ในวันที่ท้องฟ้ามืดครึ้มสาวสวยวัยเกือบสามสิบปีกำลังเดินฝ่าสายฝนอย่างสบายใจ ละอองน้ำที่โปรยปรายลงมาทำได้เพียงกระทบเสื้อกันฝนที่ยาวลงมาคลุมรองเท้าแล้วกระดอนออกเธอไม่กังวลเพราะมั่นใจว่าเส้นใยพิเศษจะรักษาความแห้งสนิทของร่างกายได้
17.10 น. ของวันที่ 4 ส.ค. พ.ศ.2593
ตัวเลขฮอโลแกรมปรากฏเหนือนาฬิกาข้อมือ ยังมีเวลาอีกถมเถไปพอกลับถึงบ้านงานของสามีเธอก็น่าจะเสร็จพอดีแล้วทั้งคู่ก็จะได้ออกทานอาหารมื้อพิเศษร่วมกันในวันครบรอบแต่งงานเช่นนี้แค่นึกเธอก็เผลอยิ้มโดยไม่รู้ตัว
ั้แ่วันที่ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการชีวิตหญิงสาวก็พลิกผัน เธอไม่ต้องหลบสายตาเพื่อนร่วมงานอีกต่อไปเมื่อหนึ่งปีก่อนเธอเจอกับผู้ชายคนนั้นโดยบังเอิญในบาร์ใกล้บ้านไม่น่าเชื่อว่าเธอจะกล้าเข้าไปคุยก่อน ทั้งที่ไม่ได้เมามายอะไรมากมายรู้ตัวอีกทีเขาก็กลายเป็สามีคนปัจจุบันและ...หญิงสาวลูบท้องที่นูนกลมของตัวเอง...เธอกำลังจะมีลูกในอีก 6 เดือนข้างหน้า
หญิงสาวดึงสติกลับคืนมาก็พบว่าตัวเองอยู่ท่ามกลางเงาของต้นไม้โดยรอบ หลอดไฟบนเสาที่ใช้งานได้เหลือเพียงครึ่งหนึ่งทำให้สถานที่แห่งนี้ค่อนข้างมืดสลัวผ่านมาเป็สิบปีเห็นมาซ่อมแค่สามสี่ครั้ง ไม่นานก็เสียอีกไม่รู้ว่ารัฐเอาเงินไปใช้ทำอะไรหมด ทว่าเธอไม่กลัวเพราะคุ้นชินกับสวนสาธารณะเล็ก ๆใจกลางเมืองแห่งนี้ั้แ่เด็ก
ในตอนนั้นเองเธอมองไปยังพุ่มไม้ใต้แสงนีออนข้างห้องน้ำหญิงตรงหน้าแล้วหยุดชะงักอย่างไร้เหตุผล รอยยิ้มจางหายไป หญิงสาวเพ่งมองมันอีกครั้ง ก็ไม่ต่างจากต้นไม้อื่นๆ นี่น่า เธอแปลกใจตนเองเหมือนกันว่าทำไมจึงรู้สึกกังวลแปลก ๆมือที่ทาบอกััได้ถึงใจที่เต้นรัว แต่ไม่รู้ว่าตนเองกลัวอะไรได้ยินว่าห้องน้ำแห่งนี้เคยมีคนตาย แต่เธอก็ไม่ได้จินตนาการว่าจะมีผีกระโจนออกมา หรือว่าเธออาจกลัวงูพิษที่ดักรอเหยื่ออย่างเงียบเชียบอยู่ในสุมทุมพุ่มไม้
จะเป็อะไรก็ช่าง หญิงสาวไม่ยอมเสี่ยงเด็ดขาดเธอหมุนตัวกลับหลังหัน เลี่ยงอ้อมไปอีกทางหนึ่งที่ไกลกว่าแม้ทางออกจะอยู่ตรงหน้าแล้วแท้ ๆ
ทันใดนั้นภาพของเธอก็หยุดนิ่งเม็ดฝนที่ตกลงมาลอยในอากาศ กิ่งไม้ที่สั่นไหวตามแรงลมก็นิ่งสนิท
ชายศีรษะล้านที่สวมเสื้อกาวน์ ใช้ริโมตคอนโทรลกดหยุดหนังที่กำลังฉายบนจอแล้วตัดสลับไปอีกภาพซึ่งเป็โลโกรูปสมองติดปีกซึ่งหมุนรอบตัวเองช้า ๆ ตัวหนังสือด้านล่างเขียนว่าKSproject แม้เขาในฐานะหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ที่รับผิดชอบโครงการจะไม่ค่อยชอบใจมันเท่าไหร่แต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งท่านนายก
