรากฏเบื้องหน้าของเขาก่อนจะตบลงไปยังใบหน้าของเขาจนกระเด็นกลิ้งไปกับพื้นทำให้ทุกคนตะลึงจนอ้าปากค้างเพราะผู้ที่ลงมือคือเสี่ยวยิ่งจื้อ
“ขออภัยที่คนของข้าเสียมารยาทต่อคุณชายหยาง ”
บรรยากาศภายในห้องโถงกลายเป็เงียบกริบ ผู้คนต่างตกตะลึงงุนงงกับการกระทำของเสี่ยวยิ่งจื้อไม่เว้นแม้แต่หยางอี้เช่นกัน
“เ้ารู้จักข้า ? ”
หยางอี้กล่าวออกมาอย่างงงๆ ตัวเขาจำได้อย่างแม่นยำว่าพึ่งเคยพบเจอเสี่ยวยิ่งจื้อวันนี้เป็ครั้งแรกแต่เหตุใดเขากลับรู้จักตนเองได้อีกทั้งการกระทำของเสี่ยวยิ่งจื้อยิ่งน่าสงสัย
“ชื่อเสียงของคุณชายหยางโด่งดังไปทั่วเมืองหลวงเหตุใดข้าจะมิรู้จักกัน”
‘โด่งดัง ? คุณชายหยาง ? หยางไหนฟ่ะ’
ความคิดของอันจิ่วและผ็คนอื่นเป็ไปในทิศทางเดียวกันความสงสัยบังเกิดจนมากล้นตัวตนของหยางอี้ที่ทำให้เสี่ยวยิ่งจื้อพูดจาด้วยอย่างเคารพเป็ผู้ใดกันแน่
หยางอี้เมื่อฟังคำของเสี่ยวยิ่งจื้อก็เริ่มลำดับเหตุการณ์ได้อย่างเข้าใจแต่ทว่าความเคลือบแคลงยังคงมีอยู่เพราะว่าบุรุษผมยาวผู้นี้มิน่าจะเคยเห็นเขามาก่อนแต่ทำไมกลับระบุได้ทันทีว่าเขาคือหยางอี้
“ข้ายังคงไม่เข้าใจแน่นอนว่าเ้าและข้าพบกันเป็ครั้งแรกแต่เหตุใดเ้าจึงระบุตัวตนของข้าได้ในทันที”
เสี่ยวยิ่งจื้อเงยหน้าเผยให้เห็นแววตาประหลาดใจเล็กน้อยก่อนจะตอบคำของหยางอี้
“ทางราชวงศ์ได้แจกจ่ายภาพวาดของท่านไปให้แก่ตระกูลใหญ่ทั่วทั้งเมืองหลวงเพื่อป้องกันการผิดพลาดเฉกเช่นตระกูลจุยและไม่ให้เกิดเื่วุ่นวายขึ้นระหว่างทดสอบ”
“บัดซบ ! วุ่นวาย ? หมายถึงข้า ? ”
หยางอี้พลันกล่าวออกมาอย่างไม่พอใจก่อนจะสงบลงแล้วเริ่มครุ่นคิดอีกครั้งหนึ่ง
‘ให้มันได้อย่างนี้สิข้ากลายเป็นักโทษหรืออย่างไรถึงกับต้องส่งภาพวาดข้าไปทั่วเมืองเช่นนี้ดีเหมือนกันหากทางราชวงศ์กระทำการโดยไม่ถามความเห็นข้าเช่นนี้ ข้าก็จะไม่เกรงใจพวกเขาเช่นกันมาดูกันว่าเื่จะให้มีผลประโยชน์ให้ข้ากอบโกยเท่าใดกัน ’
เสี่ยวยิ่งจื้อมองดูหยางอี้อย่างแปลกประหลาดหากให้กล่าวตัวเขาย่อมรู้วีรกรรมของหยางอี้เพราะเหล่าตระกูลใหญ่ต่างรู้ความจริงที่ตระกูลจุยถูกริบรอนอำนาจแต่ทว่าหากให้กล่าวจริงๆหยางอี้คือตัววุ่นวายตามที่เขาสงสัยมิผิดแน่นอน
“เมื่อเื่เป็เช่นนั้นก็ดี ข้าจะไม่พูดมาก ส่งแต้มพวกเ้ามาคนละ 20แต้มและเ้าตัวบัดซบนั่นคือ 40 แต้ม ”
