“พวกเจ้าได้ยินแล้วหรือไม่? หลายวันก่อนที่แม่นางเซียนแพทย์ออกไปตรวจอาการให้คนข้างนอกได้ถูกคนลักพาตัวไป ได้ยินว่าถูกจับเข้าไปในป่าลึกอีกด้วย”
“ข้าก็ได้ยินเรื่องนี้แล้วยังได้ยินว่าแม่นางไม่ได้กลับตลอดทั้งคืน ถูกโจรกลุ่มหนึ่งจับไปแล้วไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นหรือไม่”
ในโรงหมอผู้ป่วยสองคนอีกหนึ่งมองหลิงมู่เอ๋อร์ อีกทางกระซิบกระซาบในสายตามีความเห็นใจเป็นระยะ
“จะไม่เกิดอะไรขึ้นบ้างได้อย่างไรแม่นางมีรูปโฉมที่งดงามถึงเพียงนี้ ถูกจับไปแล้วยังมิใช่อยากทำอะไรก็ทำอย่างนั้นอีกหรือ ข้าได้ยินมาแล้วโจรพวกนั้นทรมานนางจนถึงเช้าเลยเชียวะ”
ชายที่ปากแหลมแก้มตอบดุจลิงจิตใจชั่วร้ายผู้หนึ่งเผยฟันสีเหลืองออกมาเป็นแถบ ในยามที่มองหลิงมู่เอ๋อร์นั้นลูกนัยน์ตาขยายใหญ่ เผยสีหน้าละโมบออกมา
ทุกคนเมื่อได้ฟังเช่นนี้พากันหันศีรษะไปด้วยความอยากรู้ “จริงหรือ? เช่นนั้นแม่นางเซียนแพทย์ของพวกเรามิใช่…”
“ในเมืองหลวงล้วนลือกันไปทั่วแล้วคำพูดเช่นนี้ยังจะเป็นเท็จได้อีกหรือ?” ชายที่เพิ่งพูดเมื่อครู่ตบอกรับรอง “น่าเสียดายจริงๆเสียดายแล้ว ได้ยินว่าแม่นางกำลังจะแต่งงานอยู่แล้ว เกิดเรื่องวุ่นวายเช่นนี้ก็ไม่รู้ว่าจะถูกบ้านสามีถอนหมั้นหรือไม่ ”
“ถอนหมั้นแล้วก็ดีบิดาชมชอบนางมานานแล้ว จะได้แต่งกลับบ้านไปเป็นอนุคนที่สิบแปดของข้า”
ในกลุ่มคนมีเสียงหัวเราะประสานดังออกมาไม่หยุดมีคนเปิดปากก็มีคนรับคำ เสียงหัวเราะที่ไร้ยางอายดังเต็มไปหมด
นับตั้งแต่ออกจากประตูบ้านมาจนถึงตอนนี้หลิงมู่เอ๋อร์มักเห็นคนซุบซิบนินทา ขอเพียงเป็นสถานที่ที่นางผ่านไปคนด้านหลังล้วนชี้มือชี้ไม้วิพากษ์วิจารณ์นาง
ร่างตรงไม่กลัวเงาเอียงเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นก็คือไม่เคยเกิดขึ้นนางขี้เกียจจะเปลืองน้ำลายกับคนพวกนั้น คิดไม่ถึงว่าข่าวลือเช่นนี้กลับมาถึงโรงหมออย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้
“คุณหนูคนพวกนั้นก็เกินไปแล้ว ให้ข้าไล่พวกเขาออกไปเถิดนะเจ้าคะ?” สีหน้าของซางจือเต็มไปด้วยความโมโหไม่ยินยอมหยิบไม่กวาดขึ้นมาได้ก็จะบุกออกไป
“ช่างเถอะ ดำจะอย่างไรก็ดำไม่อาจเปลี่ยนเป็นขาวได้ เจ้าไปตอนนี้ มิใช่กลายเป็นการยืนยันคำพูดของพวกเขาหรือไปนั่งตรวจอาการซะ!”
