ดึกสงัด ท่ามกลางความมืดมิดภายในห้องเช่า
เสียงเพลงแว่วผ่านวิทยุทรานซิสเตอร์ กับเสียงปริศนา
“เปรี๊ยะๆเปรี๊ยะๆ...เปรี๊ยะๆ เปรี๊ยะๆ”แล่นสู่โสตประสาท
ฉันสะดุ้งตื่น ผุดลุกนั่งพลางจ้องมองไปยังแหล่งกำเนิดเสียงประหลาดซึ่งเยื้องห่างไปบริเวณปลายเท้า
อาการงัวเงียมลายสิ้น เมื่อสายตาปะทะแสงสว่างลุกโชน
ขวดนมพลาสติกที่อุตริใช้เป็ฐานตั้งเทียนไขเล่มเล็กกำลังถูกหลอมละลาย
เปลวไฟสีแดงส้มปลดปล่อยพลังงานความร้อน และควันดำพวยพุ่ง
ฉันยืนขึ้นเปิดสวิตซ์ตรงหัวนอนทั่วห้องพลันสว่าง
ก่อนกระโจนสามก้าวประชิดจุดเพลิงไหม้ มือไม้โบกกระพือพัลวัน พลางใจสั่นระทึก เพราะเป็ประสบการณ์แรกในชีวิตอีกทั้งติดๆกันนั้นมีแผ่นไม้โครงหลังคาซ้อนกันกองพะเนิน หากไฟลุกลาม ถัดไปอีกเจ็ดห้องพักคงเดือดร้อนเสียหายและที่นี่คงไม่พ้น ‘ต้นเพลิง’
‘กะทิ’ ยกหัวขึ้นมาดูพี่สาวที่กำลังเต้นแร้งเต้นกา
‘น้ำอริไฟ’ ฉันกระชากประตูห้องส้วมข้างหลังเปิดจ้วงน้ำเต็มขัน
แต่ฉุกคิดได้ว่า กองไม้จะเปียกและต้องเหนื่อยเช็ดคราบน้ำ จึงวางขันลง
ก่อนจะกลั้นหายใจคว้าขวดพลาสติกย่นยู้ยี้ หลบเข้าห้องส้วมราดน้ำรดจนไฟดับสนิท
เขม่าควันลอยฟุ้งแตะเพดาน ฉุนกลิ่นไหม้ตลบอบอวล
กะทิเดินมาหมอบนอนข้างๆ เมื่อฉันจัดการธุระกลับมาทิ้งตัวนั่งบนฟูก
เพียงชั่วโมงเศษฟ้าก็จะสางฉันหมดกะจิตกะใจจะนอนต่อเสียแล้ว...
“อะไรนะไฟไหม้” แค่เริ่มเกริ่น แม่ก็หลุดอุทาน
“พอดีแสงแยงตากะทิมันนอนไม่หลับ กวนตลอด กบก็เลยจุดเทียน”
แก้ตัว พลางเปิดภาชนะอาหารมื้อเช้าซึ่งผู้ให้กำเนิดขี่มอเตอร์ไซด์จากบ้านมาส่งยังห้องเช่า
“ประหยัดไม่เข้าท่า” ผู้สูงวัยดักคอ ก่อนร่ายยาว “ดีนะดับทัน ไม่งั้นสุกทั้งคนทั้งหมา”
“นั่นดิอยู่ๆกบก็ได้ยินเสียงคล้ายๆอะไรมันแตก แป๊ะๆๆ ก็เลยรู้สึกตัว”
“ถ้าไม่ตื่นทำไงไม่เอาแล้วนะ เปิดไฟไว้ทั้งคืนมันไม่เปลืองเท่าไหร่หรอก เป็อะไรมาไม่คุ้ม”
“...เออน่า” คนเคี้ยวข้าวเต็มสองกระพุ้งแก้มไม่ยอมรับปาก...