แกร็ก
ก้อนหินขนาดเท่าฝ่ามือกระเด็นไปทางบ่าวรับใช้ของฉีป๋อเหวินกลิ้งหลุนๆ กระทั่งหยุดนิ่งบริเวณปลายเท้า ทันใดนั้นต้นไม้ใหญ่ริมหน้าต่างห้องนอนของผู้เป็เ้านายพลันสั่นไหวเช่นเดียวกับเห็นแผ่นหลังของใครบางคนเคลื่อนตัวอย่างว่องไวในความมืดองครักษ์ที่เฝ้าดูแลความเรียบร้อยต่างออกจากที่ซ่อนะโตามไปทันที
ฉีซินอี๋หลอกล่อให้องครักษ์ของฉีป๋อเหวินตามไปไม่ทิ้ง่ห่างและไม่ให้อยู่ใกล้เกินนัก
ท่ามกลางบรรยากาศเงียบเชียบของยามราตรีมีเพียงเสียงหวีดวิ้วของสายลมปะทะกับสาบเสื้อของนาง
เรือนร่างผอมเพรียวทิ้งปลายเท้าไปแต่ละย่างก้าวดุจกำลังร่ายรำอยู่กลางนภา
“เ้าเป็ใคร”เสียงของบุรุษที่คาดว่าน่าจะเป็หัวหน้าดังไล่หลังแต่ผู้ที่อยู่เบื้องหน้ากลับไร้เสียงตอบรับกระทั่งอีกฝ่ายกระโจนออกนอกเขตของจวนตระกูลฉีหายไปยังซอกมุมของจวนที่อยู่ถัดไปหลายลี้
“ท่านหัวหน้าเ้าโจรนั่นมันหายไปแล้วขอรับ!” น้ำเสียงเร่งร้อนดังขึ้นผู้ที่ขึ้นชื่อว่าหัวหน้าฉุกคิดขึ้นมา
“หรือว่าเป้าหมายที่แท้ของจริงมันคือ...นายน้อย!”แทบจะทันทีที่คิดได้เช่นนั้น เหล่าองครักษ์ชะงักกึก
“เร็วเข้า! รีบกลับไปดูนายน้อย!”อยู่ใน่ระหว่างกำลังจะมีการประลองยุทธ์ อีกทั้งนายน้อยของพวกเขาเปรียบดังอัจฉริยะอายุยังไม่ถึงยี่สิบปีบริบูรณ์แต่กลับเป็ผู้ฝึกตนขั้นหลอมรวม
เรียกได้ว่าเป็หนึ่งในตัวเต็งฉะนั้นในบรรดาผู้ฝึกตนคิดจะตัดกำลังอีกฝ่ายจนไม่สามารถเข้าร่วมได้ย่อมไม่แปลก
เพียงคิดว่าหากเกิดอะไรขึ้นกับเ้านายแผ่นหลังของเหล่าองครักษ์พลันเย็นวาบ
“นายน้อย! ข้ามีเื่ด่วนต้องรายงานขอพบท่านสักประเดี๋ยว!” หัวหน้าองครักษ์รายงานตัวอยู่หน้าประตูเรือนกระนั้นภายในเรือนกลับเงียบสนิทอย่างน่าสงสัย
“นายน้อยท่านอยู่ข้างในหรือไม่! เช่นนั้นข้าจะไปเข้าแล้วนะขอรับ”
สิ้นคำผลักประตูเข้าไปด้วยความร้อนใจทุกอย่างตรงหน้ากระทั่งตั่งริมหน้าต่างไม่มีความผิดปกตินอกเสียจากเห็นเหล้าหอมบนโต๊ะและกับแกล้มบางส่วน สาวใช้เมื่อตอนเย็นหายไปแล้ว
หัวหน้าองครักษ์มองตาลูกน้องโดยไม่ต้องสั่งแต่ละคนรีบเดินสำรวจทั่วเรือนผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็หัวหน้าตรงดิ่งไปยังห้องนอน
ยามเมื่อผลักประตูเข้าไปในห้องนายน้อยที่พวกเขาตามหาอย่างร้อนใจกำลังนอนหลับอย่างสงบอยู่บนเตียงผ้าแพรสีสันบาดตาให้ความรู้สึกเหมือนคุณชายจอมเสเพล
ความตึงเครียดค่อย ๆ ผ่อนคลายลง ขณะเดียวกันเมฆหมอกยามค่ำคืนกลับหนาแน่นขึ้นหว่างคิ้วของหัวหน้าองครักษ์ขมวดเกร็ง
“เตรียมป้องกันข้ารู้สึกว่ามีอะไรไม่ชอบ...มาพากล”
ตึง!
