บทที่๑ป้ายชื่อทายใจ
อากาศภายในตำหนักบูรพาอบอ้าวขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ ความร้อนระอุนั้นส่งผลให้คนที่กำลังเอนกายอยู่บนตั่งยาวรู้สึกหงุดหงิดใจมากขึ้น จนในที่สุดก็ได้ยินเสียงพัดในมือถูกโยนลงไปกระทบธรณีประตูห้องอย่างฉุนเฉียว เป็นเหตุให้สตรีภายใต้อาภรณ์ยาวหรูหราผู้เพิ่งมาเยือนตรงด้านหน้าห้องต้องชะงักเท้าโดยพลัน ปิ่นทองระย้าไหวระริกบนมวยผม แลเห็นริ้วรอยความไม่สบายใจผุดขึ้นที่หางตาคู่งามเล็กน้อย“หยางเหยี่ยน” นางเรียกชื่อเจ้าตัวซึ่งยังคงมีสีหน้าไม่สบอารมณ์ รวมถึงอากัปกิริยาที่ไม่สำรวมยิ่ง ด้วยชายหนุ่มเจ้าของชื่อยังคงทอดร่างในท่าสบายเหยียดกายเต็มที่ สวมเพียงเสื้อลำลองตัวยาวสีขาวสะอาดแหวกให้เห็นแผงอกแกร่ง นัยน์ตาโตสีนิลถูกซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกตาสองชั้นได้รูปราวกับเส้นโค้งของวงจันทร์เสี้ยว คิ้วหนาขมวดมุ่น ดึงให้สันจมูกโด่งนั้นขมึงแน่นเป็นเส้นตรงอยู่เหนือปากกระจับ มันยังคงปิดสนิทแม้จะทราบว่าบัดนี้ผู้มาเยือนตรงหน้าทวารประตูนั้น ไม่พ้นฮองเฮา แม่แห่งแผ่นดินต้าเซิ่งแห่งนี้ก็คนที่จะเรียกนามของพระองค์อย่างห้วนๆ ได้ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น หากเป็นสตรียิ่งแล้วใหญ่ แม้แต่เมียก็เรียกพระองค์แบบนี้ต่อหน้าผู้อื่นมิได้ซู่เต๋อฮองเฮาเห็นพระโอรสแสดงท่าทีเช่นนั้น ก็ได้แต่แสร้งทำเป็นไม่เดือดร้อน โบกมือไล่ขบวนนางกำนัลที่ติดตามให้ถอยฉากไป คงมีเพียงพระนางที่ได้ชื่อว่าเป็นพระมารดาเดินตรงเข้ามายืนประทับตรงหน้า จูหยางเหยี่ยน หรือบรรดาศักดิ์ ไท่จื่อ – รัชทายาทแห่งต้าเซิ่ง ด้วยพระบารมีหรืออย่างใดก็มิทราบ เมื่อพระนางเริ่มผินมองบุตรด้วยหางตา จูหยางเหยี่ยนถึงได้เริ่มสะทกสะท้าน “คารวะ ท่านแม่” พระองค์เพียงแต่พูดเช่นนั้น ขยับตนขึ้นมานั่งเสียหน่อย เผยเนตรสีนิลงามมองด้วยความพิศวง เป็นการแปลกยิ่งที่ซู่เต๋อฮองเฮา พระมารดาเสด็จมาหาโดยไร้ซึ่งคำเตือน“ใครสั่งใครสอนให้เจ้าทำตัวแบบนี้ต่อหน้าฮองเฮา!” ได้ยินแบบนั้นพระนางก็ตวาดลั่น เล่นเอาบ่าวไพร่ที่ยืนรออยู่ด้านหน้าตำหนักสะดุ้งตัวโยน รวมถึงคนถูกดุด้วย หากจะกล่าวถึงรัชทายาทจูหยางเหยี่ยน