บทที่ 33
ความเงียบปกคลุมไปทั่วหมู่บ้าน บรรยากาศที่พักแรมดูไม่มีชีวิตชีวา ผู้สัญจรไปมาบนถนนเริ่มเบาบางลง มีเพียงแสงไฟจากมุมถนนเท่านั้นที่กะพริบไล่ความมืดออกไป ซึ่งเป็นทิวทัศน์ยามค่ำคืนที่พบได้บ่อยตามหมู่บ้านในเขตทุรกันดารของยุคมืด ยังดีที่มีโคมไฟและตะเกียงอยู่ทุกที่ สภาพแวดล้อมเลยค่อนข้างดี ปกติแล้วจะมีไฟส่องสว่างในบ้านเฉย ๆ ระหว่างรอให้เวลาของเหล่าปีศาจผ่านไป
คนที่สัญจรไปมายามค่ำคืนมีเพียงคนต่างถิ่น นักพเนจร หรือนักล่าสัตว์ประหลาดเท่านั้น
อีอันที่มีลักษณะใกล้เคียงกับคนทั้งสามประเภทถือตะเกียงยืนอยู่หน้าทางเข้าร้านเหล้าไว้ในมือแล้วเดินออกไป
เมฟที่กำลังเดินเงียบ ๆ อยู่ด้านข้างได้พักหนึ่ง จู่ ๆ ก็พูดออกมา
“พกอาวุธมาเต็มเลยนะ”
ชอบทำอะไรที่ไม่เข้ากับตัวเองอยู่เรื่อยเลย
ขณะคิด อีอันก็ตอบอย่างนิ่งเฉย “ป่าสุสานอยู่ไม่ไกล”
อีอันใส่สายสะพายหนังที่มีกระบองบรรจุอยู่ไว้ที่หลัง ฝักดาบตรงเอวมีดาบยาวเล่มใหม่ด้วย เอวอีกด้านก็เต็มไปด้วยฝักดาบที่มีกริชอยู่ข้างใน
‘ดูไม่เหมือนนักเวทเลย’
ขณะที่เขากำลังพูดไปเรื่อย เมฟกล่าวออกมาว่า “เจ้าเชื่อจริง ๆ เหรอว่าที่ป่าสุสานมีนักเวทดำอยู่”
“ใช่”
อีอันยักไหล่เบา ๆ
“อย่างที่ท่านได้ประสบมา สมควรแล้วที่ข่าวลือแพร่กระจายไปทั่วละแวกนี้”
“ใช่ ระหว่างที่ข้าอยู่ที่ชายแดน มีหลายสิ่งเปลี่ยนไป”
ดวงตาสีเขียวของเมฟที่จ้องมองทางเข้าหมู่บ้านนั้นถูกปกคลุมไปด้วยความมืดสนิท
“ชีวิตของชาวบ้านเริ่มทุกข์ยาก ความสงบสุงเริ่มจางหาย และขุนนางก็ลืมหน้าที่ของตน มันไม่เหมือนกับข่าวลือที่ข้าได้ยินมา และมันก็แตกต่างจากภาพจำที่ข้าได้เห็นและเติบโตมาด้วย”
“ท่านคงอยู่ที่ชายแดนเป็นเวลานาน”
“นานพอสมควร ดังนั้นข้าต้องทำให้ได้”
และแล้วอีอันก็เข้าใจภาพลักษณ์เงอะงะของเมฟและฟิลลิปที่เห็นมาตลอดได้ ไม่ว่าจะมาจากตระกูลชนชั้นสูงเพียบพร้อมไปด้วยความสามารถโดดเด่นแค่ไหน แต่คงไม่เหมาะกับยุคมืดอย่างนี้ พวกเขาใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในชายแดนมานาน แม้ว่าความสามารถในการต่อสู้และกลยุทธ์จะยอดเยี่ยมเพียงใด แต่สถานการณ์ของโลกก็จะมืดมนแบบนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
บางทีที่อีกฝ่ายเห็นด้วยกับคำพูดของเขาอาจเป็นเพราะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องพึ่งการตัดสินของเขา
