ความมุ่งมั่นตั้งใจของซ่งไป่หลางยิ่งทวีคูณมากขึ้นไปอีกหลายเท่าตัวไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใดสุดท้ายซ่งไป่หลางก็สามารถฝ่าค่ายกลไปได้อีกจำนวนมาก ในที่สุดเด็กหนุ่มได้มาถึงจุดที่มีพลังิญญารวมตัวกันอย่างหนาแน่นภายในซากวิหารเป็ผลสำเร็จ
แม้จะเหน็ดเหนื่อยอ่อนแรงเพียงใดแต่ภาพของสิ่งที่อยู่ตรงหน้ากลับทำให้ซ่งไป่หลางรู้สึกตื่นเต้นจนลมหายใจถี่กระชั้น
“นี่ก็คือ สมบัติที่ถูกเก็บซ่อนเอาไว้”
เห็นได้ชัดว่าพลังิญญาของสถานที่แห่งนี้มีความเข้มข้นเป็อย่างมากมากยิ่งกว่าระดับขั้นเที่ยงแท้ มากจนถึงขั้นเหนืุ์หรืออาจจะเข้มข้นยิ่งกว่า
“สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเ้าเป็เพียงภาชนะเท่านั้นหาใช่สมบัติแต่อย่างใด”น้ำเสียงแก่ชราทว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังดังขึ้นจากด้านหลังของซ่งไป่หลางเด็กหนุ่มสั่นสะท้านรีบโคจรลมปราณร่ายวิชาฝ่ามือบัว์ออกไปโดยสัญชาตญาณ
เปรี้ยง!! เงาของดอกบัวฟาดปะทะกับผนังด้านหนึ่งของวิหารทว่ากลับทำได้เพียงสร้างร่องรอยเล็กน้อยเอาไว้และมันก็สลายไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน
ภาพเรือนลางของชายชราปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า“ไม่ต้องใไปข้าเป็เพียงเศษเสี้ยวจิติญญาที่หลงเหลืออยู่เพื่อถ่ายทอดเื่ราวของสิ่งที่ถูกเก็บรักษาเอาไว้เท่านั้น”
เซี่ยหยางหัวเราะเบาๆ “เป็อย่างที่ิญญาตาแก่นี่พูดเ้าหนูไม่จำเป็ต้องกังวล พลังิญญาที่เหลืออยู่ของตาแก่นี่ไม่มากพอที่จะสังหารระดับก่อกำเนิดขั้นห้าด้วยซ้ำ”
เมื่อได้รู้เช่นนี้ซ่งไป่หลางจึงรู้สึกวางใจได้“ผู้าุโที่แท้ท่านเป็ใคร และสมบัติที่ถูกรักษาเอาไว้ที่วิหารแห่งนี้คือสิ่งใด”
ชายชราสะบัดมือเบาๆหนึ่งครั้งภาพเลือนรางสายหนึ่งพลันปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่ารอบด้าน “เด็กน้อยข้ารับรู้ได้ถึงตัวตนของเ้าจากวิชาฝ่ามือบัว์แม้จะมีรูปแบบแตกต่างไปบ้างทำให้วิชากลายเป็อ่อนแอกว่าเดิมเล็กน้อยทว่านั่นคงเพราะเคล็ดวิชาส่วนหนึ่งสูญหายไปตามกาลเวลาอย่างไรก็ตามนั่นไม่ใช่เื่สำคัญ”
ภาพของซากปรักวิหารค่อยๆฟื้นฟูจนกลับกลายมาเป็วิหารอันงดงามใหญ่โตปรากฏขึ้นต่อหน้าของซ่งไป่หลาง“ข้าเองเฝ้ารักษาสถานที่แห่งนี้มาอย่างยาวนานไม่อาจรับรู้ได้ว่าสภาพภายนอกของนิกายเป็อย่างไร ทว่าสิ่งหนึ่งที่ข้าสามารถบอกแก่เ้าก็คือเดิมทีวิหารแห่งนี้คือวิหารหลักของนิกายเป็ที่พำนักของเ้านิกายรวมทั้งเก็บสมบัติศักดิ์สิทธิ์ของนิกายเอาไว้”
