บทที่ 13 การฝึกฝนเล็กน้อยไม่เป็อันตราย
ห่างออกไปไม่ไกลจากทะเลสาบ ฉินเอ๋อร์นั่วและจางซอมซ่อยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทั้งคู่ต่างสบตากันครู่หนึ่งโดยไม่ได้เอ่ยคำพูดใดออกมา…
คุณชายรองตระกูลหลี่ช่างน่าตกตะลึงจริง ๆ
อายุเพียงเท่านี้ แต่กลับบ่มเพาะวรยุทธ์ได้ถึงเพียงนี้ ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก!
ริมฝั่งทะเลสาบ กระบี่โบราณเล่มหนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น หลี่จื่อเย่ย่อตัวลงเก็บมันขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ แม้ดวงตาจะส่อแววขัดเคือง แต่กลับไม่อาจปริปากโต้แย้งออกมาได้สักคำ
“ชิ่งจือ”
จากที่ไกล ๆ หลี่โย่วเวยเห็นหลี่ชิ่งจือยืนอยู่ นางจึงกล่าวเบา ๆ “น้องชายพยายามอย่างหนักแล้ว ขอเวลาให้เขาสักหน่อยเถิด”
“พี่สาว ท่านกับท่านพ่อบุญธรรมจะปกป้องเขาได้อีกนานแค่ไหน?”
หลี่ชิ่งจือกล่าวอย่างเ็า “หากเขายังคงไร้ความสามารถเช่นนี้ ตระกูลหลี่ต้องพินาศในมือเขาในไม่ช้าก็เร็ว”
“ตระกูลหลี่มีวันนี้ได้ น้องชายก็มีส่วนสำคัญอย่างมาก ตอนนี้เขาก็กำลังพยายามปกป้องครอบครัวนี้อยู่ ชิ่งจือ ข้าหวังว่าเ้าจะอดทนและให้เวลาเขามากกว่านี้อีกหน่อย” หลี่โย่วเวยถอนหายใจเบา ๆ
“จริงอยู่ที่เขาเคยสร้างความรุ่งเรืองให้กับตระกูลหลี่ แต่การที่เขาไม่มีความสามารถในการปกป้องมัน นั่นคือความผิดที่ใหญ่หลวงที่สุด” หลี่ชิ่งจือกล่าวอย่างเ็า ขณะที่สายตาเหลือบมองไปที่เด็กหนุ่มริมฝั่งทะเลสาบ
ริมทะเลสาบ หลี่จื่อเย่เก็บกระบี่ขึ้นมาแล้วส่งคืนให้แก่ฉินเอ๋อร์นั่ว
“ฉินเซียนจื่อ ข้าขอลาครึ่งวันได้หรือไม่ จำนวนครั้งที่ข้าติดค้างในวันนี้ ข้าจะชดเชยให้ครบเมื่อกลับมา” หลี่จื่อเย่กล่าว
“ไปเถิด”
ฉินเอ๋อร์นั่วไม่ได้ถามอะไรมาก นางรับกระบี่โบราณชิงซวงแล้วพยักหน้าตอบรับ
“ขอบคุณเซียนจื่อ”
หลี่จื่อเย่กล่าวขอบคุณแล้วก้าวเดินออกไปไกล
“พี่รอง”
หลี่จื่อเย่รีบวิ่งเข้ามาหาทั้งสอง แม้ว่าเขาจะเพิ่งถูกสั่งสอนไปเมื่อครู่นี้ แต่เขาก็ยังคงทักทายด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “ท่านกลับมาแล้ว”
หลี่ชิ่งจือจ้องมองเด็กหนุ่มตรงหน้าและพูดอย่างเฉยเมย “ฝึกกระบี่เสร็จแล้วหรือ?”
“ยังไม่เสร็จขอรับ ก่อนหน้านี้ข้าได้รับปากองค์ชายสามว่าจะให้คำตอบแก่เขาภายในสองวันนี้” หลี่จื่อเย่ตอบ
“เ้ารู้หรือไม่ว่าพี่หญิงใหญ่กำลังจะไปเมืองหลวง?” หลี่ชิ่งจือถาม
“รู้ขอรับ”หลี่จื่อเย่พยักหน้าตอบ
“เมืองหลวงนั้นเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม เื่นี้ควรเป็หน้าที่ของเ้าในฐานะบุตรชายโดยกำเนิดแท้ ๆ แต่กลับเป็พี่หญิงใหญ่ที่ต้องไปแทน เพราะความไร้ความสามารถของเ้า เข้าใจหรือไม่?” หลี่ชิ่งจือกล่าว อย่างเ็า
“พี่รองสั่งสอนได้ถูกต้องแล้วขอรับ” หลี่จื่อเย่ยอมรับคำวิจารณ์ด้วยความนอบน้อม
“พี่หญิงใหญ่ไปเมืองหลวง ข้าก็จะแอบตามไปด้วย ส่วนเื่ที่เมืองอวี๋โจวก็ฝากเ้าดูแลด้วย” หลี่ชิ่งจือกล่าวอย่างเฉยเมย
“วางใจได้เลยขอรับพี่รอง”
หลี่จื่อเย่พยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน ใครจะไปรู้ว่าภายใต้ท่าทางว่าง่ายนั้น ซ่อนความดื้อรั้นเอาไว้มากแค่ไหน
“ไปเถิด องค์ชายสามนั้นมีเล่ห์เหลี่ยมลึกล้ำ จงระวังตัวให้ดี” สีหน้าของหลี่ชิ่งจือผ่อนคลายลงเล็กน้อย พร้อมกับกล่าวกำชับ
“ขอบคุณท่านพี่ที่เป็ห่วง ข้าจะระมัดตัวขอรับ”
หลี่จื่อเย่ตอบรับด้วยความยินดีที่นาน ๆ ทีจะได้รับความห่วงใยจากพี่ชาย ก่อนจะรีบวิ่งออกไป
“เ้าเข้มงวดกับน้องชายเกินไปแล้ว”
หลี่โย่วเวยพูดอย่างจนใจเมื่อเห็นหลี่จื่อเย่ออกไป “จริง ๆ แล้ว เขานับถือเ้ามากนะ ทุกครั้งที่เ้ากลับมา เขามักจะดีใจเสมอ”
“เขาเป็บุตรชายคนเดียวของตระกูลหลี่ ก็ควรแบกรับความรับผิดชอบที่หนักกว่าผู้อื่น นี่คือชะตากรรม”
หลี่ชิ่งจือกล่าวอย่างใจเย็น “อ้อ เื่การหากระบี่คู่กายให้เขานั้น ข้าจะลองสืบดู ได้ยินว่าที่ทะเลตะวันออกและดินแดนทางใต้มีกระบี่โบราณที่ดีปรากฏขึ้นมาหลายเล่ม หากมีเวลา ข้าจะไปดูด้วยตัวเอง”
“เ้านี่ ปากแข็งแต่ใจดีเสมอเลยนะ” หลี่โย่วเวยกล่าวเบา ๆ
…
โรงเตี๊ยมเยว่ไหล ห้องพักชั้นสอง
ภายในห้องพัก องค์ชายสามมู่เหยาจัดแต่งอาภรณ์อย่างพิถีพิถัน ก่อนจะก้าวลงบันไดมา
เบื้องหน้าโรงเตี๊ยม หลี่จื่อเย่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว
“เชิญองค์ชายขอรับ”
หลี่จื่อเย่กล่าวอย่างสุภาพเมื่อเห็นอีกฝ่าย
“เชิญคุณชายหลี่!"
มู่เหยาตอบกลับอย่างสุภาพเช่นกัน
ทั้งสองสบตากันพร้อมรอยยิ้ม แล้วเดินเคียงข้างกันไป
ขนบธรรมเนียมของเมืองอวี๋โจวนั้นแตกต่างจากเมืองหลวง ผู้คนมีนิสัยเรียบง่าย แต่ก็ค่อนข้างห้าวหาญ
บนท้องถนนผู้คนพลุกพล่านเป็ครั้งคราว ทั้งยังมีเด็ก ๆ วิ่งเล่นหยอกล้อกันผ่านฝูงชนไป
“คำแนะนำที่ข้าให้คุณชายหลี่ ได้พิจารณาอย่างไรบ้างแล้ว?”
มู่เหยาถามอย่างไม่ใส่ใจ ขณะมองดูทิวทัศน์และผู้คนในเมืองอวี๋โจว
“น้ำใจขององค์ชายสาม ตระกูลหลี่ย่อมไม่กล้าปฏิเสธ พี่หญิงใหญ่จะเดินทางไปที่เมืองหลวงในอีกไม่กี่วันนี้ เพื่อหารือเื่ความร่วมมือกับทั้งสามตระกูลขอรับ” หลี่จื่อเย่ตอบ
“โอ้?”
มู่เหยาได้ยินดังนั้น สีหน้าแสดงความประหลาดใจ กล่าวว่า “เป็พี่สาวบุญธรรมของเ้าใช่หรือไม่ คุณชายหลี่ไม่ไปด้วยหรือ?"
“ธุรกิจของตระกูลหลี่ ข้าไม่เคยยุ่งเกี่ยวมาก่อน ทั้งหมดเป็หน้าที่ของพี่หญิงใหญ่และท่านพ่อที่ดูแล ในตอนนี้ท่านพ่อสูงวัยแล้วไม่สะดวกเดินทางไกล ดังนั้นพี่หญิงใหญ่จึงไปแทนขอรับ” หลี่จื่อเย่ตอบพร้อมรอยยิ้ม
“ช่างน่าเสียดายจริง ๆ”
มู่เหยาแสดงสีหน้าเสียดาย กล่าวว่า “ข้าคิดว่าจะได้ทำหน้าที่เ้าบ้านในเมืองหลวง และดื่มสุราสนทนากับคุณชายหลี่เสียอีก”
“หากมีโอกาส ข้าจะไปเยี่ยมองค์ชายสามที่เมืองหลวงอย่างแน่นอนขอรับ” หลี่จื่อเย่กล่าว
มู่เหยาพยักหน้า มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ไม่ได้พูดอะไรต่อ
ทายาทตระกูลหลี่ไม่ได้ไปด้วยครั้งนี้ ช่างน่าเสียดายจริง ๆ แต่ได้ยินมาว่าพี่น้องตระกูลหลี่สนิทกันมาก หากหลี่โย่วเวยมีปัญหา ก็ไม่ต้องกลัวว่าเ้าหนุ่มคนนี้จะไม่ไปเมืองหลวง
หลังจากเดินเล่นกันอยู่นาน มู่เหยาก็หันไปถามเด็กหนุ่มข้าง ๆ ว่า “ว่าแต่พี่สาวของเ้าจะออกเดินทางเมื่อไหร่?”
“อีกไม่กี่วันนี้แล้วขอรับ” หลี่จื่อเย่ตอบ
“ดีเหมือนกัน ข้าออกจากเมืองหลวงมาสักระยะแล้ว ถึงเวลาต้องกลับไปแล้ว”
มู่เหยากล่าว “พอดีข้าจะออกเดินทางกลับเมืองหลวงพร้อมกับพี่สาวของเ้า จะได้ช่วยดูแลกันระหว่างทาง”
“ช่างดีเหลือเกิน ถ้าเช่นนั้นก็ขอบพระคุณองค์ชายสามที่กรุณา” หลี่จื่อเย่กล่าวพลางยิ้ม
“ไม่เป็ไร” มู่เหยากล่าวตอบ
หลังจากคุยเื่สำคัญเสร็จแล้ว ทั้งสองก็เริ่มพูดคุยเื่ทั่ว ๆ ไป ถามกันไปมาสองสามคำ พยายามหาข้อมูลที่เป็ประโยชน์จากอีกฝ่าย
ทั้งสองล้วนเป็คนฉลาด ดังนั้นแม้คำพูดจะเสแสร้งแกล้งทำอย่างยิ่ง แต่ก็ยังดูเหมือนเพื่อนเก่าที่พบกัน สนทนากันอย่างสนุกสนาน
หลังเที่ยง หลี่จื่อเย่ก็ตัดสินใจขอตัวแยกจากองค์ชายสาม ต่างคนต่างแยกย้ายกลับบ้าน
ที่เรือนหลังจวนตระกูลหลี่ หลี่จื่อเย่เดินมานั่งลงข้างจางซอมซ่อ ยกมือปาดเหงื่อบนใบหน้า เตรียมจะพักสักครู่
“เป็อย่างไรบ้าง ออกไปเดินรอบเดียวเหนื่อยขนาดนี้เชียวหรือ?” จางซอมซ่อถาม
“เหนื่อยมาก คุยกับคนเ้าเล่ห์อย่างองค์ชายสาม มันเหนื่อยจริง ๆ” หลี่จื่อเย่พูดพร้อมกับหอบหายใจ
“เ้ายังมีหน้ามาว่าคนอื่นมีเ้าเล่ห์อีก ข้าว่าคนที่มีเ้าเล่ห์มากที่สุดในเมืองอวี๋โจวนี้ก็คือเ้านี่แหละ” จางซอมซ่อพูดอย่างเยาะเย้ย
“ท่านลุงจาง ท่านเข้าใจข้าผิดแล้ว”
หลี่จื่อเย่กล่าวอย่างจริงจัง “ข้าปฏิบัติต่อผู้คนด้วยความจริงใจเสมอมา”
“หึ!”
จางซอมซ่อหัวเราะเยาะ ก่อนจะกล่าวว่า “คำพูดนี้ของเ้า ต่อให้เป็สุนัขในเมืองอวี๋โจวมันยังไม่เชื่อเลย”
หลี่จื่อเย่อ้าปากค้าง กำลังจะโต้ตอบ แต่จู่ ๆ เขาก็รู้สึกเย็นะเืที่หลัง กระบี่โบราณเล่มหนึ่งพุ่งเข้ามาปักลงตรงหน้าเขา
“ฝึกกระบี่เสร็จแล้วหรือ?”
เสียงเ็าดังมาจากด้านหลัง แม้จะไพเราะ แต่ก็เย็นะเืจนทำให้คนสั่นสะท้านไปทั้งตัว
“ใกล้แล้วขอรับ”
หลี่จื่อเย่รีบลุกขึ้นทันที ดึงกระบี่ที่ปักอยู่ตรงหน้าออกมาและฝึกฝนต่อ
จางซอมซ่อจิบสุราอึกหนึ่ง มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
ฉินเอ๋อร์นั่วยืนอยู่ข้าง ๆ จ้องมองไปยังเด็กหนุ่มที่อยู่ไม่ไกล แววตาของนางวาบขึ้นเป็ประกาย ราวกับกำลังครุ่นคิดบางสิ่ง
“เจี้ยนฉือ เ้าคิดว่าข้าควรหาคู่ต่อสู้ให้เขาสักคนดีหรือไม่?” หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ ฉินเอ๋อร์นั่วก็เอ่ยถามขึ้น
“เ้า้าฆ่าเขาหรือ?”
จางซอมซ่อถามอย่างประหลาดใจ “เขาเพิ่งฝึกกระบี่ได้ไม่กี่วัน แม้ว่าเ้าจะใช้พลังลมปราณและโอสถวิเศษบำรุงเส้นลมปราณและขัดเกลาร่างกายของเขาทุกวัน แต่เส้นลมปราณของเขาก็ยังไม่เปิด ยังไม่สามารถฝึกฝนได้ อีกทั้งกระบี่ไม่มีตา หากหาคู่ต่อสู้ให้เขาตอนนี้ ก็เท่ากับเ้าเบื่อชีวิตเขาแล้ว”
ฉินเอ๋อร์นั่วนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “หยกไม่ขัดเกลาย่อมไม่เป็ของมีค่า หากฝึกฝนแบบนี้ต่อไป อีกสิบปีเขาก็ไล่ตามฮั่วหลินเอ๋อร์ไม่ทัน หาก้าก้าวหน้าเร็วขึ้น ต้องผ่านการต่อสู้จริงเท่านั้น ข้าได้ยินมาว่า ทางเหนือของเมืองอวี๋โจวมีโจรผู้ร้ายอยู่มากมายบนูเา อีกไม่กี่วันให้เขาไปเดินเล่นแถวนั้นสักหน่อย”
เมื่อได้ยินดังนั้น มุมปากของจางซอมซ่อก็กระตุกเล็กน้อย หญิงผู้นี้้าเล่นงานเด็กคนนี้จริง ๆ
พวกโจรผู้ร้ายเ่าั้ล้วนเป็พวกที่เลียเืจากคมดาบ ดุร้ายยิ่งนัก ด้วยพละกำลังของเด็กคนนี้ในตอนนี้ ไปก็เท่ากับไปตาย