หงสาสีนิล (จบ)

    เล่มที่ 6 บทที่ 152 ข้าอยากเป็นขุนนาง

            แยกจากกันอย่างไม่พึงใจต่อกันเท่าใดนัก

            ด้วยเพราะจ้งเยียนกล่าวขึ้นว่า “เป็นอาจารย์หนึ่งวัน นับเป็นบิดาตลอดชีวิต”

            องค์หญิงจึงได้ปรามาสเด็กหนุ่มด้วยโทสะว่า “โง่งม”

            เป็นอีกคราที่พวกเขาทะเลาะกันเช่นนี้

            เช่นนั้นองค์หญิงน้อยจึงได้จากไปด้วยโทสะที่สุมอยู่ในทรวง

            ส่วนผู้ดูแลบัณฑิตเฉินในสำนักเชินยามนี้ก็สะบัดชายเสื้อจากไปด้วยความเกรี้ยวกราดเช่นกัน

            สี่รายชื่อที่มีสิทธิ์สอบเข้าสำนักที่เขาต้องการในตอนแรกก็เพราะเขารู้สึกผิดบาปต่อเด็กๆ ทั้งยังเสียดายความสามารถของพวกเขา เขาจึงอยากมอบโอกาสให้เด็กๆ ผู้มากความสามารถเหล่านี้

            ทว่าเหล่าใต้เท้าคนอื่นๆ ในสำนักเชินที่อยู่ตรงหน้านี้กลับเอาแต่จะล้วงความลับเรื่องฮูหยินหลัวจากเขาให้ได้ ทั้งยังบอกว่าเขาช่างรู้จักฉวยโอกาสเพราะรู้เรื่องฮูหยินหลัวอยู่แล้ว จึงได้เร่งประจบนางไว้ล่วงหน้า โดยขอรายชื่อทั้งสี่ให้เด็กๆ ที่นางเลี้ยงดู ยิ่งกว่านั้นการกระทำของเขาช่างเป็นการนำชะตาของแคว้นมาหาผลประโยชน์ส่วนตัว

            ใต้เท้าเฉินไม่รู้จะแก้ต่างอย่างไร เขาคาดไม่ถึงเลยว่าวาจาโสมมเช่นนี้จะออกมาจากปากของเหล่าใต้เท้าในสำนักเชินได้

            นี่คือมุมมองของคนในสำนักเชินอย่างนั้นหรือ

            หากความคิดของอาจารย์ในสำนักยังเป็นเช่นนี้ แล้วศิษย์ที่สอนสั่งจะเป็นเช่นไร

            เขาพลันรู้สึกหดหู่ใจนัก

            บัดนี้เขาไร้ภรรยาไร้บุตร เพราะใช้ชีวิตเพียงลำพังยามทำอะไรจึงล้วนแต่ทำด้วยความซื่อตรง

            ทว่าในความเป็นจริง คนเหล่านี้กลับเอาแต่โจมตีเขาครั้งแล้วครั้งเล่า

            ใต้เท้าเฉินไม่อาจระงับโทสะกับเรื่องนี้ได้ คนเหล่านี้ต่อหน้าก็ทำเป็นประจบเอาใจ แต่กลับวางแผนยกภูเขาข้างสำนักให้ฮูหยินหลัว

            ภูเขาลูกนั้นทั้งใหญ่ทั้งสูง

            ภูเขาหินเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ บนยอดเขามีพื้นที่ราบขนาดใหญ่ ทั้งยังมีเรือนที่สามารถเข้าอยู่ได้เลยอีกหลังหนึ่ง

            หากมองลงมาจากบนภูเขาก็จะเห็นสำนักเชินได้พอดี

            ทว่าภูเขาลูกนี้ยังมีชื่อที่คนสำนักเชินลอบตั้งกันอย่างลับๆ ว่าภูเขาหลงยวน

            ความหมายของชื่อหลงยวนไม่ได้หมายถึงสถานที่อันดีงามจนมีมังกรมาอาศัยอยู่เช่นที่คนอื่นคาดกัน แต่เป็นเพราะความแปลกของภูเขาลูกนี้ที่มีงูเหลือมมากมาย