หยางอี้พูดออกมาพร้อมมองไปยังร่างของอู่จางที่กำลังลุกขึ้นมาอย่างงุนงงด้านเสี่ยวยิ่งจื้อเมื่อได้ยินก็ขมวดคิ้วก่อนจะถามออกมา
“มันมิมากไปหน่อยหรือคุณชาย พวกข้าเองก็มิได้คิดจะขวางทางท่าน ”
“เ้าคิดว่าการที่ข้ายืนอยู่ตรงนี้ผ่านไปกี่นาทีแล้วหากไม่มีพวกเ้าขวางทางข้าย่อมไปถึงชั้นที่ 4 แล้วแน่นอนอีกอย่างผู้ใดมันคิดจะปล้นข้าก่อนกัน ”
หยางอี้กล่าวออกมาอย่างเรียบเฉยทำให้เสี่ยวยิ่งจื้อได้แต่ถอนหายใจมันย่อมรู้ดีว่าไม่สามารถต่อกลอนกับหยางอี้ได้และถึงแม้จะสามารถ เขาก็ยังคงไม่อาจฝ่าฝืนคำสั่งได้อยู่ดี
เสี่ยวยิ่งจื้อนำแต้มทั้งหมดออกมาถ่ายโอนให้หยางอี้อย่างไรค่าผ่านทางที่เก็บมาก็มีอยู่ไม่น้อยหากจะถ่ายโอนให้หยางอี้ไปก็มิได้หนักหนาเท่าใดนัก
เหล่าลูกสมุนของเสี่ยวยิ่งจื้อพลันใจชื้นขึ้นมาบ้างเมื่อเสี่ยวยิ่งจื้อนำแต้มส่วนกลางมอบให้กับหยางอี้แทนที่จะเรียกเก็บจากพวกมันหากจะมีคนที่สีหน้าบูดเบี้ยวก็คงมีเพียงอู่จากที่หยางอี้สั่งให้นำแต้มของมันมา 40แต้มมิใช่แต้มกองกลาง
หยางอี้ยิ้มกระหย่อมยินดี คนของเสี่ยวยิ่งจื้อมีถึง 24คน ทำให้หยางอี้ได้รับแต้มมาถึง 500 แต้มโดยหยางอี้แบ่งให้เป่ยลู่ 100 แต้มและเก็บไว้ 400 แต้ม
หลังจากเสร็จสิ้นธุระหยางอี้เดินนำเป่ยลู่ไปยังชั้น 4โดยไม่เสียเวลาทันทีแต่ก่อนจะเหยียบย่างขึ้นไปก็มีเสียงดังขึ้นจากด้านหลัง
“เดี่ยวก่อนน้องชายหยาง ”
หยางอี้หันกลับมาก่อนจะพบว่าผู้ที่พูดขึ้นนั้นคืออันจิ่วเมื่อหยางอี้หันมาอันจิ่วเร่งกล่าวขึ้นในทันที
“พวกข้านั้นหวังว่าท่านจะมีคุณธรรมช่วยเปิดทางนำพวกเราขึ้นไปยังชั้น 4ด้วย ”
หยางอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย แผนการของเขาที่ใช้ให้ผู้อื่นเป็โล่ทำไมหยางอี้จะดูไม่ออกกระทั่งตอนนี้เขายังกล้าให้คำพูดในการกดดันหยางอี้แต่ทว่าเขามิรู้เสียแล้วว่ากำลังเล่นอยู่กับผู้ใด
“40 แต้มสำหรับเ้า และ 10 แต้มสำหรับคนอื่นเพื่อติดตามข้า”
หยางอี้กล่าวออกมาอย่างเมินเฉยแต่ทว่าคำพูดของเขากลับเป็การตบใบหน้าของผู้หวังจะติดตามฉากใหญ่และไม่นานด้วยคำพูดของอันจิ่วเหล่าผู้เยาว์กว่าร้อยคนก็ะโสาบแช่งหยางอี้ไม่หยุดหย่อน
หยางอี้หาได้สนใจไม่เขาเดินตรงไปยังทางขึ้นทันทีก่อนจะหันมาหาเสี่ยวยิ่งจื้อและกล่าวบางอย่างก่อนจะจากไป
“เ้าช่วยบอกพวกโง่นั่นทีสิว่ากำลังถูกเ้านั่นหลอกใช้ ”
