ตอนที่ 20 รู้ความจริง
ข่าวลือในหมู่บ้านที่ว่าเฉินเสี่ยวหมี่ขุดพบโสมคนแพร่กระจายเป็วงกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนลอยมาเข้าหูเฉินเสี่ยวหมี่
“เ้าบอกคนอื่นว่าข้าขุดพบโสมคนหรือ” เฉินเสี่ยวหมี่ถาม
ลู่หลินพยักหน้าพูดว่า “ใช่แล้ว จะให้ตระกูลลู่รู้ว่าเงินนี้มีความเกี่ยวข้องกับข้าไม่ได้”
คนตระกูลเฉินถูกเฉินเสี่ยวหมี่จัดการแล้ว แต่ตระกูลลู่นั้นยัง จากครั้งก่อนที่ลู่ถงมาตามให้เขาไปทำงาน ก็มองออกแล้วว่าเขาไม่สามารถให้ตระกูลลู่รู้สึกว่านี่เป็เงินที่เขาหามาได้
เฉินเสี่ยวหมี่พยักหน้าพูดว่า “เช่นนั้นก็ได้”
เฉินเสี่ยวหมี่เห็นด้วยกับวิธีการของลู่หลินอย่างยิ่ง แต่... “เ้าไม่กลัวคนอื่นบอกว่าเ้าเป็พวกเกาะภรรยากินหรือ”
ลู่หลินพูดด้วยรอยยิ้ม “ไม่เป็ไร” ชื่อเสียงไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวมาั้แ่เกิด และไม่สามารถพกติดตัวไปยามตาย ชีวิตความเป็อยู่ต่างหากที่เป็ของตนเอง
เฉินเสี่ยวหมี่มองลู่หลิน รู้สึกว่าเขาแปลกประหลาดอยู่บ้าง
หลังจากซ่อมแซมบ้านเสร็จ เฉินเสี่ยวหมี่ก็ขึ้นเขาอีกครั้ง
ลู่หลินตามขึ้นเขาไปด้วย เขาคิดจะขุดซานเย่ากลับมาสักหน่อย
เขานั่งยองอยู่บนพื้น หยิบมีดที่มักใช้ขุดซานเย่าออกมา
ครั้นหยิบมีดออกมา ก็มีเสียงเ็าดังขึ้น “เอามันมาให้ข้า”
ลู่หลินใจหล่นวูบ เมื่อหันมองไปตามเสียงก็พบว่าเป็เฉินเสี่ยวหมี่
เขาขมวดคิ้ว เมื่อครู่เฉินเสี่ยวหมี่เดินจากไปแล้วแท้ๆ แต่เดินกลับมาั้แ่เมื่อใดไม่รู้ ฝีเท้าก็ช่างเบายิ่งนัก
ลู่หลินตื่นตระหนกอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็สงบสติลงอย่างรวดเร็ว
“รีบเอามันมาให้ข้า!” เฉินเสี่ยวหมี่เร่งด้วยสีหน้าบึ้งตึง
ลู่หลินทำอะไรไม่ได้ จึงส่งมีดให้เฉินเสี่ยวหมี่
เฉินเสี่ยวหมี่รับมีดมาแล้วเหวี่ยงดูด้วยความชอบใจไม่ยอมวาง จากนั้นพูดอย่างได้ใจว่า “เป็ของข้าแล้ว”
แม้น้ำเสียงของเฉินเสี่ยวหมี่ค่อนข้างวางอำนาจ แต่ลู่หลินกลับไม่โกรธ เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายทำเช่นนี้แล้วน่ารัก ราวกับเด็กซนที่ได้รับสมบัติล้ำค่า
เมื่อเห็นว่ามีดถูกแย่งไป ลู่หลินก็ไม่รู้สึกโกรธ เพราะในร้านขายของชำของเขายังมีมีดแบบเดียวกันนี้อีกหลายเล่ม
มีดเล่มนี้ทั้งบางทั้งเบา เฉินเสี่ยวหมี่เพิ่งเคยเห็นมีดที่ทำขึ้นอย่างประณีตเช่นนี้เป็ครั้งแรก
เฉินเสี่ยวหมี่มองลู่หลินแล้วพูดว่า “เ้าเป็คนหรือผีกันแน่”
หากเมื่อครู่เขามองไม่ผิด เหมือนลู่หลินเสกมีดออกมาในฉับพลัน ไม่ได้หยิบออกมาจากตัวด้วยซ้ำ
“ข้าเป็บุรุษที่เ้าแต่งเข้าบ้านนะ! ย่อมเป็คนสิ” ลู่หลินยิ้ม
