บทที่ 17 อะไรคือเซียน? เส้นทางแก่งการแย่งชิง!
เหล่าผู้าุโทั้งเจ็ดยอดเขาต่างพยักหน้าเห็นด้วย เพราะพวกเขาล้วนรู้ดีถึงพลังของหลี่หนานถิง
ด้วยพร์เช่นนี้ การที่หลี่หนานถิงออกจากเขามารับหลี่กวนฉีเป็ศิษย์ ทุกคนต่างเข้าใจได้
ท้ายที่สุด ไม่มีใครอยากมาเกิดเป็คนโดยเปล่าประโยชน์ ย่อม้าถ่ายทอดวิชาความรู้ของตนสืบไป
ผู้คนแยกย้ายกันไป
หลี่หนานถิงพาหลี่กวนฉีกลับไปยังบ้านพักของตน
พวกเขาประกอบพิธีรับศิษย์อย่างเรียบง่าย
คุกเข่า ถวายน้ำชา เสร็จสิ้นพิธี
หลี่หนานถิงกล่าวเบา ๆ ว่า “กวนฉี วันนี้เ้ากับข้าได้เป็ศิษย์กับอาจารย์กัน นี่คือวาสนาที่เรามีต่อกัน”
“ข้าไม่มีอะไรจะมอบให้เ้า ขอมอบยาลูกกลอนเม็ดหนึ่งให้เ้าแล้วกัน”
พรึ่บ!
แหวนบนมือซ้ายของชายชราเปล่งประกายแวบหนึ่ง แล้วกล่องหยกใบหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมือของเขา
หลี่กวนฉีรับกล่องหยกมาอย่างระมัดระวัง เมื่อเปิดออกก็พบว่าข้างในมียาลูกกลอนเกลี้ยงเกลาอยู่เม็ดหนึ่ง
แต่ยาเม็ดนี้กลับมีประกายเรืองแสงวับวาว
“ท่านอาจารย์ นี่คือ...”
ชายชรายิ้มบาง ๆ พลางเอ่ยเสียงเบา “โอสถเสริมรากฐานขั้นสูง”
หลี่กวนฉีชะงักไปครู่หนึ่ง รีบปิดกล่องหยกอย่างระมัดระวังแล้วส่งคืนให้ชายชรา
“ไม่ได้ ๆ ท่านอาจารย์ ของสิ่งนี้ล้ำค่าเกินไป ท่านเก็บไว้เถิด”
ชายชราหัวเราะร่า แล้วเอ่ยเสียงเบา “ข้าให้เ้าแล้วก็รับไว้เถอะ ชายชราอย่างข้าก็มีของมีค่าแค่เท่านี้แหละ”
“แต่เดิมเ้าสำนักก็คิดจะมอบโอสถเสริมรากฐานให้เ้า แต่ของสิ่งนี้โดดเด่นเกินไป เกรงว่าจะนำความยุ่งยากมาสู่เ้า จึงคิดจะรอให้เ้าฝึกฝนจนถึงขอบเขตก่อปราณขั้นเก้าก่อนแล้วค่อยให้ แต่ข้าไม่เห็นด้วย ในเมื่อข้ามี ก็จะมอบให้เ้า!”
แต่หลี่กวนฉียังคงยืนกรานว่า “อาจารย์ ของสิ่งนี้หากอยู่กับข้า ข้าคงนอนไม่หลับ อย่างนี้ดีกว่า เก็บไว้ที่ท่านก่อน เมื่อข้า้าจึงค่อยให้ข้า”
เห็นเด็กหนุ่มยืนกรานไม่รับ ชายชราก็ไม่พูดอะไรมาก กลับมือเก็บกล่องหยกไว้
เอ่ยเบา ๆ ว่า “เมื่อเป็เช่นนั้น อาจารย์จะเก็บไว้ให้เ้าก่อน”
“อืม... ข้าเห็นเืลมเ้าเข้มแข็ง รากฐานการฝึกร่างกายแ่ามาก! มีผู้าุโในครอบครัวสั่งสอนเ้ามาหรือ?”
หลี่กวนฉีเกาศีรษะนึกถึงท่าทางเคร่งขรึมของท่านปู่ แล้วตอบอย่างนอบน้อม “ท่านปู่ของข้าให้ข้าแช่ยาสมุนไพรั้แ่เด็ก ทุกวันให้ข้าแบกของหนักขึ้นลงเขา และยังต้องฝึกมวยอีกด้วย โดยไม่รู้ตัวก็เป็เช่นนี้แล้ว”
ดวงตาของหลี่หนานถิงวาบขึ้นด้วยประกายแวววาว
ไม่น่าแปลกใจที่เขารู้สึกได้ถึงกลิ่นหอมสดชื่นของสมุนไพรเมื่อเห็นหลี่กวนฉี
“แล้วสิ่งที่เ้าแบกไว้ด้านหลังนั้นก็เป็ของที่ท่านปู่ให้เ้าเช่นกันหรือ? เป็หีบกระบี่ใช่หรือไม่?”