หลังจากหยางอี้จากไปเสี่ยวยิ่งจื้อสั่งให้อู่จางไปบอกแก่คนอื่นว่าโดนเ้าอันจิ่วหลอกใช้มาเช่นใดผลจึงทำให้อันจิ่วต้องหลีกหนีการรุมด่าทอไปยังห้องเล็กเพื่อบ่มเพาะพลังทันที
“หัวหน้าจะดีหรอที่ปล่อยมันไปแบบนี้ ”
อู่จางกล่าวถามออกมา
“เ้าโง่แน่นอนว่าในผู้สมัครหลายพันคนนั้นยังมีอีกหลายคนที่สามารถจัดการมันได้แต่ทว่าในจำนวนนั้นไม่ใช่ทั้งเ้าละข้า”
เสี่ยวยิ่งจื้อกล่าวออกมาพร้อมถอนหายใจ แม้แต่นายน้อยของมันยังมิมีความสามารถพอจะจัดการหยางอี้หากจะมีที่พอฟัดพอเหวี่ยงกันคงเป็สหายของนายน้อยมันผู้นั้นที่มีเื้ัไม่แพ้หยางอี้
หยางอี้เมื่อเดินมาถึงทางเข้าชั้นที่ 4ก็เดินฝ่าม่านพลังขึ้นมาทันที
ตึง
อั่กก
หยางอี้นั้นยังคงสามารถยืนอยู่ภายใต้แรงกดดันชั้นที่ 4อย่างสบายแต่ทว่าเป่ยลู่นั้นเมื่อก้าวผ่านม่านพลังมานั้นถึงกับร่างทรุดลงไปนั่งชันเข่ากับพื้นก่อนจะใช้เวลาไม่นานในการปรับลมหายใจและลุกยืนขึ้นมา
หยางอี้มองไปยังเป่ยลู่ที่ร่างกายสั่นเทิ้มจากการทนรับแรงกดดันอันหนักหน่วงเช่นนี้หยางอี้นั้นเข้าใจได้ในทันทีว่าผู้ทดสอบที่ติดอยู่ชั้นที่ 3นั้นแม้จะขึ้นมาได้แต่ก็มิสามารถไปต่อได้ทุกคนแน่นอนบางทีอาจจะมีหลายคนที่ต้องถอยกลับไปด้วยซ้ำในผู้ที่เข้าทดสอบหลายพันคนก็คงมีแต่พวกไก่อ่อนที่โดนรีดไถอยู่ด้านล่างเพราะหากผู้ที่มีพลังพอจะก้าวขึ้นมานั้นพวกของเสี่ยวยิ่งจื้อย่อมมิอาจขัดขวางได้
“นายน้อยข้าคงไปต่อมิไหวแล้ว ข้าจะหาที่เพื่อบ่มเพาะพลังในชั้นนี้ ”
เป่ยลู่กล่าวออกมาซึ่งหยางอี้ก็เข้าใจและไม่คิดจะให้เป่ยลู่ฝืนตามไปด้วยอยู่แล้วทั้งสองนัดเจอกันที่ด้านนอกก่อนที่หยางอี้จะเดินแยกออกมาเพื่อตรงไปยังชั้นที่ 5
ระหว่างทางหยางอี้พบเห็นหลายคนกำลังนั่งบ่มเพาะพลังปราณอยู่ตามแท่นหินต่างๆที่ตั้งกระจายอยู่โดยรอบลานกว้างของชั้นนี้
ผู้เข้าทดสอบต่างไม่มีใครสนใจหยางอี้นักแต่ละคนต่างกอบโกยผลประโยชน์ของตนโดยมิยอมปล่อยเวลาให้สูญเปล่า
หยางอี้เดินผ่านผู้เข้าทดสอบคนอื่นโดยมิสนใจเช่นกันก่อนจะมาหยุดยังประตูบานใหญ่ที่มีม่านพลังกั้นขวางไว้เช่นเดิมหยางอี้แปลกใจไม่น้อยที่ครั้งนี้กลับไม่ต้องขึ้นบันไดแต่กลับพบประตูทางเข้าได้ทันทีชายหนุ่มไม่รอช้าและย่างกายเข้าสู่ชั้นที่ 5ทันที ชั้นที่เป็เขตแดนกั้นขวางระหว่าอัจฉริยะและคนธรรมดาสามัญ
ครึ้ม!