“หรือแท้จริงแล้วผู้าุโก็คืออดีตเ้านิกาย” ซ่งไป่หลางอุทาน
ชายชราได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมา“ฮ่าๆ เ้าทายผิดแล้วเด็กน้อยข้าเป็เพียงผู้รับใช้คนหนึ่งของนิกายเท่านั้น”
แม้อีกฝ่ายจะเอ่ยว่าตนเองเป็ผู้รับใช้ทว่าบุคลิกลักษณะรวมทั้งความองอาจเย่อหยิ่งที่แฝงอยู่ทำให้ซ่งไป่หลางรู้สึกไม่เชื่อถือเท่าใดนัก
‘เ้าหนู จากการประเมินของข้าิญญาดวงนี้ตอนที่ยังมีชีวิตน่าจะมีพลังระดับไม่ต่ำกว่าขั้นรวมิญญา่กลาง’ เซี่ยหยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบายๆ
‘รวมิญญา่กลาง’ ซ่งไป่หลางใจสั่นสะท้านหากคนระดับนี้ยังเป็เพียงผู้รับใช้จริงเช่นนั้นแล้วนิกายบัว์ในอดีตจะมีระดับสูงส่งเพียงใด
“จะว่าไปก็น่าประหลาดใจนัก ค่ายกลต่างๆที่เฝ้าสถานที่แห่งนี้แม้จะถูกสร้างขึ้นอย่างเร่งร้อนและไม่ได้เตรียมการให้สมบูรณ์ทว่าระดับของพวกมันน่าจะสามารถป้องกันไม่ให้คนที่มีระดับต่ำกว่าขั้นเหนืุ์เข้ามาที่นี่อันที่จริงด้วยพลังระดับก่อกำเนิดของเ้าแทบเป็ไปไม่ได้ด้วยซ้ำที่จะทนรับพลังิญญาของสถานที่แห่งนี้ไหว”ชายชราเองก็เพิ่งจะตระหนักได้ถึงความผิดปกติของซ่งไป่หลาง
ชายชราหลับตาลงทำท่าคล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างก่อนจะลืมตาขึ้นด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “เกิดอันใดขึ้นในบรรดาคนทั้งหมดที่เข้ารับการทดสอบของวิหารกลับมีเพียงระดับเที่ยงแท้เท่านั้นเหตุใดจึงไม่มีระดับเหนืุ์ขึ้นไปแม้แต่คนเดียว”
ดูเหมือนดวงิญญาของเขาจะมีความเกี่ยวพันกับสถานที่แห่งนี้อย่างลึกซึ้งถึงขนาดรับรู้ได้ว่าคนทั้งหมดในวิหารมีระดับพลังเท่าใด
“เ้าหนู จงบอกเล่าแก่ข้าใน่เวลานี้นิกายบัว์ของเรามีฐานะเช่นใดแน่”
เห็นสีหน้าตื่นตระหนกและกระวนกระวายใจของผู้เฒ่าตรงหน้าทำให้ซ่งไป่หลางอดไม่ได้ที่จะบอกเล่าความจริงต่ออีกฝ่าย
“ท่านผู้เฒ่า ข้าไม่รู้ว่านิกายบัว์ที่ท่านรู้จักเป็เช่นไรแต่นิกายบัว์ที่ข้ารู้จักเวลานี้ เป็นิกายขนาดใหญ่ของเมืองบัว์ สังกัดแคว้นสิบนภาเมื่อเปรียบเทียบกับนิกายใหญ่อื่นๆของแคว้นแล้วถือว่านิกายเราอยู่อันดับที่หก”
“แคว้นสิบนภาอันใดกัน”เห็นได้ชัดว่าชายชราผู้นี้ไม่รู้จักการแบ่งแยกแคว้นในยุคปัจจุบัน “เอาเถอะ ถ้าเช่นนั้นขอถามอีกข้อหนึ่งใน่เวลานี้ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในนิกายเป็ใคร และมีระดับพลังเท่าใด”
ซ่งไป่หลางเงียบขบคิดเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตอบ“แข็งแกร่งที่สุดย่อมต้องเป็ท่านเ้านิกายก่อนหน้านี้ข้าได้ยินข่าวลือว่าท่านกำลังเก็บตัวบ่มเพาะพลังเพื่อก้าวข้ามเข้าสู่ระดับเหนืุ์นอกจากท่านเ้านิกายแล้วที่เหลือล้วนเป็ผู้าุโอันดับสูงของนิกายพลังระดับห้าเที่ยงแท้อีกสิบท่าน”
สีหน้าของผู้เฒ่าพลันแปรเปลี่ยนเป็ซีดขาวแม้จะเป็เพียงิญญาที่ไม่มีเืหน้าทว่าท่าทีหมดอาลัยตายอยากของเขากลับฉายแสดงออกอย่างชัดเจน
“ไม่นึกว่าสิ่งที่ท่านเ้าหวาดกลัวจะมาถึงจริงๆ คราแรกที่ข้าได้ยินการทำนายถึงวิกฤติของนิกายข้าคิดว่ามันเป็เพียงความรู้สึกวิตกจริตของท่านเ้าเท่านั้นทว่าในวันนี้มันกลับเกิดขึ้นจริงๆ”
“ผู้าุโ ท่านเ้าที่ท่านหมายถึงคือผู้ใด”
ผู้เฒ่ามีสีหน้าขมขื่นอธิบายว่า “ข้าย่อมเอ่ยถึงท่านเ้านิกายทว่าเป็ท่านเ้านิกายในอดีตในยุคที่นิกายของเรารุ่งเรืองที่สุด ”
ในยุคสมัยพันกว่าปีก่อนนิกายบัว์เคยเป็นิกายที่มีอำนาจปกครองยิ่งใหญ่เหนือทวีปหมื่นดาราซึ่งภายหลังทวีปหมื่นดาราได้ถูกแบ่งแยกออกเป็ส่วนย่อยมากกว่าสิบทวีป หนึ่งในนั้นคือทวีปห้าสมุทรอันเป็ที่ตั้งของแคว้นสิบนภาในปัจจุบัน
เวลานั้นดินแดนแห่งนี้มีระดับสูงส่งมากกว่าในปัจจุบันมากนักและนิกายบัว์เองก็แทบจะอยู่เหนือทุกขั้วอำนาจในดินแดนแห่งนี้ แม้แต่ผู้รับใช้ของนิกายเช่นชายชราที่อยู่ต่อหน้าซ่งไป่หลางก็ยังเป็ถึงระดับรวมิญญา
วิชาของนิกายส่วนมากเป็ถึงวิชาระดับ์นี่จึงเป็เหตุผลที่ทำให้เซี่ยหยางััได้ถึงความผิดปกติของวิชาในนิกาย
ในยุคที่รุ่งเรืองที่สุดหยูซินเฉิงอัจฉริยะในรอบพันปีของนิกายได้ทะยานขึ้นสู่ระดับที่เหนือกว่าทุกคนในดินแดนกลายเป็ดั่งตำนานที่มีชีวิต และได้รับตำแหน่งเ้านิกายในยุคเวลานั้น
หยูซินเฉิงถึงขนาดประกาศกร้าวว่าจะนำพานิกายก้าวไปยังดินแดนที่สูงส่งยิ่งขึ้นเทียบชั้นได้กับดินแดนศักดิ์สิทธิ์
เซี่ยหยางพลันอุทานออกมาด้วยความตกตะลึงไม่คาดว่าดินแดนแห่งนี้ในอดีตถึงขนาดกล้าเทียบชั้นกับแดนศักดิ์สิทธิ์ได้ ทว่าเมื่อรับฟังมาถึงจุดนี้แม้แต่เขาก็พอจะคาดเดาได้แล้วว่าเหตุใดดินแดนแห่งนี้จึงได้ตกต่ำลง
ใน่เวลาที่หยูซินเฉิงกำลังดำรงตำแหน่งเ้านิกายความอาจหาญและเย่อหยิ่งของเขาได้ถูกล่วงรู้โดยผู้คนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์และในตอนนั้นหนึ่งในแปดตระกูลรับใช้ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้ปรากฏตัวขึ้นเพื่อประกาศคำเตือนแก่นิกายบัว์