“แต่ก็ไม่เหมือนนะ... จะมีหีบกระบี่ใหญ่ขนาดนี้ได้อย่างไร แถมยังทำจากหินอีก”
หลี่กวนฉีเกาศีรษะแล้วตอบเบา ๆ “เป็สิ่งที่ท่านปู่ให้ข้าก่อนจากไป แต่ท่านบอกว่าสิ่งนี้คือโลงศพกระบี่ ไม่ใช่หีบกระบี่”
โครม!
คำพูดนี้ราวกับสายฟ้าฟาดลงในสมองของหลี่หนานถิง!
เขาโบกมือ ประตูไม้ของบ้านก็ปิดลงอย่างแรงด้วยเสียงดังสนั่น
ต่อมาเขาได้สร้างม่านพลังปกป้องรอบกายของทั้งคู่ไว้
หลี่กวนฉีไม่รู้ว่าเหตุใดชายชราจึงระมัดระวังเช่นนี้อย่างกะทันหัน
หลี่หนานถิงลุกขึ้นยืน สีหน้าเคร่งเครียดกล่าวว่า “หากมีผู้ใดถามเ้าในภายหลัง เ้าต้องบอกว่าสิ่งนี้คือหีบกระบี่เท่านั้น!”
“ทำไมหรือ?”
“ทำไม... เกรงว่าจะมีผู้เห็นของล้ำค่าแล้วเกิดความโลภ ฆ่าคนชิงสมบัติ! โลงศพกระบี่ มีเพียงกระบี่ยาวระดับสมบัติวิเศษหรือแม้กระทั่งสมบัติโบราณเท่านั้นที่จะถูกเก็บรักษาเช่นนี้!”
“จากต่ำไปสูงแบ่งเป็ของวัตถุทั่วไป วัตถุหายาก วัตถุวิเศษ สมบัติวิเศษ สมบัติโบราณ สมบัติิญญา สมบัติิญญาเทียมฟ้า!”
หลังจากที่ชายชราอธิบายเช่นนี้ หลี่กวนฉีจึงรู้ว่าโลงศพกระบี่ด้านหลังนี้มีค่ามากเพียงใด
ชายชราอธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่า “แม้แต่ผู้ฝึกตนขอบเขติญญาแรกกำเนิด ก็ยากที่จะได้กระบี่คู่กายระดับสมบัติโบราณสักเล่ม!”
“แม้กระทั่งผู้ฝึกตนมากมายในขอบเขติญญาแรกกำเนิด ก็ยังคงใช้สมบัติวิเศษอยู่”
“ทรัพย์สมบัติไม่ควรอวดโอ้ เ้าต้องระมัดระวังให้มากกว่านี้”
เด็กหนุ่มพยักหน้าอย่างจริงจัง จดจำเื่นี้ไว้ในใจ
หลังจากนั้น ชายชราจึงสลายม่านพลัง กล่าวเบา ๆ ว่า “ดูเหมือนปู่ของเ้าก็เป็ผู้ฝึกเซียนเช่นกัน อีกทั้งวรยุทธ์ก็คงไม่ธรรมดาเลยทีเดียว...”
“หีบกระบี่ที่อาจเป็สมบัติโบราณ กลับปล่อยให้เ้าแบกมาตลอดทางอย่างไม่ระวังเอาเสียเลย”
หลี่กวนฉีได้แต่เกาจมูกอย่างเก้อเขิน เพราะเขาก็ไม่รู้ว่าวรยุทธ์ของท่านปู่สูงส่งเพียงใด
หลี่หนานถิงนั่งลงบนเก้าอี้ ชี้ไปที่เบาะหน้าตัวเอง เป็เชิงบอกให้หลี่กวนฉีนั่งลง
จากนั้นจึงเรียบเรียงความคิด แล้วกล่าวเบา ๆ ว่า “เ้าคิดว่าอะไรคือเซียน?”
หลี่กวนฉีครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วตอบเบา ๆ ว่า “อายุยืนยาว ขี่กระบี่เหาะได้ ใช้กระบี่ได้ตามใจปรารถนา และได้อิสรภาพอันยิ่งใหญ่ในใจ”
หลี่หนานถิงได้ยินดังนั้นก็ยิ้มอย่างเอ็นดู นิ้วชี้ไปทางหลี่กวนฉีพลางยิ้มกล่าวว่า “อายุน้อยเช่นนี้ แต่มีความเข้าใจถึงเพียงนี้ ก็นับว่าไม่ธรรมดาแล้ว”
“มีผู้กล่าวว่า สิ่งที่เรียกว่าเซียนนั้น คือผู้ที่อิสระเสรี มีคุณธรรมและเมตตา ปราบปีศาจและขจัดมาร ทำหน้าที่แทน์ ดื่มด่ำพลังวิเศษของฟ้าดิน มีอายุยืนยาว มองดูความเปลี่ยนแปลงของโลกนับหมื่นปี แต่ยังคงดื่มสุราขุ่นและชมูเาโดยไม่หวั่นไหว นี่คือเซียน แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด”
ความคิดของหลี่กวนฉีจมดิ่งลงไปในคำบรรยายเื่ ‘เซียน’ ของชายชรา
ชายชราพลันเปลี่ยนน้ำเสียง กล่าวด้วยท่าทีเคร่งขรึมว่า
“แต่ในใจของอาจารย์ของเ้า เซียนกลับมีลักษณะอีกแบบหนึ่ง!”