ทันทีที่ย่างกายเข้ามาภายในชั้นที่ 5หยางอี้พลันรู้สึกถึงแรงกดดันอันหนักหน่วงที่ถาโถมเข้ามาทันทีจนชายหนุ่มอดที่จะสบถออกมามิได้
“บ้าจริงหอแห่งนี้มันใช้เกณฑ์อันใดในกายกำหนดแรงกดดันกัน ”
หยางอี้เริ่มหลับตาโคจรพลังปราณเข้าสู่ทักษะซ่อนจันทร์ทันทีด้วยแรงกดดันแรกที่ถาโถมเข้ามาถึงกับทำให้ชายหนุ่มมิอาจก้าวขาออกไปได้หากเปรียบเทียบระหว่างชั้นที่ 5และ 4 แรงกดดันของชั้นที่ 5 นั้นมากกว่าถึง 5 เท่า
เมื่อโคจรพลังปราณไปทั่วร่างกายหยางอี้ค่อยๆลืมตาขึ้นช้าๆพลังแรงกดดันถูกขวางกั้นด้วยพลังปราณอ่อนๆที่ครอบคลุมไปทั่วร่างกายหยางอี้ทำให้ตอนนี้มิได้รับผลกระทบจากแรงกดดันแม้แต่น้อยเช่นตอนแรกที่เข้ามาแล้ว
“ทักษะของอาจารย์สารพัดประโยชน์ดังที่กล่าวโม้ไว้เยอะจริงๆ ”
หยางอี้อดมิที่จะยิ้มออกมาบางๆเมื่อนึกถึงตาแก่ร่างอ้วนที่กล่าวคำโอ้อวดเยินยอตนเองในการสร้างทักษะนี้ขึ้นมาอยู่ถึง3 วัน
และเมื่อแรงกดดันหายไปสมาธิทั้งหมดจึงอยู่กับััพลังปราณธรรมชาติที่อัดแน่นเทียบเท่ากับแรงกดดันชายหนุ่มยิ้มออกมาอย่างยินดีพลังปราณเช่นนี้สามารถทำให้ตัวเขาพัฒนาได้อย่างก้าวะโแน่นอน
หยางอี้เดินไปตามเส้นทางเรื่อยๆก่อนจะพบกับบันไดขนาดใหญ่ที่กว้างสุดสายตาแต่ละขั้นล้วนมีผู้เข้าทดสอบมากมายจับจองเพื่อบ่มเพาะพลังปราณกันอย่างเนื่องแน่นหยางอี้มองแล้วรวมๆชั้นนี้มีผู้เข้าทดสอบอยู่ราวแปดร้อยกว่าคน และแน่นอนว่าพวกเขาทั้งหมดล้วนเป็อัจฉริยะที่ภาคภูมิใจในตัวเอง
ทันทีที่ผู้มาใหม่ก้าวมายืนบันไดชั้นล่างเหล่าอัจฉริยะหลายคนเปิดตาขึ้นเพื่อมองดูสำหรับผู้เยาว์จากต่างเมืองต่างต้องรอบสำรวจหยางอี้อยู่แล้วเพราะทุกคนในที่นี้คือคู่แข่งกันทว่าเหล่าอัจฉริยะแนวหน้าของเมืองหลวงเมื่อเห็นหยางอี้ต่างละความสนใจไปในทันที พวกเขาเชื่ออยู่แล้วว่าหยางอี้ที่สามารถเอาชนะจุยสงที่ถือครองทวนโลหิตทมิฬขณะคลุ้มคลั่งได้ย่อมต้องมาถึงชั้นนี้เป็แน่อีกทั้งยังมีค่ำสั่งห้ามยุ่งกับเขาจากทางราชวงศ์จึงมิมีผู้ใดคิดจะข้องเกี่ยวกับหยางอี้
ตอนนี้เวลาผ่านมาเกือบครึ่งชั่วยามแล้วหยางอี้มิ้าเสียเวลาอีกต่อไปจึงเดินมุ่งหน้าขึ้นสู่บันไดเพื่อก้าวเข้าสู่ชั้นที่6 ทันที
ขณะก้าวผ่านแต่ละชั้นหลายคนจ้องมองหยางอี้อย่างตะลึงเพราะทุกย่างก้าวของเขาเป็ไปอย่างเรียบง่ายและผ่อนคลายราวกับแรงกดดันของชั้นนี้มิสามารถทำอะไรเขาได้เลยแม้แต่น้อย
ตึก ตึก ตึก
ไม่นานหยางอี้ก็ก้าวมาสู่ชั้นบนสุด เบื้องหน้าปรากฏประตูบานใหญ่และม่านพลังที่กั้นขวางระหว่างชั้นที่5 และ 6 เอาไว้เหล่าผู้เยาว์หลายคนต่างเริ่มให้ความสนใจกับหยางอี้ที่บัดนี้ยืนอยู่หน้าประตูแล้ว
“เฮ้ๆ เ้านั่นมันใครกัน คิดจริงๆหรือว่าจะผ่านไปได้ ”
“ฮ่าๆ มารอดูผลกันดีกว่า ข้าไม่คิดว่าจะมีสัตว์ประหลาดอีกตนโผล่ออกมาหรอกนะ”