“คุณหนู!” ซางจือกลืนความโมโหนี้ไม่ลงแต่คุณหนูกลับมีท่าทีราวจะไม่โต้ตอบต่อเรื่องต่างๆ นางโมโหจนได้แต่กระทืบเท้า
หลิงมู่เอ๋อร์มองสองสามคนที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์อยู่ไกลๆเป็นพวกบุตรหลานของตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง ในยามปกติแล้วเอาแต่เล่นไม่ทำงานเกกมะเหรกเกเรจนชินแล้ว แน่นอนว่าในปากสุนัขย่อมมิอาจงอกงาช้าง
เรื่องที่นางถูกลักพาตัวเหตุใดจึงลือออกไปได้แค่คิดก็สามารถรู้ได้แล้ว ซูเช่อมิใช่กล่าวแล้วหรือเรื่องประเภทนี้ไม่ต้องให้นางลงมือ เขาย่อมจะจัดการเอง นางคิดว่าก็ถูกตอนนี้หากนางออกไปถกกับคนพวกนั้น มีแต่จะทำให้ข่าวลือยิ่งโหมแรงขึ้นไปอีกถึงเวลานั้นยิ่งวาดยิ่งดำ[1] ยังมิสู้ปิดปากตั้งแต่ตอนนี้
“คนต่อไป”
หลิงมู่เอ๋อร์ไม่แม้จะเงยหน้ามองดูข้อมือขาวหนาที่ยื่นมาเบื้องหน้า นางจับชีพจรให้ก่อนอย่างเคยชินใครจะคาดว่าข้อมือของบุรุษพลันพลิกกลับ จับมือละเอียดบางของนางไว้ สายตาไล่ขึ้นไปใบหน้าที่เต็มไปด้วยเนื้อย้อยนั่น เต็มไปด้วยความไม่ปรารถนาดี “ฮี่ๆแม่นางเซียนแพทย์ โอ้ไม่ แม่นางหลิง ข่าวที่ลือกันอยู่ด้านนอกในวันนี้ท่านก็คงได้ยินแล้วข้าคือเศรษฐีจาง ที่บ้านมีร้านค้าสามแห่ง บ้านพักสองแห่งและยังมีที่นาชั้นดีอีกหนึ่งร้อยหมู่ หากท่านไม่ขัดข้องแล้วะก็ตามข้ากลับบ้านไปเป็นอนุลำดับสามเถิด ข้าพึงใจท่านมาตั้งนานแล้วด้วยฐานะเช่นนี้ของข้า ท่านก็ไม่เสียเปรียบ ”
หลิงมู่เอ๋อร์รู้สึกว่าตนเองนิสัยดีเหลือเกินถึงกลับปล่อยให้เขาพูดจามากมายเพียงนี้
เห็นนางออกแรงเบาๆ ทีหนึ่งเศรษฐีจางก็เจ็บจนร้องโอดโอยออกมา ร่างกายที่อวบอ้วนกระเด้งขึ้นมาเพราะความเจ็บปวด
“ไอ๊หยา เจ็บ เจ็บ…”
“ไม่ได้หักข้อมือของเจ้านับว่าข้าเมตตาแล้วครั้งหน้า หากให้ข้าได้ยินคำพูดเช่นนี้อีก ข้าจะดึงลิ้นของเจ้าทิ้งซะ ไสหัวไป!”
คร้านจะเปลืองคำพูดกับคนเช่นนี้หลิงมู่เอ๋อร์ออกแรงทีหนึ่งก็โยนเขาออกไป
แต่เศรษฐีจางกลับยังไม่ยอมตัดใจคลานกลับมาอีกครั้งจากนอกประตูอย่างดุร้าย “เจ้ามันนังหญิงที่ไม่รู้จักดีชั่วเจ้าคิดว่าตอนนี้เจ้าเป็นตัวอะไร ตัวข้าเศรษฐีจางสามารถพอใจเจ้าได้ถือเป็นวาสนาที่สั่งสมมาแปดชาติของเจ้าแล้วผู้หญิงที่ถูกโจรจับตัวไปสูญเสียความบริสุทธิ์ไปแล้วคนหนึ่ง ให้เจ้าเป็นอนุยังทำให้เจ้าเสียเปรียบอีกหรือ?”