ก็คงบรรยายได้เพียงไม่กี่ข้อ หนึ่ง – คือทรงได้รับการเลี้ยงดูอย่างเอาอกเอาใจเป็นที่สุดแต่เล็ก ไม่ว่าประสงค์สิ่งใด ก็มิมีใครกล้าขัด ทรงเป็นหลานรักของไทเฮา และพระโอรสคนโปรดของจักรพรรดิยิ่งนัก สอง – ทรงมีความมั่นหทัยในพระบารมีเป็นล้นพ้น ทรงเชื่อว่านอกจากจักพรรดิก็มิมีใครกล้าดุด่าตบตีพระองค์ ซึ่งโดยปกติก็ไม่เคย สาม – นอกจากในความมั่นในพระบารมีแล้ว ยังคงมั่นในรูปโฉมของพระองค์เองเป็นที่สุดกระนั้นหากจะบอกว่าตอนนี้รัชทายาททรงมีสีหน้าถอดสีเป็นครั้งแรก ก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะจนพระชันษาเลยมาสิบเก้าปี ยังไม่เคยมีใครตวาดขึ้นเสียงกับพระองค์เช่นนี้ โดยเฉพาะ...พระมารดา“ทะ...ท่านแม่ ก่อนหน้านี้ท่านก็ไม่ได้ใส่ใจ...” ครั้นจะพยายามแก้ตัว ก็คงไม่ทันเสียแล้ว“เพราะข้าไม่ใส่ใจ เจ้าถึงได้กล้าหมิ่นเกียรติของข้าเช่นนี้หรือ ยัง- ยังไม่รีบทำความเคารพข้าอีก!” ดูคราวนี้ฮองเฮาทรงเอาจริง แววตาฉายความพิโรธแจ่มชัด จนจูหยางเหยี่ยนต้องรีบลุกขึ้นถวายคำนับ“หยางเหยี่ยน คารวะ ฮะ...ฮอง...เฮา” เสียงนั้นดูกระท่อนกระแท่น เพราะไม่ชินปาก นางในที่รอรับใช้ข้างนอกพยายามกลั้นหัวเราะกันเป็นแถว“ตามสบายเถอะ” พระนางกล่าวตัดรำคาญ แล้วเดินไปประทับบนเก้าอี้ที่อยู่ไม่ไกล “แม่มาวันนี้ เจ้าคงเดาได้ไม่ยากว่าเรื่องอะไร”“ทูลเสด็จแม่ หากหมายถึงสมรสพระราชทาน ลูกคงไม่...”“เจ้าไม่มีสิทธิปฏิเสธ! หยางเหยี่ยน” ไม่รอให้ได้ทัดทาน นางก็สวนขึ้นอีก “ทั้งคุณสมบัติ รวมถึงดวงชะตาของเจ้าและแม่นางเยี่ยเป็นที่เหมาะสมกันยิ่งนัก คืนนี้ข้าได้นำชื่อเจ้าและนางเตรียมเซ่นไหว้บรรพชนแล้ว ไม่แคล้วพวกเจ้าก็คงต้องคู่กันเป็นแน่ เพราะสกุลเยี่ยนั้นบารมีมาก ถึงเคยมีพระสนมชั้นเฟย ให้กำเนิดพระโอรสผู้ภายหลังได้ก้าวเป็นจักรพรรดิแห่งต้าเซิ่งมาแล้ว“ยังไม่นับถึงตัวเจ้าเอง บัดนี้ก็ถึงคราจะต้องเป็นฝั่งฝา แต่การจะเลือกว่าที่แม่ของแผ่นดินนั้นจะทำแบบสุ่มสี่สุ่มห้ามิได้ เจ้าเป็นถึงรัชทายาท แต่กลับเอาแต่เที่ยวเล่น กิริยามารยาทก็ไม่ทัดเทียมจางไป๋หู ลูกพี่ลูกน้องของเจ้าอีก”“เพราะแบบนี้ท่านแม่ถึงได้พระราชทานภรรยาให้กับไป๋หูพร้อมกับข้า