แม้จะสนใจแต่นั่นกับเป็การรอคอยดูเื่ตลกเสียมากกว่าหลายคนในที่นี้เคยลองพยายามผ่านม่านพลังนี้ไปแล้วแต่สุดท้ายก็โดนดีดจนกระเด็นกลิ้งไปตามบันไดอย่างน่าอนาถและพวกเขาทุกคนที่นี่ต่างอยู่ในขั้นปลายของปราณตั้งจิตกระทั่งบางคนครึ่งก้าวสู่ปฐียังมิอาจฝ่าม่านพลังนี้ไปได้แต่กลับััที่พวกเขาได้รับจากหยางอี้คือ ก่อตั้งจิตระดับ 6ยังไม่บรรลุถึงขั้นสูงเสียด้วยซ้ำ
“เ้าพวกโง่คิดจริงๆหรือว่ามันไม่อาจผ่านไปได้ ”
หนึ่งในผู้เฝ้ามองคนหนึ่งกล่าวขึ้นมาขณะมองเหยียดไปยังสองคนที่กล่าวมาก่อนหน้านี้แน่นอนว่าเขาคือหนึ่งในผู้เยาว์ของเมืองหลวงที่ได้รับรู้วีรกรรมของหยางอี้
“บัดซบ ! เ้าตาถั่วหรือไง อย่างเ้าสารเลวนั่นนะเรอะจะผ่านไปได้ ”
หนึ่งในผู้โดนดูถูกกล่าวออกมาอย่างเดือดดาล ทว่าผู้เยาว์ของเมืองหลวงกลับยิ้มเยอะก่อนจะกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง
“เ้าบ้านนอก ข้าขอพนัน 20 แต้มว่าเขาจะผ่านไปได้เ้ากล้าไหมล่ะ”
“ฮ่าๆ ย่อมได้หากเ้ามีแต้มเหลือขนาดทิ้งขว้างเช่นนั้นข้าก็มิขัดข้อง”
เขายิ้มออกมาอย่างยินดีและกล่าวออกมาทำให้เรียกความสนใจของหลายๆคนบริเวณใกล้เคียงไม่นานเหล่าผู้เยาว์ของเมืองหลวงคนอื่นล้วนไม่ยินดีที่ผู้ท้าพนันคนแรกจะได้รับโชคแค่คนเดียวจึงเริ่มหาคู่พนันกับพวกที่เดินทางมาจากต่างเมืองทันที
ภายในห้องประชุมใหญ่ของห้องโถงชั้นหนึ่งเหล่าผู้าุโและศิษย์บางส่วนของสำนักกำลังติดตามการเคลื่อนไหวของผู้เข้าทดสอบอย่างใกล้ชิดผ่านกระจกบานใหญ่ที่ระบุถึงตำแหน่งของแผ่นป้ายแต่ละอันโดยมีชื่อและแต้มเป็ตัวบ่งชี้ถึงผู้เข้าทดสอบ
ผู้าุโจางผู้คุมการทดสอบที่หนึ่งนั่งยิ้มอย่างพอใจขณะจ้องมองไปยังกระจกตำแหน่งที่มีป้ายระบุตัวตนอยู่ 6อัน เพราะนั่นคือชั้นที่ 6
“ฮ่าๆ ดูเหมือนปีนี้วิหาร์ของเราจะโชคดีไม่น้อยที่ได้สัตว์ประหลาดพวกนี้มาถึง6 คน ”
เหล่าผู้าุโต่างเอ่ยชมเชยอย่างยินดีเช่นกันวิหาร์นั้นมิได้รับศิษย์อัจฉริยะจำนวนมากแบบนี้มาหลายปีแล้ว ในปีก่อนๆอย่างมากก็ไม่เกิน2 คนที่ไปถึงชั้นที่ 6 ได้ กระทั้งชั้นที่ 5 ยังมีถึง 800 กว่าคนจึงทำให้พวกเขาล้วนยินดีกันมิน้อย
ศิษย์คนหนึ่งได้ฟังขึ้นก็ได้แต่ยิ้มเหยเกก่อนจะเอ่ยถามบางเื่ออกไป
“ผู้าุโจางปีนี้เพียงการทดสอบแรกก็มีการถ่ายโอนแต้มแล้วจะให้ทำอย่างไรกับผู้เปิดเผยเื่นี้ดีขอรับ”
“หืม เื่เล็กน้อยเช่นนั้นปล่อยมันไปเถอะตอนนี้ข้ากำลังอารมณ์ดีอยู่ดีเสียอีกที่มีคนปล่อยข่าวไปการทดสอบจึงได้เข้มข้นเช่นนี้ ฮ่าๆ ”
เหล่าศิษย์ที่ติดตามมาช่วยงานต่างยิ้มเจื่อนทุกคนรู้ดีถึงนิสัยของผู้าุโจางจึงได้แต่ปล่อยผ่านเื่นี้ไป
“นั่น ! ”
ศิษย์บางคนกล่าวออกมาเสียงดังทำให้เหล่าผู้าุโหันมามองอย่างตำหนิก่อนที่าุโจางจะตวาดออกมาเสียงดัง
“สารเลว จะะโหาบิดาเ้าเรอะ ”
“มีคนขึ้นมายังชั้นที่ 6 ขอรับ ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเหล่าผู้าุโต่างหันไปมองยังกระจกบานใหญ่อย่างพร้อมเพรียงก่อนที่าุโจางจะกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ
“ฮ่าๆ ในที่สุดเ้าก็มา ”
ครึ้ม !!