"อย่างที่พวกคุณเห็นอาสาสมัครหมายเลข 1234 ของโครงการสามารถรักษาโรค PTSD ที่ทำให้เธอทนทุกข์มาตลอด 10 ปีได้สำเร็จ” เขาอธิบายให้คนสิบคนที่นั่งรายล้อมรอบโต๊ะกลมเบื้องหน้า
"เธอเป็คนขอเข้าร่วมโครงการเองใช่ไหมดร.ศิวะ" ชายในชุดเครื่องแบบซึ่งนั่งหัวโต๊ะถามขึ้น เสียงดังพอโดยไม่ต้องใช้ไมโครโฟนสัญลักษณ์ดาว มงกุฎ และช่อชัยพฤกษ์บนบ่าแสดงถึงตำแหน่งนายพลยศใหญ่อีกทั้งเขายังเป็ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ทุกคนเรียกเขาว่า "บิ๊กต้อม"
"แน่นอนครับ” ดร.ศิวะพยักหน้า“ผมรัดกุมเื่ความยินยอมอยู่แล้ว ท่านสามารถกดดูวิดีโอที่บันทึกไว้ตอนเซ็นยินยอมได้ตามลิงก์ในเอกสารได้เลยครับ”
นายพลบิ๊กต้อมพลิกเอกสารในมือไปมาครู่หนึ่งขณะที่คนอื่น ๆ เคลื่อนหลังมือซึ่งฝังไมโครชิปเข้าใกล้สัญลักษณ์ในเอกสารเพื่อดูวิดีโอดังกล่าวผ่าน Smart contact lensในตาซ้าย บางคนสั่งให้เอไอตรวจสอบการตัดต่อ แน่นอนว่าไม่พบนายพลหันมาบอกให้เขาเล่าต่อ
"เมื่อ 10 ปีก่อนอาสาสมัครหมายเลข 1234ถูกคนร้ายดักรอในพุ่มไม้ในสวนสาธารณะแห่งนั้นก่อนจะข่มขืนเธอแม้ว่าคนละแวกนั้นจะมาช่วยได้ทัน แต่าแนี้ได้สร้างความหวาดระแวงอย่างแสนสาหัส เธอกลายเป็โรคหวาดกลัวผู้ชายและไม่กล้าเข้าใกล้สถานที่เกิดเหตุอีก"
"แล้วถ้าเธอไปเห็นหน้าคนร้ายล่ะจะได้ผลอยู่รึเปล่า" บิ๊กต้อมถามแทรก "ได้ข่าวว่าคนร้ายได้ออกจากคุกแล้วนี่ ใช่มั้ย พัศดีสัตยา"
"ใช่ครับ เขาเป็นักโทษชั้นดีหลังจากติดคุก 5 ปีก็ได้รับการอภัยโทษ" ชายสูงวัยที่นั่งติดกับนายพลอธิบายด้วยท่าทีนบน้อมแม้จะอายุมากกว่า
ดร.ศิวะยิ้มจาง ๆ "ได้ผลครับท่านอันที่จริง ในขั้นตอนสุดท้ายของการทดสอบ เราได้เชิญคนร้ายมานั่งต่อหน้าเธอ อาสาสมัครบอกว่ารู้สึกคุ้นหน้าแต่ก็นึกไม่ออกว่าเจอที่ไหนทั้งคู่ยังไหว้กันอยู่เลย"
หัวหน้าโครงการเห็นนายพลพยักหน้าอย่างพอใจจึงกล่าวต่อ พลางกดเปลี่ยนสไลด์บนจอเป็รูปบุคคลหน้าตรงเรียงกัน 6 คน ซึ่งมีแถบดำคาดตาพร้อมกับหมายเลขกำกับด้านล่างเขายืดอกอย่างภาคภูมิใจ
"ไม่ใช่แค่หมายเลข 1234อาสาสมัครทุกคนหลุดพ้นจากภาวะ PTSD กลับมาใช้ชีวิตปกติ อย่างเช่น หมายเลข 1221ยอมขับรถยนต์อีกครั้งหลังจากที่เคยประสบอุบัติเหตุตกจากไฮเวย์จนเกือบเสียชีวิตหมายเลข 1257 ยอมกลับไปเยือนสถานที่ที่ลูกเขาถูกฆ่าตาย อาสาสมัครหมายเลข...”