“สงครามใกล้เข้ามาทุกที ตอนที่ได้รับพระบรมราชโองการสั่งให้กลับมา ไม่นึกว่าจะเป็นเขตแดนนี้”
“ท่านคงคิดว่าอาณาจักรกำลังเพลิดเพลินกับช่วงเวลาแสนสงบสุขอยู่ล่ะมั้ง”
“ไม่ใช่แบบนั้น แต่ตอนนี้ก็ไม่ได้เรียกว่ายุคมืด” เมฟตอบอย่างจริงจังแม้จะพูดเสียดสีก็ตาม “นับว่าเป็นโชคดีของข้ามากที่ได้พบเจ้า อีอัน”
จู่ ๆ อีอันก็หันมามองเธอ เธอเองก็มองเขาด้วยดวงตาสีเขียวอยู่เหมือนกัน
ไม่รู้เป็นเพราะผมสีแดงหรือเพราะแสงไฟสลัวทำให้ผิวของเธอดูขาวกว่าปกติ
‘กลายเป็นว่าเมฟเหมือนนักเวทซะงั้น’
อีอันที่กำลังคิดเรื่องไร้สาระอยู่ตอบกลับ
“ตรงกันข้ามเลย ข้าเองต่างหากที่โชคดี ยังไงก็ต้องฆ่าไอ้นักเวทดำอยู่ดี แต่เพราะท่านเลยทำให้ได้เงินก้อนใหญ่ในคราวเดียว”
“ใช่ เจ้าทำได้อยู่แล้ว” เมฟพยักหน้าลงเบา ๆ “เจ้าเอาชีวิตรอดผ่านพ้นความตายจากหนองน้ำที่ถูกสาปนั้นด้วยตัวคนเดียว”
“…”
เจ้ามิเกลไปพูดอะไรไว้เยอะแยะเชียว
“แต่น่าแปลก ทำไมชื่อเสียงของเจ้าถึงไม่แพร่กระจายไปทั่วอะเกลลันล่ะ”
อีอันที่เริ่มรู้สึกอึดอัดพูดออกมา
“แล้วจะทำไมล่ะ เจ้าเรียกข้าออกมานี่เพราะอยากฟังเรื่องราวการผจญภัยของข้าต่อเหรอ”
“ไม่ บอกไปแล้วไงว่ามีเรื่องอยากคุยด้วย”
เมฟหันตัวไปหา เธอพิงก้อนหินตรงทางเข้าหมู่บ้านและมองไปที่ทุ่งข้าวสาลีอันมืดมิด
“…ข้าได้รู้เป็นครั้งแรกว่ามีนักเวทดำอยู่เมื่อไม่กี่วันหลังจากได้รับคำสั่งให้กลับ”
เสียงของเธอเหือดแห้งเหมือนลมที่พัดผ่านทุ่งข้าวสาลี
“มีเรื่องมากมายที่ต้องจัดการก่อนกลับ เนื่องจากข้าเป็นกำลังสำคัญในการป้องกันชายแดน จึงต้องระมัดระวังไม่ให้รู้สึกถึงการหายไปของข้า ระหว่างนั้นก็มีจดหมายมาหา”
เห้อ จะพูดเรื่องนี้งั้นเหรอ
อีอันฝืนถอนหายใจและวางตะเกียงไว้บนหินแล้วไปยืนข้างเมฟ ถึงแม้จะยังไม่ค่อยอยากรู้เท่าไหร่ แต่อีกฝ่ายเป็นทั้งนายจ้างและยังเป็นทั้งสหายร่วมรบเลยไม่มีข้อแก้ตัวที่จะตัดบทได้เลย
“...จดหมายจากเวอร์นอน”
เขาได้ยินชื่อเวอร์นอนตั้งแต่เจอกันวันแรก
อีอันถามกลับอย่างไม่สนใจ
“เวอร์นอนคือใคร”
พี่น้องเป็นอัศวินกันหมดงั้นเหรอเนี่ย ช่างเป็นวงศ์ตระกูลอัศวินกันมาอย่างยาวนาน
ในขณะที่อีอันกำลังคิดก็ก้มหน้าลง เพราะจำไม่ได้ว่าเคยเห็นเวอร์นอน ริอูเรลในเกม หรืออาจเป็นเพราะไม่ใช่ตัวละครที่สำคัญมากเท่าไหร่
“น่าแปลกที่สาวกแห่งทีร์เอ็นอย่างท่านปกป้องดินแดน และน้องชายของท่านต้องปกป้องกษัตริย์”
