12
-สังคมมนุษย์นี่เข้าใจยากจริงๆเลยนะครับ-
ปัจจุบันประชากรของสิ่งมีชีวิตดัดแปลงนั้นเทียบเท่ากับประชากรบนโลก 2:8 ซึ่งนับว่ามีจำนวนมาก และอาจจะเยอะกว่าสัตว์พันธุ์แท้บางสายพันธุ์เสียอีก ถ้าจะโทษก็อาจจะต้องโทษความไม่รู้จักพอของมนุษย์ที่คิดค้น สุดท้ายจึงได้นำมนุษย์ที่ยากแค้นและอดอยากมาทดลอง ชีวิตแลกกับเงิน เพื่อนำไปถึงจุดที่สามารถทำให้มันสำเร็จลุล่วง ดังนั้นจะเรียกว่ามนุษย์ดัดแปลงพวกนี้แท้จริงแล้วเป็ลูกหลานของกลุ่มชนชั้นล่างก็ไม่ผิดอะไร ครั้งแรกเริ่มต้นกับสัตว์หายากและใกล้สูญพันธุ์ หลังจากนั้นจึงเริ่มนำมาทดลองกับสัตว์ประเภทอื่นเท่าที่จะสร้างได้ และปล่อยให้ขยายลูกหลานออกมามากมาย
มนุษย์ธรรมดานำสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพวกนี้มาเป็สัตว์เลี้ยงหรือสิ่งประดับบารมี ทว่าโดยส่วนใหญ่พวกชนชั้นสูงแทบจะไม่เปิดเผยว่าตัวเองได้รับเอาพวกดัดแปลงพันธุกรรมเข้ามาใช้งาน ถึงจะมีใบอนุญาตอย่างถูกกฎหมาย แต่สายตาจากสังคมก็ยังมองว่าพวกถูกดัดแปลงคือสิ่งมีชีวิตที่สร้างปัญหาและแปลกประหลาด จนต้องมีการควบคุมอย่างเข้มงวด ไม่นับว่าเป็สิ่งมีชีวิตเทียบเท่ากับมนุษย์ แม้ว่าพวกเขาจะมีร่างกายของมนุษย์เหมือนกันก็ตาม
เมื่อสามปีก่อนภายหลังการเกษียรวัยทำงานของผู้บริหารใหญ่ระดับโลก และได้มีคำสั่งที่สร้างความสั่นะเืไปทั้งวงการวิทยาศาสตร์ เริ่มต้นจากให้ยกเลิกการวิจัยทั้งหมด และหาทางจัดการกับสัตว์และมนุษย์ดัดแปลง ทว่ามันจะไม่มีปัญหาเลยหากการจัดการไม่ได้ ‘จัดการ’ แบบที่ทุกคนเข้าใจ ภายหลังการโต้เถียงท่ามกลางความขัดแย้งทั้งธุรกิจและสิทธิมนุษย์กันมาถึงสามปี พวกเขาจึงได้ข้อสรุปขึ้นมา
สิ่งมีชีวิตดัดแปลง ณ ปัจจุบัน ไม่สามารถใช้ชีวิตข้างนอกด้วยตัวเองหากปราศจากเ้าของ ที่จะมาลงชื่อค้ำประกันว่าพวกเขาจะไม่ใช้พลังพร่ำเพรื่อหรือก่อปัญหาให้กับคนอื่น ยังคงเป็บุคคลชนชั้นล่างซึ่งแทบไม่มีสิทธิ์มีเสียงในสังคม แต่ในขณะเดียวกันก็มีกฎหมายคุ้มครองมากกว่าแต่ก่อน อย่างน้อยก็เื่การใช้ชีวิตและสุขภาพ
สำหรับเกวน เมธินเนียร์แล้ว เื่พวกนี้ถือเป็เื่ที่ไม่เกี่ยวกับตัวเขาอย่างที่ทุกคนพยายามยัดเยียดให้ ทว่าเมื่อกลายเป็ฝ่ายซื้อสิ่งมีชีวิตดัดแปลงเข้าบ้านแล้ว ก็นับว่าขาข้างหนึ่งเข้าประตู ‘หาเื่ใส่ตัว’ โดยไม่ต้องสงสัย
ชนชั้นสูงที่จู่ๆก็รับสัตว์เลี้ยงดัดแปลงเข้ามาในบ้านอย่างโจ่งแจ้ง แถมยังเป็ตระกูลเมธินเนียร์ ที่ในอดีตเป็ผู้มอบทุนรายใหญ่ให้มีการวิจัยการสร้างสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตดัดแปลง รวมถึงก่อตั้งสถานที่กักกันเพื่อเตรียมกำจัดส่วนเกินออก หากใครได้รู้คงพากันมองว่าเป็การกลืนน้ำลายตัวเอง
สังคมในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปแล้ว ทว่าในทางที่ดีขึ้นหรือแย่ลง นั้นเป็เื่ที่ยังคลุมเครือต่อไป ไม่มีใครกล้าค้านคำสั่งจากรัฐบาล แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะยอมเชื่อฟังไปซะทั้งหมด
การประมูลยังคงเกิดขึ้น และสนามพนันก็ยังดำเนินการต่อไป
“ใส่ชุดนี้เป็ยังไงบ้าง?”
