ตูม!
ท่ามกลางป่าใหญ่ที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา เมื่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้าสีครามจะพบเห็นรอยแยกมิติอันน่าหวาดหวั่นปรากฏขึ้นบนท้องนภา
ด้านในรอยแยกมิติอันน่าหวาดหวั่นนั้น มีิญญาดวงหนึ่งกำลังลอยเคว้งคว้างไปมาอย่างไม่รู้ทิศรู้ทาง ขณะเดียวกันดวงิญญาดวงนั้นก็ถูกแรงดึงดูดของพื้นดินเหนี่ยวรั้งลงมายังด้านล่าง ทำให้ร่างิญญาดวงนัั้นพุ่งออกมาจากรอยแยกมิติลงมายังพื้นด้านล่างประหนึ่งดาวตก
โครม!
ร่างิญญาตกกระแทกกับพื้นดินอย่างรุนแรง ทำให้ร่างิญญากลิ้งกระเด็นกระดอนไปกับพื้นหลายสิบตลบ
ฟุบ!
ปัง!
เมื่อแรงเฉื่อยลดลงร่างิญญาก็ตบฝ่ามือลงกับพื้นดินแล้วกระเด้งตัวขึ้นไปบนอากาศ เขาพยายามตั้งหลักโดยที่ร่างกายซวนเซไปมา มือขวากอบกุมอยู่ที่หน้าอกโดยสัญชาตญาณ ตอนนี้ใบหน้าของเขาซีดเผือดร่างิญญาเองก็จางแสงลงไปมากกว่าครึ่ง
"กฎเกณฑ์แห่งโลกประมาทไม่ได้เลยจริงๆ" ชายหนุ่มกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง "เพียงแค่ฝ่ามือเดียวก็สามารถทำให้ข้าาเ็ได้ถึงเพียงนี้ อีกทั้งยังถูกพลังมิติกัดกร่อนิญญาจนิญญาได้รับความเสียหายอย่างหนัก ภายในระยะเวลาอันสั้นคงไม่สามารถรักษาให้หายสนิทได้เป็แน่"
ชายหนุ่มกวาดตามองไปยังรอบด้าน ทิวทัศน์เบื้องหน้าของเขาปกคลุมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่นานาพันธุ์ พื้นดินด้านล่างที่เขาตกลงมาเกิดเป็หลุมลึกขนาดใหญ่หลายสิบเมตร และบริเวณรอบๆเต็มไปด้วยซากปรักหักพังโบราณขนาดใหญ่
ชายหนุ่มค่อยๆร่อนตัวจากท้องฟ้าลงมายังพื้นดิน เขาเริ่มโคจรลมปราณฟ้าดินเข้ามาในร่างิญญาของตนเอง
คลืน!
บรรยากาศในรัศมีหลายร้อยกิโลเมตรเกิดการสั่นะเือย่างรุนแรง พลังปราณฟ้าดินถูกโคจรอย่างบ้าคลั่ง ซึ่งจุดศูนย์กลางของพลังลมปราณอันน่าหวาดวันนี้ก็คือชายหนุ่มนั่นเอง
ฟูววว~~
เวลาผ่านไปหลายสิบอึดใจ ในที่สุดชายหนุ่มก็ถอนหายใจยาวออกมา ตอนนี้ใบหน้าที่ซีดเซียวของเขาเริ่มกลับมาเป็ปกติแล้ว แต่ว่าดวงิญญาของเขายังคงจางแสงอยู่เช่นเดิม
"เท่านี้ก็คงกดอาการาเ็ไว้ได้ชั่วคราว หากไม่สามารถสร้างร่างกายเพื่อกลับมาจุติในชาติที่สามได้ล่ะก็ ไม่นานจิติญญาของข้าคงถูกปราณหยินเข้าครอบงำจนกลายเป็ิญญาชั่วร้ายเป็แน่" ชายหนุ่มเลิกโคจรพลังลมปราณ เขาแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าแล้วะโขึ้นไปบนอากาศอีกครั้ง
"พลังลมปราณ์ในบริเวณนี้เหตุใดข้าถึงรู้สึกคุ้นเคยยิ่งนัก" ชายหนุ่มสะบัดมือออกไป จากนั้นเศษหินจากซากปรักหักพังโบราณก็ลอยขึ้นมาตกอยู่ในมือของเขา
ชายหนุ่มเริ่มพิจารณาเศษหินในมือของเขา ไม่นานแววตาของเขาก็เปลี่ยนเป็คมกริบ
วูบบ!
ร่างของชายหนุ่มหายวับไปกลางอากาศแล้วปรากฏขึ้นในอีกหลายสิบกิโลเมตรเบื้องหน้า เขาทอดตามองซากปรักหักพังโบราณที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา สุดท้ายก็ถอนหายใจออกมาอย่างห่อเหี่ยว
ร่างิญญาของชายหนุ่มค่อยๆร่อนลงเบื้องหน้าก้อนหินขนาดใหญ่ก้อนหนึ่ง มือขวาของเขายื่นออกไปััก้อนหินก้อนนั้นอย่างแ่เบา
"กาลเวลาผ่านไปนานแค่ไหนกัน เหตุใดตำหนักเทพเตาเทียนของข้าถึงหลงเหลือเพียงแค่เศษซากปรักหักพังเช่นนี้" ชายหนุ่มรู้สึกสับสนกับเหตุการณ์เบื้องหน้านี้เป็อย่างมาก "หากเป็ไปตามที่ข้าเข้าใจ หลังจากที่ข้าถูกพวกผู้ฝึกยุทธฝ่ายธรรมะสุนัขนั่นเข้าโจมตี หลังจากนั้นข้าก็ใช้เคล็ดวิชาหวนคืนิญญาเพื่อกลับชาติมาจุติในชาติที่สอง เวลาก็น่าจะผ่านไปเพียงแค่ร้อยปีเศษเท่านั้น แต่เหตุใดเศษซากตำหนักเทพเตาเทียนของข้า ถึงได้มีกลิ่นอายแห่งความโบราณเช่นนี้" ชายหนุ่มส่ายศีรษะไปมาอย่างไม่เข้าใจ
"กลิ่นอายแห่งความโบราณจำเป็ต้องผ่านกาลเวลามามากกว่าล้านปี หรือว่าการจุติในชาติที่สองของข้าใช้เวลาเป็ล้านปีเลยอย่างนั้นหรือ" ยิ่งคิดชายหนุ่มก็ยิ่งตื่นตระหนก "ไม่สินี่เป็เพียงแค่ข้อสันนิษฐานของข้า ยังสรุปอะไรไม่ได้ทั้งนั้น ในตอนนี้สิ่งที่ควรทำที่สุดคือการสร้างร่างกายเพื่อจุติใหม่ในชาติที่สามต่างหาก"
ชายหนุ่มสลัดความกังวลทั้งหลายออกไปจากห้วงความนึกคิดของเขา ไม่นานร่างของเขาก็หายไปจากตรงนั้นแล้วปรากฏตัวขึ้นบนอากาศในหลายสิบกิโลเมตรเบื้องหน้า เขาเคลื่อนที่ไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว การก้าวเท้าหนึ่งครั้งของเขาสามารถไปได้ไกลหลายสิบกิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางอยู่เกือบหนึ่งชั่วโมงในที่สุดชายหนุ่มก็มาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าหุบเขาแห่งหนึ่ง
ชายหนุ่มกวาดตามองหุบเขาเบื้องหน้าด้วยความระมัดระวัง จากนั้นก็ค่อยๆลอยเข้าไปในหุบเขา
ภายในหุบเขาเต็มไปด้วยเศษซากกองกระดูกมากมาย ใช้เวลาไม่นานในที่สุดชายหนุ่มก็มาหยุดยืนอยู่ด้านหน้าถ้ำแห่งหนึ่ง ภายในถ้ำมีแต่ความมืดมิดและบรรยากาศแห่งความตายอันน่าสยดสยอง ชายหนุ่มลอยเข้าไปด้านในด้วยความไม่หวาดกลัว ตอนนี้ดวงตาของเขาคมกริบราวกับดาบ มือขวาประสานเป็มุทราดาบ
หากมีอะไรเคลื่อนไหวอย่างแปลกประหลาดเบื้องหน้า ชายหนุ่มตั้งใจว่าจะฟันให้ขาดเป็สองท่อน ยิ่งลึกเข้าไปด้านในถ้ำบรรยากาศก็ยิ่งหนักอึ้งมากยิ่งขึ้น ด้านในถ้ำปราณหยินรุนแรงเป็อย่างมาก ความหนาวเย็นะเือันไร้รูปร่างค่อยๆโอบล้อมเข้ามายังร่างิญญาของชายหนุ่ม
"ถ้ำคูหา์ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็สถานที่เก็บสมบัติลับสุดยอดของตำหนักเทพเตาเทียน ไม่คิดมาก่อนเลยว่าปัจจุบันจะกลายเป็สถานที่ที่ลึกลับจนยากจะคาดเดาไปเสียแล้ว" ชายหนุ่มอดรําพึงขึ้นมาไม่ได้ ร่างิญญาของเขายังคงลอยไปเบื้องหน้าพร้อมกับเจตจำนงอันไม่หวาดกลัว
ใช้เวลาไม่นานในที่สุดก็เข้ามาถึงด้านในสุดของถ้ำ ชายหนุ่มสั่นศีรษะด้วยท่าทางผิดหวัง แต่สายตาของเขายังคงจับจ้องไปยังไข่ขนาดั์สีดำซึ่งมีขนาดใหญ่พอๆกับโอ่งั แววตาของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึง ชายหนุ่มรีบหันหลังกลับในทันที จากนั้นก็ใช้ความเร็วสูงสุดเพื่อออกไปจากถ้ำแห่งนี้
ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งอึดใจร่างของชายหนุ่มก็มาปรากฏตัวอยู่ด้านนอกหุบเขา เขาหันหลังกลับไปมองถ้ำแห่งนั้นที่อยู่กลางหุบเขา แววตาของเขายังคงสั่นระรัวและหอบหายใจอย่างยากจะควบคุม
"เหตุใดสัตว์อสูรสายเืศักดิ์สิทธิ์ถึงมาวางไข่ในถ้ำคูหา์ของตำหนักเทพเตาเทียนของข้าได้ ่เวลาที่ข้าหายไปจากแดนปราณ์มันเกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่" กล่าวจบชายหนุ่มก็รีบหันหลังออกไปจากหุบเขาแห่งนั้นทันที
ท่ามกลางป่าใหญ่ห่างจากหุบเขาแห่งนั้นหลายร้อยกิโลเมตร ร่างของชายหนุ่มค่อยๆปรากฏขึ้นกลางอากาศ
"ของที่เตรียมเอาไว้เพื่อใช้ในการสร้างร่างกายในชาติที่สอง ไม่คิดเลยว่าจะมาสูญหายไปเช่นนี้" ชายหนุ่มแผ่ััิญญาของเขาออกไปยังรอบข้าง
'ตอนนี้คงทำได้เพียงขโมยร่างของคนอื่นเพื่อกลับมาจุติใหม่อีกครั้งแล้ว วิธีนี้เป็วิธีที่ข้าไม่อยากทำเท่าไหร่เลย แต่ก็คงช่วยไม่ได้เพราะตอนนี้ปราณหยินกัดกินดวงิญญาอย่างรุนแรง หากทิ้งเวลานานออกไป โอกาสที่จะกลับมาจุติในชาติที่สามคงมีโอกาสสำเร็จน้อยลง' ััิญญาของชายหนุ่มปกคลุมไปทั่วรัศมีหลายร้อยกิโลเมตร แต่ที่น่าแปลกคือในบริเวณที่ััิญญาของเขาปกคลุมอยู่ กลับไม่มีร่องรอยของมนุษย์อาศัยอยู่เลยแม้แต่คนเดียว
ชายหนุ่มขมวดคิ้วเข้าหากัน "เป็ไปได้ยังไงที่ในอาณาเขตกว้างใหญ่ขนาดนี้ถึงไม่มีร่องรอยของมนุษย์อาศัยอยู่เลย ทั้งที่เมื่อก่อนนี้ตำหนักเทพเตาเทียนถูกยกให้เป็แดน์แห่งดาบ มีผู้คนเข้ามาตั้งรกรากอยู่ในที่แห่งนี้มากมายนับไม่ถ้วน ผู้ฝึกยุทธก็เดินทางมาที่นี่อย่างไม่ขาดสาย ถึงแม้ว่าตำหนักเทพเตาเทียนจะถูกเรียกขานว่าเป็ตำหนักมารนอกรีต แต่ก็มีผู้คนจำนวนมากยินดีมาอาศัยอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ่เวลาที่ข้าไม่อยู่ในแดนปราณ์มันเกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดถึงมีแต่เื่ที่ข้าไม่เข้าใจเต็มไปหมด"
ชายหนุ่มเคลื่อนที่ไปเบื้องหน้า ขณะเดียวกันก็ปล่อยััิญญาออกไปอย่างไม่ลดละ เวลาหลายชั่วโมงได้ผ่านพ้นไปอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้พระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้ว
ขณะนี้ดวงิญญาของชายหนุ่มเริ่มจางแสงลงจนแทบจะโปร่งใส ััิญญาเองก็หดสั้นลงมาเรื่อยๆ จากที่เคยััได้หลายร้อยกิโลเมตรตอนนี้รัศมีของััิญญาเหลือเพียงสิบกิโลเมตรเท่านั้น
"หรือว่าโชคชะตาจะไม่เข้าข้างข้าจริงๆ" ชายหนุ่มมองดูป่าใหญ่เบื้องหน้าอย่างเลื่อนลอย แต่ก็ยังคงไม่เก็บััิญญาของเขาแม้ว่ามันจะหดเล็กลงมาเรื่อยๆก็ตาม ชายหนุ่มกัดฟันแล้วก้าวเดินออกไปเบื้องหน้าด้วยแววตาทรหด
ในตอนที่ััิญญาของเขาเหลือเพียงสองกิโลเมตร ในที่สุดชายหนุ่มก็ััได้ถึงร่องรอยการต่อสู้ระหว่างมนุษย์กับสัตว์อสูร ชายหนุ่มเร่งรุดไปเบื้องหน้าอย่างไม่คิดชีวิต ใช้เวลาเพียงพริบตาเดียวเขาก็มาปรากฏกายขึ้นบนท้องฟ้าเหนือร่างอันไร้ิญญาของมนุษย์คนหนึ่ง
ศพมนุษย์เบื้องหน้าของเขาเหมือนว่าจะพึ่งตายมาได้ไม่นานนี้เอง ชายหนุ่มร่อนจากท้องฟ้าลงมาเบื้องล่าง เขามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าศพที่ยังคงหลงเหลือไออุ่นอยู่บ้างของชายหนุ่มผู้มีรูปร่างอันอ้วนท้วนสมบูรณ์ แต่ที่กลางแผ่นหลังของเขากลับมีรอยกรงเล็บฉีกกระชากเป็แผลยาวอยู่กลางหลัง ดูแล้วเขาคงจะเสียเืและตายจากาแนี้
กรร!
ด้านหลังพุ่มไม้ใกล้ๆมีเสียงคำรามต่ำดังออกมา พร้อมกับร่างที่มีขนยาวสีแสงปกคลุมก็ค่อยๆเยื้องกายออกมาจากพุ่มไม้ตรงนั้น มันจ้องมายังร่างิญญาของชายหนุ่มอย่างไม่วางตา
"สัตว์อสูรสายเืสามัญหมาป่าขนแดงระดับที่หนึ่ง ต้องมาตายด้วยน้ำมือสวะพันนี้เ้าเด็กมนุษย์นี่กระจอกสิ้นดี" ชายหนุ่มหลับตาลงเล็กน้อยขณะที่เขากล่าวพึมพำ 'ปกติพวกหมาป่าขนแดงจะออกล่ากันเป็ฝูง เหอะ! ช่างมาได้ถูกเวลาจริงๆ'
"ยังไม่โผล่หัวออกมาอีก" ชายหนุ่มสะบัดแขนออกไปทำให้เกิดคลื่นลมกรรโชก
กรร! กรร! กรร! กรร!
ป่ารอบข้างเต็มไปด้วยเสียงคำรามต่ำ ไม่นานหมาป่าขนแดงจำนวนหลายสิบตัวก็ค่อยๆทยอยโผล่กันออกมา