ช่างเมตตาเสียจริง!” จูหยางเหยี่ยนกล่าวประชดประชัน “และราชองครักษ์จางก็ยังตอบรับไม่บิดพลิ้วเลยเสียด้วย ผิดกับใครบางคนแถวนี้”“ท่านแม่ ก็ข้ามิอยากแต่งกับสาวสกุลเยี่ยผู้นี้นี่นา”“แล้วใครกันที่เจ้าเห็นว่าดีกว่าเยี่ยซูจิ้นผู้นี้?!” รับสั่งเสียงขุ่นขึ้นมาทันใด ทรงเอ่ยด้วยพระพิโรธจนลืมพระองค์ คิ้วที่เขียนไว้อย่างสวยงามดังวงเดือนขมวดจนแทบเสียทรง“ใครนะเสด็จแม่ ตกลงข้าได้แต่งกับสกุลเยี่ยคนไหน?” ตรัสถามกลับด้วยความสงสัย ด้วยพระองค์เองก็ยังจำชื่อเสียงเรียงนามของว่าที่ไท่จื่อเฟย – ชายาเอกในรัชทายาทไม่ได้เสียที“เยี่ยซูจิ้น” ซู่เต๋อฮองเฮาตอบ“แต่เยี่ยซูจิ้นคือแม่นางผู้พี่ ใช่ที่แต่งเข้าจวนสกุลจางหรือไม่?”“โอ้ย! ให้ฟ้าดินถล่มเถอะ เยี่ยซูเจี้ยน! เจ้าต้องแต่งกับเยี่ยซูเจี้ยน!” ซู่เต๋อฮองเฮารับสั่งแก้ ก่อนจะนึกเอะใจ “แหม่...ขนาดมิอยากแต่ง เจ้าก็ยังอุตส่าห์จำชื่อคู่หมั้นได้ติดหู”“โธ่ เสด็จแม่ก็...ข้ามิได้เอะอะก็ขัดใจท่าน ท่านก็รู้” คราวนี้องค์ชายเริ่มแสดงท่าทีเอาอกเอาใจ ขนาดจะพุ่งเข้ามากอดร่างพระมารดา หากไม่เพราะถูกพัดในมือเขกกลางหน้าผากเสียก่อน“น้อยๆ หน่อยเถอะ จูหยางเหยี่ยน! คราวนี้แม่ไม่ยอมเจ้าแน่ ได้ลูกสาวใต้เท้าเยี่ยมาเป็นไท่จื่อเฟย เราสองจะได้เกี่ยวดองกันแน่นแฟ้น อีกทั้งแม่นางซูเจี้ยนผู้นี้ได้ยินว่ากิริยามารยาทเพียบพร้อมอย่างหาได้ยากยิ่งสำหรับสาวงามสมัยนี้”เมื่อได้ยินคำว่า ‘สาวงาม’ พระเนตรของรัชทายาทก็เบิกกว้างขึ้นทันใด ขึ้นชื่อว่างามเพียงไหน พระองค์ก็จะไปถึงที่หน้าเรือน ถวายเครื่องของแทนใจแล้วรับมาเป็นหนึ่งสาวงามแห่งวังบูรพากันทั้งสิ้น ครั้นยินเสด็จแม่กล่าวถึงว่าแม่นางเยี่ยเป็นสาวงามแล้ว ในหัวก็เริ่มคิดแผนการพิเรนทร์ ทว่าเพียงลอบอมยิ้มเล็กน้อย ประจบประแจงแสร้งทำเป็นอิดออดเรื่องสมรสจนพระราชมารดาเสด็จกลับที่ประทับพอลับตาคนแล้ว บุรุษสูงศักดิ์จึงคว้าพัดที่ปาทิ้งไว้ตรงธรณีประตูขึ้นมาโบกสะบัด ความร้อนใจดูจะเริ่มเบาบางลงได้บ้างเพราะชอบใจในหญิงงาม ดำริแล้วจึงแย้มยิ้มเล็กน้อย รอยยิ้มที่มุมโอษฐ์งามนั้น บรรดาบ่าวไพร่มักจะพูดกันว่าจะเห็นได้เมื่อทรงมีแผนการอันน่าหวาดประหวั่นใจ “เจ้าคงได้ยินแล้วสินะ จางไป๋หู” รัชทายาทเบนพระพักตร์มองกลับไปทางด้านหลัง ภายใต้ฉากกั้นวาดลวดลายอาชากลางทุ่งหญ้าปรากฏเงาร่างสูงตะคุ่มขึ้นทันที“ชัดเจนพะยะค่ะ” คนถูกเรียกขยับออกจากหลังฉาก เปิดให้เห็นเรือนร่างสูงใหญ่ได้อย่างเต็มตาจางไป๋หู บุตรคนโตของแม่ทัพจาง ปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้ากององครักษ์ประจำพระองค์ ยืนตระหง่านอยู่ในชุดสีแดงสด แม้จะรัดกุม แต่พอมองเห็นได้ว่าภายใต้เครื่องแบบนั้นเต็มไปด้วยมัดกล้ามแน่นขนัด ใบหน้านั้นจัดว่ารูปงามยิ่งนัก แนวกรามเป็นสันรับกับแนวจมูกและโหนกคิ้วเด่นชัด ดวงตายาวรีทอดตัวอยู่ภายใต้คิ้วหนา ริมฝีปากแม้จะดูบอบบางไปนิด ทว่ากลับไม่ได้ลดความน่าเกรงขามและดุดันของดวงหน้าทั้งหมดได้เลย ดูเป็นชายหนุ่มทั้งตัวตน แตกต่างกับรัชทายาท ซึ่งแม้จะมิได้ปล่อยปละร่างกายตนเอง ทว่ารูปหน้าของจูหยางเหยี่ยนนั้นก็บอบบางใกล้เคียงอิสตรีมากกว่า หากไม่เพราะแนวคิ้วเข้มนั่นล่ะก็ ให้สวมชุดสตรี ก็คงจะแยกกันไม่ค่อยจะออกนัก เพราะดูสะโอดสะองเสียเหลือเกิน จนบางครั้งเมื่อพวกเขายืนข้างกัน บรรดานางในก็ชอบเอาไปลือกันแปลกๆก็องค์รัชทายาทท่าน...มักชอบพกองครักษ์หนุ่มผู้นี้ไว้ในห้องนอนนี่นาจางไป๋หูเป็นพระสหายแต่เยาว์วัยของจูหยางเหยี่ยน ด้วยเมื่อไทเฮาทรงทราบว่าเวลาตกฟากของเขาตรงกับของพระนัดดา ก็โปรดให้นำเข้ามาเลี้ยงดูเป็นเพื่อนเล่น สั่งสอนวิชาต่างๆ เคียงข้างกันมาโดยตลอด เรียกว่านับแต่อายุหกปี พวกเขาแทบจะไม่ได้ห่างเหินกันเลย ราวกับว่าหากจูหยางเหยี่ยนจะเป็นจักรพรรดิองค์ต่อไป ไป๋หูก็ไม่ต่างกับพญาสิงห์หมอบราบข้างบัลลังก์ของพระองค์“เจ้าว่าเจ้าสาวของเจ้ากับข้า ใครจะงามกว่ากัน?” รัชทายาทตรัสถามกะลิ้มกะเหลี่ย“เห็นว่าเป็นฝาแฝด ข้าว่าหากงาม ก็คงจะงามไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันนัก” น้ำคำฟังดูเย้าหยอก แต่สีหน้าของคนพูดยังคงนิ่ง หากไม่สนิทใจกัน จูหยางเหยี่ยนคงไม่แอบเห็นแววขบขันลึกๆ ในตา“เช่นนั้นเลยรึ? เจ้าเคยได้เห็นภาพเขียนแม่นางหรือ?”