“หนิงชิน อีกเดี๋ยวพี่จะพาเป่าเป้ยไปกราบลาผู้นำตระกูลจงเ้าจะไปกับพวกเราหรือไม่”
“พี่เจียวหย่งรอสักครู่ได้หรือไม่เ้าคะ ข้าจะไปเรียกพี่ชายไปด้วยกันเลย”
“ได้ๆ ข้ารอที่หน้าประตูจวนแล้วกัน”
ไม่นานร่างบุรุษสามร่าง หลินซ่งสวิน หลินซ่งอวี้และหลินไฉ่หงก็เดินตามหลินหนิงชินมา
“พร้อมแล้วเ้าค่ะ พี่เจียวหย่งข้าอยากจะเดินเล่นไปเรื่อย ๆ พี่สะใภ้จะเดินไหวหรือไม่เ้าคะ”
“ไหวๆ เดินไปก็ดีเหมือนกัน ข้าอยากมองเมืองเป่ยถังให้มากอีกหน่อย” จงเป่าเป้ยชิงตอบออกมาก่อน
“เช่นนั้นก็ไปกันเถิด” หลินเจียวหย่งรับคำอย่างอ่อนใจเขากลัวภรรยาเหน็ดเหนื่อย
สตรีสองนางเดินชี้นั่นชมนี่กันไปตลอดทางอย่างเพลิดเพลิน เมืองเป่ยถังเวลานี้มีผู้ฝึกปราณมากจากหลายแห่ง ส่วนใหญ่ก็มาเพื่อซื้อข้าวปราณ และโอสถ
ต้องบอกก่อนว่าหลังจากที่หอโอสถสกุลหลินจำหน่ายน้ำยามรกต ชาวเมืองเป่ยถังก็เริ่มเพาะปลูกข้าวปราณคุณภาพสูงกันได้ บ้างก็เก็บไว้บริโภค บ้างก็นำเอาออกมาขาย ทำให้การค้าข้าวปราณทั่วทั้งเมืองเฟื่องฟูเป็อย่างมาก แต่ก็เป็สกุลหลินกับสกุลจงที่มีพื้นที่เพาะปลูกเป็จำนวนมาก จึงยังการเป็ผู้นำทางการค้าข้าวปราณไว้ได้
ผู้ฝึกปราณจากเมืองอื่นบางคนก็แต่งกายด้วยเสื้อผ้าแบบและสีเดียวกันเหมือนเป็เครื่องแบบประจำตระกูลหรือสำนัก หลายคนก็แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่แปลกประหลาด สตรีจากเมืองอื่นบางคนใจกล้ากว่าชาวเมืองเป่ยถังมากนักดูท่าทางจะมาจากเมืองใหญ่ กระโปรงของพวกนางแหวกสูงจนน่ากลัว เสื้อก็เว้าลึกจนแทบจะปิดไม่มิด ทำเอาคนเดินผ่านไปผ่านมาหน้าแดงกันเป็แถบ
บุรุษหลายคนชะเง้อเหม่อมองหลินหนิงชินจนเคลิ้มไป หลินเป่าเป้ยนั้นแม้ไม่ได้งดงามล่มเมืองแต่ใบหน้ากลมกับผิวขาวราวหิมะนั่นก็น่ามองไม่ใช่น้อย ทั้งสองคนผู้หนึ่งยังเยาว์วัยอีกผู้หนึ่งงดงามอ่อนช้อย แต่งกายมิดชิดแต่กลับเรียกสายตาจากผู้คนไม่น้อยไปกว่าสตรีที่แหวกกระโปรงสูงเ่าั้เลย
กว่าจะเดินมาถึงหน้าจวนตระกูลตง สี่บุรุษต่างก็ถอนหายใจกันเฮือกใหญ่ พวกเขาต้องคอยระมัดระวังตัวจากสตรีที่คอยมาโยนผ้าเช็ดหน้าส่งให้ “สองคุณชายหน้าหยก” ตลอดทาง และยังต้องคอยหลบสตรีแสนบอบบาง ที่เดินแต่ละก้าวก็คอยจะล้มเป็ลมมาทางพวกเขา
