มืดมิตร

    กระแสคลื่น 1

    ดึกสงัด ท่ามกลางความมืดมิดภายในห้องเช่า


    เสียงเพลงแว่วผ่านวิทยุทรานซิสเตอร์ กับเสียงปริศนา

    “เปรี๊ยะๆเปรี๊ยะๆ...เปรี๊ยะๆ เปรี๊ยะๆ”แล่นสู่โสตประสาท


    ฉันสะดุ้งตื่น ผุดลุกนั่งพลางจ้องมองไปยังแหล่งกำเนิดเสียงประหลาดซึ่งเยื้องห่างไปบริเวณปลายเท้า

    อาการงัวเงียมลายสิ้น เมื่อสายตาปะทะแสงสว่างลุกโชน


    ขวดนมพลาสติกที่อุตริใช้เป็๞ฐานตั้งเทียนไขเล่มเล็กกำลังถูกหลอมละลาย

    เปลวไฟสีแดงส้มปลดปล่อยพลังงานความร้อน และควันดำพวยพุ่ง


    ฉันยืนขึ้นเปิดสวิตซ์ตรงหัวนอนทั่วห้องพลันสว่าง

    ก่อนกระโจนสามก้าวประชิดจุดเพลิงไหม้  มือไม้โบกกระพือพัลวัน พลางใจสั่นระทึก เพราะเป็๲ประสบการณ์แรกในชีวิตอีกทั้งติดๆกันนั้นมีแผ่นไม้โครงหลังคาซ้อนกันกองพะเนิน  หากไฟลุกลาม ถัดไปอีกเจ็ดห้องพักคงเดือดร้อนเสียหายและที่นี่คงไม่พ้น ‘ต้นเพลิง’


    ‘กะทิ’ ยกหัวขึ้นมาดูพี่สาวที่กำลังเต้นแร้งเต้นกา


    ‘น้ำอริไฟ’ ฉันกระชากประตูห้องส้วมข้างหลังเปิดจ้วงน้ำเต็มขัน

    แต่ฉุกคิดได้ว่า กองไม้จะเปียกและต้องเหนื่อยเช็ดคราบน้ำ  จึงวางขันลง


    ก่อนจะกลั้นหายใจคว้าขวดพลาสติกย่นยู้ยี้ หลบเข้าห้องส้วมราดน้ำรดจนไฟดับสนิท

    เขม่าควันลอยฟุ้งแตะเพดาน ฉุนกลิ่นไหม้ตลบอบอวล


    กะทิเดินมาหมอบนอนข้างๆ เมื่อฉันจัดการธุระกลับมาทิ้งตัวนั่งบนฟูก

    เพียงชั่วโมงเศษฟ้าก็จะสางฉันหมดกะจิตกะใจจะนอนต่อเสียแล้ว...



    “อะไรนะไฟไหม้”  แค่เริ่มเกริ่น แม่ก็หลุดอุทาน

    “พอดีแสงแยงตากะทิมันนอนไม่หลับ กวนตลอด กบก็เลยจุดเทียน”

    แก้ตัว พลางเปิดภาชนะอาหารมื้อเช้าซึ่งผู้ให้กำเนิดขี่มอเตอร์ไซด์จากบ้านมาส่งยังห้องเช่า

    “ประหยัดไม่เข้าท่า”  ผู้สูงวัยดักคอ ก่อนร่ายยาว “ดีนะดับทัน ไม่งั้นสุกทั้งคนทั้งหมา”

    “นั่นดิอยู่ๆกบก็ได้ยินเสียงคล้ายๆอะไรมันแตก แป๊ะๆๆ ก็เลยรู้สึกตัว”

    “ถ้าไม่ตื่นทำไงไม่เอาแล้วนะ เปิดไฟไว้ทั้งคืนมันไม่เปลืองเท่าไหร่หรอก เป็๲อะไรมาไม่คุ้ม”

    “...เออน่า”  คนเคี้ยวข้าวเต็มสองกระพุ้งแก้มไม่ยอมรับปาก...