หญิงสาวยังพูดไม่ทันจบประโยค วินก็บ่นงึมงำกับร่างกายตัวเอง ไม่ได้ฟังที่ผีสาวพูด ก่อนจะะโออกมาเพราะลมหนาวพัดทำให้แผลสดนั้นแสบขึ้นมา
“โอ๊ย... แสบชะมัด”
เป็จังหวะเดียวกับที่หางตาของวินเหลือบไปเห็นร้านขายของเปิดไฟสว่างจ้า โดดเด่นท่ามกลางรอบข้างที่มืดสนิท วินล้วงกระเป๋าสตางค์ใบแฟบออกมาจากกระเป๋าสะพายพร้อมกางออกดู ในนั้นมีเงินเหลือเพียง 500 บาทสุดท้าย ก่อนจะหายใจออกมาเฮือกใหญ่ราวกับคนอมทุกข์
“เฮ้อ เงินแค่นี้ฉันจะอยู่ได้อีกกี่วันนะ”
วินลาออกจากที่ทำงานแม้ยังไม่มีรายได้ทางอื่นเข้ามา คับที่อยู่ได้แต่คับใจยากที่จะอยู่ อึดอัดไม่มีแม้แต่ความสุขกับการทำงาน เถ้าแก่เ้าของร้านอาหารที่วินไปทำงานด้วย เป็คนจำพวกพูดจาข่มท่านราวกับผู้อื่นไม่ใช่มนุษย์ ด่าทอว่าร้ายตำหนิรุนแรงถ้อยคำดังมีดกรีดเฉือน พูดจาไม่สนความรู้สึกใครทั้งนั้น ไม่มีใครทนอยู่ได้นาน บ้างก็อยู่หลักอาทิตย์ก็ลาออก หลักเดือนก็ลาออก แต่วินทนอยู่แบบนี้มาร่วมแรมปีเพราะไม่มีทางเลือก
งานที่นี่หายากแสนยากและวินจำเป็้าหาเงิน จึงจำใจฝืนทนต้องยอมทำงานที่นี่ แต่ทุกอย่างถูกสะสมมานานจนเกินจะทนไหวและได้ตัดสินใจลาออกในที่สุด วินเก็บกระเป๋าสตางค์ใบเก่าไว้ที่เดิม ก่อนจะล้วงหาเศษเหรียญในกระเป๋ากางเกง
“มีเหรียญสิบเหลืออยู่พอดี ตั้งสิบบาทแน่ะ เดี๋ยวผมไปซื้อน้ำก่อนนะคุณ รออยู่ตรงนี้อย่าพึ่งไปไหนนะ”
วินมองดูเหรียญสิบบาทในมืออย่างมีความสุข ก่อนจะเดินมุ่งตรงไปยังร้านหนึ่งที่เปิดไฟสว่างท่ามกลางความมืด น่าแปลกที่รอบข้างนั้นมืดสนิทราวกับไฟดับ มีเพียงร้านนี้ที่เปิดไฟสว่างโร่ราวกับงานวัด เมื่อเดินเข้าใกล้มากขึ้น ปรากฏว่าเป็ร้านขายของแบบติดกระจกรอบด้าน ประตูเลื่อนอัตโนมัติแบบห้างสรรพสินค้าในเมือง พร้อมติดเครื่องปรับอากาศ หรูหราราวกับร้านสะดวกซื้อแบรนด์ดัง สิ่งนี้ก็น่าแปลกทั้งที่รอบข้างไม่ว่าจะเสาไฟ ถนนหนทางก็ถูกทิ้งไม่ได้รับการดูแลใส่ใจ แต่ร้านขายของนี้กลับดูดีและสะอาดแตกต่างราวฟ้ากับเหว
ลุงเ้าของร้านเดินไปหน้าประตูร้านและกล่าวทักทายชายหนุ่ม เพราะเห็นลูกค้าคนแรกของวันยืนเก้ ๆ กัง ๆ ไม่กล้าเข้ามา ก้มมองดูเสื้อผ้าของตนเองอยู่นาน คงเพราะกลัวจะทำร้านที่ดูสะอาดนี้เปรอะเปื้อน
“ซื้ออะไรดีล่ะพ่อหนุ่ม มาแต่เช้าเชียวนะ วันนี้ร้านฉันท่าจะขายดี ตะวันยังไม่ขึ้นก็มีลูกค้าซะแล้ว ฮ่า ๆ”
เ้าของร้านเป็ชายสูงวัย อายุราว 60 ปี หัวล้านร่างเล็กส่วนสูงเพียงอกของวิน ขาวผ่องแต่งตัวดูดีมีชาติตระกูล ดูสะอาดสะอ้านผิดแปลกจากคนระแวกนี้
วินไม่กล้าเดินเข้าไปเพราะตนเองนั้นเปื้อนมอมแมม แต่มีสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดให้วินสนใจ ภายในร้านมีทีวีแบบแขวนติดผนังกำลังรายงานข่าวฆาตกรรม แต่ที่ทำให้วินสนใจเพราะภาพบุคคลในข่าวนั้น หน้าเหมือนกับผีสาวราวกับแกะ...