ลูกน้องสามคนด้านนอกห้องนอนล้มตึงไปทีละคนหัวหน้าเบิกตาโพลนหันขวับไปยังหน้าต่าง เห็นแผ่นหลังของผู้ที่พวกเขาไล่ตามเมื่อสักครู่หายวับไปเ้าตัวกำลังจะกระโจนออกไปทางหน้าต่างแต่แข้งขาพลันอ่อนยวบเปลือกตาปิดลงมาอย่างไม่อาจควบคุม ทั้งร่างล้มครืนลงไปบนพื้นก่อนสติจะดับวูบแว่วยินเสียงขับกล่อมทุ้มต่ำราวกับอยู่ในห้วงฝัน
ภายในเรือนที่อยู่ห่างจากตัวเรือนหลัก
“คุณหนูในที่สุดท่านก็กลับมา ข้าเป็ห่วงแทบแย่”เฟิ่งเสี่ยวเอ่ยเสี่ยงสั่น ดวงตาแดงระเรื่อใกล้จะร้องไห้อยู่รอมร่อ
ดวงจิตผีผาเอ่ยเสียงขึ้นจมูก “เพ้ย! นางร้ายกาจปานนั้นเ้ายังต้องกลัวอะไรอีก”
ศิษย์โง่งมของตนนอกจากคิดว่าเ้านายปวกเปียกอ่อนแอแล้วยังรักเทิดทูนถวายหัวเหตุใดตอนนั้นเขาถึงตามืดบอดไปคว้าเอาตัวโง่งมผู้นี้มาเป็ทำสัญญา
ฉีซินอี๋ไม่นำพากับคำพูดของผีผายกมือลูบศีรษะของเฟิ่งเสี่ยว“ตอนที่เ้าเฝ้าเรือนไม่มีใครมาทำลับ ๆ ล่อ ๆ ใช่ไหม”
เฟิ่งเสี่ยวพยักหน้าหงึกหงัก แม้ตัวนางจะอ่อนแอไม่ได้ทำประโยชน์ให้คุณหนูแต่นางไม่มีทางยอมให้คนอื่นมาเพ่นพ่านใกล้ ๆ แน่กระทั่งสาวใช้ที่เข้ามาใหม่นางยังจัดการจนอีกฝ่ายนอนหลับสบายพริ้มอยู่ในห้อง
“ดึกแล้วเ้าก็ไปนอนพักเสีย”
“แต่คุณหนู...”
