หลังจากที่เซียวจิ่งเถียนกลับห้องแล้ว ไม่นานก็ออกไปลานบ้านพร้อมกับผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่ง
เขาตักน้ำขึ้นมาจากบ่อน้ำสองถัง จากนั้นก็ถือออกจากบ้านไป
ม่ายซุ่ยไม่รู้ว่าเขาออกไปทำอะไรแต่ก็แอบตามเขาออกไป ชายผู้นี้กำลังมีอันตรายนางคิดว่านางจะต้องเตือนเขา
หน้าบ้านปลูกต้นหลิวไว้แถวหนึ่ง
ลำต้นแตกกิ่งก้านสาขาพัดพลิ้วไปมาตามลมในยามราตรี
แมลงกลางคืนที่ไร้ชื่อหลบซ่อนตัวอยู่ตามซอกหลืบส่งเสียงกังวานออกมา
เซียวจิ่งเถียนถือถังน้ำเดินอ้อมไปที่ด้านหลังของต้นหลิว จากนั้นก็เริ่มปลดเปลื้องเสื้อผ้าแล้วพาดไปที่ต้นไม้ม่ายซุ่ยรีบกลับห้องทันที ดีที่เขาไม่เห็นว่านางตามไป ไม่เช่นนั้นเขาอาจจะคิดว่านางแอบตามไปดูเขาอาบน้ำก็เป็ได้!
นางสาบานได้ว่านางไม่ใช่คนเช่นนั้น
ผ่านไปสักพักเซียวจิ่งเถียนกลับมาที่ห้อง เมื่อเห็นว่าม่ายซุ่ยยังไม่นอนจึงยืนที่หน้าประตูแล้วถามเสียงเ็าว่า“เ้ามีธุระอะไรกับข้าหรือไม่?”
“ข้าขอโทษ ข้าไม่รู้ว่าท่านออกไปอาบน้ำ” ม่ายซุ่ยหน้าแดงเล็กน้อยที่แท้เขาก็รู้ั้แ่แรกแล้วว่านางตามไป ช่างน่าอายเสียจริง!
ผ่านไปครู่ใหญ่ ด้านนอกก็ไม่มีเสียงอันใดอีก
ดูท่าว่าเขาคงจะไม่อยากสนทนากับนางแม้แต่ครึ่งประโยค
ม่ายซุ่ยจึงได้แต่ลุกลงจากเตียงผิงไฟ
เซียวจิ่งเถียนยังไม่เข้านอน เขานั่งพิงหัวเตียงกำลังใช้ผ้าขัดเช็ดดาบยาวเล่มหนึ่งอยู่อย่างระมัดระวังดาบทอประกายแสงอยู่ภายใต้แสงเทียนแสงนั้น ทำให้เกิดเป็ประกายวาววูบเว้าและนูนปรากฏอยู่บนกำแพงดูแข็งแกร่งและน่าเกรงขามทำให้คนที่เห็นหวาดหวั่นโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเห็นม่ายซุ่ยเข้ามาเซียวจิ่งเถียนก็ไม่แม้แต่จะเงยหน้าก็จัดการเก็บดาบเข้าฝักแล้วใช้ผ้าหนาๆ ผืนหนึ่งห่อ จากนั้นก็วางเก็บไว้ใต้หมอน ชุดที่เขาใส่เมื่อตอนกลางวันก็วางไว้อยู่ข้างเตียงอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย
“เมื่อตอนบ่ายข้าไปชายทะเลแล้วไปได้ยินคนคุยกันว่าจะมาฆ่าท่าน”ม่ายซุ่ยพูดเสียงเบา “พวกเขามีกันสองคน พูดว่าพบร่องรอยของท่านอยู่ละแวกนี้”
“รู้แล้ว” เซียวจิ่งเถียนตอบเรียบๆ ใบหน้าไม่มีการอารมณ์ใดๆเลยแม้แต่น้อย เหมือนกับว่าเื่นี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกับเขา
ไม่ได้ทำอะไรผิดก็ไม่ต้องกลัวว่ายมทูตจะมาหาถึงบ้าน เขาไม่ได้ทำความผิดอะไรที่ร้ายแรงอันใดดังนั้นเมื่อได้ยินที่นางพูดเขาจึงไม่ได้หวาดกลัว
“เช่นนั้น่นี้ท่านก็ไม่ต้องออกจากบ้านจะดีกว่า” ม่ายซุ่ยเห็นเขาไม่รู้สึกกังวลอะไรก็รู้สึกคลายความกังวลใจลง“โบราณว่าไว้ปืนในที่แจ้งยังหลบง่ายกว่าธนูในที่ลับ ระวังทุกอย่างไว้ก่อนจะดีกว่า”
“ปืนในที่แจ้งยังหลบง่ายกว่าธนูในที่ลับ?” เซียวจิ่งเถียนมองนางอย่างพิจารณาแล้วพูดเรียบๆว่า “เ้าเคยเรียนหนังสือหรือ?”