            ชาวแคว้นเชินเชื่อว่างูเหล่านี้ต่อไปจะกลายเป็นมังกร เหล่างูใหญ่พวกนี้หากบนศีรษะมีหงอนงอกขึ้นมาเมื่อใด ก็ย่อมหมายความว่าพวกมันได้กลายเป็นมังกรแล้ว

            ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีใครคิดจะฆ่างูเหล่านี้

            กระนั้นพวกงูบนภูเขาหลงยวนลูกนี้ก็ประหลาดนัก พวกมันจะอยู่แค่บนภูเขาลูกนี้ น้อยครั้งที่จะออกมาเพ่นพ่านด้านนอกราวกับว่าบนภูเขาลูกนี้มีบางอย่างที่ดึงดูดพวกมันเอาไว้

            ดังนั้นคนในสำนักเชินจึงไม่ได้ไปจัดการเรื่องนี้

            ทำแค่ปิดตายภูเขาลูกนี้ไป

            ยามนี้ฝ่าบาทได้แต่งตั้งฮูหยินหลัวขึ้นมา ทั้งยังประสงค์จะสร้างจวนให้นางสักหลัง

            สำนักเชินจึงตัดสินใจถวายภูเขาลูกนี้ให้ฮ่องเต้ทันที

            ฮ่องเต้เมื่อทราบเช่นนั้นก็พอใจ

            คนในสำนักเชินก็พอใจเช่นกัน เรื่องนี้นับว่าจัดการได้ยอดเยี่ยม แม้จะเป็นการเอาใจฝ่าบาท แต่หากกล่าวไปแล้วสำนักเชินก็ไม่ได้ประจบประแจงจนเกินไป แม้จะดูเหมือนว่ากำลังประจบประแจงฮูหยินนางหนึ่งอยู่ ทว่าภูเขาลูกนี้ก็มีเรื่องแปลกๆ ที่เหล่าบัณฑิตพอจะทราบมาบ้าง

            แน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้ย่อมรู้กันเพียงในหมู่พวกเขา ไม่มีทางจะรายงานต่อฝ่าบาท

            เรื่องนี้ก็ต้องดูที่ฮูหยินหลัวแล้ว ว่านางจะอยู่ได้หรือไม่

            เรื่องนี้ทำให้ใต้เท้าเฉินมีโทสะนัก ผู้คนเคร่งครัดมากกับหลักการพวกนี้ ภายนอกก็ทำเป็นเคร่งขรึม ทว่ากลับใช้วิธีการเช่นนี้มารังแกสตรีนางหนึ่ง ทั้งยังไม่รู้ว่าใครกันที่เป็นคนออกความคิดเรื่องนี้ กระนั้นคนเคร่งครัดเหล่านั้นต่อให้อยากจะรังแกนางก็แล้วไปเถิด นี่ยังจะมีหน้ามาล้วงความลับจากเขาอีก

            ในใจผู้ดูแลบัณฑิตเฉินก็ไม่ได้ใส่ใจอันใดกับตำแหน่งฮูหยิน ในความทรงจำของเขามีเพียงภาพยามที่กองทัพจิงบุกประชิด มีเพียงสตรีนางนี้ที่ยังคงอยู่เป็นแนวหน้า

            สตรีที่ทั้งผ่าเผยและเที่ยงตรงเช่นนี้

            ยิ่งกว่านั้นยามอยู่บนเขา เขายังพบว่าผู้ใหญ่บ้านหวังมีใจลึกซึ้งให้แก่นาง ทั้งยังไม่ใช่เพียงแค่ความชอบพอ แต่ยังแฝงไปด้วยความเคารพ

            เมื่อเขารู้ว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่ ก็ยังคิดว่าพวกเขาป่านนี้คงจะได้กลายเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ไม่คาดคิดเลยว่าเรื่องราวจะลงเอยเช่นนี้

            แต่หากอยากจะโทษใคร ก็คงต้องโทษโชคชะตาของพวกเขา

            หากว่าเขาไม่มอบสิทธิ์ทั้งสี่รายชื่อนี้ให้พวกเขา แม่นางหลัวก็คงไม่พาเฉินโย่วจากพื้นที่ห่างไกลมา นางคงไม่มีทางได้กลายมาเป็นฮูหยินเช่นนี้