บัดนี้หยางอี้กำลังโคจรพลังปราณอย่างยากลำบากเหตุเพราะทันทีที่ก้าวผ่านมายังชั้นที่ 6เกราะปราณที่ใช้ในการป้องกันแรงกดดันของชั้นที่ 5 เริ่มปริแตกออกอย่างรวดเร็วและหากมันสูญสลายไปเมื่อใดแน่นอนว่าชายหนุ่มต้องได้รับาเ็ภายในเป็แน่
หยางอี้มิก้าวเท้าไปยังด้านหน้าอีกต่อไปชายหนุ่มเลือกที่จะนั่งลงหน้าประตูและเริ่มโคจรพลังปราณตามแบบทักษะซ่อนจันทร์ทันทีไม่นานใบหน้าที่ขาวซีดและชุ่มไปด้วยเหงื่อก็เริ่มมีเืฝาดขึ้นมาบ้างเล็กน้อยหยางอี้ค่อยๆลืมตาขึ้นและมองไปยังสายตาทั้ง 6คู่ที่กำลังจดจ้องมาที่เขา
ชาย 3 และหญิง 1 คนนั่งอยู่ในระนาบเดียวกับเขาและอีกหนึ่งหญิงหนึ่งชายนั่งอยู่บริเวณกลางห้องโถงห่างออกไปบ่งชี้ถึงระดับที่เหนือกว่าทั้ง 4 คนรวมถึงตัวหยางอี้อย่างชัดเจน
“เฮ้ ๆ ใครกันล่ะนั่น ”หนึ่งใน 4 คนที่อยู่ในระนาบเดียวกับหยางอี้พูดขึ้นมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“เขามีนามว่าหยางอี้ มาจากเมืองธารา์”ผู้เยาว์ใบหน้าคมคายร่างกำยำตอบออกมา
“หืมม ข้าคิดว่าเป็คนจากเมืองหลวงของเ้าเสียอีกเปียวเหว่ย ”ผู้เยาว์ร่างเล็กกล่าวขึ้นมาบ้างก่อนที่เสียงอิสตรีหนึ่งเดียวในกลุ่มจะพูดออกมาบ้างก่อนนางจะหลับตาลงเข้าสู่การบ่มเพาะอีกครั้ง
“พวกเ้าเอาเวลามาสนใจตัวเองก่อนไหม ”
หยางอี้ได้ฟังการสนทนานั้นอยู่บ้างแต่ก็มิได้ใส่ใจนักทว่าชายหนุ่มกับให้ความสนใจกับสองคนที่อยู่ตรงกลางห้องเสียมากกว่าพวกเขาเพียงลืมตามองหยางอี้แค่ชั่วครู่เท่านั้นก่อนจะมิได้สนใจอีก
‘4 คนตรงนี้ดูเหมือนจะอยู่ขั้นปฐีระดับหนึ่งใกล้จะระดับสองแล้วส่วนสองคนนั้นคงใกล้จะบรรลุระดับ 3 แล้ว ’
หยางอี้พลันฮึกเหิมขึ้นมาบ้างเหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่ก้าวล้ำเหนือผู้อื่นล้วนเป็แรงบันดาลใจให้แก่ผู้อื่นเสมอมาจะมีสักกี่คนในรอบร้อยปีนี้ที่มิได้อยู่ในสำนักใหญ่แต่กลับก้าวถึงระดับปฐีก่อนอายุ20 ปี
หยางอี้เลิกสนใจทุกสิ่งรอบตัวและเริ่มทำความเข้าใจกับแรงกดดันตามเคล็ดซ่อนจันทร์ทันทีเป้าหมายของชายหนุ่มคือห้องเล็กห่างออกไปทางด้านข้าง หยางอี้จำเป็ต้องเข้าสู่มิติพิเศษและตัวเขาเองยังมิแน่ใจนักว่าเมื่อเข้าสู่ภายในแล้วด้านนอกจะเป็อย่างไรแต่ที่สำคัญเมื่อเข้าสู่มิติพิเศษแล้วตัวเขาล้วนอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถป้องกันตัวเองได้อย่างเต็มที่
เมื่อหยางอี้คุ้นชินแล้วหยางอี้ก็ลุกขึ้นทันทีเพื่อมุ่งหน้าไปยังห้องเล็กๆด้านข้างสุดทางเป็เหตุให้อีก4 คนลืมตาขึ้นมองดูอีกครั้งเมื่อหยางอี้เคลื่อนไหวคราแรกพวกเขาใอยู่บ้างแต่เมื่อเห็นทิศทางที่หยางอี้ก้าวไปพวกเขาก็เลิกใส่ใจเพราะดูเหมือนหยางอี้เพียงขยับห่างออกไปเท่านั้นมิได้ก้าวล้ำเกินหน้าพวกเขาแม้แต่น้อย