ผิดคาดที่แทนที่หยูซินเฉิงจะรู้สึกหวาดหวั่นเขากลับโต้ตอบตระกูลรับใช้ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์อย่างไม่ไว้หน้า ถึงขั้นลงมือต่อสู้กันและหยูซินเฉิงก็สามารถเอาชนะได้ในตอนท้ายเื่นั้นกลายเป็ตำนานการต่อสู้อันยิ่งใหญ่ที่ถูกจารึกเอาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของนิกาย
ทว่าขณะเดียวกันมันก็เป็จุดเริ่มต้นของหายนะทั้งหมดหยูซินเฉิงเป็คนมุทะลุอารมณ์ร้อน ทว่าไม่ได้โง่เขลาเขาย่อมรู้ดีว่าตนเองได้ล่วงเกินดินแดนศักดิ์สิทธิ์มากเกินไปแล้วยังรวมไปถึงตระกูลศักดิ์สิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่การถูกนิกายจากดินแดนที่มีระดับต่ำกว่าประกาศว่าจะเทียบชั้นทำให้เกิดคลื่นกระเพื่อมเล็กๆขึ้นในตระกูลอย่างช่วยไม่ได้
สีหน้าของชายชรามืดหม่น “ข้ายังจดจำวันนั้นได้เป็อย่างดีท่านเ้าได้เรียกข้าเข้าไปพบพร้อมกับถ่ายทอดแผนการต่อข้า ตอนนั้นท่านเ้าบอกว่าคนของตระกูลศักดิ์สิทธิ์กำลังจะมาและหากมาถึงเมื่อไหร่ นิกายบัว์อาจจะต้องสูญหายไปจากโลกใบนี้ตลอดกาลทว่าวิธีเดียวที่จะช่วยทำให้นิกายรอด นั่นก็คือการยอมตกต่ำลง่เวลาหนึ่งจากนั้นจึงค่อยฟื้นคืนกลับมาดังเดิม”
คำว่าตกต่ำของหยูซินเฉิงย่อมไม่ได้หมายถึงการตกต่ำไปเพียงแค่เล็กน้อยทว่ากลับเป็การตกต่ำอย่างถึงที่สุดตัวแทนของตระกูลศักด์สิทธิ์ได้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งหยูซินเฉิงได้เข้าต่อสู้ต้านทานอย่างสุดกำลังทว่าท้ายที่สุดแล้วก็ไม่อาจเอาชนะตระกูลศักดิ์สิทธิ์ได้หลังจากนั้นเกรงว่าดินแดนแห่งนี้คงถูกลงโทษจากตระกูลศักดิ์สิทธิ์เหล่ายอดฝีมือที่มีระดับพลังสูงกว่าขั้นเหนืุ์ถูกกวาดล้างไปจนแทบหมดสิ้น นิกายบัว์ที่เคยยิ่งใหญ่ก็ถูกทำลายจนกลายเป็นิกายกระจอกๆทั่วไปวิชาระดับสูงแทบทั้งหมดถูกทำให้เสียหายกลายเป็เพียงวิชาที่เต็มไปด้วยความผิดพลาด
“ก่อนที่การต่อสู้จะจบลงท่านเ้าได้แอบส่งมอบตราหยกให้กับข้าอย่างลับๆในตราหยกนี้บันทึกความคาดหวังรวมไปถึงเก็บสมบัติลับของท่านเ้าเอาไว้ท่านเอ่ยว่าวันใดที่ตราหยกนี้ได้รับเ้าของใหม่นิกายบัว์ก็มีความหวังที่จะฟื้นคืนขึ้นมาใหม่”
ตราหยกที่เขากล่าวถึงแน่นอนว่าต้องเป็สิ่งที่ถูกเก็บรักษาเอาไว้ในสถานที่แห่งนี้
“ท่านเอ่ยว่าตราหยกเป็เพียงภาชนะ เช่นนั้นแปลว่าสมบัติที่แท้จริงถูกเก็บเอาไว้ในนั้นงั้นหรือ” ซ่งไป่หลางเอ่ยถามอย่างคาดหวัง