            ใต้เท้าเฉินพลันรู้สึกไม่สงบขึ้นมา 

            เมื่อเขากลับไปถึงเรือนของตนก็เห็นว่าหน้าเรือนมีคนยืนอยู่ เพียงมองท่าทางก็รู้ว่าคงยืนรอมานานแล้ว

            เรือนผมไม่เพียงแต่เปียกชื้นไปด้วยหยาดน้ำค้างจากหมอก กระทั่งเสื้อผ้าบนร่างก็ยังเปียกชื้น

            ทว่าร่างกายกลับยังดูองอาจดุจเดิม

            เรือนผมแม้จะเปียกชื้น แต่ก็ถูกรวบไว้อย่างเรียบร้อย

            ชายคนนั้นเมื่อเห็นเขาก็ดูดีใจขึ้นมา

            “ใต้เท้าเฉิน ท่านยังจำข้าได้หรือไม่”

            ผู้ดูแลบัณฑิตเฉินตื่นตกใจอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ใช่ว่าเขาลืมชายตรงหน้าไปแล้ว แต่เพราะเขาจำได้เป็นอย่างดี เพียงแต่ไม่รู้ว่าชายตรงหน้ามาหาเขาด้วยเหตุใด

            “ผู้ใหญ่บ้านหวัง มาเร็วๆ รีบเข้าเรือนเถิด คราวหน้าหากมาแล้วก็เข้าเรือนได้เลย เรือนข้าสามัญนัก ไม่ค่อยมีใครมาเยี่ยมสักเท่าใดจึงไม่ได้มีของรับรองมากมาย เอ้อ บนภูเขานี้ทั้งชื้นทั้งหนาว ยืนด้านนอกนานเข้าจะป่วยเอาได้”

            “เพิ่งจะมาเยือนครั้งแรก หากเข้าเรือนเลยคงไม่ดีเท่าไรนัก ทว่าในเมื่อใต้เท้าเฉินกล่าวเช่นนี้ ครั้งหน้าข้าจะเข้าเรือนเลยแล้วกัน” นายท่านสามกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

            ใต้เท้าเฉินคิดว่าเขากำลังเห็นชายจนตรอกคนหนึ่ง แต่บุรุษตรงหน้าท่าทีจนตรอกก็ยังพอมีอยู่ ทว่าแววตากลับไม่ได้ดูจนตรอกแม้แต่น้อย กลับดูสง่าผ่าเผยเสียด้วยซ้ำ

            “ไม่ต้องเรียกข้าว่าใต้เท้าแล้ว เรียกข้าว่าจื๋อชูก็แล้วกัน แม้ข้าจะอายุมากกว่าเจ้าอยู่เสียหน่อย หรือเจ้าเรียกว่าท่านพี่ก็ได้เช่นกัน” เฉินเจี๋ยอวี๋เดินนำชายหนุ่มเข้ามาในเรือน เดินไปจุดไฟอุ่นน้ำบนเตาให้ร้อน แล้วจึงเทให้ชายหนุ่มถ้วยหนึ่ง

            ไอน้ำจางๆ ลอยขึ้นจากแก้ว น้ำยังร้อนนัก

            นายท่านสามเมื่อรับมาแล้วก็ยกขึ้นดื่มด้วยท่าทีซาบซึ้งทันที

            ใต้เท้าเฉินมีนามเต็มว่าเฉินเจี๋ยอวี๋ สมญานามคือจื๋อชู บุรุษตรงหน้าอนุญาตให้เขาเรียกว่าจื๋อชูเช่นนี้ ย่อมหมายความว่ารู้สึกสนิทสนมกับเขามาก 

            “ท่านพี่จื๋อชู ข้ามีนามว่าหรูอี้ ทว่าชีวิตกลับไม่สมหวังดั่งนาม ไม่ทราบว่าท่านพี่สามารถตั้งสมญานามให้ข้าได้หรือไม่” นายท่านสามกล่าวพร้อมทั้งยกมือคารวะ

            ใต้เท้าเฉินเคยตั้งสมญานามให้คนมาก่อน เพียงแต่ยังไม่เคยพบใครที่อายุมากถึงเพียงนี้แล้วยังไม่มีสมญานาม ทั้งยังไม่เคยตั้งเองเช่นกัน 