เมื่อเข้ามาภายในห้องชายหนุ่มไม่รีรอเริ่มทำสมาธิเข้าสู่การบ่มเพาะในมิติพิเศษทันทีตอนนี้เวลาเหลือเพียงครึ่งชั่วยามเท่านั้นแต่ก็มากพอแล้วที่จะทำให้ชายหนุ่มไปถึงครึ่งก้าวสูปฐีเป็อย่างน้อย
ณห้องโถงชั้นที่หนึ่งตอนนี้มีหลายคนแล้วที่ออกจากการทดสอบเมื่อครบตามเวลาที่าุโจางกำหนดมีทั้งคนที่ใบหน้าดำคล้ำด้วยความผิดหวังและคนที่ลิงโลดไปด้วยความยินดี
กำหนดเวลาสิ้นสุดการทดสอบเหลืออีกเพียงไม่นานตอนนี้เหล่าผู้าุโและศิษย์จากสำนักต่างเร่งรีบเตรียมการทดสอบถัดไปกันอย่างวุ่นวายส่วนผู้าุโจางนั้นเมื่อหมดหน้าที่คุมการทดสอบที่หนึ่งแล้วก็มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทดสอบต่อไปอีกแต่อย่างใดทว่าตอนนี้ภาพแปลกประหลาดกับปรากฏขึ้นในสายตาของเหล่าศิษย์จนพวกเขาล้วนตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
“ฮี่ๆ ท่านปู่ข้าอยากขี่คอท่านอีก นะนะนะเ้าค่ะ ”
“ฮ่าๆ แม่หนูน้อยนี่ มาท่านปู่คนนี้จะพาเ้าไปเดินเล่นข้างนอกเอง ”
าุโจางกล่าวออกมาก่อนจะยกเด็กน้อยที่กำลังเล่นเคราของเขาขึ้นไปขี่คอและพาออกเดินไปภายนอกหอทดสอบ
“แม่หนูนั่นเป็ใครกัน ”
“ข้าไม่คิดว่าผู้ที่โเี้เช่นนั้นจะมีด้านนี้กับคนอื่นด้วย ”
“นี่ข้าฝันไปรึเปล่าเนี่ย ”
เหล่าผู้คนที่รู้จักถึงนิสัยใจคอของาุโจางต่างเริ่มนินทากันเมื่อได้เห็นชายหน้าเหี้ยมพาแม่หนูน้อยขี่คอหัวเราะร่าเดินไปตามทางช่างเป็ภาพที่แปลกตายิ่งนัก
ภายในห้องลับของตึกตระกูลจุย ปรากฏคน 2คนกำลังยืนสนทนากันอยู่ หนึ่งคือจุยจีและอีกหนึ่งคือชายสวมชุดคลุมสีดำยาวปกปิดทั้งตัว
“เ้ามีปัญหาหรือไม่กับภารกิจที่ได้รับ ”
ชายในชุดคลุมกล่าวออกมาอย่างเรียบเฉย
“เื่นั้นไม่มีปัญหา แต่ว่าพวกท่านแน่ใจนะว่าแผนการนี้จะสำเร็จแน่นอน”
จุยจีกล่าวถามออกมาอีกครั้งเพื่อความมั่นใจการลงมือครั้งนี้ส่งผลต่อการอยู่รอดของคนทั้งตระกูลจุยมันจะกระทำการโดยขาดความรอบครอบมิได้
“เฮอะ เ้าคิดว่ากำลังพูดสิ่งใดอยู่ ”
ชายในชุดคลุมกล่าวออกมาอย่างไม่พอใจพร้อมกลับปล่อยแรงกดดันออกมาจนจุยจีหน้าซีดเผือดก่อนจะหยิบกล่องไม้สีดำออกมาส่งให้กลับจุยจี
“นี่คือสิ่งที่จะช่วยให้เ้าทำงานได้ง่ายขึ้น ”
“เช่นนั้นเมื่อถึงวันที่พระราชวังศ์ต้องห้ามเปิดออกข้าจะลงมือทันทีขอให้ท่านรักษาสัญญาในการดูแลคนของตระกูลข้าด้วย”
“แน่นอนเ้ามิต้องห่วงเื่นั้น เพียงทำงานของเ้าให้ลุล่วงก็พอ ”
ชายในชุดคลุมกล่าวออกมาก่อนจะหันหลังและเดินจากไป
“หวังว่าการตัดสินใจของข้าจะถูกต้อง ”
จุยจีกล่าวออกมาพร้อมมองไปยังเื้ัของชายชุดคลุมสีดำที่มีตัวอักษรสีแดงปักอยู่สามคำ
“สังหารฟ้า ”
***
ปัง !