มีความครึกครื้นกลับไม่ดูล้วนไม่ใช่นิสัยของคนเหล่านี้ รอบด้านรีบมีคนมามุงดูทันทียังมีคนที่ชี้มายังหลิงมู่เอ๋อร์วิพากษ์วิจารณ์อีกด้วย
“นั่นสิ แม่นางเซียนแพทย์ถือโอกาสที่ยังมีคนเอา ท่านก็รีบคิดดูแต่งไปเถิด เสียความบริสุทธิ์เป็นเรื่องเล็กหากในท้องเกิดมีเชื้อพันธุ์ของใครไม่รู้ จะเสียใจก็…” ‘ไม่ทันแล้ว’สามคำยังไม่ทันได้พูดออกมา ก็ได้ยินเสียงร้องอย่างอนาถดังมา
หลิงมู่เอ๋อร์ช้อนตาขึ้นมาก็เห็นภาพที่หนานกงอี้จื้อถีบชายผู้นั้นออกไปในเท้าเดียว
ก็เห็นใบหน้าที่งดงามเป็นพิเศษประดุจภูติพรายนั่นมองทุกคนอย่างดุร้าย“ปากสุนัขมิอาจงอกงาช้างจริงๆ! หากมีคนกล้าดูหมิ่นพี่สะใภ้ในอนาคตของข้าอีกข้าจะให้พวกเจ้าแต่ละคนหัวหลุดจากบ่า ยังไม่รีบไสหัวไปอีก!”
ที่แท้มารร้ายยังมีด้านที่เป็นปีศาจอีกด้วย
หนานกงอี้จือที่มักจะเฮฮาร่าเริงในอดีตยามบันดาลโทสะขึ้นมาก็ราวจะเทียบเทพเจ้าแห่งโรคระบาดได้สายตาของหลิงมู่เอ๋อร์มองไปที่ด้านหลังอีกครั้งแม้สีหน้าของซั่งกวนเซ่าเฉินจะมีไอสังหารลุกโชน นางยังคงราวกับเด็กน้อยกระโดดเข้าไปอย่างแสนเบิกบานยินดี “พี่ใหญ่ ท่านกลับมาแล้ว?”
“จิ๊ๆๆถูกคนรังแกถึงขนาดนี้แล้ว ยังยิ้มออกมาได้อีก?” หนานกงอี้จือตัวสั่นขึ้นมา
ซั่งกวนเซ่าเฉินกับหลิงมู่เอ๋อร์ส่งเสียงพร้อมกันว่า“ไสหัวไป!”
ช่างออกแรงแต่ไม่ได้ดีจริงๆใบหน้าของหนานกงอี้จือเต็มไปด้วยความน้อยใจ “เฮ้อย่างไรเมื่อครู่ข้าก็ช่วยระบายโทสะให้พวกท่านไปทีหนึ่งพวกท่านแค่ขอบคุณคำเดียวไม่พูดก็ช่างแล้ว ยังคิดว่าข้ารังแกง่ายอีกหรือ?”
“เจ้าก็รังแกง่ายจริงนี่นาไม่อย่างนั้นพวกเราลองดู?” หลิงมู่เอ๋อร์หันสายตากลับมาใบหน้าที่บริสุทธิ์ขี้เล่นแขวนเต็มไปด้วยความท้าทาย
หนานกงอี้จือกำลังเตรียมจะพูดว่าดีหางตารับรู้ได้ถึงรังสีสังหารอันแข็งแกร่งที่ส่งมา เขาขี้ขลาดในทันที “อย่าๆๆข้าปิดปากแล้วยังไม่ได้หรือ พวกท่านถือซะว่าข้าไม่อยู่ ต่อเลย เชิญต่อเลย!”
เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ขึ้นหลิงมู่เอ๋อร์ก็ไม่มีอารมณ์ตรวจรักษาอีก ดังนั้นจึงปิดโรงหมอรินน้ำชาให้ซั่งกวนเซ่าเฉินและหนานกงอี้จือ“ไม่ใช่ได้ยินว่าพวกท่านลงไปที่เจียงหนานแล้วหรอกหรือ เหตุใดจึงกลับมาเร็วเช่นนี้? กลับมาตั้งแต่เมื่อใดกัน?”
