“ว้าว! หยางหยางห้องนี้ใหญ่สุดๆไปเลยล่ะ” หลิวลี่ซือเอ่ยขึ้นพร้อมวิ่งไปทั่วห้องของหยางหยางด้วยความตื่นเต้น
“อย่าวิ่งสิ เดี๋ยวล้มนะ” เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงใจเย็น พร้อมมองฉันด้วยสายตาเอ็นดู
“คุณหนู อยู่ได้ใช่มั้ยครับ”เสียงของลุงเลขาดังขึ้นที่หน้าห้อง
“ได้ค่ะ คุณลุง”ฉันขานรับเสียงใส ก่อนจะถามสิ่งที่สงสัยออกไป
“คุณลุงคะพ…เอ้ย!คุณลุงประธานไปไหนเหรอคะ” เสียงใสที่กำลังพลั้งปากเรียกเขาว่าพ่อสะดุดลงเมื่อนึกบางสิ่งได้
“หืม? คุณหนูหมายถึงบอสเหรอครับ” ลุงเลขาถามด้วยหน้าตาสงสัย
“ใช่ค่ะ”
“บอสมีประชุมด่วนครับ ว่าแต่คุณหนูไม่เรียกเหมือนตอนนั้นแล้วเหรอครับ”
เขาทำนิ้ววนไปมาเหมือนอยากให้ฉันนึกถึงตอนที่เขาพูดถึง
“ตอนนั้น?” ฉันทำหน้าสงสัยพร้อมกับทำนิ้วเหมือนเขาไปด้วย
หญิงชายต่างวัยจ้องหน้ากันอยู่นานนับนาที ตาก็มอง มือก็หมุนวนอยู่อย่างนั้น จนหยางหยางที่มองอยู่ถึงกับถอนหายใจ
“ตอนที่เธอเรียกเขาว่าพ่อไง”
“อ๋อ พอดีหนูเห็นเมื่อวานเรียกแล้วคุณลุงดูไม่ชอบน่ะค่ะ รอตรวจดีเอ็นเอก่อนค่อยเรียกจะดีกว่า” ฉันไขข้อสงสัยให้กับลุงเลขา หลังจากนั้นเขาก็ขอตัวออกไปทำงาน
“คุณหนู ไม่ต้องกังวลนะครับ ผมเชื่อว่าบอสเป็พ่อของคุณหนูแน่นอน”
เขาทำหน้าซึ้งก่อนจะเดินออกไป ฉันรู้สึกซาบซึ้งใจมากที่ในตอนนี้มีคนที่ดีกับพวกเราสองฝาแฝดแล้ว แต่ในจังหวะที่กำลังซึ้งอยู่นั้น คุณลุงเลขาผู้โชคร้ายก็ดันสะดุดขี้มดจนล้มหัวคะมำหน้าคว่ำลงพื้น
“คุณลุง!” สองแฝดเรียกชื่อลุงเลขาเสียงดัง ทั้งสองรีบวิ่งไปดูอาการของเขาทันที
“ไม่เป็ไรครับ ลุงไม่เป็ไรๆ” เขาโบกมือไปมาพร่ำบอกว่าไม่ได้เป็อะไรก่อนจะรีบออกห้องไป ฉันและหยางหยางหันมามองหน้ากันแบบงงๆ
“คุณลุงเขาแปลกดีเนอะ”หยางหยางพูดปนขำ
“เค้าก็ว่างั้นแหละ”ฉันตอบรับด้วยรอยยิ้ม
หลังจากที่เราสองฝาแฝดหัวเราะกันจนพอใจแล้ว ฉันก็ไปอาบน้ำที่ห้องของตัวเอง ดีที่คุณลุงประธานสั่งให้ลุงเลขาเตรียมเสื้อผ้าให้พวกเราแล้ว จึงไม่ต้องกังวลปัญหานี้
18:00 น.