"คุณช่วยสรุปขั้นตอนของโครงการให้ผมฟังอีกทีได้ไหมเมื่อกี้นี้ตามไม่ค่อยทัน" เสียงทุ้มต่ำของบิ๊กต้อมขัดขึ้นมาพร้อมกับเงยหน้าขึ้นจากเอกสารบนโต๊ะดร.ศิวะตอบรับแล้วกดเปลี่ยนสไลด์เป็ภาพสมองส่วนต่าง ๆ ซึ่งเคลื่อนไหวสอดคล้องกับจังหวะที่เขาเล่า
"ปกติแล้วความทรงจำระยะยาวจะเก็บไว้ในรูปแบบโครงข่ายประสาทในสมองหลายส่วน อาทิ Medialtemporal lobe, Basal ganglia, Amygdala...”เขาเหลือบไปดูเหล่าผู้ฟังเป็ระยะส่วนใหญ่พยักหน้าตามเพราะตั้งค่าเอไอให้ช่วยแปลศัพท์วิชาการอัตโนมัติ
“เราไม่สามารถทำลายเซลล์ประสาทในโครงข่ายนั้นได้ เพราะจะเกิดผลข้างเคียงกระทบกับความทรงจำอื่นและการทำงานสมองส่วนอื่นโชคดีที่ั้แ่ปี 2045 นักวิทยาศาสตร์จากญี่ปุ่นค้นพบกลุ่มของ Postsynaptic receptor ที่เป็จุดตั้งต้นของกระบวนการค้นคืนความทรงจำในที่จัดเก็บซึ่งถูกเรียกว่าMemory Initiator Receptor หรือ MIR ความทรงจำแต่ละชุดจะมี MIR ของตนเอง นักวิทยาศาสตร์ในประเทศของเราจึงเริ่มต้นพัฒนาการกระตุ้นที่มีความจำเพาะสูงต่อโปรตีนตัวรับนี้โดยอาศัยเทคโนโลยี enhancedEEG-fMRI imaging ช่วยโดยฉีดผ่านเข็มนาโนเพื่อความแม่นยำแต่ก็ต้องยอมรับว่ามีผลข้างเคียงอยู่บ้างราว ๆ 0.01% เพราะมีโอกาสที่ความทรงจำหลายชุดจะใช้ Receptor ร่วมกัน..."