หนานกงอี้จือดื่มหลงจิ่งชั้นดีไปคำหนึ่งพอใจจนไม่ต้องการสิ่งใดอีก “หากมิใช่เพราะพี่ใหญ่ของเจ้าเพิ่งออกจากเมืองหลวงก็ได้ยินข่าวที่เจ้าถูกลักพาตัวยังจะไปสนใจทำภารกิจให้สำเร็จได้อย่างไรอีก รีบลงแส้ม้าเร่งกลับมาะสิยังดีที่กลับมาได้ทันเวลา”
ในก้นบึ้งจิตใจของหลิงมู่เอ๋อร์มีกระแสความอบอุ่นไหลผ่านในใจของพี่ใหญ่นางคือคนสำคัญ คือคนพิเศษ
แต่ซั่งกวนเซ่าเฉินนับตั้งแต่เข้าประตูมาจนถึงตอนนี้ก็เอาแต่ทำหน้าเย็นชาราวกับจะระเบิดได้ทุกเมื่อ
“พี่ใหญ่ท่านอย่าได้เป็นเช่นนี้ ที่จริงแล้วข้าก็ไม่รู้ว่านี่เป็นเรื่องใดกันโจรพวกนั้นมาอย่างกะทันหันเกินไป แต่ท่านดูสิตอนนี้ข้ามิได้ยืนอยู่เบื้องหน้าท่านอย่างดีหรือ? วางใจเถิดแค่พวกลูกกะจ๊อกไม่กี่คนนั่น ยังไม่ใช่คู่มือของข้า” หลิงมู่เอ๋อร์หมุนตัวรอบหนึ่งให้เขาสามารถเห็นชัดเจนว่านางยังครบถ้วนไม่มีที่ใดบุบสลายคิดถึงโจรพวกนั้นก็มิได้โชคดีเช่นนั้นแล้ว
“เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะซูเช่อคิดว่าเขาคงหาวิธีไปจัดการโจรพวกนั้น”
หนานกงอี้จือมิได้รอซั่งกวนเซ่าเฉินตอบรีบกลืนน้ำชาในคอลงไป ยื่นมือออกมาโบกไปมา “เฮ้อ ต้องให้จวิ้นอ๋องน้อยลงมือไปทำไมมีพี่ใหญ่ของเจ้าอยู่ ยังสามารถกล้ำกลืนความไม่เป็นธรรมนี้ลงไปได้อีกหรือ? ระหว่างทางที่พวกเรากลับมาได้กำจัดรังของพวกมันไปแล้ว ”
คำนี้กล่าวอย่างมิได้ใส่ใจแต่กลับทำให้หลิงมู่เอ๋อร์ตกใจจนกรามค้าง
“กำจัดรังของพวกมันแล้ว? ฆ่าคนทิ้งหมดแล้ว?”
หนานกงอี้จือกะพริบตาที่ใสซื่อดวงโตนั่น“ไม่อย่างนั้นะก็ เหลือไว้ตุ๋นน้ำแกงหรือ?”
สวรรค์ของข้าฆ่าคนไม่กี่คนนี่ ราวกับตบแมลงวันไปไม่กี่ตัวก็ไม่ปาน
“ขอโทษด้วยมู่เอ๋อร์เป็นข้าที่ไม่ได้ปกป้องเจ้าให้ดี”
ในที่สุดซั่งกวนเซ่าเฉินก็เอ่ยปากแล้วยามที่มองหลิงมู่เอ๋อร์นั้นในดวงตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
ตอนที่เขาได้ข่าวนั้นคล้ายจะโมโหจนเสียสติไปแล้ว คนพวกนั้นถึงกับกล้าแตะต้องคนของเขา ซั่งกวนเซ่าเฉินไม่มีเวลามาสนใจโทษตายจากการขัดราชโองการ เขาพาหนานกงอี้จือควบม้าเร่งแส้กลับมาไม่เพียงกำจัดโจรพวกนั้นไป ยังนำตัวหัวหน้าโจรกลับมาด้วย
“มีคนตั้งใจเล่นงานเจ้าเจ้ากล้ำกลืนโทสะนี้ลงไปได้ ข้ากลืนไม่ลง แต่หากอยากจะเอาผิดเขาจริงๆ ก็ต้องมีพยานบุคคลจึงจะได้”
ซั่งกวนเซ่าเฉินพูดจบก็ถอนใจอีกครั้ง
“พวกท่านจับคนชุดดำได้แล้วหรือ?” ในดวงตาของหลิงมู่เอ๋อร์มีความนับถืออยู่เล็กน้อย
หนานกงอี้จือรีบเปลี่ยนเป็นเด็กน้อยขี้สงสัยทันที“คนชุดดำอะไร เจ้ารู้ว่าคนที่ลักพาตัวเจ้าเป็นใครหรือ? ”
“ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดแต่ก็เดาได้คร่าวๆ แล้ว ตอนที่ข้าถูกคนลักพาตัวไปหัวหน้าโจรกำลังพบปะกับคนชุดดำผู้หนึ่งพอดี หากข้าไม่ได้เดาผิดแล้วะก็เป็นผู้มีอำนาจในเมืองหลวง พวกท่าน…” ‘จะจัดการอย่างไร’ กี่คำนั้นยังไม่ทันได้เอ่ยออกมาก็ได้ยินซั่งกวนเซ่าเฉินกล่าวอย่างเย็นเยียบว่า
“คนผู้นั้นตายแล้ว”
หลิงมู่เอ๋อร์ตะลึงงันยังคิดว่าเป็นพวกเขาฆ่า หนานกงอี้จือรีบอธิบาย “อย่าเข้าใจผิดพวกเราไม่ใช่พวกกระหายเลือดชอบสังหารพวกนั้น หลังจากจับหัวหน้าโจรแล้วรู้ที่ซ่อนตัวของคนผู้นั้นพวกเราก็เร่งตามไป เสียดายช้าไปก้าวหนึ่งหนึ่งครอบครัวสามชีวิตล้วนดับชีพไปหมดแล้ว”
แม้แต่หนานกงอี้จือยังเสียดายและเห็นใจจนถอนหายใจแต่อีกฝ่ายกลับเสียชีวิตอย่างเงียบงันเช่นนี้? อยู่ในเมืองหลวงในเงื้อมมือของผู้มีอำนาจพวกนั้น ชีวิตคนไร้ค่าดุจดั่งหญ้า ไม่ควรค่าให้กล่าวถึงเพียงนี้
หลิงมู่เอ๋อร์รู้สึกโมโหเป็นอย่างยิ่ง และก็รู้สึกว่าน่ากลัว“พี่ใหญ่คงมองออกว่าเป็นผู้ใดทำ?” ที่จริงแล้ว ที่นางอยากถามคือ หรือว่าเป็นซูเช่อ?
ซั่งกวนเซ่าเฉินกลับส่ายศีรษะ“คนผู้นั้นถูกคนปาดคอ แต่ในความเป็นจริง ก่อนที่พวกเขาจะลงมือก็ถูกคนวางยาพิษแล้วต่อให้ไม่ถูกสังหารก็ต้องพิษกำเริบจนตาย”
ได้ยินเช่นนี้หลิงมู่เอ๋อร์กลับไม่แปลกใจเท่าใดนัก
ทำงานให้คนประเภทนั้นคนที่ทำงานเป็นหน้าม้ารับใช้ยังไม่มีความสำคัญเท่ากับสุนัขตัวหนึ่งในยามที่นางหนีออกมา ก็สัมผัสได้แล้วว่าคนผู้นั้นจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานคิดไม่ถึงว่า จะอยู่รอดได้ไม่ถึงสามวัน
เพียงแต่เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่อาจชี้ไปที่จวนอัครเสนาบดีแล้ว ต่อให้นางคิดแก้แค้นก็สูญเสียโอกาสสำคัญไปแล้ว
“มู่เอ๋อร์เจ้าวางใจต่อไปภารกิจทั้งหมดหากอยู่นอกเมืองหลวงข้าจะปฏิเสธทั้งสิ้นจะไม่จากข้างกายเจ้าไปอีกแม้เพียงครึ่งก้าว เรื่องเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก”
ยังคิดว่าความเสียดายของนางเป็นเพราะถูกลักพาตัวทำให้สะเทือนใจซั่งกวนเซ่าเฉินจับมือของนาง
“ข้าว่าพี่ชายตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่พวกท่านจะมากะหนุงกะหนิงกันระหว่างทางที่มาท่านยังฟังไม่พอหรือตอนนี้ทุกคนต่างกำลังวิจารณ์เรื่องที่พี่สะใภ้ถูกลักพาตัวและสูญเสียความบริสุทธิ์ไปหรือว่าท่านจะไม่คิดหาวิธีจัดการแล้ว?”
คงไม่อาจดึงลิ้นทิ้งหมดทุกคนที่วิพากษ์วิจารณ์กระมัง?
หลิงมู่เอ๋อร์ก็อยากรู้เช่นกันว่าพี่ใหญ่จะทำเช่นไรนางมองซั่งกวนเซ่าเฉินตาไม่กะพริบ รอคอยคำตอบของเขาอย่างเงียบสงบ
เชิงอรรถ
[1] ยิ่งวาดยิ่งดำเป็นการอุปมาอุปมันว่า กับการเขียนคิ้วว่ายิ่งวาดหรือแก้ก็ยิ่งดำเหมือนการแก้ตัวว่ายิ่งอธิบายก็ยิ่งดูผิด