บทที่ 2
เริ่มต้น(1)
หยวนิเหม่ยมองน้องชายที่นั่งเงียบทานอาหารโดยไม่เอ่ยวาจาแล้วคีบน่องไก่วางบนถ้วยข้าวของเขา เด็กน้อยเงยหน้ามองพี่สาวด้วยแววตาไม่คุ้นชิน แม้มารดาจะกล่าวว่านางเจ็บป่วยจนหลงลืมเื่ราวต่างๆแต่การใส่ใจเช่นนี้ของนางเขาก็ยังคงไม่คุ้นชิน
“ท่านแม่บอกว่า่นี้เ้าเริ่มเรียนการต่อสู้ อาหารที่มีโปรตีนจะช่วยสร้างกล้ามเนื้อและให้พลังงานได้ดีเ้าก็กินให้มากหน่อย”
“สิ่งใดคือโปรตีน”
“ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน เื่พวกนี้คล้ายจำได้เป็บางที”
หยวนิเหม่ยยกยิ้มกว้างกลบเกลื่อนก่อนคีบผัดผักใส่จานตนเอง ดูแล้วการแสร้งป่วยเป็คนความจำเสื่อมก็ดีไม่น้อย
“เจียเย่ เ้าก็กินไปเถิดของโปรดไม่ใช่หรือ”
เมื่อผู้เป็มารดาเอ่ยปาก หยวนเจียเย่จึงไม่ได้ซักไซ้ต่อความ หยวนิเหม่ยลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
หยวนิเหม่ยมองร่างเล็กของผู้เป็น้องชายที่ยืนนิ่งหน้าประตูเรือนก่อนถอนหายใจยาวแล้วเดินออกไปด้วยแววตาสงสัย ดูแล้วเื่หนักใจของน้องชายผู้นี้คงเป็เื่นอกเรือนอย่างแน่นอน
“ิเหม่ยเหตุใดไม่ไปพักผ่อนกัน”
“ท่านแม่ วันนี้อากาศดียิ่งนักข้าขอไปเดินเล่นสักหน่อยได้หรือไม่”
เหอหลันฮวาขมวดคิ้วเรียวอย่างใช้ความคิด หยวนิเหม่ยนั้นนอนในเรือนนอนของตนเองมาครึ่งเดือนคงเบื่อเต็มที เพียงแต่ร่างกายนางพึ่งหายจากการเจ็บป่วยหากให้ออกไปเจอลมเย็นตัวนางผู้เป็มารดาก็อดห่วงมิได้
“เช่นนั้นสวมเสื้อคลุมไปด้วยเข้าใจหรือไม่”
หยวนิเหม่ยยกยิ้มหวานก่อนเดินออกจากเรือนไป เพราะเสียเวลาในการเจรจากับมารดาทำให้หยวนเจียเย่คลาดจากสายตาไป
“น้องชายข้าไปเรียนที่ไหนเ้ารู้หรือไม่”
หยวนิเหม่ยหันไปถามเสียงเรียบกับสาวใช้ของตน เด็กสาววัยใกล้เคียงกับนางเอ่ยบอกสถานที่ก่อนเดินนำทาง สองเท้าเล็กพลันแข็งค้างเมื่อมองไปยังภาพเบื้องหน้าดวงตาหวานร้อนผ่าวเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา เมื่อมองเห็นน้องชายของตนเองกำลังถูกเด็กชายอีกสี่คนรุมรังแกให้คลานสี่ขาไปมา มือบางกำเข้าหากันแน่นเมื่อเห็นว่าหนึ่งในเด็กชายนั่นนั่งบนหลังน้องชายตัวเล็กของนาง ใบหน้าของเขาแดงก่ำแขนเล็กๆสั่นน้อยแต่ยังคงฝืนคลานไปเบื้องหน้าอย่างอดทน
รังแกกันเกินไปแล้ว
แม้เขาไม่ใช้น้องชายแท้ของนางแต่ความสัมพันธ์ทางสายเืกับร่างกายนี้ทำให้สองเท้าของนางก้าวต่อไปยังเบื้องหน้า พร้อมทั้งสูดลมหายใจเข้าข่มอารมณ์คุกรุ่นในใจก่อนยกยิ้มหวาน
“อ่ะ...เจียเย่เ้าเล่นอันใดอยู่หรือดูสนุกมิน้อย”
เสียงหวานใสของนางเรียกสายตาของเด็กชายวัยใกล้เคียงกันกับน้องชายให้หันมาจดจ้องที่นาง หยวนเจียเย่มองมาที่พี่สาวของตนด้วยแววตาอับอายร่างเล็กของเขาสั่นน้อยๆก้มหน้ามองพื้นบนหลังยังคงมีเด็กชายผู้หนึ่งนั่งอยู่ด้วยท่าทางผ่อนคลาย
“คุณชายผู้นี้ดูร่างกายแข็งแรงยิ่งนัก หากท่านจะทำเช่นน้องชายข้าแล้วให้ข้านั่งบนหลังท่านบ้างได้หรือไม่”
คำกล่าวของหยวนิเหม่ยเรียกสายตาทั้งห้าคู่จดจ้องมาที่นาง โดยเฉพาะเด็กชายในชุดเขียวที่นั่งบนหลังน้องชายของนาง ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความโมโหะโลงจากหลังน้องชายจดจ้องนางด้วยแววตาแข็งกร้าว
“บังอาจ...เ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็ใคร”
“อ่า...ข้าน้อยมีตาแต่ไร้แวว จึงไม่ทราบว่าคุณชายผู้สง่างามผู้นี้คือใครกัน”
“ซีหยุนนางคือคุณหนูสาม ข้าได้ยินว่าก่อนหน้านี้นางไม่สบายจนความจำเลอะเลือน”
เด็กชายในชุดสีฟ้าครามเอ่ยบอกแก่สหายวัยเดียวกัน หยวนิเหม่ยส่งสายตาไร้เดียงสาไปยังเด็กชายนามซีหยุนตรงหน้า ท่าทางบอบบางและใสซื่อของนางทำให้เด็กน้อยหลงเชื่อและถอนหายใจ
“เห็นแก่ที่เ้าไม่สบายครั้งนี้ข้าจะไม่ถือสาเอาความ”
“เช่นนั้นคุณชายน้อยให้ข้าขี่หลังได้หรือไม่”
“พี่สามท่านพูดอะไรของท่าน ท่านนกำลังเสียมารยาทกับคุณชายหูนะ”
หูซีหยุนกำหมัดแน่นจดจ้องมาที่เด็กสาวตรงหน้าอีกครั้ง หยวนเจียเย่รีบวิ่งมาหาพี่สาวของตนกำแขนนางแน่นเอ่ยเสียงคล้ายตำหนิการกระทำไร้มารยาทของนาง หากแต่แววตาที่ส่งมาให้นางนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย
“เจียเย่...การขี่หลังเขาเป็การเสียมารยาทหรือ”
“ดูเหมือนเ้าไม่ได้แค่ป่วยแต่โง่เสียมากกว่าเื่แค่นี้จึงไม่รู้ว่าควรกระทำหรือไม่”
..................................................................................................................................................................................