เฉินเสี่ยวหมี่เอามือเท้าเอวมองลู่หลินพลางพูดว่า “เ้าสามารถเสกอาหารออกมาได้เรื่อยๆ ใช่หรือไม่” เฉินเสี่ยวหมี่รู้สึกแปลกใจตั้งนานแล้วว่าในบ้านมีไข่กับแป้งและข้าวเพิ่มขึ้นมา เขาคิดว่าหากอีกฝ่ายสามารถเสกอาหารออกมาได้ไม่หยุด เช่นนั้นก็เป็เื่ดีจริงๆ เขาไม่ต้องคอยกังวลเื่อดอยากยามฤดูหนาวแล้ว
ลู่หลินส่ายหน้าพูดว่า “ไม่ใช่ ในตัวข้ามีห้องอยู่ห้องหนึ่ง หากกินของในห้องจนหมดก็จะไม่เหลือแล้ว”
เฉินเสี่ยวหมี่ถามด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย “ในห้องมีไข่มากมายใช่หรือไม่”
ลู่หลินพยักหน้าพร้อมพูดว่า “มีไข่อยู่แปดร้อยกว่าฟองกระมัง แต่กินไปร้อยกว่าฟองแล้ว”
เฉินเสี่ยวหมี่เบิกตากว้างอย่างตื่นตระหนกแล้วพูด “เริ่มั้แ่วันนั้นที่เข้ามาอยู่ก็กินไปร้อยฟองแล้วหรือ”
ลู่หลินพยักหน้าพูดว่า “ใช่แล้ว”
เฉินเสี่ยวหมี่มองลู่หลินแล้วรู้สึกว่าอีกฝ่ายเป็ตัวฟุ่มเฟือยโดยแท้ คนผู้นี้เข้ามาอยู่ในบ้านได้เพียงยี่สิบกว่าวัน แต่หนึ่งวันกลับต้องกินไข่วันละห้าหกฟอง แม้แต่ครอบครัวเศรษฐีในหมู่บ้านยังไม่กินขนาดนี้
“เ้าไม่ใช่ลู่หลินคนเดิมกระมัง” ความจริงก่อนที่ลู่หลินจะแต่งเข้ามา เฉินเสี่ยวหมี่เคยไปแอบดูอีกฝ่าย รู้สึกว่าอีกฝ่ายน่าจะเป็คนซื่อ พอแต่งเข้ามาแล้วคงไม่กล้ารังแกน้องชายของตน แต่ลู่หลินที่แต่งเข้ามากลับแตกต่างจากคนที่เขาเคยเห็นโดยสิ้นเชิง
ตอนแรกเฉินเสี่ยวหมี่คิดว่าเป็เพราะลู่หลินเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่งจึงทำให้นิสัยเปลี่ยนไป แต่เมื่อนึกถึงลูกแก้วกับเตียงเตานั้นก็รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง
ลู่หลินพยักหน้า
“ห้องเล็กห้องนั้นมาจากที่ใด เ้าเอาลูกแก้วมาจากในห้องเล็กหรือ” เฉินเสี่ยวหมี่ถาม
ลู่หลินพยักหน้าพูดว่า “ห้องเล็กห้องนั้นเป็อีกโลกหนึ่งที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง ส่วนลูกแก้วเดิมทีเคยอยู่ในห้องนั้น”
เฉินเสี่ยวหมี่ส่งเสียงฮึแ่เบา แล้วพูดว่า “ข้ารู้อยู่แล้วว่าต้องเป็เช่นนี้” เมื่อรู้ว่าลูกแก้วไม่ใช่ของโจร เฉินเสี่ยวหมี่ก็แอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“เตียงเตานั่นเล่า อ่านเจอจากในหนังสือหรือ”
ลู่หลินกลอกตาเล็กน้อยแล้วพูด “ไม่ใช่หนังสือของที่นี่”
“เมื่อก่อนเ้าก็เคยเป็ปัญญาชนหรือ”
ลู่หลินพยักหน้าพร้อมพูดว่า “ใช่แล้ว! ข้าศึกษาเล่าเรียนอย่างยากลำบากมาหลายสิบปี”
“ได้เป็ขุนนางหรือไม่ คงไม่ได้เป็กระมัง” เฉินเสี่ยวหมี่ถาม
ลู่หลิน “...” เป็ความจริงที่เขาสอบไม่ติดข้าราชการ แต่ก็ไม่ควรโทษเขา เพราะการสอบเข้ารับราชการนั้นยากมาก! ไม่เพียงต้องมีความสามารถ แต่ยังต้องมีเส้นสาย
“ดูท่าทางคงสอบไม่ติด” เฉินเสี่ยวหมี่คิดในใจ ‘ถึงแม้ไม่ได้เป็ขุนนาง แต่คนที่เคยเรียนหนังสือย่อมแตกต่างจากคนทั่วไป’
ลู่หลิน “...”