“ถูกต้อง” ผู้เฒ่าตอบกลับก่อนจะถอนหายใจ“ทว่าเ้าคงยังไม่มีวาสนาได้ใช้งานมันทำได้เพียงเท่านั้นในความคิดข้าผู้ที่อยากใช้งานมันจะต้องมีพลังสูงยิ่งกว่าขั้นรวมิญญาทั้งยังต้องมีร่างกายที่พิเศษอย่างยิ่งมีเพียงอัจฉริยะในรอบหลายพันปีเท่านั้นจึงจะพอมีหวัง”
ไม่ต้องเอ่ยถึงเื่พลังฝึกตนที่น้อยนิดของซ่งไป่หลางต่อให้เป็ผู้ที่มีพลังขั้นเหนืุ์ก็ยากที่จะใช้งานของสิ่งนี้
“ไม่ว่าของสิ่งนั้นจะเป็อะไร พลังของมันแข็งแกร่งเป็อย่างมาก”เซี่ยหยางที่อยู่ในจิติญญาของซ่งไป่หลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“เด็กน้อย ต่อให้เ้าไม่สามารถใช้งานมันได้ก็ตามข้ายังจะมอบเคล็ดลับวิชาที่แท้จริงของนิกายบัว์ที่ข้ารู้ให้กับเ้าเปรียบเทียบกันแล้ววิชาที่เ้าใช้มีความแตกต่างออกไป แต่ยังไม่สมบูรณ์มากพอหากได้รู้เคล็ดลับเหล่านี้จะทำให้ระดับของวิชาสูงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง”
พลังิญญาของชายชราสั่นไหวเล็กน้อยซ่งไป่หลางรับรู้ได้ถึงข้อมูลของเคล็ดวิชาที่ถ่ายทอดเข้ามายังิญญาของตนโดยตรงประทับลงอย่างไม่มีวันลบเลือน
ดวงตาของเด็กหนุ่มสาดประกาย “ที่แท้นี่คือเคล็ดวิชาระดับ์ที่แท้จริง”
ชายชรายิ้ม “อย่าเพิ่งได้ใจนักขึ้นชื่อว่าวิชาระดับ์ความยากในการฝึกย่อมต้องเพิ่มขึ้นเป็เท่าทวีเ้าอาจต้องใช้เวลาชั่วชีวิตในการฝึกวิชาหนึ่งให้สำเร็จทว่าข้าหวังว่าเ้าอาจจะช่วยให้นิกายของเรากลับมารุ่งเรืองอีกครั้งอย่างน้อยก็อยู่เหนือผู้ใดในดินแดนให้ได้เช่นเมื่ออดีต หรือถ้าเป็ไปได้นำพาดินแดนของเรากลับสู่ระดับเดิมหรือเหนือยิ่งกว่าทว่านั่นคงเป็เพียงความคาดหวังลมๆแล้งๆของข้าเท่านั้น”
“ผู้าุโวางใจเถอะแม้ข้าจะไม่ได้แข็งแกร่งในเวลานี้ ทว่าเป้าหมายของข้ายังยาวไกลนัก” ซ่งไป่หลางตอบกลับด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น
“จงรับไปเถอะ หวังว่าสักวันเ้าจะมีโอกาสได้ใช้มัน” ชายชราวาดมืออย่างแ่เบาตราหยกที่ถูกเก็บรักษาก็ลอยเข้ามาหาร่างของซ่งไป่หลางอย่างเชื่องช้า
‘ลำพังตราหยกที่เป็ภาชนะยังมีระดับไม่ต่ำกว่ารวมิญญาของที่ถูกเก็บเอาไว้คือสิ่งใดกันแน่’ดวงตาของซ่งไป่หลางสั่นไหว เด็กหนุ่มคว้าจับตราหยกเอาไว้ก่อนจะทำการคลายผนึกเพื่อดูสิ่งที่ถูกเก็บเอาไว้ข้างใน
ครืน!! ทันทีที่ตราหยกถูกเปิดผนึกพลังอำนาจอันมหาศาลได้แผ่ทะลักออกมาจนเอ่อล้นไปทั่วซากวิหาร ขนาดที่ผลักดันร่างของอู๋หลิวและเหล่าผู้าุโของนิกายจนปลิวกระเด็นออกจากซากวิหารในคราเดียว