“ดูดีมากเลยค่ะ”
ตัวของผมถูกจับพลิกไปมาเหมือนโดนสำรวจอีกครั้ง ดวงตาสองคู่จ้องมาทางผมตรงๆจนรู้สึกเขินนิดหน่อย “งั้นเอาชุดนี้แหละ ขอบคุณมาก” พูดจบเกวนก็หันมาทำเสียงเข้มใส่ผม “ห้ามแปลงร่างเป็จิ้งจอกเด็ดขาด แล้วห้ามก่อเื่ เข้าใจหรือเปล่า”
สั่งเหมือนผมเป็เด็กเลยครับ แต่งานนี้ผมว่าเกวนต่างหากที่ทำเป็เหมือนคนแก่ขี้กังวล
วันนี้ผมต้องตื่นแต่เช้า หลังจากอาบน้ำเสร็จเรนนี่ขนเสื้อผ้าที่พอดีกับตัวผมเข้ามาให้เกวนเลือก แล้วชุดที่ได้ใส่คราวนี้กลับเป็ชุดสูทพอดีตัว เป็ครั้งแรกเลยที่ได้ใส่ชุดทางการแบบนี้
เกวนบอกแค่ว่าวันนี้ผมต้องไปที่ทำงานกับเขาล่ะ แล้ววันต่อๆไปก็ต้องเดินทางไปกับเขาด้วย
ผมหมุนตัวเองไปมาอยู่หน้ากระจกอีกครั้ง คนในกระจกนั้นเป็ตัวผมในร่างมนุษย์ในชุดสูทสีกรมท่า ซึ่งพอใส่แบบนี้แล้วทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองสูงขึ้นอย่างน่าแปลกใจ เส้นผมที่ตอนแรกดูไม่เข้ารูปเข้ารอยก็ยาวจนกลบเกลื่อนไปได้หมด มองเผินๆแล้วทุกคนดูไม่ออกหรอกว่าผมเป็แค่สัตว์ดัดแปลง คอเสื้อก็สูงพอจะปิดบังปลอกคออีกด้วย
นอกจากชุดแล้วยังต้องใส่รองเท้าหนังด้วย ให้ความรู้สึกเหมือนถูกอะไรสักอย่างมาครอบเท้าจนเดินไม่ถนัด แต่สักพักก็เริ่มชินกับมันไปเอง
เมื่อออกมาจากบ้านก็พบกับผู้หญิงที่ผมเริ่มรู้สึกไม่อยากอยู่แถวนี้ขึ้นมาทันที แถมต้องนั่งรถไปด้วยกันโดยมีเกวนนั่งอยู่ตรงกลางระหว่างผมกับเขา บรรยากาศในรถก็ดูจะมีอุณหภูมิติดลบไปถนัดตา
แซนดร้าที่อยู่ในชุดรัดรูปแต่ดูสุภาพคล้ายกับสาวออฟฟิศทั่วไปมองผมอย่างไม่พอใจชัดเจน “คุณเกวน จะดีเหรอคะที่เอามัน...ไรเซลไปด้วย”
ผมแสร้งหันออกไปนอกหน้าต่างอย่างไม่สนใจแทน
“ฉันไม่คิดว่าเขาเป็ภาระ อย่างน้อยก็ตอนนี้” เกวนตอบง่ายๆ ขณะกำลังนั่งอ่านอะไรสักอย่างบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ
“แต่ว่าคนอื่นจะมองคุณไม่ดีนะคะ”
“ไม่ดี...ยังไง”
แซนดร้าเงียบ เกวนจึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย คล้ายกับว่ามันไม่ได้สำคัญอะไรมากมาย
“ฉันรู้ว่าตระกูลของฉันมีส่วนในการลงเงินเพื่อเก็บกวาดสิ่งมีชีวิตดัดแปลง แต่...ฉันต้องทำตามคำสั่งคุณยาย ท่านอายุมากขึ้นแล้ว ท่านอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงบางอย่างก่อนที่มันจะสายเกินไป เหมือนกับพี่ชายของฉัน...” ผมลอบมองใบหน้าของเกวน สำหน้าของเขาดูไม่สู้ดีเท่าไหร่ แล้วดูเหมือนว่าจะรู้ตัวว่าถูกมอง จึงได้หันมาสบตากับผมด้วยใบหน้าที่เปลี่ยนมาเรียบเฉยเหมือนเดิม “ฉันไม่ได้ชอบสิ่งมีชีวิตดัดแปลงนักหรอก เธอรู้ดีใช่ไหม?”
“...เข้าใจค่ะ”
“ตอนนี้ฉันมีงานต้องทำ จัดการงานของเธอต่อเถอะ”
เป็การตัดบทชัดเจน ทำให้ทั้งรถเงียบสนิทเพราะไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีก
พี่ชายของเกวน? ...ไม่ใช่ว่าเกวนคือลูกคนโตของบ้านหรอกเหรอ?
หลังรถจนเผลอหลับไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ เมื่อผมตื่นมาอีกทีก็พบว่าตัวเองกำลังผ่านประตูรั้วสูงใหญ่เข้าไปยังที่ไหนสักที่ ภายนอกประกอบด้วยสวนหย่อมเล็กๆ เมื่อเข้าไปอีกหน่อยมันกลายเป็ลานจอดรถขนาดใหญ่ มีรถยนต์จอดเรียงราย โดยมีตึกระฟ้าสูงลิบลิ่วหลายตึกตั้งตระหง่านอยู่ ทำเอาผมมองตาค้างในวินาทีแรกที่เห็น
เมื่อเปิดประตูรถออกมายืนข้างนอก ผมก็ชักทำอะไรไม่ถูก เพราะรู้สึกตื่นเต้นกับใสถานที่ขึ้นมานิดหน่อย แต่เมื่อเห็นป้ายหินติดอยู่ตรงหน้าอาคาร ผมก็รู้ได้ทันทีว่าที่นี่คือที่ทำงานของเกวนนั่นเอง
‘Novatia International’
เสียงเรียกของเกวนทำให้ผมได้สติ รีบตามพวกเขาทั้งคู่เข้าไปด้านใน
แอร์เย็นฉ่ำผิดปกติทำให้ผมขดตัวเล็กน้อย ด้านในมีคนหนุ่มสาวจำนวนมากในชุดทำงานแบบเดียวกันเดินขวักไขว่ ชั้นล่างเป็ห้องโถงถูกจัดแต่งให้ดูสบายตาและหรูหรา ดูเหมือนจะเป็สถานที่ประสานงานไปยังส่วนอื่นๆในแผนก และแทบในทันทีที่เกวนเดินเข้ามา พวกเขาต่างพากันหยุดแล้วส่งเสียงทักทายอย่างนอบน้อม
“อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณเกวน”
“อรุณสวัสดิ์ครับ”
“อ่ะ นั่นมัน...” เสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาเบาๆ ทำให้ผมหันไปมองเล็กน้อยแต่ไม่ได้หยุดเดิน
“ใครน่ะ ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย”
“ดูดีมากเลย เขาเพิ่งมาวันนี้หรือเปล่า”
“เอ๋ แต่ฉันได้ยินมาว่า...”
จู่ๆเกวนก็หยุดเดินมาเสียดื้อๆจนผมเกือบเดินชน เช่นเดียวกับทุกคนที่ต่างพากันเงียบกริบเหมือนรอคอยว่าผู้บริหารใหญ่จะพูดอะไรออกมา
มือหนาจับลงบนไหล่ของผม ก่อนที่เสียงของเกวนจะพูดขึ้นคล้ายแนะนำ “คนๆนี้ชื่อไรเซล และเขาเป็คนที่จะทำงานให้กับฉันั้แ่วันนี้เป็ต้นไป”
“เอ๋” เสียงฮือฮาดังขึ้นทันทีที่เกวนพูดจบ หลายคนต่างมีสีหน้าแปลกประหลาด หันไปพูดคุยกันเหมือนอดไม่ได้
“มนุษย์ดัดแปลงเหรอ เอาจริงดิ” เสียงหนึ่งดังขึ้นคล้ายคุยกับเพื่อน ทว่ามันดังเกินความจำเป็ จนเกวนถึงกับหันไปจ้องมองจนชายคนนั้นสะดุ้งโหยงเหมือนถูกไฟช๊อต
“ผมจำไม่ได้ว่าเคยบอกว่าเขาเป็แบบนั้น?”
หนุ่มผู้โชคร้ายหน้าซีด แล้วพยายามพูดเสียงกระอักกระอ่วน “อ..เอ่อ คุณแซนดร้าแจ้งมาน่ะครับ”
“แซนดร้า?” ชายหนุ่มทวนคำ แล้วหันไปจ้องมองหญิงสาวที่พูดขึ้นมาแทบจะทันที
“ขอโทษค่ะ แต่ฉันต้องแจ้งให้ทุกคนทราบล่วงหน้าก่อน ใครจะรู้ว่าเขาจะสร้างปัญหาอะไรให้ที่นี่บ้าง” ท่าทางของแซนดร้าดูจะคิดแบบนั้นจริงๆ เพราะเธอหันมาจ้องผมราวคาดโทษเอาไว้ก่อน
เกวนมองแซนดร้าแน่นิ่ง ก่อนที่เสียงทุ้มจะเอ่ย “ตามใจเธอล่ะกัน ...ไรเซล มาอยู่ห้องทำงานเดียวกับฉัน ฉันจะสอนงานให้”
เท่านั้นเองที่ทำเอาแซนดร้าถึงกับตาโต “เอ๊ะ แต่ว่า...ไรเซลเขายังไม่รู้ว่าควรทำอะไรก่อนนะคะ จะไม่เป็การรบกวนคุณเกวนหรอกเหรอคะ”
“ตารางงานวันนี้มีแค่เื่การประชุมกับร่วมทานอาหารกับผู้าุโ่หัวค่ำ ดังนั้นฉันคิดว่ามีเวลามากพอ...ช่วยจัดโต๊ะทำงานให้เขาด้วย” ประโยคสุดท้ายเกวนหันไปสั่งแม่บ้านซึ่งรีบก้มหน้ารับคำสั่ง จากนั้นจึงหันกลับไปทางหญิงสาวซึ่งยืนตัวแข็งทื่อ “แต่ถ้าเธอไม่สะดวกใจ ฉันก็อยากให้เธอกลับไปทำงานที่ห้องของเลขาฯตามปกติ”
“เข้าใจแล้วค่ะ” หญิงสาวหน้าบึ้งตึง แล้วเดินลงส้นสูงไปอีกทางด้วยความหงุดหงิด
ผมหันไปมองหน้าเกวน ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะพูดจริงทำจริงซะด้วยสิ เพราะยังพูดให้พนักงานคนอื่นๆมองว่าผมคือหนึ่งในบุคลากรของที่นี่ด้วยอีกคน สายตาของคนที่นี่ดูจะทั้งแปลกใจ สงสัย รวมถึงไม่เข้าใจ ซึ่งผมไม่สงสัยเลย
“พื้นที่ของนายคือตรงนี้ ห้ามไปยุ่งกับส่วนที่ทำงาน”
ห้องทำงานของเกวนอยู่ชั้นเกือบสูงสุดของตึก มันเป็ห้องขนาดใหญ่มีห้องน้ำ ห้องนั่งเล่น รวมถึงห้องครัวเล็กๆในตัว ส่วนที่ทำงานของเกวนคือมุมหนึ่งของห้องนั่งเล่นนั่นเอง
ผนังในห้องนั่งเล่นติดกระจกจนมองเห็นพื้นที่รอบด้านซึ่งมีแต่ต้นไม้และโอบล้อมด้วยธรรมชาติ มีบ้านหรืออาคารอื่นปะปนอยู่ด้วย เรียกได้ว่าสถานที่นี้โดดเด่นและตั้งตระหง่านท่ามกลางธรรมชาติได้อย่างดีเลยทีเดียว
ผมหันไปให้ความสนใจกับโซฟาชุดใหญ่กลางห้อง พอเกวนบอกว่าที่ของผมคือตรงนี้ ผมก็รีบะโใส่อย่างไม่เกรงใจ แล้วกลิ้งไปมาอย่างมีความสุข
กลิ่นแปลกๆทำเอาผมก้มลงสูดกลิ่นของโซฟาหนังแล้วได้ข้อสรุปบางอย่าง นี่มันโซฟาใหม่...นี่เกวนบ้างานขนาดไม่เคยมานั่งเล่นตรงนี้เลยเหรอครับ อันตรายมาก
สายตาคมๆที่มองมาทำให้ผมหยุดกึก แล้วรีบกลับมานั่งตัวตรงทันที แต่คราวนี้เกวนก็ไม่พูดอะไร นอกจากยื่นหนังสือเล่มหนึ่งมาให้ ดูเหมือนว่าจะเอามาจากบนชั้นหนังสือ เพราะในห้องมีชั้นหนังสือตั้งสองตู้ใหญ่ๆ แล้วมีแต่ตำราที่ผมไม่เคยเห็นทั้งนั้นเลย
“นายอ่านพวกนี้ออกใช่หรือเปล่า” ผมมองหนังสือเล่มหนาในมือของเขา มันเป็หนังสือเกี่ยวกับหลักพันธุกรรม เมื่อผมพยักหน้าว่าอ่านได้ อีกฝ่ายก็ตอบกลับมาว่า
“ดี...ั้แ่วันนี้ฉันจะให้นายอ่านหนังสือ แล้วไปสอบเทียบผลการเรียน”
...เอ๋
ผมถึงกับคิดอะไรไม่ออกเลยทีเดียว
“นายไม่ได้โง่...หรือคิดว่าเรนนี่ไม่ได้สังเกตเลยว่านายสามารถทำข้อสอบระดับไฮสคูลได้ภายในวันสองวัน?”
อุ๊...ผมแค่อ่านทำความเข้าใจแล้วทำตามเองนะครับ
“นายเรียนมาจากไหน...นี่เป็คำสั่ง” เกวนพูดย้ำออกมาเมื่อเห็นผมทำท่าจะบ่ายเบี่ยง
สิ่งมีชีวิตดัดแปลงมีสิทธิ์ที่จะได้เรียนรู้ ทว่าก็ไม่มีใครคิดจะสอนอย่างจริงจัง ส่วนใหญ่ถ้าจะอ่านออกเขียนได้ก็มาจากลักจำเอาล้วนๆ ส่วนผมก็มีเ้านายที่ให้อ่านหนังสือจัดการอะไรพวกนี้แทนตัวเองอยู่ เื่อ่านออกเขียนได้น่ะมันง่ายกว่าการออกไปตกปลาด้วยมือเปล่า
‘เขาชอบให้ผมอ่านหนังสือให้ฟัง’ ผมเขียนไปแบบนั้น
“อย่างนั้นเหรอ...เข้าใจแล้ว” เกวนหยิบหนังสือออกจากมือของผมแล้วนำมันไปเก็บบนชั้นตามเดิม “นี่เป็หนังสือที่ฉันพอจะหามาได้ แต่ถ้าไม่เข้าใจฉันจะหาครูสอนมาให้ ตราบเท่าที่นาย้า”
ผมตาโตใส่ รู้สึกมึนงง พอจะถามย้ำอีกครั้ง สายตาของเกวนซึ่งงจริงจังตลอดเวลาทำให้ผมรู้ว่าเขาไม่เคยพูดเล่นจริงๆ
สำหรับมนุษย์บางคนอาจจะคิดว่ามันเป็นรก แต่กับผมแล้ว มองว่ามันเป็ของฆ่าเวลามากเลยล่ะ
ว่าแต่เกวนคิดจะทำอะไร?
ผ่านไปชั่วโมงกว่า ผมได้รับอนุญาตให้ดูโทรทัศน์ในห้องได้โดยมีเกวนนั่งอ่านเอกสารของตัวเองเงียบๆบนโซฟาข้างตัวผม ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้ก็คงจะดำเนินไปเรื่อยๆ กระทั่งเสียงเคาะประตูดังขึ้น เมื่อเกวนบอกให้เข้ามาได้ ก็พบว่าเป็แซนดร้านั่นเอง
“คุณเกวนคะ ไรเซลสร้างปัญหาอะไรให้คุณหรือเปล่า”คำถามแรกถูกส่งมาอย่างไม่เกรงใจ ทำให้เกวนเงียบไปเล็กน้อย น้ำเสียงที่ตอบจึงดูเ็าอย่างเห็นได้ชัด
“ไม่นี่...คนอื่นเริ่มมากันแล้วใช่มั้ย?”
แซนดร้าเม้มริมฝีปาก คล้ายกับว่าเพิ่งรู้ตัวว่าเสียมารยาทไป “ค่ะ อีก 10 นาทีจะถึงเวลาประชุม หลายคนเริ่มทยอยเข้ามาแล้วค่ะ”
เกวนเดินกลับไปหยิบเอกสารบนโต๊ะทำงาน แล้วหันมามองหน้าผมที่กำลังเอาหัวพิงโซฟาอย่างสบายใจ
“อย่าก่อเื่ยุ่ง เข้าใจหรือเปล่า”
เป็คำสั่งที่ผมคิดว่ามันคือคำพูดติดปากของอีกฝ่ายแล้วล่ะ
เมื่อทั้งคู่เดินออกไปจากห้อง ผมก็นอนยืดตัวเต็มความยาวของโซฟาอย่างสบายใจ แล้วเผลอหลับไปอีกครั้ง
เวลาผ่านไปแค่ไหนไม่รู้ได้ ผมได้ยินเสียงบางอย่างดัง จนต้องลืมตาตื่น แล้วพบว่ามันเป็เสียงจากโทรศัทพ์มือถือที่เกวนได้ให้ผมไว้เวลาจะพิมพ์พูดคุยกับใคร
‘ช่วยเอาเอกสารที่บนปกเขียนว่า25488 มาให้ฉันด้วย มาส่งที่ชั้น 15 ห้อง B812’
ข้อความจากเกวนทำเอาผมมึนงงเล็กน้อย แล้วรีบเดินไปหยิบๆดูบนโต๊ะทำงานของเกวนซึ่งมีแต่แฟ้มและเอกสารที่ว่าเต็มไปหมด เมื่อเห็นแล้วจึงหยิบออกมาทั้งแฟ้มแล้วเดินออกไปจากห้อง ซึ่งเป็ทางเดินตรงไปยังลิฟต์ พอมาถึงชั้นสิบห้า ก็มีแต่พนักงานกำลังนั่งทำงานเต็มไปหมด มีหลายคนมองผมด้วยความแปลกใจระคนสงสัย แต่ชัดเจนที่สุดเลยคือพวกเขากำลังหวาดระแวงและจับผิด
จะบอกว่าไม่สนใจเลยก็คงโกหก แต่ผมชินแล้วล่ะ
“นี่นายทำอะไรน่ะ” เสียงแหลมผิดปกติดังขึ้น เมื่อผมหันไป ความรู้สึกระเหี่ยใจก็แล่นเข้ามาแทน
แซนดร้าซึ่งกำลังเดินผ่านมาพอดีเข้ามาหาผมอย่างคาดโทษ คงเพราะเห็นว่าผมกำลังถือแฟ้มที่มีตราของบริษัทอยู่ด้วย
ผมเอาข้อความที่เกวนส่งมาให้เธอดู ทำให้แซนดร้าถึงกับนิ่งไป
“อ่านออกด้วยเหรอ นายแสร้งว่ารู้เื่เพื่อเอาใจเกวนใช่มั้ย?” หญิงสาวพูดออกมาอย่างไม่เกรงใจ “อย่าคิดนะว่าฉันไม่รู้ว่านายแกล้งทำตัวเป็สัตว์ว่านอนสอนง่าย เกวนตามใจขนาดนี้ไม่ใช่ว่านายใช้ร่างกายยั่วยวนเขาหรอกเหรอ”
ผมมองสายตาอคติของเธอเล็กน้อย แล้วเดินผละออกมาอย่างไม่สนใจ
“นี่จะไปไหนน่ะ”
เพี๊ยะ!
“ว้าย!”
หญิงสาวถึงกับสะดุ้งรีบชะงักกลับไม่ทันเมื่อถูกผมตีมือที่จับหัวไหล่ ถึงจะเบาจนไม่เกิดแผลแต่ก็เจ็บมากพอที่เธอจะไม่กล้าเข้ามารอบสอง
ใบหน้าของหญิงสาวดูบิดเบี้ยวด้วยความไม่พอใจอย่างยิ่ง “นี่แก เผยธาตุแท้ออกมาแล้วใช่มั้ย”
ผมถอนหายใจออกมา ตอนแรกผมก็ยังพอเล่นสนุกกับเธอได้นะ แต่ตอนนี้สำหรับผมแล้วมันคือเวลาส่วนตัว
และแซนดร้าไม่ใช่เ้านายของผม ดังนั้นไม่มีเหตุผลที่ผมจะต้องยอมเป็ที่รองรับอารมณ์ไร้สาระ
หลายคนเมื่อได้ยินเสียงอุทานของแซนดร้าต่างก็พากันชะเง้อตัวขึ้นมา บางคนถึงกับหยุดพูดคุยแล้วมุงดูพวกผมอย่างให้ความสนใจเต็มที่
“มีอะไรหรือเปล่าครับคุณแซนดร้า”
เมื่อเห็นว่าขืนทะเลาะกันที่นี่ต่อมีแต่เสียกับเสีย ท่าทางของหญิงสาวจึงเปลี่ยนไปทันที “เอ่อ ไม่มีอะไรค่ะ ไปทำงานต่อเถอะ” ประโยคสุดท้ายเธอหันมาพูดกับผมด้วยน้ำเสียงที่ดูก็รู้ว่าพยายามเก็บอารมณ์แค่ไหน
“...” ผมยักไหล่แล้วเดินผ่านตัวแซนดร้าไป โดยมีสายตาอาฆาตมองตามผมไม่เลิก มีบางคนมองตามผมไม่เลิก คล้ายราวกับบอกกลายๆว่าตัวผมผิดมายืนอยู่ตรงนี้
มีอะไร? คืออะไรนะ แต่เธอพูดเหมือนว่าผมกับเกวนมีความสัมพันธ์แบบชู้หนุ่มชู้สาวแบบนั้น?
ถ้าใช่ผมก็อยากบอกนะครับว่า...ผสมพันธุ์ไปผมก็ไม่ท้องหรอกครับ
แต่อืม...ผมว่าผมกำลังกังวลผิดเื่นะ
ที่จะให้ถูกคือ ...ไม่ได้มีรสนิยมแบบนั้น โอเคมั้ย?
ถึงจะพยายามคิดถ้อยคำมากมาย แต่ผมคิดว่าสุดท้ายแล้วแซนดร้าคงหลุดกรี๊ดออกมาแน่นอน