นายพลยกมือปรามให้หยุด"ถึงผมจะเคยเรียนวิทยาศาสตร์มาบ้าง แต่ก็นานมาแล้วคุณลองอธิบายให้เข้าใจง่ายกว่านี้ได้ไหม"
ดร.ศิวะ สูดหายใจเข้าลึกก่อนพูด"เราสามารถลบความทรงจำคนคนหนึ่งเฉพาะเื่ใดเื่หนึ่งได้โดยการหยุดกระแสประสาทที่เป็จุดเริ่มต้นของการนึกถึงความทรงจำนั้น"
"แล้วอาสาสมัครจะรู้สึกว่าไม่มีอะไรขาดหายไปตอนที่พยายามนึกถึงบ้างเหรอ"
"ท่านเฉียบแหลมมากครับ"ดร.ศิวะ กล่าวชม "เมื่อเธอไปเจอตัวกระตุ้นให้นึกถึงความทรงจำ ไม่ว่าจะเป็การเห็นพุ่มไม้นั้นหรือได้ยินคำว่าข่มขืน มักจะเกิดการส่งสัญญาณไปสมองส่วนอื่น ๆ ด้วย โดยเฉพาะด้านอารมณ์จะรู้สึกโกรธ เกลียด กลัวโดยไม่ทราบสาเหตุ เทคโนโลยีขณะนี้ยังไม่สามารถตามไปจัดการกับมันได้ทั้งหมดเพราะตัวกระตุ้นแต่ละตัวใช้เส้นทางต่างกัน จึงเป็ที่มาของโครงการเฟสที่สองและสามของเรา"
ดร.ศิวะ กดไปรูปต่อไปในขณะที่คนทั้งห้องหันมาจดจ่ออีกครั้งหน้าจอแบ่งเป็ 2 รูป ใต้รูปพุ่มไม้จุดเกิดเหตุในฝั่งซ้ายเขียนว่า อารมณ์ด้านบวก ส่วนฝั่งขวาเป็รูปซอยเปลี่ยวอันมืดมิดด้านใต้ มีตัวหนังสือ อารมณ์ด้านลบ ประกอบ
"จะเกิดอะไรขึ้นถ้าอาสาสมัครหมายเลข 1234 ของเรา ไปเห็นสถานที่เกิดเหตุแล้วสุขใจแทนที่จะตื่นกลัว ยิ่งกว่านั้น เมื่อไปสถานที่เปล่าเปลี่ยวก็จะเ็ปจากความเครียด จนเปลี่ยนเส้นทางอื่นทำให้ไม่เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยอีก"
ตอนนี้คำว่าอาสาสมัคร อยู่หน้าพื้นหลังเบลอๆ ที่มองออกว่าเป็ตึกเรือนจำแห่งนี้
"เนื่องจากเรายังต้องรอผลการวิจัยเพิ่มเติมอีกมาก..."ดร.ศิวะกล่าว รู้ดีกว่ายังต้องลองผิดลองถูกอีกหลายครั้ง จึงจะได้การตอบสนองทางอารมณ์จำเพาะที่สุดโดยไม่กระทบไม่ถึงสิ่งอื่น
"...เราจึงอยากขออนุญาตตามหาอาสาสมัคร จากนักโทษในเรือนจำของท่าน"
พัศดีสัตยายกมือค้าน"แต่ว่าคุกของเรายังไม่พร้อมที่จะทดลอง ทุกคนต้องโทษคดีอุกฉกรรจ์ผมเป็ห่วงเื่ความปลอดภัย อีกทั้งพื้นที่คับแคบเกินกว่าที่จะติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ มากมาย"
"วิจัยที่นี่แหละ"เสียงของนายพลดังกลบพัศดี "เื่ความปลอดภัยกับจัดสถานที่ เป็แค่เื่หยุมหยิมผมจัดการให้ได้สบาย"
"แต่ว่าแผนงบประมาณพัฒนาสถานที่ปีนี้ของเราหมดแล้วนะครับท่าน"
"ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวท่านนายกฯ จะจัดสรรงบเพิ่มให้เองยิ่งถ้าโครงการสำเร็จไปด้วยดี คุณอาจจะได้โบนัสเพิ่มอีกในปีหน้า"
พัศดีค้อมศีรษะรับคำ "ได้ครับผมจะทำตามวิสัยทัศน์อันดีเยี่ยมของท่านนายก"
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของ ดร.ศิวะอย่างเห็นได้ชัด แต่สีพัศดียังเหมือนมีคำถามค้างคา
"ขออนุญาตนะครับท่านผมยังสงสัยว่า ทำไมท่านกับท่านนายกถึงดูสนใจเป็พิเศษ ทั้งที่คนป่วยจากภาวะ PTSDก็ไม่ได้มีปริมาณมากขนาดนั้น"
นายพลหัวเราะเบาๆ จนทุกสายตาหันไปมองจุดเดียวกัน
"คุณพูดถูกคนที่เจ็บป่วยโรคประสาทมีน้อย แต่คนที่ป่วยจาก โรคศีลธรรม นี่สิมีอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง”