ใบหน้าของเย่ซวนแดงระเรื่อยาราวกับลูกตำลึงสุก นางค้อนขวับ "พี่ซูพูดอะไรบ้าๆ! ท่านแม่มีเื่สำคัญจะคุยกับพี่ต่างหากเล่า!"
ซูหยุนร้องอ๋อในใจ เื่สำคัญของการครองเรือน... มันก็ต้องสำคัญที่สุดอยู่แล้วไม่ใช่เรอะ...
เขาเหลือบมองแม่หนูน้อยข้างกาย แล้วลอบถอนหายใจ ยัยเด็กนี่... เข้ามาจับจองพื้นที่สำคัญในหัวใจข้าั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้แฮะ...
เอาวะ! โบราณว่าลูกเขยอัปลักษณ์ยังไงก็ต้องเข้ากราบแม่ยายสักวัน!
เมื่อปลงตกได้ดังนั้น เขาก็แผ่รังสีแห่งความเสียสละราวกับนักรบที่จะไปตายในสนามรบ เดินอาดๆ นำหน้าเย่ซวนไปอย่างห้าวหาญ
แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว เขาก็ชะงักกึก เพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ จึงหันกลับไปเกาหัวแก้เก้อ ถามเย่ซวนเสียงอ่อย
"ศิษย์น้อง... เอ่อ... แล้วบ้านเ้าไปทางไหนรึ?"
เย่ซวน: "......"
......
เบื้องหน้าคือคฤหาสน์หลังใหญ่โตโอ่อ่า วิจิตรตระการตา อัดแน่นไปด้วยพลังิญญาที่เข้มข้นจนซูหยุนรู้สึกหน้ามืดตาลายไปชั่วขณะ ราวกับฝันไป
ทำไมผู้าุโคนอื่นถึงอยู่กันแต่ในถ้ำมืดๆ ชื้นๆ แต่ท่านเ้าสำนักถึงได้สร้างคฤหาสน์หรูหราอลังการขนาดนี้? ซูหยุนอดชื่นชมในใจไม่ได้ สมเป็ท่านเ้าสำนักจริงๆ รู้จักใช้ชีวิต!
เย่ซวนเห็นเขาตะลึงค้าง ก็พอจะเดาความคิดออก จึงอธิบายว่า "เรือนหลังนี้ ท่านพ่อตั้งใจสร้างให้ท่านแม่โดยเฉพาะ"
ซูหยุนจับสังเกตน้ำเสียงของเย่ซวนได้ว่ามีนัยบางอย่าง จึงเริ่มครุ่นคิดเงียบๆ เื่นี้ดูเหมือนจะมีตื้นลึกหนาบางแฮะ...
แต่ตอนนี้คงไม่เหมาะจะซักไซ้ เขาจึงเดินตามเย่ซวนเข้าไปในตัวเรือน
ตลอดทางเดิน สองข้างทางเต็มไปด้วยดอกไม้ใบหญ้าหายากนานาพรรณ เพียงแค่สูดดมกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ลอยมาแตะจมูก ความประหม่าในใจก็พลันมลายหายไปจนสิ้น
ไม่นานนัก เย่ซวนก็พาเขาเข้ามาถึงเรือนชั้นใน
ซูหยุนเงยหน้าขึ้น ก็พบกับสตรีโฉมงามผู้มีบุคลิกสง่างาม สูงส่ง และเปี่ยมด้วยกลิ่นอายแห่งปัญญา นางนั่งอยู่ข้างโต๊ะหิน กำลังจดจ่ออยู่กับตำราในมือ คิ้วตาและเครื่องหน้ามีความคล้ายคลึงกับเย่ซวนอยู่หลายส่วน
ซูหยุนเข้าใจได้ทันที สตรีผู้นี้ต้องเป็ฮูหยินเ้าสำนักผู้ลึกลับคนนั้นแน่ๆ... เพียงแต่... ทำไมรอบกายนางถึงไม่มีกระแสพลังิญญาเลยแม้แต่น้อย?
เขามีสมมติฐานบางอย่างในใจ แต่การจะใช้จิตััไปตรวจสอบผู้หลักผู้ใหญ่ถือเป็การเสียมารยาทอย่างร้ายแรง จึงได้แต่เก็บความสงสัยไว้ แล้วเดินตามเย่ซวนเข้าไปหา
เย่ซวนพอเห็นมารดา ก็ยิ้มร่าเริง กระโจนเข้าไปกอดออดอ้อน "ท่านแม่ เขามาแล้วจ้ะ"
เซี่ยซิน มองบุตรสาวด้วยสายตาเปี่ยมรัก ก่อนจะเลื่อนสายตามาหยุดที่ซูหยุน พิจารณาเขาั้แ่หัวจรดเท้า แล้วยิ้มอย่างอ่อนโยน "เ้าคือซูหยุนสินะ?"
หัวใจของซูหยุนเต้นรัวไม่เป็จังหวะ เขารีบโค้งกายคารวะอย่างนอบน้อม "ขอรับ ฮูหยิน"
เซี่ยซินพยักหน้าเบาๆ แล้วหันไปพูดกับเย่ซวนเสียงนุ่ม "ซวนเอ๋อ แม่มีเื่จะคุยกับซูหยุนสักหน่อย ลูกออกไปเดินเล่นข้างนอกก่อนนะจ๊ะ"
เย่ซวนทำหน้ามุ่ยไม่อยากไป แต่พอเห็นแววตาเด็ดขาดของมารดา ก็รู้ว่าต่อให้งอแงไปก็ไร้ผล นางมองค้อนมารดาหนึ่งที แล้วหันมามองซูหยุนด้วยความเป็ห่วง พอซูหยุนส่งสายตาปลอบโยนกลับไป นางถึงได้ยอมเดินลากเท้าออกไปจากเรือนชั้นในอย่างอ้อยอิ่ง
เมื่อแน่ใจว่าบุตรสาวออกไปแล้ว เซี่ยซินก็หยิบ จานค่ายกล ขนาดเล็กที่ดูวิจิตรบรรจงออกมา แล้ววางผลึกิญญาลงไปตรงกลาง
วูบ!
ซูหยุนััได้ถึงคลื่นพลังบางอย่างที่แผ่ออกมาครอบคลุมพื้นที่เรือนชั้นในจนมิดชิด ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสมบูรณ์ บทสนทนาของพวกเขาในตอนนี้ จะไม่มีใครข้างนอกได้ยินเด็ดขาด
และเป็ไปตามคาด ที่ด้านนอกไม่ไกลนัก เย่ซวนเห็นม่านพลังโปร่งใสปรากฏขึ้น ก็กระทืบเท้าด้วยความขัดใจ ก่อนจะกระแทกตัวนั่งลงบนม้านั่งหิน รรอซูหยุนออกมาด้วยแก้มป่องๆ
ซูหยุนเห็นภาพนั้นแล้วก็พูดไม่ออก สมแล้วที่แม่ลูกกัน รู้ไส้รู้พุงกันดีจริงๆ
หลังจากกางม่านพลังเสร็จ เซี่ยซินก็หันมามองซูหยุน ยิ้มละไม "นั่งลงเถอะ ซวนเอ๋อพูดถึงเ้าให้ข้าฟังบ่อยๆ"
ซูหยุนหน้าแดงเถือก รีบก้มหน้ารับคำแล้วนั่งลงอย่างสงบเสงี่ยม ในใจคิดพล่าน ฉากนี้... ทำไมมันคุ้นๆ พิกล?
เซี่ยซินเอ่ยถามเสียงเรียบ "จำตอนที่เ้าอัด อวิ๋นเฟิง จนาเ็สาหัสได้ไหม ตอนนั้นเย่ชิงถามคำถามเ้าข้อหนึ่ง จำได้หรือไม่?"
ซูหยุนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า เื่นี้เขาจำได้แม่น หรือว่า... ที่เย่ชิงถามตอนนั้น เป็คำสั่งของฮูหยิน?
และก็จริงดังคาด เซี่ยซินกล่าวต่อ "ข้าเป็คนให้เย่ชิงถามเอง แต่ตอนนี้... ข้าอยากจะขอคำยืนยันจากปากเ้าอีกครั้ง... หากวันหนึ่งซวนเอ๋อตกอยู่ในอันตราย เ้าจะยินดีออกหน้าปกป้องนางหรือไม่?"
ซูหยุนมองนางด้วยความประหลาดใจ มีทั้งท่านเ้าสำนักผู้เกรียงไกร มีทั้งศิษย์พี่เย่ผู้เก่งกาจ ใครหน้าไหนจะกล้ามาทำอันตรายเย่ซวนได้?
แต่ในใจเขากลับรู้สึกขบขันปนทึ่ง ให้ตายเถอะ ไม่ว่าชาติที่แล้วหรือชาตินี้ สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า 'แม่ยาย' นี่มีการแสดงออกที่เหมือนกันเปี๊ยบ! ความรู้สึกคุ้นเคยที่เกิดขึ้นเมื่อกี้ คงมาจากคลิปละครสั้นในโลกเก่าที่ดูจนเอียนนี่เอง
คิดได้ดังนั้น เขาก็ยิ้มบางๆ ตอบกลับไป "ครั้งนั้นข้าตอบไปแล้ว ครั้งนี้คำตอบก็ยังเหมือนเดิม... ยินดีขอรับ"
ดวงตาของเซี่ยซินสว่างวาบขึ้นทันที "แม้จะต้องแลกด้วยชีวิต?"
ซูหยุนสบตานาง ตอบอย่างหนักแน่น "ใช่ขอรับ!"
แววตาของเซี่ยซินฉายความโล่งใจและปลื้มปริ่ม นางถอนหายใจเบาๆ "หวังว่าเ้าจะจดจำคำพูดในวันนี้เอาไว้นะ"
ซูหยุนรู้สึกทะแม่งๆ เหมือนเื่นี้จะมีอะไรซับซ้อนกว่าที่คิด แต่ก็ไม่กล้าถามแทรก ได้แต่นั่งเงียบๆ
ผ่านไปครู่ใหญ่ จู่ๆ เซี่ยซินก็ถามขึ้น "เ้าคงแปลกใจสินะ?"
ซูหยุนงงเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้าตามตรง
เซี่ยซินยิ้มจางๆ "เ้าคิดถูกแล้ว... ข้าเป็เพียง มนุษย์ธรรมดา ... ไม่มีรากฐานการฝึกตนแม้แต่น้อย"
สมมติฐานของซูหยุนได้รับการยืนยัน ความสงสัยทั้งหมดพลันกระจ่าง
มิน่าล่ะ... ที่พักของเ้าสำนักถึงต้องเป็คฤหาสน์หรูหราแทนที่จะเป็ถ้ำ แล้วดอกไม้ใบหญ้าพวกนี้ก็ปลูกมาเพื่อเอาใจคนธรรมดานี่เอง ร่างกายมนุษย์เปราะบาง ขืนไปนอนในถ้ำเย็นๆ ชื้นๆ คงป่วยตายพอดี
ส่วนคำถามที่ว่าทำไมยอดยุทธ์อย่างเ้าสำนักถึงแต่งงานกับหญิงสาวธรรมดา... เื่ของหัวใจ มันซับซ้อนกว่าการบำเพ็ญเพียรเป็ร้อยเท่า เขาไม่ขอแตะต้องดีกว่า
แววตาของเซี่ยซินหม่นลงเล็กน้อย นางกล่าวต่อ "เพราะฉะนั้น... ใน่เวลาที่ข้ายังอยู่ ข้าต้องหาคนที่จะปกป้องซวนเอ๋อได้จริงๆ ให้เจอ!"
แม้นางจะได้รับไอิญญาหล่อเลี้ยงและกินยาวิเศษยืดอายุมามากมาย แต่สุดท้ายมนุษย์ก็คืุ์ อายุขัยเทียบไม่ได้กับผู้ฝึกตน ย่อมต้องมีวันจากไปก่อน
ซูหยุนเข้าใจเจตนาของนาง แต่ความรู้สึกแปลกๆ ในใจกลับยิ่งทวีความรุนแรง เขาอดถามไม่ได้ "ฟังจากน้ำเสียงของฮูหยิน... ดูเหมือนว่าท่านเ้าสำนักและศิษย์พี่เย่ จะไม่สามารถปกป้องศิษย์น้องได้ตลอดไปหรือขอรับ?"
เซี่ยซินไม่ตอบ แต่ถามกลับด้วยคำถามอื่น "ในสายตาเ้า... เย่ชิงเป็คนอย่างไร?"
ซูหยุนนึกย้อนดู ไม่ว่าเขาจะกวนประสาทแค่ไหน เย่ชิงก็ไม่เคยโกรธจริงๆ จังๆ แถมยังคอยช่วยเหลือเขาอยู่ตลอด...
เขาจึงตอบอย่างจริงใจ "ศิษย์พี่เย่... เป็คนดีขอรับ"
เซี่ยซินยิ้ม เหมือนจะเห็นด้วยกับคำนิยามนี้ แล้วถามต่อ "แล้วเ้าคิดว่า... ถ้าเย่จงเป็อะไรไป เย่ชิงจะเป็อย่างไร?"