“พรุ่งนี้ยังมีเื่ยุ่งอีกมากมายให้เ้าต้องทำหากไม่ไปนอนพักแล้วเ้าจะเอาแรงจากที่ใดช่วยข้าเล่า”
เฟิ่งเสี่ยวช้อนแววตาเป็ประกายมองคุณหนูของตน“เ้าค่ะ”
ฉีซินอี๋จ้องมองแผ่นหลังของเฟิ่งเสี่ยวจนลับประตูก่อนจะค่อยๆ เบนสายตากลับมามองเสี่ยวไป๋ที่ยืนนิ่งในมุมมืด
“แล้วเ้าล่ะ เหตุใดยังไม่ไป”
ผืนราตรีสงัด ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทว่ายามนี้ใบหน้าอิสตรีของเสี่ยวไป๋กลับมาเป็เค้าเดิมเส้นผมนุ่มสลวยเป็สีขาวสะท้อนกับแสงจันทร์คล้ายภาพลวงตามากกว่าจะเป็เื่จริง ดวงตาพญาหงส์คล้ายกำลังมอมเมานาง ไล่ลงมาเป็แนวคางนิ่งขรึมเริ่มปรากฏความเป็บุรุษ
อาจเพราะไม่ค่อยได้เห็นเขาในรูปลักษณ์นี้บ่อยๆหรือเพราะชินชากับเขาไปแล้วจึงพึ่งจะรับรู้กลิ่นอายบุรุษเพศจากร่างสูงโปร่งเอาป่านนี้
ในมือของเขาถือหน้ากากที่นางเคยให้ไว้ดวงตาสีขาวจ้องนางไม่วางตา แพขนตาสีขาวราวกับนุ่นสั่นไหวเป็จังหวะมั่นคงขอเพียงจ้องลึกเข้าไปนานกว่านี้อาจสามารถสั่นคลอนหัวใจราบเรียบของนางได้
ฉีซินอี๋เผลอผินหน้าหลบเล็กน้อยมุมปากโค้งขึ้น
“ที่เ้าถึงขั้นถอดหน้ากากประท้วงเช่นนี้คงไม่ใช่กำลังไม่พอใจข้า?”
เสี่ยวไป๋หลุบตาลง“ข้า...ไม่พอใจท่านได้ด้วยหรือ”
นางชะงัก ก่อนประกายในแววตาสีดำขลับจะค่อยๆ แปรเปลี่ยนไป แสงเจิดจ้าสว่างอยู่ในดวงตาอันเรืองรองขยับปลายเท้าก้าวเดินทีละก้าวไปหยุดอยู่เบื้องหน้าเขา ยกมือลูบแก้มนวลของเสี่ยวไป๋
“ทำไมจะไม่ได้เล่า”
รับรู้ถึงอาการสั่นเทาเบา ๆของบุรุษรูปงาม นางชื่นชอบรูปงามของเขาแต่กลับรู้สึกชอบนิสัยในด้านนี้ของเขามากยิ่งกว่าทั้งความบริสุทธิ์ จิตใจตรงไปตรงมาแม้จะไม่ยอมเอ่ยปากบอกทุกอย่างทว่าสีหน้าและดวงตากลับเปิดเผยออกมาให้เห็นจนหมด
แล้วอย่างนี้จะไม่ให้นางเอ็นดูสัตว์ิญญาตัวน้อยเช่นนี้ได้อย่างไร
“เพ้ย! หากเขาเรียกว่าตัวเล็กตัวน้อยคงไม่มีใครกล้าบอกว่าตัวเองแก่แล้วล่ะ”เสียงค่อนแคะของดวงจิตแห่งหยกดังขึ้นมาในโสตประสาทฉีซินอี๋หลุดหัวเราะแ่เบาในลำคอ
เสี่ยวไป๋จ้องมองท่าทางสดใสของนางความร้อนรุ่มในใจคลายลงไม่น้อย กระนั้นเพียงจินตนาการถึงตอนนางกำลังถูกไล่ล่า ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าเป็เพียงแผนการเท่านั้นแต่เขากลับปวดร้าวไปทั้งใจ
“ท่านให้สัญญากับข้าได้หรือไม่”
“หืมม?...”
“ต่อไป...อย่าได้ทำเช่นนี้อีก”
“เ้าหมายความว่า?”
“ข้าไม่อยากให้ท่านตกอยู่ในอันตราย และยิ่งไม่้าเห็นท่านพาตัวเองเข้าไปหามันทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ”
นางมองประเมินเขาดวงตาทั้งคู่สบประสานชั่วอึดใจ ดวงตาดำขลับของนางโค้งจนค่อย ๆกลายเป็พระจันทร์ครึ่งเสี้ยว
“แล้วถ้าหากอันตรายที่เ้าว่ามาหาข้าเองเล่า”
เสี่ยวไป๋เม้มปากสีหน้าเผยความยุ่งยากที่อธิบายไม่ออกครู่หนึ่งเห็นความตึงเครียดบางเบากลางหว่างคิ้ว ปลายคางนิ่งขรึมยิ่งดูหนักอึ้งก่อนจะเอ่ย
“เช่นนั้นข้าจะเป็คนปกป้องท่านเอง...ด้วยชีวิตของข้า”
ชีวิตที่นางเป็คนช่วยเอาไว้ไม่ว่ามันจะเป็บุญคุณหรือความรู้สึกที่หลบซ่อนในส่วนลึกของจิตใจ จะเป็อะไรก็ช่างเขาเพียงไม่้าให้สตรีตรงหน้าเผชิญกับเหตุร้ายเ่าั้แม้ไม่อาจเป็ดาบปกป้องนางแต่เขาสามารถเป็...โล่ ของนางได้
หมับ!
จู่ ๆแก้มที่ถูกลูบคลำกลับถูกนางดึงจนเนื้อนุ่มบริเวณนั้นตึง เสี่ยวไป๋นิ่วหน้า
“เป็เพียงบุรุษตัวน้อยของข้าแท้ ๆไฉนถึงรู้จักพูดแบบนี้แล้ว ดูเหมือน่เวลาที่ผ่านมาจะทำให้เ้าเติบโตไม่น้อย”
เสี่ยวไป๋ชะงักงัน หัวใจเจ็บแปลบกระทั่งความเจ็บที่แก้มยังไม่รู้สึกเขาหลุบตาลงแอบถอนหายใจ
“ใช่...ข้าเป็บุรุษตัวน้อย...ของท่าน”
“ข้าไม่อาจให้สัญญาเ้าในเื่นั้นได้แต่ต่อไปจะไม่ผลีผลามทำอะไรเสี่ยง ๆ อย่างที่เ้าว่าอีก ดีหรือไม่”
เขาไม่ตอบแต่นางรู้ว่าเสี่ยวไป๋คงจะเข้าใจแล้ว “เอาล่ะ ในเมื่อรู้แล้วก็เข้านอนซะ”
“คืนนี้เป็คืนเฝ้าเวรของข้า”เขาช้อนดวงตาเปล่งประกายดังปกติขึ้นมา ฉีซินอี๋ถึงนึกออก
“ต้องโทษที่เ้าถอดหน้ากากออกเลยทำให้ข้าหลงลืมไปว่านอกจากจะเป็บุรุษที่ปรารถนาถวายตัวให้ข้าแล้วยังเป็สาวใช้จอมปลอมที่นอนอยู่เคียงข้างข้าด้วย”น้ำเสียงกระซิบดังสะกิดหัวใจของเขาจนคันยุบยิบ
เสี่ยวไป๋หลุบตาลง พวงแก้มขึ้นสีติ่งหูแดงระเรื่อ กระทั่งม่านราตรียังไม่อาจปกปิดความเปลี่ยนแปลงของมันฉีซินอี๋เอื้อมมือลูบติ่งหูแดงก่ำของเขาหัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ
“เ้าสัตว์ิญญาลามก”
“ข้าละเกลียดพวกสัตว์ิญญาระดับสูงเ้าเล่ห์ที่ชอบใช้ความไร้เดียงสาล่อลวงอิสตรีนัก”ดวงจิตแห่งหยก
เสี่ยวไป๋ “...”
ยามเหม่า
“ฮูหยิน ฮูหยินเ้าคะมีข่าวดีจากทางเรือนคุณชายใหญ่เ้าค่ะ!”สาวใช้นางหนึ่งวิ่งหน้าตั้งเข้ามาในเรือนของฮูหยินตระกูลฉี
“บังอาจ!ไม่มีใครสั่งใครสอนให้รู้จักสำรวมกิริยามารยาทไม่เห็นหรือว่านายหญิงกำลังพักผ่อน”
“คุณชาย! เมื่อคืนคุณชายใหญ่เลื่อนขั้นสำเร็จแล้วเ้าค่ะ!”
ผึง!
ร่างสตรีที่กำลังนอนพักผ่อนอยู่บนเตียงดีดตัวขึ้นมาความง่วงงุนจางหายไปจากใบหน้าของจางฮูหยิน ทั่วทั้งร่างเหลือเพียงความตื่นเต้นยินดีเป็ล้นพ้น
“เร็วเข้า! ข้าจะไปดูคุณชายใหญ่สักหน่อย!”
“เ้าค่ะ”สาวใช้าุโเหลือบมองสาวใช้ชั้นนอกคนนั้นก่อนจะสั่งให้อีกฝ่ายไปยกอ่างล้างหน้าส่วนตนเข้าไปปรนนิบัติจางฮูหยิน
ไม่นานคณะของจางฮูหยินก็มาถึงเรือนคุณชายใหญ่เรือนที่เคยกว้างขวางโอ่อ่ายามนี้เพดานกลับถูกไฟฟ้าทะลุเป็หลุมข้าวของราคาแพงเสียหายมากมายแต่บนใบหน้าของจางฮูหยินกลับยิ้มกว้าง
ฉีป๋อเหวินค่อย ๆเดินออกมาจากในซากปรักหักพัง บนเนื้อตัวยังหลงเหลือประกายไฟฟ้ารอยคราบสกปรกของฝุ่นดินไม่อาจปกปิดออร่าเปล่งประกายของผู้ฝึกตนขั้นปฐี เหล่าองครักษ์ต่างกระจายตัวอารักขา
ความภาคภูมิใจปรากฏเต็มดวงหน้าผู้เป็มารดาแม้จะเป็ศิษย์ของโจงฉือแต่นับว่าเป็เพียงศิษย์นอกไม่แม้แต่ถูกจารึกว่าเป็ศิษย์ของสำนักพิชิตมารด้วยซ้ำ
เป็ศิษย์นอกแล้วอย่างไรเล่า?เทียบกันแล้วบุตรชายของนางมีพร์มากกว่าศิษย์สายตรงเ่าั้อีก
นางยกมือสาวใช้าุโข้างกายรีบค้อมกายรอรับคำสั่ง
“ไปบอกพ่อบ้านให้ส่งเทียบเชิญร่วมงานเลี้ยงจะมีงานเลี้ยงฉลองการเลื่อนขั้นสำเร็จของคุณชายในอีกสี่วัน!” คำทำนายของนักพรตช่างศักดิ์สิทธิ์จริงๆ
“เ้าค่ะ”
ขณะทางฝ่ายเรือนใหญ่กำลังยุ่งวุ่นวายกับการจัดงานแต่ทางเรือนของฉีซินอี๋กลับเหมือนอยู่กันคนละโลก
“คุณหนูการที่ท่านช่วยคุณชายใหญ่จะไม่ยิ่งทำให้ท่านตกอยู่ในความเสี่ยงหรือเ้าคะ”
ฉีซินอี๋หยิบถ้วยน้ำชาขึ้นมาสูดดมกลิ่นหอมอย่างสบายอารมณ์ทั่วทั้งร่างมีแต่ความผ่อนคลาย
“ผู้มีเมตตาธรรมย่อมไร้ทุกข์ผู้มีปัญญาย่อมไม่ลุ่มหลง”
เฟิ่งเสี่ยวช้อนแววตาโง่เขลามองคุณหนูเกรงว่านางคงจะโง่งมเกินไปจึงไม่เข้าใจเ้านาย
“ไม่ต้องหวงหรอกเราเพียงรอผลประโยชน์จากพืชที่เราหว่านก็พอ”ฉีซินอี๋
ในวันเดียวกับการเลื่อนขั้นของคุณชายใหญ่สำเร็จจางฮูหยินเรียกฉีซินอี๋ไปพบเพื่อถามหาความปรารถนาของบุตรสาวอนุ
อีกฝ่ายกลายเป็คนไร้ค่าส่วนโชคลาภของบุตรสาวอนุตกมาอยู่ในมือลูกชายของนางเหตุใดจะไม่ใจกว้างให้สักหน่อยเล่า
“เ้ากลับมาอยู่ในจวนได้หลายวันแล้วยังมีสิ่งใดขาดตกบกพร่องหรือไม่”
ฉีซินอี๋หลุบตาลงส่ายหัวอย่างเชื่องช้า“...ท่านแม่ใหญ่เป็คนจัดการทั้งที จะมีสิ่งใดบกพร่องเล่าเ้าคะ”
ยามเมื่อความปีติยินดีท่วมท้นในใจกระทั่งนกกาบนเรือนยังไม่ขวางหูขวางตานับเป็ครั้งแรกที่จางฮูหยินหัวเราะออกมาอย่างเบิกบาน
“เช่นนั้นหากเ้า้าสิ่งใด ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงก็บอกแม่ของเ้าคนนี้”เหลือบมองท่าทางขลาดเขลาของฉีซินอี๋แล้ว จางฮูหยินรู้สึกว่าควรจะแสดงความเป็มารดาเลี้ยงผู้ใจบุญให้มากขึ้นเสียหน่อย
“พึงรู้ไว้ว่าต่อให้เ้าจะเป็บุตรีอนุแต่ข้ารู้สึกกับเ้าไม่ต่างไปจากบุตรสาวที่ข้าคลอดออกมา”
ฉีซินอี๋ยิ้มรับ“ข้า...มีสิ่งปรารถนาเพียงอย่างเดียว...หากท่านแม่ไม่ว่าอะไร” ช้อนแววตากล้า ๆกลัว ๆ มองมารดาเลี้ยง
ดวงจิตแห่งหยกทนดูไม่ไหว เบือนหน้าหนีภายในใจค่อนแคะเ้านายของตัวเอง คงไม่มีผู้ใดไร้ยางอายเท่าเ้านายของตนคนนี้แล้วกระทั่งทุกคนในตระกูลเฟิ่งยังไม่เคยทำเช่นนี้
์! อยู่มาเป็พันเป็หมื่นปีเขาไม่เคยเห็นใครหน้าด้านหน้าทนเท่าเ้านายตนมาก่อน
“ได้สิ”
ฉีซินอี๋ทำท่ายึกยักเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยออกมาในที่สุด“อย่างที่ท่านแม่ทราบข้าถูกเลี้ยงดูอยู่ข้างนอกมาั้แ่เด็กเพราะฉะนั้นเลยปรับตัวให้เข้ากับสำรับ...เอ่อ...อาหารเลิศรสได้ยากจึงอยากจะขอให้ท่านแม่อนุญาตให้สาวใช้ของข้าออกไปซื้อหมั่นโถวให้ข้าทานทุกวันเช่นนี้แล้วข้าอาจจะปรับตัวได้เร็วขึ้น”
มุมปากจางฮูหยินกระตุกรอยยิ้มหยันแต่จางหายไปอย่างรวดเร็วมารดาชั้นต่ำไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างไรลูกสาวของนางก็ชั้นต่ำไม่แพ้กันกระทั่งอาหารของชนชั้นล่างยังกระเดือกเข้าไปได้
จางฮูหยินคงยิ้มดุจมารดาใจกว้างเอาไว้“ทำไมจะไม่ได้เล่า ข้าจะให้แม่นมไปแจ้งคนเฝ้าประตูเอาไว้หากอยากกินเมื่อไหร่เพียงให้สาวใช้ไปซื้อก็ได้แล้ว”
“จริงหรือเ้าคะท่านแม่!”
จางฮูหยินผงกหัวโดยไร้คำพูด