เมื่อจัดการธุระของตัวเองเรียบร้อยแล้ว ก็ลงมาที่ชั้นล่างเพื่อทำมื้อเย็นทาน แต่เมื่อเดินเข้ามาในห้องครัวกลับเจอคนลุงเลขาคนดีคนเดิมที่สะดุดขี้มดไปเมื่อเช้ากำลังจัดเตรียมอาหารออกมาจัดในจาน
“คุณลุงคะ”
“อ้าว! คุณหนูมาพอดีเลยครับ ผมกำลังจะเรียกมาทานอาหารอยู่เลย” เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ขอบคุณค่ะ ว่าแต่ทานกันแค่สามคนเหรอคะ”ฉันถามออกไปด้วยความสงสัย
“เอ่อ…ผมไม่แน่ใจว่าบอสจะมาทันมื้ออาหารหรือเปล่าครับ” เขาพูดด้วยเสียงตะกุกตะกัก
“ค่ะ”
ไม่นานหลังจากนั้นหยางหยางก็ลงมา พวกเราจึงจะเริ่มมือทานอาหารกันเลย แต่เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้นทำเอาฉันสะดุ้งตัวโยน
“จะทานอาหารทั้งทีจะไม่ชวนฉันเลยเหรอ”เสียงทุ้มติดเ็าดังขึ้นทำให้เราทั้งสามตกอยู่ในความเงียบ
“ขอโทษครับบอส ผมนึกว่าบอสยังประชุ…” ลุงเลขารีบเอ่ยขอโทษออกไป
“แล้วนี่นายไม่ต้องไปเจอลูกค้าเหรอ”พ่อของฉันเอ่ยขัดลุงเลขาขึ้นมา
“แย่แล้ว! ขอโทษครับบอส คุณหนูผมไปก่อนนะครับ ไว้วันหลังค่อยมาทานอาหารด้วยกันใหม่นะครับ” เขาทำหน้าเหวอก่อนจะหยิบเสื้อสูทแล้ววิ่งออกไป ส่วนฉันได้แต่นั่งทำตาปริบๆเพราะทำตัวไม่ถูกเมื่อผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าพ่อปรากฏตัวขึ้นแบบกระทันหัน
“คุณลุงประธานจะทานกับพวกเรามั้ยคะ”ฉันเอ่ยถามออกไปเพื่อทำลายความเงียบ แต่ไม่รู้ว่าส่วนไหนของประโยคไปสะกิดให้เขาทำหน้าขึงขังใส่ฉันแบบนี้
“คุณลุงประธาน?” เขาทวนคำพูด ฉันจึงพยักหน้าตอบไป
เมื่อเขาเห็นแบบนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรต่อแล้วเดินมานั่งเก้าอี้ตรงข้ามที่ฉันกับหยางหยางนั่งอยู่ๆ ทำเอาพวกเราถึงกับนั่งตัวเกร็ง
“กินเยอะๆ พวกเธอผอมมากรู้หรือเปล่า” จู่ๆเขาก็พูดขึ้นมาทำเอาฉันกับหยางหยางหันไปมองหน้ากันแต่เราก็ไม่พูดอะไรอีกนอกจากขานรับ และเริ่มทานอาหาร อาหารที่ลุงเลขาสั่งมาให้นั้นน่าอร่อยมาก มีหลากหลายประเภท ซึ่งก่อนหน้านี้ฉันและหยางหยางไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะเห็น
“อ่ะ กินเยอะๆนะ” หยางหยางพูดก่อนจะคีบปลาแซลม่อนให้ฉันจนเกือบล้นจาน
“พอแล้วๆ อ่ะนี่” ฉันที่ไม่ยอมน้อยหน้าก็ตักไก่ทอดที่เขาชอบใส่ให้จนพูนจานและเมื่อฉันหันไปมองฝั่งตรงข้ามก็พบกับสายตาที่มองฉันกับหยางหยางก่อนอยู่แล้ว ฉันสังเกตทึ่จานของเขาแทบจะไม่มีกับข้าวเลย เห็นดังนั้นฉันจึงตักปลานึ่งซีอิ๊วให้เขา
“ขอบคุณ” เขายิ้มรับ
สิ่งที่เห็นตรงหน้าทำให้ฉันกับหยางหยางใเป็อย่างมาก เพราะั้แ่ที่เอจกันมานั้นพวกเรายังไม่เคยได้เห็นรอยยิ้มของเขาเลย ไม่นานลุงประธานก็ถามขึ้นมา
“เื่โรงเรียนของพวกเธอน่ะ เราจำเป็จะต้องมีทะเบียนบ้านก่อน เดี๋ยวอาทิตย์หน้าฉันจะพาไปเอาแล้วค่อยย้ายทะเบียนมาที่นี่”
“ม…ไม่รอผลออกก่อนเหรอคะ”ฉันถามออกไปด้วยความสงสัย
“ทำตามที่ฉันว่าก่อน เื่อื่นไม่ต้องสนใจ” เขาตอบนิ่งๆ
“ครับ/ค่ะ”
พวกเราคุยเื่สัพเพเหระต่างๆไป ทานอาหารไป จนเวลาผ่านมานานแล้วพวกเราจึงแยกย้ายกันขึ้นไปนอน แต่ในขณะที่ฉันกำลังก้าวขาเข้าห้องเสียงทุ้มก็เอ่ยขึ้นมาด้านหลัง
“ต่อไปนี้พวกเธอเรียกฉันเหมือนเดิมเถอะ” ประโยคนั้นทำเอาฉันกับหยางหยางมองหน้ากันอีกครั้ง ถึงจะงงๆแต่พวกเราก็พยักหน้ารับ
“อย่าลืมแปรงฟันล่ะ”
“ครับ/ค่ะ” เมื่อได้ยินดังนั้นเขาก็หันหลังเดินกลับห้องแต่ฉันก็ดึงเสื้อเขาเอาไว้แล้วพูดบางสิ่ง
“ฝันดีนะคะคุณพ่อ” ฉันเอ่ยบอกพร้อมกับเขย่งเท้าขึ้นไปหอมแก้มเขาหนึ่งฟอด แล้วเดินเข้าไปหาหยางหยางก่อนจะหอมแก้มเขา แล้วจึงเดินเข้าห้องไปอย่างอารมณ์ดี แต่ชายสองวัยที่อยู่หน้าห้องนั้นกำลังตกอยู่ภวังค์ ทั้งสองหยุดนิ่งไปอยู่นานเมื่อได้สติจึงบอกลากันแล้วแยกย้ายกันเข้าห้องตัวเอง
กลับมาแน้ววววววววววววววววว
คุณพ่อนี่ยังไงเอ่ย ผลยังไม่ออกแต่เตรียมโรงเรียนแล้วจร้าา งงใจ
ฝากน้องๆไว้ในอ้อมอกอ้อมใจทุกคนด้วยด้วยนะคะ คุณพ่ออาจจะซึนนิสนึงงงงแหละ