เขาอาศัยแสงเทียนมองผู้หญิงตรงหน้าคนนี้ชัดๆ นางอายุราวๆ สิบหกสิบเจ็ดปีน่าจะได้รูปร่างก็กลางๆ คิ้วเรียวตรงดวงตาสดใส โดยรวมแล้วถือว่าไม่เลว อย่างน้อยนางดูไปแล้วก็ไม่โง่งมไร้ความรู้เช่นเฉินซื่อกับเฉียวซื่อ
“แค่อ่านเขียนได้เล็กน้อยเท่านั้น” ม่ายซุ่ยพูดอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว
“อันที่จริงข้าโดนจับแต่งงานอย่างไม่ได้ตั้งใจ และข้าคิดว่าเ้าก็คงไม่ได้เต็มใจจะแต่งงานกับข้าเช่นกัน”เห็นได้ชัดว่าเซียวจิ่งเถียนไม่อยากพูดเื่นี้ต่อ “ตอนนี้ข้าตกอยู่ในอันตราย ชีวิตคนในครอบครัวก็ไม่รู้จะปกป้องได้หรือไม่เ้าก็ไม่จำเป็ต้องมารับความเสี่ยงนี้กับข้าด้วยหรอก ั้แ่พรุ่งนี้เป็ต้นไปเ้ากลับไปอยู่บ้านเดิมของเ้าข้าจะยกเลิกการแต่งงานนี้และจะประกาศต่อทุกคนว่าเ้ายังบริสุทธิ์ปราศจากมลทิน จากนี้เ้าและข้าจะแต่งงานกับผู้ใดก็สุดแล้วแต่ไม่ข้องเกี่ยวซึ่งกันและกันอีก”
“ท่านจะไล่ข้าไปหรือ?” ท่ายซุ่ยมองเขาตาเบิกกว้าง“ท่านบอกว่าท่านจะยกเลิกการแต่งงานครั้งนี้ เช่นนั้นท่านจะเอาสิ่งใดมารับประกันว่าข้านั้นบริสุทธิ์ไร้ซึ่งมลทินจริงในเมื่อท่านไม่ได้้าจะแต่งงานกับข้า เหตุใดต้องส่งคนไปบ้านท่านลุงของข้าทำการสู่ขอ?”
หากตระกูลเซียวไม่ใช้แป้งสาลีหนึ่งกระสอบนั้นเป็สินสอด ม่ายซานเฉวียนและป้าสะใภ้ก็ไม่มีทางยอมให้นางแต่งมายังบ้านตระกูลเซียวเด็ดขาด
เช่นนั้นอู๋ซานหลางก็ไม่ต้องวางแผนพาม่ายซุ่นหนีไป
เมื่อม่ายซุ่ยไม่ได้หนีตามผู้ชาย นางก็ยังคงเป็หลานสาวคนเดิมของม่ายซานเฉวียน
เื่ราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ ล้วนมาจากแป้งสาลีกระสอบนั้นของตระกูลเขาเป็ต้นเหตุ
“ท่านพ่อกับท่านแม่เป็ผู้ที่จัดการเื่งานแต่งครั้งนี้” เซียวจิ่งเถียนพูดอย่างไร้อารมณ์แต่ไหนแต่ไรเขาไม่ค่อยสนใจเื่ราวภายในบ้านอยู่แล้ว เื่ที่บิดามารดาไปบ้านตระกูลม่ายเพื่อทำการสู่ขอม่ายซุ่ยเขาก็เพิ่งรู้ในภายหลังเช่นเดียวกันถ้าหากบอกนางว่าเขาเพิ่งรู้ว่าตนเองต้องแต่งงานก่อนวันงานเพียงหนึ่งวันนางคงจะไม่มีทางเชื่อเป็แน่
แต่ความจริงก็เป็เช่นนี้
เขาประมาทความร้อนใจของบิดามารดาจนเกินไป แต่ก็จะทำเช่นไรได้ในเมื่อเขากับบุพการีทั้งสองไม่ได้อยู่ร่วมกันตั้งสิบปี
สิบปีช่างยาวนานยิ่งนัก
ยาวนานเสียจนบ้านเมืองสามารถเปลี่ยนประมุข ใจคนสามารถเปลี่ยนแปลงแม้กระทั่งบึงหนองก็ยังเปลี่ยนเป็ไร่นาได้
คิดไปคิดมาก็คิดไปถึงเื่ราวในสมัยก่อน คิ้วของเซียวจิ่งเถียนก็ขมวดขึ้นเป็ปมอย่างไม่รู้ตัว
เขาไม่มีความสนใจใดๆ ต่อการแต่งงานเลยแม้แต่น้อย
“วัวไม่กินน้ำแล้วยังจะกดหัวอย่างแรงได้อย่างไร?” ม่ายซุ่ยถอนหายใจอย่างเงียบๆพูดเสียงเย็นว่า “ถึงแม้ว่าจะเป็การทำตามความ้าของบิดามารดาท่าน แต่ท่านจะเอาข้ามาเล่นเป็หมากในเกมของท่านตลอดทั้งชาติอย่างนั้นหรือ? ท่านอยากจะแต่งก็แต่งอยากจะไล่ก็ไล่ ทำกับข้าเช่นนี้ท่านไม่คิดว่าท่านไร้เหตุผลไปหน่อยหรือ?”