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็ไม่มีทางเอามาพูดแบบนี้
“ข้าออกมาเพราะเป็นสาวก ถ้าข้ายังเป็นอยู่จะต้องคอยเคียงข้างกษัตริย์ และข้าคงต้องเป็นผู้นำวงศ์ตระกูล ถ้าอย่างนั้นเวอร์นอนจะไม่ได้อะไรที่เขาควรจะได้รับ ข้าทำแบบนั้นไม่ได้”
“อ้อ…”
ความรักที่มีให้น้องนี่สุดยอดเลย
อีอันพยักหน้า
จะว่าไปแล้ว ไม่อยากจะคิดเลยว่าลูกชายคนโตที่ถูกพี่สาวพรากตำแหน่งผู้นำตระกูลไปจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร
เธอจึงเลือกที่จะทำแบบนี้เพราะปัญหาจะจบลงถ้าเธอสละตำแหน่งนั้นไป
ถึงอย่างนั้นก็ไม่ง่ายที่จะละทิ้งชีวิตที่สะดวกสบายและมีอำนาจ ช่างเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ ยิ่งเห็นได้ยากในยุคมืดแบบนี้ บางทีความสูงส่งนั้นอาจจะอยู่ในสายตาของทีร์เอ็นก็ได้
“การที่เวอร์นอนรู้ความจริงนั้นเป็นสาเหตุของปัญหาทั้งหมด เด็กนั่นพยายามที่จะพิสูจน์ตัวเองกับข้าอยู่เสมอว่าดูแลครอบครัวได้ด้วยตัวเองและสามารถอยู่เคียงข้างฝ่าบาทได้ ไหนจะยังนำพาวงศ์ตระกูลก้าวหน้าได้ แม้ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรทั้งนั้น”
“…แล้วในจดหมายเขียนไว้ว่าอะไร”
“บอกว่าความมืดมิดปกคลุมอาณาจักรแล้ว ขณะที่ฝ่าบาททรงกระตือรือร้นที่จะเตรียมพร้อมสำหรับสงครามนั้น ข่าวนี้ก็แพร่กระจายออกไปเงียบ ๆ นอกจากนี้ยังเขียนไว้ว่าขุนนางจำนวนมากมีส่วนพัวพันด้วย อาจจะปกคลุมไปถึงรากเหง้าของอาณาจักร”
เมฟหยุดพูดอยู่ครู่หนึ่งและค้นหาของบางอย่างตรงอกอย่างระมัดระวัง
กระดาษจดหมายถูกพับอย่างสวยงาม สายตาที่จ้องไปยังจดหมายของเธอนั้นนึกย้อนถึงอดีตไปมา
เฮ้อ หงุดหงิดจริง ๆ
อีอันยื่นมือออกไป
“ขออ่านหน่อยได้ไหม”
“อ่านออกด้วยเหรอ…ได้ ระดับเจ้าต้องอ่านออกสิ”
เมฟยื่นจดหมายให้
อีอันค่อย ๆ เปิดจดหมายออก ตัวหนังสือที่เขียนแสดงให้เห็นถึงนิสัยของเวอร์นอน
“…อย่างที่บอก มีความทะเยอทะยานมาก”
ในที่สุดอีอันก็ยิ้มมุมปากและพูดออกมา
“ถือโอกาสนี้ใช้นักเวทดำกอบกู้วงศ์ตระกูลอย่างนั้นเหรอ”
ในจดหมายมีเนื้อหาเกี่ยวกับการเอาชนะนักเวทดำและลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องอยู่เยอะมาก มีแม้กระทั่งความทะเยอทะยานที่จะขุดรากถอนโคนพวกคนทรยศเพื่อช่วยเหลืออาณาจักรแล้วปกครองแผ่นดินของพวกเขา