ิญญาของชายชรามองดูร่างของซ่งไป่หลางที่สามารถยืนหยัดทนทานต่อพลังนี้ด้วยความตกตะลึงเดิมทีตนได้ใช้พลังทั้งหมดที่มีเหลืออยู่เพื่อเตรียมปกป้องร่างของเด็กหนุ่มเอาไว้ทว่าเมื่อถึงเวลากลับพบว่าพลังกดดันที่แผ่ออกมาไม่มีผลต่อซ่งไป่หลางเลยแม้แต่น้อย
‘สิ่งนี้มัน’ เป็เซี่ยหยางที่ตกตะลึงถึงขีดสุด “โลหิตของชนเผ่าศักดิ์สิทธิ์”
“โลหิตของชนเผ่าศักดิ์สิทธิ์ โลหิตเช่นใดกันจึงจะมีพลังอำนาจเพียงนี้”ซ่งไป่หลางคาดไม่ถึงว่าต้นกำเนิดพลังอันยิ่งใหญ่จะเป็เพียงโลหิตหยดเล็กๆเพียงหยดเดียว
“เ้ารู้จักโลหิตศักดิ์สิทธิ์” ชายชราประหลาดใจ “โลหิตนี้เป็สิ่งที่ท่านเ้าได้ทุ่มเทพลังทั้งหมดเพื่อให้ได้มันมาจากการต่อสู้กับตระกูลศักดิ์สิทธิ์เมื่อได้รับของสิ่งนี้จึงส่งมอบให้ข้าเป็การลับทั้งยังใช้วิธีการพิเศษในการเก็บรักษา ท่านเ้าเอ่ยว่ามันคือสิ่งพิเศษที่จะสามารถฟื้นคืนความรุ่งเรืองให้นิกายของเราในอนาคต”
‘ท่านอาจารย์โลหิตศักดิ์สิทธิ์นี้สามารถใช้ทำสิ่งใดได้’ซ่งไป่หลางรู้ว่าเซี่ยหยางจะต้องรู้อะไรบางอย่างแน่นอน
เซี่ยหยางถอนหายใจระบายความตื่นเต้นของตนเอง“เ้าหนู ความจริงแล้วข้าไม่คิดว่าจะเล่าเื่นี้ให้เ้าฟังทว่าในเมื่อนี่เป็โชคชะตาข้าก็คิดว่ามันสมควรแก่เวลาที่เ้าจะได้รู้เื่ราวบางส่วน”
“ข้านั้นมาจากตระกูลเซี่ย กำเนิดในดินแดนไป่หลง หากเปรียบเทียบกับดินแดนแห่งนี้ในปัจจุบันก็นับได้ว่าอยู่ห่างกันหลายระดับขั้นผู้มีพลังระดับเหนืุ์ไปจนถึงรวมิญญาเป็เพียงขั้นพื้นฐานเห็นได้กลาดเกลื่อนไปทั่ว”
“ในดินแดนไป่หลง ตระกูลเซี่ยถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดครองอำนาจเหนือทุกขั้วอำนาจ ทว่าสำหรับตระกูลเซี่ยแล้วอำนาจปกครองดินแดนกลับไม่ได้มีความสำคัญนักเพราะแม้จะเป็ใหญ่ในดินแดนของตนเองตระกูลเซี่ยกลับต้องอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของขั้วอำนาจที่ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่า”
‘หรือว่าจะเป็ดินแดนศักดิ์สิทธิ์’ ซ่งไป่หลางคาดคะเน
“ถูกต้อง” เซี่ยหยางตอบรับ“ตระกูลเซี่ยคือหนึ่งในแปดตระกูลผู้รับใช้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์สภาพของพวกเราในเวลานั้น นับว่าอยู่เหนือใต้หล้าแต่อยู่ใต้ขั้วอำนาจเดียว”