“จะเป็นไปได้อย่างไร แม่นางเยี่ยทั้งสองเป็นสตรีสูงศักดิ์ ใช่ว่าจะพบเห็นได้ง่ายแม้รูปเหมือน อีกทั้งใต้เท้าเยี่ยหวงสตรีในอาณัติตนนัก การจะให้มีภาพเหมือนของแม่นางตามท้องตลาดหาเกิดขึ้นได้ไม่” จางไป๋หูว่าต่อไปอีก “แต่ฮองเฮาตรัสว่านางทั้งสองมีรูปโฉมงดงาม ทั้งยังเป็นกุลสตรี เป็นที่หวงแหนเอ็นดูของบิดามารดา รวมถึงพี่ชาย และบ่าวไพร่เช่นนี้ นางก็คงจะงามสมดังว่า”“ฟังแล้วคุณหนูทั้งสองดูจะมีคุณสมบัติเลิศราวกับนางฟ้ามาเกิดจริงๆ”“กระหม่อมมิกล้ากล่าวเช่นนั้นหรอกพะยะค่ะ” ไป๋หูไม่เสี่ยงสรุปความเข้าตัว ยิ่งเห็นคนตรงหน้าพยายามหลีกเลี่ยง คนวิ่งไล่ก็ยิ่งสนุกขึ้นมา แผนการร้ายในหัวเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง“โบราณว่า...สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็นนะ”บัดนั้นจางไป๋หูจึงหันไปสบพระเนตร มองเห็นแววเจ้าเล่ห์สะท้อนภายใน มุมปากมีรอยเหยียดยิ้มแบบที่เขาเองก็เคยเห็นมาหลายครั้ง และมันมักจะตามมาด้วยสิ่งที่รู้กันทั่ว...แต่ในเมื่อคนเห็นเป็นเพียงแค่บ่าว คงจะทำอะไรมิได้ นอกจากลอบถอนหายใจ และเอ่ยขึ้นอีกครั้ง“พระองค์ยิ้มแบบนี้ทีไร แสดงว่ามีเรื่องให้กระหม่อมทำอีกแล้วสินะ”
ยิ่งใกล้วันดูตัวเท่าไร คนเป็นแม่ยิ่งนั่งอยู่ไม่ติดที่มากเท่านั้น ซู่ฟูเหรินนั้นตระเตรียมข้าวของกำนัลต่างๆ รวมถึงการอบรมพิเศษบุตรสาวอย่างหนักแน่น ถึงจะกล่าวว่าในวันนัดดูตัวนั้น จะกระทำกันพอเป็นพิธี และมีแม่นมเหลียง ข้ารับใช้สนิทกับฮองเฮาเป็นผู้มาพบกับบ้านนี้ให้ล่วงล้นพ้นเป็นพิธีการ หรือมองอีกแง่...ฮองเฮาคงตั้งใจให้แม่นมมาช่วยดูหน้าว่าที่พระสุณิสา (สะใภ้) เสียมากกว่าถึงจะเป็นเพียงข้ารับใช้ แต่เป็นถึงนางในคนสนิทมีหรือจะมองข้ามได้?นางถึงได้จับแม่นางเยี่ยทั้งสองมานั่งขัดสีฉวีวรรณ สลับกับฝึกเล่นดนตรีกาพย์กลอน ยังไม่นับไปถึงงานประณีตหัตถกรรมต่างๆ และที่ขาดเสียมิได้...ท่าทางในการชงน้ำชาอย่างสุภาพเรียบร้อยให้เป็นหนึ่ง แม้การยกน้ำชาจะเป็นเรื่องเหมือนจะง่าย แต่แม่นางซูจิ้นคนดีก็ยังทำพลาดจนโดนฟาดเข้าให้“โอ๊ย! ท่านแม่ ข้าจะไม่ยกแล้วนะ!” คนโดนดุแทนที่จะสลด กลับอาละวาดเสียลั่น เทถ้วยชาลงกับพื้นอย่างหัวเสีย“มารยาททรามจริง ลูกคนนี้! แค่ยกถ้วยชาให้ดีมันจะยากอะไรหนักหนา!”ซูเจี้ยนลอบมองพี่สาวฝาแฝดสลับกับมารดา แล้วก็ถอนหายใจ แม้แต่นางที่เคยอยู่ร่วมครรภ์ยังเอาไม่อยู่ เห็นแบบนี้ก็ไม่อยากจะเสียเวลาเข้าไปยุ่งเกี่ยว จึงได้แต่ปล่อยให้ทั้งสองปะทะฝีปากกันต่อไประหว่างที่ตนนั่งปักผ้าอยู่เงียบๆแม้ปักผ้า และกิริยามารยาททั่วไปไม่เรียบร้อย แต่ซูจิ้นนั้นกลับมีความล้ำเลิศในเชิงดนตรี ออกจะเล่นได้ไพเราะยิ่งกว่าแฝดผู้น้องเสียด้วยซ้ำ พอดูจะเป็นอะไรที่ลบล้างข้อเสียไปได้บ้าง กระนั้นซู่ฟูเหรินก็ยังไม่วางใจอยู่ดี“ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง! ท่านแม่สามารถจับเจ้าทั้งสองมานั่งพับเพียบเรียบร้อยกันขนาดนี้ได้”เสียงร้องทักจากหน้าประตูดังขึ้น ซูเจี้ยนเงยหน้ามองพร้อมส่งรอยยิ้มให้กับคนคุ้นเคย ส่วนซูจิ้นนั้นหายตัววับไปทันที พอมองได้ชัดจึงเห็นว่านางโผเข้าหาร่างสูงใหญ่ตรงหน้าห้องเสียแล้ว“ท่านพี่!”คนที่ถูกเรียกยังอยู่ในชุดเกราะประจำการ แต่หมวกนั้นถูกถอดประคองไว้ข้างตัว เผยให้เห็นใบหน้าคมสัน สันคิ้วโก่งนั้นดูแข็งแกร่ง ทว่าดวงตาซึ่งละม้ายคล้ายเด็กสาวที่กระโจนเข้าหานั้นแฝงไว้ด้วยความเมตตา เขาแย้มริมฝีปากบางเป็นรอยยิ้มกว้าง“ฝาแฝดของข้า! ในที่สุดก็จะได้ออกเรือนแล้ว” เขากล่าวขณะรับสวมกอดซูจิ้น พลางบ่ายหน้าไปมองซูเจี้ยนที่นั่งอยู่ที่เดิมพร้อมแย้มยิ้มอย่างเขินอายแล้วพูดขึ้นอีก “ซูเจี้ยน เจ้าจะไม่มาต้อนรับพี่หน่อยเหรอ?”“เดี๋ยวเถอะ! เค่อซู...น้องเจ้าโตจนจะออกเรือน ยังจะให้กอดเจ้าอีก” คนเป็นแม่บ่นลูกชายคนโตอย่างระอา “ซูเจี้ยนเลือกถูกแล้วที่ไม่ไปกอดเจ้าแบบซูจิ้น”“คิดมากไปได้ ท่านแม่...เดี๋ยวพอแต่งงาน ข้าก็ไม่ได้กอดเล่นกับพวกนางอีกแล้ว” คราวนี้เสียงเข้มฟังดูว้าเหว่ ทำให้ซูเจี้ยนซึ่งนั่งอยู่เริ่มมีสีหน้าเศร้าลง“ให้ตายเถอะ...ซูเจี้ยน เจ้าจะกอดพี่เจ้าอีกครั้ง ข้าคงไม่กล้าว่าอะไร” ยินดังนั้นซูเจี้ยนจึงค่อยๆ เยื้องย่างไปถอนสายบัวให้กับท่านพี่ ก่อนจะเริ่มสวมกอดอย่างละมุนละไม แตกต่างกับซูจิ้นที่แทบจะเกาะแขนพี่ชายเป็นลิงค่าง “เจ้าทำตัวเหินห่างแบบนี้ พี่ไม่ชินเลย” เค่อซูกล่าว ไม่ทันไรเสียงซู่ฟูเหริ่นก็แว้ดขึ้นมาอีก“หรือจะให้ทำตัวเป็นชะนี กอดแขนเจ้าเป็นกิ้งก่าแบบซูจิ้นล่ะ?” “โถ ท่านแม่ ท่านพี่เพิ่งกลับจากประจำการ แถมอีกหน่อยข้าอาจจะไม่ได้พบท่านพี่เค่อซูบ่อยๆ อีก นอกจากท่านจะบังคับให้พวกข้าแต่งงาน ท่านยังใจร้ายใจดำอำมหิต อยากพรากคู่พี่น้องที่รักใคร่”พูดพลาง แม่นางซูจิ้นก็ทำท่าเอนนอนหมอบราบราวกับคนจะสิ้นใจลงบนพื้นตรงหน้าพี่ชาย แสร้งยกแขนเสื้ออิดออดปิดบังใบหน้าคล้ายจะเช็ดหยาดน้ำตาจอมปลอมตรงหางตา เล่นเอาคนเป็นมารดาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ส่วนพี่ชายและน้องสาวฝาแฝดนั้นหัวเราะร่วนไปพร้อมกันในความแก่นแก้วของเยี่ยซูจิ้น“เอาเถอะ คืนนี้จะมีการเซ่นไหว้บรรพชนเสี่ยงทายดวงชะตา พวกเจ้าก็ช่วยทำตัวให้เรียบร้อยหน่อย เค่อซู ช่วงนี้ก็ไม่ต้องแอบพาน้องสาวตัวดีของเจ้าไปเที่ยวเล่นที่ไหนล่ะ ให้นางนอนจมกองเลือดกำเดาจากภาพชายงาม เอ้ย น้ำตาอยู่ที่บ้านนี่แหละนะ”“ท่านแม่ทราบได้อย่างไรว่าข้ามีรูปชายงามแอบเก็บไว้!” ซูจิ้นถึงกับหน้าซีดเมื่อซู่ฟูเหรินกล่าวถึงบรรดาสมุดภาพซึ่งนางได้แอบเก็บลักลอบสะสมไว้ ในสิ่งเหล่านั้นประกอบด้วยรวมภาพชายงามแห่งเมืองหลวงต้าเซิ่งเกือบครบทุกบุคคล“ข้าเป็นแม่ จะไม่รู้เรื่องลูกสาวได้อย่างไร น่าแปลกใจที่เจ้าเก็บภาพหนุ่มรูปงามไว้มากมายจนแบ่งซูเจี้ยนดูกันได้ไม่เบื่อ แต่พวกเจ้ากลับไม่ชอบองค์ไท่จื่อ หรือกระทั่งบุตรแม่ทัพหนุ่มท่านจางไป๋หู”ดังเหมือนจะไปสะกิดจุดบางจุดในหัวใจของนางได้พอดี เยี่ยซูจิ้นแทบจะไม่ได้สนใจความงามที่เขาร่ำลือกันของรัชทายาทแห่งต้าเซิ่ง และเสือขาวคู่กายของพระองค์ แค่ฟังว่าไท่จื่อทรงชอบความสำราญ กินเที่ยวเล่นไปวันๆ ตามหอนางโลม ในวังเองก็เต็มไปด้วยสนมนางใน แค่คิดนางก็ลำบากใจแทนเยี่ยซูเจี้ยนแล้วส่วนจางไป๋หู เขาว่าเป็นเสือยิ้มยากสมชื่อ นอกจากการติดตามรัชทายาทจอมเสเพลแล้ว เขาก็ไม่มีกิจการอันใดเป็นสำคัญ ไม่มีข่าวลือเรื่องหญิงในดวงใจ ไม่มีใครที่ใฝ่ฝันถึง หลายคราที่หญิงสาวในเมืองสงสัยว่าเขาละเมอเพ้อพกถึงจูหยางเหยี่ยนแทนสตรีอื่นหรือไม่ ด้วยความคิดเช่นนี้จึงทำให้นางขึ้นเสียงกล่าวบริภาษต่อไป“จูหยางเหยี่ยนน่ะเจ้าสำอางจนเหมือนสตรี ส่วนท่านจางไป๋หูก็ขี้เก็กหน้าตาย ภาพพวกเขาข้าก็หาได้ใส่ใจซื้อหามาเก็บไม่ อีกทั้งข้าแต่งเข้าไปอยู่กินกับเขา สงสัยจะอกแตกตายที่ไม่ได้เห็นจางไป๋หูหัวเราะสักคำ!”