แต่สายตาของพวกเขาทั้งสี่แทบจะจับจ้องอยู่ที่สตรีสองร่าง ที่เดินอยู่ข้างหน้าอย่างไม่ทุกข์ร้อนใดๆ จนพวกเขาทั้งไล่ต้อนทั้งเร่งพวกนางให้เดินเร็วขึ้น หากเป็ไปได้พวกเขาอยากจะอุ้มพวกนางวิ่งมาให้ถึงที่หมายเสียให้รู้แล้วรู้รอด
“โอ้…ถึงแล้วหรือ ไวจริงข้ามัวแต่มองอะไรเพลินไปนิดเดียวเอง” หลินหนิงชินเอียงคอกล่าวกับจงเป่าเป้ย
บุรุษทั้งสี่ “-------” ไวบ้านเ้าสิ น้องสาว
หลังจากร่ำลาผู้นำตระกูลจงแล้ว หลินเจียวหย่งก็ขอยืมรถม้าของตระกูลจงให้คนพาหลินหนิงชินกับจงเป่าเป้ยไปส่งก่อน พวกเขาจึงค่อยเดินกลับตามไปทีหลัง
ที่เรือนพักของหลินจงเว่ย หลินซ่งอวี้กำลังกล่าวอะไรบางอย่างกับมารดาฟางลี่ชินอย่างเคร่งเครียด โดยมีหลินซ่งสวินกอดอกยืนมองทำหน้านิ่งไร้ความรู้สึกใดๆ ส่วนหลินจงเว่ย หลินไฉ่หงและหงเป่าซาน นั่งฟังอย่างสงบอยู่ใกล้ๆ
“นี่มันเื่อันใดกัน” ฟางลี่ชินถามบุตรชายคนรองอย่างรำคาญใจ
“ไม่มีเื่อันใดเลยท่านแม่ ข้าแค่ขอให้ท่านตัดผมหน้าของนางออกเสียเท่านั้นเอง” หลินซ่งอวี้ยังคงกล่าวเสียงเข้ม
“ก็นั่นล่ะ เหตุใดจึงต้องตัดผมของอาหนิง เ้าก็ตอบแม่มาดีๆ”
“……..” หลินซ่งอวี้ชะงักไม่กล่าวคำใดๆ ออกมา
“พี่รอง ข้าก็สงสัยเช่นกันเหตุใดต้องให้ข้าตัดผมหน้าม้าล่ะเ้าคะ?”
“ก็เพราะว่า ..เพราะว่าข้ายังไม่แข็งแกร่งพอ…” เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงเบา
“พี่รอง!! ท่านไม่แข็งแกร่งแล้วมันเกี่ยวอันใดกับผมของข้ากันเล่า” เด็กหญิงร้องถามเสียงหลง
“เมืองผิงอันที่เรากำลังจะไปเป็เมืองใหญ่ ย่อมมีผู้ฝึกปราณที่แข็งแกร่งเป็จำนวนมาก หากพวกเขามองอาหนิง ข้ากับไฉ่หงอาจ "ตี" เขาไม่ชนะ"
ทุกคน “---------” ผู้ใดมองน้องสาวเ้า เ้าก็จะไปตีกับเขาเช่นนั้นหรือ?
หลินไฉ่หง "------" เยี่ยม!! สมแล้วที่เป็พี่น้องข้า
ทุกคนต่างก็อ้าปาก ตาค้าง ยกเว้นเพียงหลินซ่งสวินที่อมยิ้มมุมปากและมองไปยังน้องทั้งสองคนด้วยสายตาล้ำลึก
หลินหนิงชินรู้สึกถึงสายตาที่มองมา จึงได้หันไปสบตาพี่ชายใหญ่
“พี่ใหญ่ ท่านคิดจะเข้าข้างผู้ใดกันเล่า” เด็กหญิงเอ่ยเสียงอ่อนหวานประจบพี่ชายคนโต
เช้าวันต่อมาทุกคนก็ได้เห็นหลินหนิงชิน “คนใหม่” ผมดำสนิทเงางามที่เคยไว้ยาวสม่ำเสมอเท่ากันทั้งศีรษะ บัดนี้ทางด้านหน้าถูกตัดเป็ผมม้า บดบังใบหน้างามลงมากว่าครึ่ง ผมทั้งสองข้างถูกถักเป็เปียยาว มัดด้วยผ้าผูกผมเป็ระเบียบ หากไม่สังเกตดีๆ หรืออยู่ใกล้ๆ ก็ไม่อาจมองเห็นใบหน้าที่งดงามเกินจริงนั้นได้โดยง่าย
..........
