ชายาสองตำหนัก

    บทที่ ๘ ไม่เข้าถ้ำเสือ ไม่ได้ลูกเสือ {Part 2}

    บทที่๘ไม่เข้าถ้ำเสือ ไม่ได้ลูกเสือ
    คืนนี้เป็นข้างแรม เดือนดับเสียด้วย ทำให้ทั้งตำหนักบูรพาเสมือนถูกปกคลุมด้วยผ้าดำ หากพ้นแสงประทีปไปแล้วก็แทบจะมองไม่เห็นสิ่งใดท่ามกลางความมืด หัวขโมยจำเป็นแอบย่องไปตามผนังกำแพง พอสบโอกาสเห็นทหารยามยืนเพียงลำพัง นางก็กระโจนพรวดไปด้านหน้า แต่ไม่ทันที่เจ้าของร่างในชุดองครักษ์จะได้กรีดร้อง สันมือของฮัวชันก็ซัดปังเข้าที่ท้ายทอยจนต้องล้มพับลงไป ซูจิ้นช่วยประคองร่างทหารหนุ่มให้ค่อยๆ ล้มลงเพื่อระงับการเกิดเสียง
    พวกนางช่วยกันถอดเครื่องแบบเสื้อแพรสีแดงออก แล้วนำไปสวมทับให้กับซูจิ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อปลอมตัวเรียบร้อยแล้ว จึงได้แอบเอาร่างหมดสตินั้นซ่อนในพุ่มไม้ ทั้งสองเดินไปตามทางเดินราวกับเป็นเพียงองครักษ์กับบ่าวรับใช้เคียงกันเท่านั้น
    ด้วยความอนุเคราะห์จากบรรดานางในซึ่งโปรดปรานข่าวลือ ทำให้ฮัวชุนซึ่งเป็นบ่าวได้รับฟังและปะติดปะต่อได้ว่าห้องพักของหัวหน้าองครักษ์ในรัชทายาทนั้นตั้งอยู่ไม่ห่างนักจากห้องบรรทมไท่จื่อ แถมบางวันก็ชอบพากันไปร่ำสุราในห้องบรรทมนั้นเสียจนเกือบฟ้าสาง เฉกเช่นวันนี้...กว่าเจ้าของห้องจะรู้ตัวว่าถูกค้น ก็คงเป็นตอนเพลาไก่ขัน
    “ดูแล้วไม่มีใครเลยเจ้าค่ะ” หญิงรับใช้กระซิบบอก
    “เจ้าคอยหลบอยู่ในมุมแถวนี้ หากใครเข้ามาใกล้จนน่ากังวล จงทำเสียงนกสาลิกา” ซูจิ้นกำชับ ก่อนจะผูกผ้าปิดหน้าพรางตัว แล้วค่อยๆ เปิดประตูเดินเข้าไป
    ในคืนเดือนมืดเช่นนี้ นางมองภายในห้องได้ลำบาก ครั้นจะจุดไต้จุดตะเกียงก็กลัวเป็นที่สังเกต พอคิดได้ว่าในห้องย่อมมีคันฉ่อง และดูเหมือนโชคจะเข้าข้างที่กระจูกบานหนึ่งในห้องตั้งอยู่ไม่ไกลจากหน้าต่าง นางจึงไปแง้มหน้าต่างเพียงเล็กน้อย พอให้แสงโคมจากทางเดินแลลอดเข้ามา พอได้ความสว่างนิดหน่อย เยี่ยซูจิ้นก็ขยับกระจกให้รับแสงพอเป็นองศาที่หักเข้ามาภายใน มิได้หันปะทะไปภายนอกโดยตรง จึงไม่มีแสงสะท้อนกลับออกไปให้เห็นข้างนอกนัก
    นางสอดส่องมองหาสิ่งที่จะสะท้อนแสงได้อีก เพื่อจะถ่ายเทลำแสงนั้นให้ลึกไปถึงโต๊ะทำงานและกองเอกสารในห้องซึ่งอยู่ในมุมด้านในติดอยู่กับเตียงนอนกรุม่านบังตา ด้วยนี่เป็นห้องของบุรุษ การจะมองหาคันฉ่องบานเล็กอีกสักใบคงจะยาก นางจึงหักใจชักกระบี่ซึ่งยึดมาจากองครักษ์ผู้โชคร้าย ส่องสะท้อนแสงจากกระจกต่างคันฉ่อง