หากเป็เช่น เ้าลูกแหง่อู๋ซานหลางที่หนีไปในตอนท้ายเช่นนั้นก็ว่าไปอย่างแต่เหตุใดหนุ่มใหญ่ที่ดูสุขุมเยือกแย็นเช่นเขากลับไม่เลือกเดินตามทางปกติเล่า?
แต่งบุตรสาวผู้อื่นเข้าบ้านมาได้ไม่กี่วันก็ไล่กลับบ้านเดิม?
นี่มันเอาเปรียบกันชัดๆ!
นางก็อยากจะกลับบ้านเดิมเช่นกัน แต่ปัญหาอยู่ที่นางไม่มีบ้านเดิมให้กลับ
ตาลุงบ้าเอ๊ย! อย่ามาล้อกันเล่นเช่นนี้นะ!
“เ้าวางใจเถิด สินสอดไม่ต้องคืน” เซียวจิ่งเถียนพูดจบก็ล้มตัวลงนอนดึงผ้าห่มขึ้นมาห่มกายแล้วดับเทียน เขาคิดมาโดยตลอดว่าเป็เพราะเหตุนี้นางจึงได้ยอมแต่งงานมาแน่นอนว่าสินสอดที่บิดามารดาเขาให้นั้นมากมาย คิดดูแล้วที่บ้านของนางคงจะให้ชีวิตกันอย่างยากลำบากไม่เช่นนั้นครอบครัวของนางจะยินยอมให้นางแต่งงานกับเขาได้อย่างไร ชื่อเสียงของเขาเขาย่อมรู้ดี
“ถึงแม้ว่าสินสอดจะไม่ต้องคืน ข้าก็ไม่มีบ้านให้กลับไปอยู่ดี”ม่ายซุ่ยพูดพร้อมเปิดม่านเดินเข้ามาในห้อง
ไม่ใช่ว่านางไร้ยางอาย แต่นางไม่มีที่ไปแล้วจริงๆ
อีกอย่าง ในตอนนี้นางก็้าแค่สถานที่หนึ่งที่สามารถบังแดดบังฝนให้นางได้ก็เท่านั้นไม่ได้้าผู้ชายสักคนเดียว
เซียวจิ่งเถียนมองม่านกั้นประตูที่ขยับโดยที่ไม่ได้พูดอะไร
เขาไม่ได้รู้สึกว่าตนเองทำสิ่งใดผิด
ตอนนั้นเองด้านนอกหน้าต่างมีเสียแมวดังขึ้น
เสียงร้องนั้นฟังดูโหยหวนครวญครางอย่างประหลาด ฟังดูแล้วน่าขนลุก
เซียวจิ่งเถียนเงี่ยหูฟังอยู่สักพักก็ลุกจากเตียงโดยไร้เสียงแล้วเปิดประตูเดินออกไป
ตอนแรกม่ายซุ่ยนึกว่าเขาออกไปตีแมวตัวนั้น
แต่ผ่านไปพักใหญ่ก็ไม่เห็นเซียวจิ่งเถียนกลับมา
ม่ายซุ่ยนึกถึงเื่ที่นางได้ยินที่ชายทะเลขึ้นมา ก็รู้สึกเป็กังวลขึ้นมาทันที
หรือว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเขา?
******ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/989b72eeb7cc486fe81b7f5e2bdce5a8
***เวลาแชร์หรือเมาท์มอยนิยายเื่Fisherman หนุ่มประมงที่รักที่ไหนขอฝากแฮชแท็ก #Fisherman หนุ่มประมงที่รัก #readAwrite ด้วยน้า