1 ปีที่ผ่านมานี้เหล่าศิษย์ผู้หลอมโอสถที่เหลือ 17 คน และจงเป่าเป้ยอีก 1 คน ก้าวเข้าสู่ผู้หลอมโอสถระดับปฐีขั้นต้นกันครบหมดทุกคน
นอกจากหลินหนิงชิน หลินเจียวหย่ง หลินเหม่ยเจวี๋ยและหลินตงฟาง 4 คนที่ตั้งใจจะไปเข้าร่วมกับสำนักเย้าเตียนั้แ่ต้น บัดนี้มีอีก 7 คนที่คิดจะตามไปด้วย รวมแล้วจะมีผู้หลอมโอสถเดินทางไปสำนักเย้าเตียนทั้งหมด 11 คน
ทางด้านผู้ฝึกยุทธ์จะมีผู้นำคือ หลินซ่งสวินขอบเขตขุนพลขั้นกลางที่มีเป็ระดับสูงที่สุดในกลุ่มที่จะเดินทางไปและมีผู้ฝึกยุทธ์ที่เป็ลูกหลานสกุลหลินอีกรวมทั้งหมดเป็จำนวน 14 คน
ดังนั้นกลุ่มทายาทตระกูลหลินทั้ง 25 คนก็ถูกเรียกตัวมาอบรมและให้คำแนะนำเล็กๆ น้อยๆจาก ผู้าุโทั้งสี่ของตระกูลกันอีกครั้งก่อนที่จะเริ่มออกเดินทางกันในวันรุ่งขึ้น
"เส้นทางที่จะไปยังเมืองผิงอัน ต้องเดินทางผ่านเมืองเล็กๆไปอีกสามเมือง ตลอดทางพวกเ้าจะต้องผ่านพื้นที่ ที่เป็ป่าเขา 2-3 แห่งที่ขั้นอยู่ระหว่างเมืองทั้งสาม เวลานี้มีผู้คนใช้เส้นทางเหล่านี้กันมากขึ้น พวกเ้าก็ต้องระมัดระวังตัวกันให้มากหน่อยอาจต้องเจอทั้งสัตว์อสูรและคนไม่ดี" หลินลี่หยางแนะนำ
"เมื่อเข้าร่วมสำนักได้อย่างปลอดภัยแล้วก็หาทางส่งข่าวกลับมาที่ตระกูลหลินสักรอบ หากมีคนที่ไม่ผ่านการทดสอบของสำนักเย้าเตียน ให้หางานทำรออยู่ที่เมืองผิงอันไปก่อนไม่ต้องรีบร้อนเดินทางกลับมา ภายในสามปีตระกูลหลินจะส่งทายาทไปเข้าร่วมสำนักเย้าเตียนอีกชุดหนึ่ง เวลานั้นหากจะกลับมาที่ตระกูลหลินค่อยมาพร้อมกับกลุ่มคนชุดใหม่ที่ไปส่ง" หลินโจวิ่เอ่ยขึ้นมาบ้าง
กลุ่มแรกที่จะไปนี้ หลินลี่หยางเห็นว่าพวกเขามีจำนวนมาก ผู้ฝึกยุทธ์แต่ละคนก็ล้วนมีระดับการฝึกฝนที่สูงจึงให้พวกเขาเดินทางกันเอง ไม่มีองครักษ์จากสกุลหลินคุ้มครองไป
ส่วนหลินหนิงชินนางไม่ได้กังวลอะไรมากนัก นางมั่นใจว่าทุกคนจะผ่านการทดสอบเข้าสำนักเย้าเตียน ด้วยจำนวนของผู้หลอมโอสถสกุลหลิน สำนักที่ทำการค้าโอสถเป็หลักย่อมเต็มใจรับไว้อย่างแน่นอน ส่วนผู้ฝึกยุทธ์ที่ติดตามมาล้วนเป็ทายาทสกุลหลินทั้งหมด ไม่มีเหตุผลที่สำนักจะไม่เต็มใจรับคนไว้
ส่วนทางเมืองเป่ยถังนี้ยิ่งไม่ต้องกังวล ต่อไปตระกูลหลินและจงจะกลายเป็สองตระกูลที่ผลิตผู้หลอมโอสถฝึกหัด "ส่งออก" มาอีกจำนวนมากมาย ไม่แน่ว่าจะมีอีกหลายสำนักที่้ารับตัวพวกเขาไว้เป็ศิษย์
หลินลี่หยางสั่งความไว้จนคิดว่าครบถ้วนดีแล้วก็ปล่อยให้พวกเขากลับไปพักผ่อน เตรียมพร้อมที่จะออกเดินทางกันในวันพรุ่งนี้
หลินหนิงชิน ไม่ได้เตรียมอะไรไปมากนัก พวกสมุนไพรปราณและโอสถหลายชนิดก็ถูกเก็บไว้ในคลังเป็ที่เรียบร้อยดีอยู่แล้ว นางพับเสื้อผ้าที่มารดาเย็บให้ใหม่ 3 ชุดเก็บลงในห่อผ้าหยิบถุงมือที่ทำจากหนังกระต่ายที่ท่านป้าเหลียนทำให้ กับผ้าเช็ดหน้าที่พี่สาวซานซานปักให้นางบรรจงเก็บใส่กล่องและวางไว้ในกระท่อมในมิติ ท่านปู่ใหญ่มอบเงินให้ทุกคนติดตัวไว้ บิดามารดาของนางก็มอบให้อีกจำนวนหนึ่ง นอกนั้นนางก็ไม่ได้นำอะไรไปอีก