    แสงที่พอสะท้อนได้มา เพียงเป็นลำแสงแคบๆ ขนาดเล็กเท่าเรียวกระบี่เท่านั้น นางจึงต้องใช้เวลาอย่างมากในการมองหาเอกสารที่ต้องการ ทว่าด้วยความชำนาญในการตรวจตราเอกสารการยุทธวิธีแต่เด็ก ทำให้เยี่ยซูจิ้นคุ้นเคยและสามารถมองหาม้วนเอกสารที่ต้องการได้พบ พอคว้าได้แล้วก็หยิบแผนที่ในอกซ่อนไว้ออกมา หาพู่กันฝนหมึกเขียนตำแหน่งและเวลาเปลี่ยนกะเวรยามอย่างรวดเร็ว

    จางไป๋หูถูกรบเร้าให้มาดื่มสุราสนทนากับจูหยางเหยี่ยนแบบที่เลี่ยงไม่ได้ ก็ด้วยตัวเขานั้นกำลังจะเป็นเจ้าบ่าว หนำซ้ำยังลากิจอีกร่วมสัปดาห์เพื่อฉลองวันมงคลสมรส รัชทายาทผู้ตัวติดกับเขาอย่างไรดีมีหรือจะยอมปล่อยเหยื่ออันชอบหยอกเอินเล่นออกไปได้โดยง่าย
    แต่ด้วยหูตาที่ว่องไวเกินคนปกติ ปรายตามองออกไปนอกหน้าต่างเพียงครู่ เขาก็มองเห็นหน้าต่างห้องพักของตนเองซึ่งแง้มเปิดอยู่
    เขาเป็นคนรอบคอบเสมอ และไม่ชอบยิ่งนักที่จะเห็นบ่าวไพร่ไปยุ่มย่ามยามเขาไม่อยู่ ดังนั้นจึงเป็นไปได้ยากว่าจะมีคนกล้าเข้าไปเดินในห้องถึงขนาดเปิดหน้าต่างรับลมเช่นนี้ ไม่สิ...แค่เพียงแง้มเสียด้วย ราวกับหลงลืม หรือไม่ก็...
    องครักษ์หนุ่มลุกพรวด ไม่แยแสว่าตนดื่มสุราเมรัยไปมากเพียงใด ตอนนี้จิตใจเขาเพียงจดจ่ออยู่กับหน้าต่างผิดสังเกตบานนั้น พอเห็นสหายลุกขึ้นยืนมองออกไปด้านนอก จูหยางเหยี่ยนก็อดทักขึ้นมามิได้
    “อะไรกันเล่า ดื่มเหล้ายังไม่ทันไร เจ้าเมาแล้วรึ?” จางไป๋หูไม่ตอบ หนำซ้ำยังยกมือขึ้นคล้ายสัญญาณให้เงียบเสียงลง ตาประดุจเสือคู่นั้นจ้องเขม็งไม่วางตาที่เดิม จนกระทั่งแลเห็นแสงเงาวาววับขึ้น คราวนี้เขาจึงเอ่ยคล้ายจะสั่ง
    “ทรงประทับอยู่ในนี้ อย่าออกไปไหนจนกว่าข้าจะมานะพะย่ะค่ะ”
    “เอ๊ะ อะไรกัน...เหล้าหมดหรือ ถ้าหมดก็ให้...”
    ไป๋หูยกมือขึ้นอีกครั้ง สีหน้าเคร่งขรึม เช่นนี้รัชทายาทหนุ่มจึงพอจะเริ่มได้สติ มีเรื่องแน่แล้วในห้องพักซึ่งอยู่ใกล้กัน เขาเพียงยกจอกสุราขึ้นดื่มแล้วยักคิ้วส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายชักดาบเดินออกไป

    เยี่ยซูจิ้นพับกระดาษเหน็บใส่ในอกเสื้อ ไม่ทันได้ตั้งตัวเตรียมใจรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น อันเริ่มด้วยเสียงฝีเท้าอันเบาเสียจนหูนางแทบไม่ได้ยิน แต่ด้วยเสียงนกสาลิกาที่ดังขึ้นทำให้นางได้รู้ ตอนนี้มีผู้มาเยือนอยู่หน้าประตูห้องแล้ว
    ภาวนาแทบขาดใจว่าอย่าเป็นจางไป๋หูเลย ให้เขาเมาสุรานอนกอดอยู่กับเจ้าสวามีจิ้งจอกนั้นไปเสีย นางพยายามมองหาทางหนี วิชาตัวเบาของนางก็ไม่ได้เรื่อง ต่อสู้ยังพอทำเนา จะหนีออกไปข้างหน้าก็เจอเสือ หรือจะออกทางด้านหลัง...