ซูหยุนตอบตามสัญชาตญาณ "ก็คง... สู้ถวายหัวเพื่อแก้แค้นมั้งขอรับ..."
เซี่ยซินส่ายหน้า ถอนหายใจยาว "นั่นอาจจะดีเสียกว่า... เพราะผลลัพธ์ที่ดีที่สุด คือเขาอาจจะสูญเสีย จิตแห่งเต๋า กลายเป็คนพิการไปตลอดชีวิต..."
"เพราะว่า..." สีหน้าของนางเคร่งเครียดขึ้น "เย่จง... คือ ขั้นเคราะห์ใจ ของเย่ชิง..."
ซูหยุนสะท้านเฮือก นึกไม่ถึงว่าเย่จงจะมีอิทธิพลต่อจิตใจของเย่ชิงมากขนาดนี้
แม้ระดับพลังเขาจะยังต่ำต้อย แต่เขาก็พอรู้เื่ ขั้นเคราะห์ใจ มาบ้าง มันเป็ด่านที่วัดใจผู้ฝึกตนล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับพร์หรือวาสนา ถ้าผ่านไปได้ หนทางข้างหน้าก็สดใส แต่ถ้าไม่ผ่าน... ก็เตรียมตัวกลายเป็คนธรรมดา หมดวาสนาต่อชีวิตะ
แต่... เย่จงจะเป็อะไรไปได้? เขาเคยเห็นความเทพของเย่จงมาแล้ว บุกเดี่ยวถล่มสำนักเสวี่ยซาขนาดนั้น ใครจะไปทำอะไรเขาได้?
เว้นเสียแต่ว่า... ภาพ ชายชุดแดง แวบเข้ามาในหัวซูหยุนทันที...
เซี่ยซินเหมือนจะอ่านใจเขาออก นางกล่าวเสียงเบา "เย่จงกำลังจะไปทำเื่ที่อันตรายมาก... อันตรายถึงขนาดที่เขาเองก็ไม่มีความมั่นใจแม้แต่น้อยว่าจะรอดกลับมา..."
ซูหยุนถามด้วยความสงสัย "ไม่ทำไม่ได้หรือขอรับ?"
เซี่ยซินยิ้มขื่น "เพราะอย่างนี้ไง... พวกเ้าถึงยังไม่เข้าใจเขาจริงๆ..."
......
ซูหยุนเดินออกจากเรือนชั้นในด้วยจิตใจที่หนักอึ้ง แม้เซี่ยซินจะไม่ได้ลงรายละเอียด แต่เขาก็พอเดาได้ว่าเื่ที่เย่จงจะทำ ต้องเกี่ยวกับ 'ความลับ' ของโลกใบนี้แน่ๆ
แต่โลกนี้มันมีความลับบ้าบออะไรนักหนา? ชายชุดแดงบอกว่าที่นี่เป็แค่ 'โลกใบเล็ก' ที่กฎเกณฑ์ไม่สมบูรณ์ไม่ใช่เหรอ?
ขณะที่กำลังจมอยู่ในความคิด เย่ซวนก็วิ่งเหยาะๆ เข้ามาหา สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล "พี่ซู... ทำไมทำหน้าเครียดแบบนั้นล่ะ? ท่านแม่พูดอะไรไม่ดีกับท่านเหรอ?"
ซูหยุนมองเย่ซวนด้วยความเอ็นดู ทิ้งความกังวลทั้งหมดไว้ข้างหลัง เขาตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ปิดบังความรู้สึกของตัวเองอีกต่อไป
เขาคว้ามือขาวผ่องนุ่มนิ่มของนางมากุมไว้ แล้วเอ่ยเสียงนุ่ม "ฮูหยินบอกข้าว่า... ฝากให้ข้าปกป้องเ้าไปชั่วชีวิต..."
ใบหน้าของเย่ซวนแดงแปร๊ดลามไปถึงใบหู นางพยายามจะดึงมือออกแต่ก็ไม่กล้าออกแรงมาก เพราะในใจลึกๆ ก็ไม่อยากปล่อย นางก้มหน้างุดด้วยความเขินอาย ไม่กล้าสบตาซูหยุนแม้แต่นิดเดียว
ซูหยุนเห็นท่าทีขัดเขินนั้น ก็ยิ่งกระชับมือแน่นขึ้นไปอีก
เย่ซวนรวบรวมความกล้าเงยหน้าขึ้นค้อนวงโต แล้วถามเสียงอุบอิบ "ละ... แล้วพี่ตอบท่านแม่ไปว่ายังไง?"
ซูหยุนจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวย ตอบด้วยน้ำเสียงจริงจังหนักแน่น
"แค่ชั่วชีวิตมันจะไปพออะไร... ข้าจะปกป้องเ้าไปทุกภพทุกชาติ ตราบนิรันดร์!"
เย่ซวนได้ฟังประโยคนี้ ราวกับมีน้ำผึ้งราดรดลงกลางใจ ดวงตากลมโตเริ่มมีหยาดน้ำใสๆ เอ่อคลอ นางจ้องมองซูหยุนนิ่งงัน ราวกับต้องมนต์สะกด...
"ไอ้-เด็ก-เปรต!!! ชัก-อุ้ง-ตีน-หมา-ของ-เ้า-กลับ-ไป-เดี๋ยว-นี้-นะ-โว้ยยยย!!!"
เสียงคำรามดุจฟ้าผ่าที่เปี่ยมไปด้วยโทสะของราชสีห์หวงลูก ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งหลังเขา!
ซูหยุนสะดุ้งสุดตัว รีบปล่อยมือเย่ซวนราวกับจับของร้อน หันขวับไปมองต้นเสียง ก็เห็น เย่จง ยืนตระหง่านอยู่กลางลาน ั์ตาลุกเป็ไฟ จ้องเขม็งมาที่เขาอย่างกินเืกินเนื้อ...
เข่าซูหยุนอ่อนยวบแทบทรุดลงไปกองกับพื้น รีบละล่ำละลักแก้ตัว "ทะ... ท่านเ้าสำนัก... คือ... คือข้า..."
เย่จงไม่ฟังคำแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น ยื่นมือใหญ่ออกมาคว้าจับอากาศ
วูบ!
คอเสื้อของซูหยุนถูกพลังที่มองไม่เห็นกระชากอย่างแรง ก่อนที่ร่างของเขาจะถูกเหวี่ยงลอยละลิ่วหายวับไปในท้องฟ้า ราวกับดาวตก...
เย่ซวนเพิ่งจะได้สติ ะโลั่น "ท่านพ่อ! ท่านทำอะไรเนี่ย!?"
พูดจบ นางก็ไม่สนบิดาอีกต่อไป รีบเหาะตามทิศทางที่ซูหยุนปลิวไปทันที
เย่จงยืนค้าง มองแผ่นหลังลูกสาวที่วิ่งตามผู้ชายไปต่อหน้าต่อตา ด้วยความปวดร้าวระบมใจ เฮ้อ... ลูกสาวโตแล้วรั้งไม่อยู่จริงๆ...
เซี่ยซินเดินออกมาจากเรือน เห็นเหตุการณ์พอดี ก็อดขำไม่ได้ "ท่านพี่... ทำไมลงไม้ลงมือกับเด็กมันแรงขนาดนั้นเ้าคะ?"
พออยู่ต่อหน้าภรรยา ความน่าเกรงขามของเ้าสำนักผู้ยิ่งใหญ่ก็หายวับไปกับตา เย่จงยิ้มแหยๆ "วางใจเถอะน่าที่รัก ข้ากะน้ำหนักมือไว้แล้ว ไม่ตายหรอก..."
เซี่ยซินค้อนขวับ "ไหนท่านบอกว่าชอบเด็กคนนี้เหมือนกันไม่ใช่หรือ? แล้วไปโมโหอะไรขนาดนั้น?"
พอนึกถึงหน้ากวนๆ ของซูหยุน เย่จงก็ของขึ้นอีกรอบ กัดฟันกรอด "ไม่รู้สิ! พอเห็นไอ้เด็กบ้านั่นทำหน้าตาเ้าชู้ประตูดินใส่ลูกสาวเรา ไฟในอกมันก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาเอง!"
เซี่ยซินถอนหายใจยาว แววตาแปรเปลี่ยนเป็ความเศร้าสร้อย "ท่านพี่ว่า... ถ้าพวกเราไม่อยู่แล้ว... ซวนเอ๋อจะรับได้ไหม..."
เย่จงได้ยินดังนั้น ความโกรธก็มลายหายไป เหลือเพียงความหนักอึ้งในใจ เขาเดินเข้าไปโอบกอดภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากไว้แน่น กระซิบเสียงสั่นเครือ
"ข้าขอโทษนะน้องหญิง... แต่ว่า... คนบางคน มันต้องได้รับความยุติธรรมที่สาสม!"