ลุงเ้าของร้านหันมองข่าวตามชายรุ่นลูกที่ยืนอยู่ตรงหน้า ก่อนจะดึงข้อมือให้เข้ามาในร้าน โดยไม่มีอาการรังเกียจแม้แต่น้อย แม้วินจะเกรงใจแต่ก็ไม่กล้าขัด ยอมเดินตามเข้าไปในร้านอย่างง่ายดาย
“เดี๋ยวผมถูพื้นให้นะครับลุง ขอโทษจริง ๆ ตัวผมเลอะไปหมดเลย”
“ไม่เป็อะไรหรอกพ่อหนุ่ม ฉันมีแม่บ้านเข้ามาทำความสะอาดให้ทุกเช้าอยู่แล้ว อีกไม่เกินชั่วโมงก็คงเข้ามาแล้วล่ะ แล้วไปทำอะไรมาตัวถึงได้มอมแมมเหมือนลูกหมาตกน้ำแบบนี้”
“เื่มันยาวครับลุง แต่ตอนนี้ผมคอแห้งมาก เอ่อ...ผมขอน้ำเปล่าขวดนึงครับ”
วินชี้ไปที่ตู้เย็นที่อยู่หลังลุงเ้าของร้าน เพราะไม่กล้าเดินไปหยิบเอง กลัวว่าเดี๋ยวจะทำให้พื้นเปื้อนไปมากกว่าเดิม ก่อนกลับไปจดจ่อกับข่าวที่กำลังเปิดอยู่
เสียงผู้ประกาศข่าว...
มีชาวบ้านพบร่างไร้ิญญาของหญิงสาวอายุราว 20 ถึง 30 ปี ถูกฆาตกรรม มีร่องรอยคล้ายถูกรัดคอ ก่อนนำศพมาถ่วงน้ำเพื่ออำพรางคดี ทราบชื่อหญิงเคราะห์ร้ายภายหลัง คือนางสาวจันทร์หอม วิชุดา ลูกสาวคนสุดท้องของตระกูลดัง..
สายตาคู่กลมโตของวินเพ่งมองหน้าของสาวเคราะห์ร้ายที่ถูกพรากชีวิตไปในวัยเพียง 20 ปี ที่หน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับผีสาวราวกับฝาแฝด และคำพูดของผีสาวที่วินไม่ได้สนใจก่อนหน้าก็หวนกลับเข้ามาในความทรงจำ
“ฉันชื่อจันทร์…”
คำพูดของหญิงสาวดังก้องอยู่ในหูทั้งสองข้างของวิน วินไม่รอช้าคว้าขวดน้ำที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ ก่อนจะวิ่งออกไปด้วยความรีบร้อน เพื่อจะไปหาหญิงสาว ยังไม่ทันได้จ่ายเงินค่าของให้ลุงด้วยซ้ำ ลุงเ้าของร้านได้แต่ยืนงงกับหนุ่มแปลกหน้าที่รีบวิ่งออกไปจากร้านของตน แต่ก็ไม่ได้นึกโกรธอะไรคิดว่าหนุ่มคนนี้คงมีเื่ที่รีบร้อน
วินวิ่งมาด้วยความรีบ มาหยุดยืนตรงทางที่เดินทะลุออกมาจากบ้านเรือนไทย จุดที่เขาทั้งคู่ทะลุผ่านออกมาด้วยกัน แต่กลับไม่เห็นผีสาวเสียแล้ว
“นี่... ที่คุณจะบอกผมก่อนหน้านี้ คุณจะบอกว่าคุณชื่อจันทร์หอมใช่ไหม”
เสียงหอบแห้งเพราะความเหนื่อยจากที่วิ่ง ยืนะโถามผีสาวแม้จะไม่เห็นตัวเธอ แต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับใด ๆ มีเพียงความเงียบและความมืดดังเช่นเคย แต่ก็โล่งใจที่สามารถรู้แล้วว่าเธอคือใคร แต่อีกใจก็อดเป็ห่วงความรู้สึกเธอไม่ได้ ก่อนจะนึกได้ว่าลืมจ่ายเงินค่าน้ำลุงจึงรีบวิ่งกลับไปร้านขายของอีกรอบ
ชายหนุ่มวัย 21 ปี วิ่งกระหืดกระหอบมาหยุดที่หน้าร้านพร้อมล้วงเหรียญสิบออกมาจากกระเป๋ากางเกง ก่อนจะเดินไปจ่ายเงินลุงด้วยท่าทีเหนื่อยหอบเพราะวิ่งไปวิ่งมา
สายตาลุงเ้าของร้านเพ่งมองที่ข่าวอย่างจดจ่อ ไม่ทันได้รู้ตัวว่าชายหนุ่มเดินเข้ามา
“ลุงครับ...ค่าน้ำ”
เสียงเหรียญวางลงกับเคาน์เตอร์ทำเอาลุงสะดุ้งโหยง
“มาไม่ให้ซุ่มให้เสียงลุงใจจะวาย ว่าแต่หนุ่มเป็ใครทำไมลุงไม่คุ้นหน้า”
“ผมไม่ใช่คนที่นี่หรอกครับลุง ถ้าเล่าเดี๋ยวมันจะยาว เอ่อ... นี่ลุง ทำไมคนแถวนี้เค้าถึงปิดไฟมืดไปหมด”
“อ๋อ… ไฟดับน่ะสิ คงเช้านู่นแหละไฟถึงจะมา แต่ลุงมีไฟสำรอง ก็เลยไม่เดือดร้อนอะไรนัก”
ระหว่างที่ทั้งคู่พูดคุยกัน เสียงผู้ประกาศข่าวในร้านก็ยังคงรายงานข่าวหญิงสาวที่ถูกฆาตกรรม
“คนสมัยนี้อายุสั้นนะ อายุยังน้อย ๆ ด่วนจากไปซะแล้ว แต่แม่หนูดันโชคร้ายไปหน่อย เหมือนเอาไข่ไปกระทบกับหิน”
“ลุงพูดเหมือนลุงรู้อะไร ใช่ไหมครับ”
“เฮ้อ... ไม่ใช่แค่ลุงหรอก คนระแวกนี้เค้ารู้กันหมดนั่นแหละ เพียงแต่ว่าพูดไม่ได้แค่นั้นเอง”
“ลุงพอจะบอกผมหน่อยได้ไหมครับ”
ลุงค่อย ๆ เดินไปปิดประตูร้าน หันซ้ายขวาเผื่อส่องดูว่ามีใครอยู่แถวนี้หรือเปล่า เมื่อดูว่าทางสะดวกจึงค่อย ๆ เดินมา ทำสัญลักษณ์มือให้หนุ่มตรงหน้าโน้มตัวลงมา ก่อนเอามือเหี่ยวป้องกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ที่ระแวกนี้ ส่วนใหญ่เป็ของเสี่ยวิชัย พื้นที่ทั้งหมดเป็ของเขา เว้นก็แต่ที่ผืนนั้น ผืนที่ครอบครัววิชุดาครอบครัวของยายหนูในข่าว ถือครองไว้ไม่ยอมขาย แม้เสี่ยวิชัยจะตามตื๊อขอซื้อเท่าไหร่ก็ตาม เมื่อตัวเองไม่ได้คนอื่นก็ต้องไม่ได้ เพราะเหตุนั้นไม่ว่าจะก่อสร้างหรือทำอะไรกับที่ตรงนี้ ก็จะถูกก่อกวนจนก่อสร้างไม่สำเร็จทุกครั้งไป”
วินอ้าปากหวอ ไม่คิดไม่ฝันว่ายังคงมีเื่แบบนี้เกิดขึ้นในปัจจุบัน วินแหงนมองดูหน้าลุงที่ทำหน้าเคร่งเครียด บ่งบอกว่าเื่ที่เล่านั้นเป็เื่จริง
“แต่เื่แค่นี้ ต้องเอาถึงชีวิตเลยเหรอครับ”
“ลุงก็ไม่รู้ว่าทำไมยายหนูถึงเจอเื่แบบนี้ ไม่แน่ก็อาจไม่ใช่ฝีมือเสี่ยวิชัยก็ได้ เพราะคงไม่น่าใจไม้ไส้ระกำขนาดนั้น แต่ก็ยังทิ้งข้อสงสัยนี้ไปไม่ได้”
“เสี่ยวิชัย เขาเป็ใครเหรอครับลุง”
“เขาเป็สมาชิกวุฒิสภามาหลายสมัยแล้ว อิทธิพลในระแวกนี้ ไม่มีใครเกิน”
วินไม่ได้เชื่อในคำพูดของลุงเสียทั้งหมด เบนความสนใจไปที่ข่าวของหญิงสาวอีกครั้ง ยืนครุ่นคิดอยู่ตรงนั้นอยู่นานว่าเพราะอะไร จุดจบของเธอถึงได้น่าหดหู่แบบนี้ แล้วถ้าเป็ฝีมือเสี่ยวิชัยจริง ทำไมถึงโเี้ได้เพียงนี้
“มนุษย์เราน่ะเป็สิ่งมีชีวิตที่มีความนึกคิดเป็ปัจเจกเพราะฉะนั้นเราไม่สามารถควบคุมความคิดของผู้อื่นได้นอกจากตัวเราเอง เราไม่สามารถรับรู้ได้ถึงก้นบึ้งของจิตใจใครได้เลยว่าเขาคิดหรือเขาอยากทำอะไร”
ลุงพูดเหมือนเข้ามานั่งอยู่ในใจวิน รู้ทุกความนึกคิด คงเป็เพราะสีหน้าของชายหนุ่มที่บึ้งตึงดูมีเื่สงสัยอยู่ภายในใจ ระหว่างนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น เสียงที่ทำให้วินถึงขั้นทำขวดน้ำในมือร่วงเพราะความใ เป็เสียงคล้ายเคาะกระจกร้าน จากเบาก็ดังขึ้นเรื่อย ๆ จากแค่เสียงเคาะก็มีเสียงพูดที่ทำให้วินสะดุ้งโผเข้ากอดลุงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