    แกร็ก...เสียงประตูเปิดดังขึ้น นางไม่มีทางเลือกอื่นใดแล้ว นอกจากภายในเตียงนอนหนาแห่งนั้น ร่างบางกระถดถอยเข้าไปแอบหลังม่านโดยพลัน พลางอ้อนวอนต่อเทพยดาให้คนที่มาเป็นเพียงบ่าว นางคงไม่รู้...ว่าจางไป๋หูหวงถ้ำเสือแห่งนี้ขนาดไม่ยอมให้ใครมายุ่งหากเขาไม่อยู่
    เจ้าของห้องที่เพิ่งมาถึงกระชากประตูออกโดยแรง แต่ก็มองไม่เห็นความผิดปกติใด คืนเดือนมืดเช่นนี้จะมองสิ่งใดโดยไม่จุดโคมคงลำบาก เขาหยิบก้านไม้ขีดจากชั้นวางข้างประตู ขีดจุดใส่ตะเกียงใกล้ๆ พอได้แสงสว่างวับแวมแล้วก็ปิดประตูเตรียมตีแมว
    ซูจิ้นถอยติดกำแพง ปิดปากพยายามหายใจให้เบาที่สุด มือข้างหนึ่งถือดาบเอาไว้ กะว่าถ้าหนีไปไหนไม่รอดแล้วก็ขอสู้จนตัวตาย เหล่มองจากช่องว่างระหว่างม่านสองผืน จึงได้เห็นว่าโชคไม่เข้าข้างนางแต่อย่างไร เพราะตอนนี้...เสือเข้าถ้ำเสียแล้ว
    เอาวะ...ขอให้เพียงเขามาเอาของ หรือแค่ผ่านมาแล้วกลับไปร่ำสุราต่อ หากจวนตัวก็แค่แทงเขาให้ได้แผลเสียหลักสักหน่อยแล้วกระโดดหนีคงพอทำเนา เขาตัวสูงใหญ่เช่นนั้นโดนมีดบาดสักนิดคงไม่เสียหาย อีกอย่าง...คนที่จะต้องทนเห็นร่างพรุนไปด้วยบาดแผลของเขาคือนาง หาได้เป็นหญิงผู้โชคร้ายรายอื่นไม่
    ให้ตาย...น่าตายนัก นางคิดอันใดขึ้นมา กระนั้นผู้นี้คือว่าที่สามีตัวจริงก็ตาม แต่นางก็ไม่ควรคิดพิเรนทร์ทะลึ่งตึงตังแบบนี้ และในระหว่างที่ว้าวุ่นใจอยู่นั่นเอง ม่านคลุมเตียงก็ถูกเปิดออกอย่างรวดเร็วไม่ทันตั้งตัว เยี่ยซูจิ้นอารามตกใจ ซัดกระบี่ตรงเข้าใส่ร่างนั้นตามสัญชาตญาณ แต่จางไป๋หูชักกระบี่จากข้างตัวรับได้ทันโดยที่ยังไม่หลุดออกจากฝักดาบเสียด้วยซ้ำ องครักษ์ตัวปลอมอย่างนางจึงจำต้องต่อสู้ประมือกับสามีตัวจริงแบบเสียมิได้
    พ่อเสือร้ายตัวนี้ร้ายกาจยิ่งนัก ลีลาการยุทธ์เขาว่องไวดังสายลม ยามปะทะกันดังสายฟ้าฟาดแปลบปลาบ คลับคล้ายการซ้อมสู้กับพี่ชายนางเยี่ยเค่อซู จะผิดแผกกันไปบ้างด้วยท่วงท่าตวัดดาบต่างสำนักกันเท่านั้น
    นางไม่สามารถไล่เขาออกไปจากพื้นที่ด้านหน้าเตียงได้เลย ดูเหมือนนางยิ่งใกล้จนมุมทุกที จางไป๋หูรุกไล่เสียจนนางไม่มีทางหนี นางจึงยันเท้าจากขอบเตียงตั้งใจใช้แรงกระโจนฝ่าออกไปพร้อมเพลงดาบ องครักษ์ตัวจริงเห็นดังนั้นก็ใช้มืออีกข้างรวบตัวเสีย เขาพยายามไม่ทำร้ายผู้บุกรุกด้วยตั้งใจจะเก็บไว้สอบสวนนี่เอง แต่สัมผัสจากฝ่ามือหนาก็ไปปะทะเข้าบริเวณหน้าอกเข้าเต็มเปา...
    เขาได้ยินเสียงหวีดร้องเบาๆ ไม่ได้ศัพท์ เมื่อมือเขาคว้าหมับเข้าที่บริเวณอก โอ้...เจ้าโจรร้ายช่างซ่อนรูปกายอันกำยำได้มิดชิดนัก ถ้าไม่จับดูคงไม่รู้ว่า...กล้ามเนื้ออกนั้นใหญ่ประหนึ่งของสตรี!
    เยี่ยซูจิ้นตกใจ แต่ก็ห้ามเสียงกรีดร้องได้ทัน แม้จะเป็นการพยายามอย่างสุดแสนอย่างไร ทว่าความตระหนกก็ได้นำพานางมาถึงจุดหายนะ เมื่ออีกฝ่ายไม่เพียงคว้าไว้แน่น แต่ยังออกแรงดันจนตัวนางลอยละลิ่วลงไปกองอยู่กับพื้นเตียง
    จนมุมจนตรอกสุดแล้ว แรงกระแทกทำให้นางจุกจนหอบหายใจแรง แข้งขาอ่อนเปลี้ยปล่อยให้เขายึดตรึงเอาไว้ได้ หมดสิ้นสภาพอยู่ภายใต้ร่างกำยำหนักแน่นของจางไป๋หู ดูเหมือนการเข้าถ้ำเสือครั้งนี้ เห็นทีจะไม่มีทางรอดออกไปแล้ว
    “เจ้าเป็นใคร! เข้ามาในนี้ได้อย่างไร!” องครักษ์จางคาดคั้นถาม การเข้ามาถึงเขตพระราชฐาน ล่วงเข้ามาถึงตำหนักบูรพาไม่ใช่เรื่องง่าย และอันตรายเหลือหากปล่อยให้หลุดออกไป
    นางไม่ตอบ ยังคงนิ่ง ในหัวพยายามประมวลความคิดที่จะหาวิธีเล็ดลอดกงเล็บเสือออกไป ตอนนี้นางยังสวมชุดองครักษ์อยู่ คาดว่าหากรอดไปได้ก็ยังพอแนบเนียนกับผู้อื่น ด้วยในเวลานี้นางจ้องตาอยู่กับเขาโดยมีห้วงความมืดของคืนแรมขวางกั้นเพียงบางเบา
    “ข้าถามทำไมไม่ตอบ!” เขาเค้นเสียงถามอีก แสงเพียงวับแวมจากตะเกียงเอียงกะเท่เร่บนพ้นซึ่งเกิดจากการตะลุมบอนทำให้เขาเห็นเพียงเครื่องแต่งกายซึ่งละม้ายคล้ายกับที่เขาสวมอยู่ เห็นดังนั้นจึงถามต่อไปอีกว่า “แล้วเจ้าเอาชุดองครักษ์เสื้อแพรมาได้อย่างไร บังอาจนัก!”
    จางไป๋หูเพียงตั้งใจกระชากทั้งเสื้อแพรและหน้ากากโจรไปพร้อมๆ กัน เขาดึงอกเสื้อกระเด็นขาดออก สัญลักษณ์งูใหญ่ถูกฉีกกระชาก เผยให้เห็นเสื้อซับในทรงสามเหลี่ยมคล้ายอิสตรีสวมกัน ไม่รอให้ขาดกันไปมากกว่านี้ เยี่ยซูจิ้นกุมอกเสื้อแน่น อาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายพลั้งเผลอ ยกเข่าขึ้นกระแทกกล่องดวงใจตรงหว่างขาเขาเต็มแรง
    นางไม่ใส่ใจว่าเขาจะเหลือพลังธาตุหยางไปทำพันธุ์ลูกเสือในอนาคตหรือไม่ ขอเพียงนางกระโจนวิ่งหนีออกไปพร้อมกับแผนผังเวรยามที่ซ่อนไว้ในอกเสื้อได้ก็เพียงพอ!