            ทว่าเมื่อเห็นใบหน้าจริงจังของชายหนุ่ม ใต้เท้าเฉินก็คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า “ท่านมีนามว่าหวังหรูอี้ เช่นนั้นสมญานามก็เป็นอี้ผิงก็แล้วกัน ชีวิตคนเราผิดหวังเก้าถึงแปดส่วนในสิบส่วนก็นับว่าปกติ ทว่าความสุขสงบมียากที่สุด เช่นนั้นข้าหวังว่าท่านจะได้มีความสุขสมเช่นสมญานามนี้”

            นายท่านสามเมื่อได้ยินผู้ดูแลบัณฑิตเฉินกล่าวเช่นนั้นก็เข้าใจ จึงรีบคารวะทันที

            นายท่านสามมาถึงที่นี่ไม่เพียงเพื่อสมญานามเท่านั้น แต่การขอให้ใต้เท้าเฉินมอบสมญานามให้เป็นการแจ้งเจตจำนง

            ในหมู่ขุนนางส่วนใหญ่ สมญานามมักจะให้ท่านอาจารย์ของตนเป็นคนตั้ง

            เขาให้ใต้เท้าเฉินช่วยตั้งสมญานามเช่นนี้ ย่อมแสดงออกชัดเจนว่าต้องการจะรับใช้ใต้เท้าเฉิน

            เมื่อได้รับสมญานามแล้ว

            นายท่านสามก็ไม่ได้เร่งร้อนจากไป ทว่ากลับรั้งอยู่ที่เรือนของใต้เท้าเฉินเพื่อสนทนากันต่อถึงหนึ่งวันหนึ่งคืน 

            ทั้งสองคนสนทนากันอยู่ตลอดคืน

            เทียนก็ดับแล้วดับอีกไปถึงสี่เล่ม

            เตียงซอมซ่อหนึ่งหลัง และเก้านี้ซอมซ่ออีกตัววางคู่กัน

            แม้เทียนจะหมดไปแล้วถึงสี่เล่ม 

            ดวงจันทร์ดวงโตยังคงส่องแสงลงมา

            เฉินเจี๋ยอวี๋เล่าเรื่องเกี่ยวกับขุนนางในราชสำนักที่รู้มาทั้งหมดให้นายท่านสามฟัง

            วันต่อมา

            ฟ้าเริ่มจะสาง

            ใต้เท้าเฉินที่สนทนามาทั้งคืนยังคงหลับอยู่ ทั้งยังกรนออกมาเบาๆ

            นายท่านสามค่อยๆ ลุกขึ้น ช่วยอีกฝ่ายคลุมผ้าห่มแล้วจึงเดินออกไปด้านนอก

            เขาเองแม้จะเป็นปัญญาชนเช่นกัน ทว่ายามอยู่บนภูเขา เขากลับให้ความสำคัญกับการออกกำลังนัก เช่นนั้นแม้จะอดนอนเพื่อสนทนาสัพเพเหระทั้งคืน เขาก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะขอบตาดำหรืออ่อนล้า ยิ่งกว่านั้นกลับดูกระฉับกระเฉงยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ

            ชายหนุ่มยืนหลังตรงอยู่กลางเรือนของนายท่านเฉิน

            เมื่อมองไปด้านหน้าก็เห็นเป็นทิวเขาทอดยาวติดต่อกันท่ามกลางหมอกหนา

            เขาพลันตะโกนขึ้นเสียงดัง “อ้า…อ้า…อ้า…”

            ทิวเขาก็พลันตอบกลับทันใด “อ้า…อ้า…อ้า…”

            ใต้เท้าเฉินที่ยังอยู่ในเรือนเพียงแค่พลิกกายแล้วหลับต่อ

            นายท่านสามเก็บกวาดของอีกเล็กน้อย แล้วจึงลงจากเขาไป

            ชายหนุ่มเดินลงจากเขาไปเพียงลำพังด้วยท่าทีผ่าเผย

            ไม่นานนักร่างสูงใหญ่ก็ลับหายไปในม่านหมอก

            ปีนี้คือปีที่สองร้อยแปดสิบหกของแคว้นเชิน ปีที่หวังหรูอี้ได้สมญานามว่าอี้ผิง

            ปีนี้ในประวัติศาสตร์ยังเรียกว่าปีหรูอี้

            ……

    คล้ายกับเรื่องหงสาสีนิล (จบ) ที่คุณอ่าน

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577