“เมื่อกี้เธอคุยกับใคร” ชายหนุ่มเอ่ยถามหญิงสาวอย่างจับผิดเมื่อเลขาที่รับบทเป็บุรุษพยาบาลเข็นรถที่ตนนั่งมาถึงโต๊ะอาหาร
“เอ่อ…ฉันก็ไม่รู้ค่ะ ฉันฟังเขาไม่รู้เื่ เขาก็เลยไปแล้วค่ะ” เธอแก้ตัวแบบขอไปที “ฉันไม่รู้ว่าพวกคุณทราบหรือเปล่า ถึงฉันจะเป็ลูกบุญธรรมของคุณน้า แต่ว่าฉันเรียนจบแค่ม.3 ค่ะ ไม่มีความรู้ด้านภาษา ฉันคุยกับพวกฝรั่งไม่รู้เื่หรอกค่ะ”
“อืม ทานข้าวกันเถอะ เดี๋ยวจะเย็นเอาซะหมด พวกเรามีธุระต่อที่ต้องทำ” ชายหนุ่มพูดเสียงเรียบ
ถึงแม้เขาจะไม่เชื่อว่าเธอจะฟังชาวต่างชาติคนเมื่อกี้ไม่รู้เื่อย่างที่พูดมา เพราะเหตุการณ์ที่อยู่ในสายตาของเขาเมื่อครู่คือภาพของคนสองคนที่กำลังสนทนากันด้วยความเข้าใจ ในเมื่อเธอไม่ยอมบอก เขาก็จะตามค้นหาความจริงเอาเอง
หลังจากที่ทั้งหมดทานข้าวเสร็จแล้ว รถยนต์คันหรูก็พาคนทั้งสามมายังคฤหาสน์เทพประจักษ์
“ที่นี่คือ…?” หญิงสาวเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นว่ารถเลี้ยวเข้ามาในคฤหาสน์หรู
“คฤหาสน์เทพประจักษ์ บ้านของพ่อฉัน” ชายหนุ่มตอบเสียงเรียบ
ทันทีที่ลงจากรถ คนแรกที่ออกมาต้อนรับพวกเขาก็คือคราม พี่ชายคนโตของเหล่าพี่น้องตระกูลเทพประจักษ์
“คีรินทร์ เป็ยังไงบ้าง ไหวหรือเปล่า ได้ยินพชรบอกว่านายเจ็บขาเหรอ” เขาถามน้องชายต่างมารดาด้วยความเป็ห่วง
“พี่คราม แค่กๆ” เขาเรียกชื่อพี่ชายด้วยน้ำเสียงอันอ่อนแรงพร้อมกับไอออกมาเป็พักๆ “ไม่เป็ไร ผมไหวครับ” ชายหนุ่มตอบ
คำพูดและน้ำเสียงของชายผู้เป็ว่าที่สามีทำให้ปรางรัศมีรู้สึกประหลาดใจจนน่าใ เมื่อครู่ตอนอยู่ข้างนอกบุคลิกของเขาช่างแตกต่างกับคนที่ยืนอยู่ข้างเธอในตอนนี้ราวกับคนละคน
คุณคีรินทร์ที่อยู่ในร้านเสื้อผ้าแบรนด์หรูและร้านอาหารชื่อดังเป็คนเงียบขรึม น่าเกรงขาม มีความเป็ผู้นำ แต่ก็มีความอ่อนน้อมอยู่บ้าง แต่คุณคีรินทร์ที่อยู่ในคฤหาสน์เทพประจักษ์หลังนี้ กลับกลายมาเป็คุณคีรินทร์ผู้อ่อนแอเหมือนกับตอนที่อยู่ต่อหน้าคนอื่นๆในบ้านจันทร์ประดับก่อนหน้านี้ไม่มีผิด
เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้หญิงสาวรู้สึกสับสนและงุนงงอยู่ไม่น้อย แต่เธอก็คิดว่าอาจเป็เพราะบางทีตนยังไม่คุ้นเคยกับเขาก็ได้ ถึงทำให้ชายหนุ่มแสดงออกกับตนอย่างนั้น
“สวัสดีค่ะคุณคราม” ปรางรัศมียกมือไหว้ทำความเคารพทักทายผู้เป็พี่ชายของว่าที่สามี
ผู้ชายคนนี้สมกับคำร่ำลือที่เธอเคยได้ยินจริงๆ สุภาพ อ่อนโยน อบอุ่น เหมือนกับน้ำที่อยู่ด้วยแล้วรู้สึกเย็นสบาย ผ่อนคลาย เขาเป็พี่ชายต่างแม่แต่กลับรักและเป็ห่วงน้องชายต่างแม่อย่างคีรินทร์มากกว่าน้องชายซึ่งคลานตามกันมาอย่างคิมหันต์
“สวัสดีครับคุณปรางรัศมี” ชายหนุ่มผู้พี่ที่เหมือนเพิ่งจะมองเห็นหญิงสาวยกมือขึ้นรับไหว้เธออย่างเป็มิตร
“ขอโทษทีนะครับ พอดีมัวแต่เป็ห่วงเ้าคีรินทร์ ก็เลยลืมทักทายว่าที่น้องสะใภ้เลย” เขาพูดด้วยท่าทีเขินอายปนขบขัน แต่ก็ไม่วายที่จะเอ่ยปากชมหญิงสาวด้วยความชื่นชม “คุณปรางรัศมีสวยมากเลยครับ คีรินทร์นี่โชคดีจริงๆ” เขาพูดกึ่งแซวน้องชาย
“ขอบคุณค่ะ” เธอยกมือขึ้นไหว้ขอบคุณชายหนุ่มที่เอ่ยชมตนพร้อมกับส่งยิ้มบางๆไปให้เขาเพื่อแทนคำขอบคุณ
“กว่าจะมากันได้ ไม่รู้หรือไงว่าคนอื่นเขารออยู่” เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนที่ร่างของชายหนุ่มวัยฉกรรจ์หน้าใสจะเดินพ้นประตูบ้านของคฤหาสน์ออกมาต้อนรับพวกเขาด้วยเช่นกัน
“สวัสดีค่ะคุณคิมหันต์” เธอยกมือไหว้ทักทายชายหนุ่ม ถึงหญิงสาวจะไม่เคยพบหน้าของชายหนุ่มทั้งสามมาก่อน แต่เธอก็เคยเห็นพวกเขาบ้างเป็ครั้งคราวตามสื่อต่างๆ จึงพอจะจำได้ว่าใครคือใคร
“นี่น่ะเหรอ เ้าสาวของคีรินทร์” เขาพูดก่อนจะมองหญิงสาวั้แ่หัวจรดเท้า แล้วมองย้อนจากเท้าขึ้นมาบนใบหน้าอีกครั้ง “อื้ม ก็สวยดี แต่ดูจืดชืดไปหน่อย ที่หายไปนานก็คงจะมัวแต่ไปแปลงโฉมกันอยู่สินะ ทำแล้วได้แค่นี้เองเหรอ” เขาพูดอย่างดูถูกหญิงสาวผู้เป็ว่าที่พี่สะใภ้
คีรินทร์กำมือแน่น พยายามเก็บความอดทนเอาไว้ให้ถึงที่สุด ปกติเวลาถูกน้องชายต่างมารดาต่อว่าหรือดูถูกเขาก็มักจะไม่ถือสา และปล่อยผ่านไป แต่ครั้งนี้คนที่โดนดูถูกกลับเป็ปรางรัศมี ว่าที่เ้าสาวของตน ซึ่งเขายอมไม่ได้ แต่สถานการณ์ตอนนี้มันบีบบังคับให้เขาไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากนั่งเก็บกดอารมณ์โกรธไว้อย่างนั้น
เมื่อโดนดูถูกเช่นนั้น หญิงสาวก็รู้สึกโกรธ แต่เธอก็สามารถเก็บอาการเอาไว้ได้ ไม่แสดงมันออกมาว่าตนรู้สึกเช่นไร ในเมื่ออยู่ที่บ้านจันทร์ประดับ เธอยังระงับอารมณ์ของตัวเองได้ อยู่ที่นี่ถ้าเธอจะทนไม่ได้ก็ให้มันรู้ไป
ผู้ชายคนนี้ก็เหมือนกับเด็กที่ยังไม่โต จะต้องเรียกร้องความสนใจ และพูดจากดคนอื่นเพื่อให้รู้สึกว่าตนเองนั้นอยู่เหนือกว่า ถ้าเธอถือสา เธอก็คงไม่ต่างอะไรจากเขา
ปรางรัศมีหันไปมองชายหนุ่มซึ่งนั่งรถเข็นอยู่ เห็นมือของเขาที่กำไว้แน่นก็เข้าใจความรู้สึกของผู้เป็ว่าที่สามีทันที เขากำลังเก็บกดอารมณ์โกรธนั้นเอาไว้สินะ ถึงแม้เขาจะชอบทำตัวเ็าใส่เธอ แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่ใช่คนที่ไม่มีความรู้สึกอะไรเลย
เมื่อเห็นดังนั้นปรางรัศมีจึงเดินไปจับที่ไหล่ของชายหนุ่ม เพื่อบอกว่าตนไม่เป็อะไร
“ขออนุญาตนะคะคุณพชร” เธอพูดขออนุญาตจากบุรุษพยาบาลประจำตัวของคีรินทร์ ก่อนที่หญิงสาวจะเข็นรถซึ่งมีชายหนุ่มผู้เป็ว่าที่สามีเข้าไปข้างในคฤหาสน์โดยที่ไม่สนใจคำพูดของหนุ่มหน้าใสผู้เป็น้องชายต่างมารดาของเขาเลย
“เราเข้าไปข้างในกันดีกว่าค่ะ ป่านนี้คุณพ่อของคุณและภรรยาของท่านคงจะรอพวกเราแล้ว” เธอพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยก่อนจะเข็นรถพาคีรินทร์เข้าไปในคฤหาสน์
ถ้าดูผิวเผินก็เหมือนกับว่าหญิงสาวกำลังหลีกเลี่ยงสถานการณ์ตรงหน้านี้ แต่หากฟังประโยคที่เธอกล่าวมาเมื่อครู่ มันหมายความว่าแม้แต่ตัวเธอเองก็ยังไม่ยอมรับสถานะแม่เลี้ยงของพิมผกา
ปรางรัศมีเคยได้ยินมาว่า พิมผกาและคิมหันต์นั้นไม่ถูกกับคีรินทร์ จึงไม่แปลกที่เธอจะไม่ยอมรับฐานะของพิมผกาเพื่อเอาใจผู้เป็สามีในอนาคต ยังไงซะเธอก็ถือว่าอยู่ฝ่ายเดียวกับเขาแล้ว หญิงสาวมั่นใจว่าถ้าหากอยู่ที่นี่ คนที่เธอจะต้องรับมือและเผชิญหน้าด้วยก็คือแม่เลี้ยงกับน้องชายต่างมารดาของว่าที่สามี
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารที่มีอาหารหลากหลายเมนูถูกนำมาวางเรียงรายท่ามกลางครอบครัวเทพประจักษ์ซึ่งนั่งกันพร้อมหน้าเพื่อต้อนรับว่าที่ลูกสะใภ้คนแรกของตระกูล
“หนูปรางนี่สวยจริงๆ เป็บุญของเ้าคีรินทร์ที่ได้หนูมาเป็ภรรยาในอนาคต ยังไงพ่อก็ฝากลูกชายของพ่อด้วยนะ” คมกฤษณ์เอ่ยชมว่าที่ลูกสะใภ้อย่างเอ็นดู
หญิงสาวส่งยิ้มบางๆให้คุณพ่อว่าที่สามีแทนคำขอบคุณ
“ใช่ค่ะ เป็บุญวาสนาของพ่อคีรินทร์เขานะคะ ที่ได้คนดีๆอย่างหนูปรางมาเป็ภรรยา ถ้าไม่ใช่หนูปราง พ่อคีรินทร์คงจะไม่มีโอกาสได้แต่งงาน ก็อย่างที่รู้กัน ลูกชายคนนี้น่ะสุขภาพไม่แข็งแรงเหมือนกับพี่น้องคนอื่นๆเขา การจะหาผู้หญิงดีๆสักคนที่จะยอมรับข้อเสียตรงนี้ได้ก็คงจะยาก โชคดีนะคะที่ได้หนูปรางมาช่วยดูแล ดิฉันกับคุณคมกฤษณ์ก็จะได้สบายใจค่ะ” เธอพูดเหมือนกับแม่เลี้ยงที่รักและเอ็นดูลูกเลี้ยงไม่แพ้ลูกแท้ๆของตนเอง แต่ความนัยนั้นกำลังบอกว่านอกจากปรางรัศมี ก็ไม่มีใครเอาคีรินทร์อีกแล้ว
ปรางรัศมีที่โตมามีชีวิตไม่ต่างจากคีรินทร์ เธอจึงเข้าใจความรู้สึกของเขาดี ผู้หญิงคนนี้น่ากลัวกว่าน้าบุญธรรมของเธอเสียอีก เพราะประภัสสรเธอร้ายอย่างเปิดเผย แต่พิมผกานั้นเป็คนปากหวานแต่ก้นเปรี้ยว พูดจาดีเวลาอยู่ต่อหน้าสามีของเธอซึ่งก็คือคุณพ่อของชายหนุ่ม นั่นยิ่งทำให้ความน่าเชื่อถือของเธอเพิ่มมากขึ้น ทำให้คำพูดของผู้เป็ลูกชายอย่างเขาไม่มีน้ำหนักมากพอ