“ตอนที่ข้าเกิดมา ตระกูลเซี่ยของข้ากำลังตกอยู่ใน่เวลาวิกฤติผู้นำตระกูลตายอย่างเป็ปริศนาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย ระดับพลังของตระกูลอ่อนแอลงจนแทบจะสูญเสียฐานะของตระกูลข้ารับใช้ในเวลาเพียงไม่กี่วันนอกจากตระกูลเซี่ยแล้วยังมีอีกหลายสิบตระกูลที่แม้จะระดับต่ำกว่าแต่ก็้าแทนที่ฐานะตระกูลรับใช้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แน่นอนว่าพวกมันต้องไม่อยู่เฉย”
“ในเวลานั้นชีวิตของข้าและตระกูลเซี่ยเอ่ยได้ว่าต้องอยู่อย่างยากลำบากยิ่งเพราะเื่นั้นข้าจึงใช้เวลาทั้งชีวิตโดยทุ่มเทไปที่เป้าหมายเพียงสิ่งเดียว ” น้ำเสียงของเซี่ยหยางเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและหวนระลึก
“ท่านอาจารย์ หรือว่าแท้จริงแล้วศัตรูของท่านก็คือ” ซ่งไป่หลางคล้ายจะจับความเชื่อมโยงได้
“ถูกต้อง ศัตรูของข้าก็คือตระกูลศักดิ์สิทธิ์พวกมันคือสาเหตุที่ทำให้ข้าต้องตาย เป็เป้าหมายที่ข้าจะต้องดับทำลายให้หมดสิ้น”
“ตระกูลศักดิ์สิทธิ์” ไม่รู้ก็ส่วนไม่รู้ ทว่าเวลานี้ซ่งไป่หลางกลับได้ยินชื่อของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ครั้งแล้วครั้งเล่าที่สำคัญคือระดับของตระกูลศักดิ์สิทธิ์นั้นดูแล้วจะเหนือกว่าความสามารถของซ่งไป่หลางไม่รู้กี่ขั้นต่อให้ทุ่มเทเวลาทั้งชีวิตยังไม่แน่ว่าจะสามารถไต่เต้าไปถึงระดับนั้นได้สำเร็จ
“หึ ข้าขอเตือนนะเ้าหนู หากเป็สมบัติวิเศษทั่วไปข้าย่อมยินดีให้เ้าใช้งานมันแต่ในเมื่อของสิ่งนี้เป็โลหิตศักดิ์สิทธิ์เ้าจะต้องตัดสินใจให้ดีว่า้าใช้มันจริงหรือไม่” เซี่ยหยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมจริงจัง
“อาจารย์หรือว่าด้วยคุณสมบัติของข้าจะไม่เพียงพอที่จะใช้ของวิเศษนี้” ซ่งไป่หลางถาม
“ผิดแล้ว เ้ามีคุณสมบัติเหมาะสมมากเกินพอเสียด้วยซ้ำทว่าการใช้งานของสิ่งนี้จะต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตของเ้า”
เซี่ยหยางสูดลมหายใจก่อนจะเอ่ยต่อ“ฟังให้ดีนะเ้าหนูตระกูลศักดิ์สิทธิ์นั้นเปรียบดั่งจักรพรรดิผู้ปกครองทุกสิ่งสิ่งที่พวกเขาเกลียดมากที่สุดก็คือตัวตนใดๆที่อาจทำให้อำนาจการปกครองของพวกเขาสั่นคลอนหรือแม้แต่การล่วงเกินเล็กๆน้อยๆดังนั้นหากมีคนที่ไม่ใช่สายเืตระกูลศักดิ์สิทธิ์แต่กลับมีสมบัติของตระกูลศักดิ์สิทธิ์อยู่ในโลกพวกเขาจะทำลายคนผู้นั้นเพื่อไม่ให้กลายเป็ตัวปัญหาในอนาคตหากเ้าใช้โลหิตชนเผ่าศักดิ์สิทธิ์วันใดที่พวกมันรู้ถึงตัวตนเ้าพวกมันย่อมไม่ลังเลที่จะกำจัดเ้าทิ้งทันที”