เสียงการทะลวงระดับลมปราณดังลั่นภายในตันเถียนของหยางอี้จนส่งผลให้ร่างกายของชายหนุ่มสั่นเทิ้มไปด้วยความยินดีกระแลสมปราณที่ปล่อยออกมาจากร่างของเขาบัดนี้หนาแน่นขึ้นกว่าเก่าหลายเท่านักผิวกายถูกผลัดเปลี่ยนจนขาวเนียนทว่าแข็งแกร่งดุจหินผากระดูกและเส้นเอ็นถูกสร้างขึ้นใหม่จนแข็งแกร่งดังเหล็กกล้ากระบวนการต่างๆเกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าบัดนี้ชายหนุ่มก้าวเข้าสู่วิถีแห่งเซียนอย่างถ่องแท้แล้วระดับปฐีขั้นที่ 1 ชนชั้นของผู้มุมานะที่จะก้าวเข้าสู่การฝึกฝนลมปราณอย่างแท้จริง
หยางอี้ค่อยๆลืมตาขึ้นเมื่อออกจากมิติพิเศษััของชายหนุ่มกลายเป็เด่นชัดขึ้นจนสามารถััถึงสิ่งที่อยู่รอบกายได้อย่างชัดเจนบัดนี้หยางอี้สามารถทนรับแรงกดดันของชั้นนี้ได้อย่างไม่มีปัญหาอีกต่อไปแล้ว
“มิน่าเชื่อว่าข้าจะทะลวงเข้าสู่ขั้นปฐีได้ 4 สำนักใหญ่ที่สามารถสร้างสถานที่แห่งนี้ขึ้นมาได้นับว่าน่ากลัวอย่างแท้จริงข้ามิแปลกใจเลยที่พวกเขาอยู่เหนือคนทั้งจักรวรรดิเมฆาเหิน ”
หยางอี้ััได้ทันทีว่าตอนนี้ในชั้นที่ 6เหลือเขาอยู่เพียงผู้เดียว ดูเหมือนอีก 6 คนจะถูกส่งออกไปตามเงื่อนไขของเวลาแล้วและอีกเพียงไม่นานหยางอี้ก็จะถูกส่งออกไปเช่นกัน
หยางอี้ใช้เวลาที่เหลือเล็กน้อยนี้ในการเดินสำรวจชั้นที่ 6เพื่อหวังว่าจะโชคดีได้รับบางอย่างติดมือก่อนจะออกไป
‘ตามที่คิด ยิ่งเดินเข้ามาลึกแรงกดดันยิ่งมากขึ้นทั้งสองคนที่มาถึงกลางห้องได้นับว่าไม่ธรรมดาเลย ’
หยางอี้ลอบชื่นชมในความสามารถของผู้เยาว์ทั้งสองที่ก้าวมายังกลางห้องได้ตัวเขาในตอนนี้แม้จะอยู่ในขั้นปฐีแต่หากปราศจากทักษะซ่อนจันทร์เขาเองก็มิแน่ใจนักว่าจะสามารถเดินมายังจุดนี้ได้
หลังจากใช้เวลาเดินสำรวจจนทั่วห้องโถงหยางอี้ก็ได้แต่ผิดหวังเพราะนอกจากแรงกดดันที่มากขึ้นแล้วเขามิได้พบอะไรอีกเลยทว่าห้องโถงนี้เป็เพียงส่วนหนึ่งของชั้นที่ 6เท่านั้น เมื่อเดินไปยังสุดโถงหยางอี้พบว่ายังมีทางเชื่อมต่อออกไปอีกแต่ด้วยกระแสลมปราณและแรงกดดันอันเกรี้ยวกราดทำให้ชายหนุ่มไม่เสี่ยงเดินฝ่าเข้าไป
วูปปป
แสงสีทองส่องสว่างออกมาจากป้ายข้างเอวของชายหนุ่มก่อนที่แสงนั้นจะครอบคลุมรอบตัวและส่งเขาออกมายังห้องโถงใหญ่ของชั้นที่หนึ่ง
หยางอี้ค่อยๆลืมตาขึ้นเมื่อััได้ถึงผู้คนรอบข้างที่บ่งบอกว่าตัวเขาได้ออกจากการทดสอบแล้วพร้อมๆกับเสียงของผู้าุโจางที่ประกาศสิ้นสุดการทดสอบ