หลี่กวนฉีถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “เป็เช่นไรหรือขอรับ?”
ในตอนนี้ ดวงตาของชายชราเปล่งประกายแวววาว เขาลุกขึ้นยืนมองตรงไปยังท้องฟ้า แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทรงพลังว่า
“หนทางแห่งการฝึกฝนนั้นยาวไกล ตลอดเส้นทางล้วนเต็มไปด้วยการชิงดีชิงเด่นและเล่ห์เหลี่ยม!”
“แน่นอนว่าย่อมหนีไม่พ้นการนองเื เมื่อสมบัติล้ำค่าปรากฏ ย่อมยั่วยวนให้ผู้คนแห่แหนมาไม่ขาดสาย ไม่อาจหลีกเลี่ยงการชักกระบี่ประหัตปะากันได้”
“เมื่อถึงขอบเขติญญาแรกกำเนิดแล้ว ทุกสามร้อยปีจะต้องเผชิญกับทัณฑ์เล็ก ๆ หนึ่งครั้ง”
กล่าวถึงตรงนี้ ชายชราพลันหันกายมองไปยังเด็กหนุ่ม
“ดังนั้นในสายตาของข้า การก้าวเข้าสู่หนทางเซียนนั้นลึกดั่งทะเล ชาตินี้ไม่มีทางหวนกลับอีกแล้ว”
“สิ่งที่เรียกว่าเซียน ก็คือคำว่า ‘แย่งชิง’ นั่นเอง!!”
ดวงตาของเด็กหนุ่มฉายแววสงสัย
“แย่งชิง?”
“ถูกต้อง! แย่งชิงกับผู้คน! แย่งชิงกับพิภพ! แย่งชิงกับ์! แย่งชิงปราณิญญา! แย่งชิงโชคชะตา! แย่งชิงโอกาส! ชีวิตอันยืนยาวหมื่นปี ปราศจากทุกข์สุข เป็ทั้งเซียนและมาร!”
“การเป็เซียนคือการฝ่าฟันโชคชะตา แย่งชิงพลังวิเศษของ์และพิภพ เพื่อให้ได้มาซึ่งร่างทองคำอันสูงส่ง และเหาะขึ้นสู่แดน์”
“หากเส้นทางเต็มไปด้วยหนามแหลม เ้าก็จงฝ่าูเาเมื่อเจอูเา สร้างสะพานเมื่อเจอแม่น้ำ ใช้กระบี่ในมือฟันฝ่าเพื่อสร้างเส้นทางอันราบรื่นที่เป็ของเ้าเอง!”
เสียงอันเร่าร้อนของชายชราราวกับกำลังเล่าถึงความรู้สึกในใจที่สั่งสมมาหลายร้อยปี
เขา้าใช้คำพูดสั้น ๆ เพียงไม่กี่ประโยคเหล่านี้ เพื่อให้เด็กหนุ่มเข้าใจหลักการบางอย่างก่อนเวลาอันควร และหลักการเหล่านี้ ล้วนเป็สิ่งที่เขาได้มาจากการผ่านความทุกข์ยากนับครั้งไม่ถ้วนในโลกนี้
ชายชราไม่้าให้เด็กหนุ่มกลายเป็คนโง่เขลา ที่มีจิตใจอ่อนโยนเกินไป ในดวงตาอันไร้เดียงสาของเด็กหนุ่มพลันมีบางสิ่งเพิ่มขึ้นมา เขาลุกขึ้นคำนับอย่างนอบน้อมและกล่าวว่า
“อาจารย์ แม้ตอนนี้ศิษย์ยังมิอาจเข้าใจทั้งหมด แต่จะจดจำคำพูดเหล่านี้ไว้ในใจ”
หลี่หนานถิงมองดูเด็กหนุ่มที่มีแววตาไร้เดียงสา แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรเช่น ‘เ้าไม่จำเป็ต้องเข้าใจตอนนี้หรอก’
เหตุที่เขากล่าวเช่นนี้ ก็เพื่อให้หลี่กวนฉีเข้าใจถึงความโหดร้ายของการฝึกฝนแต่เนิ่น ๆ
หลี่หนานถิงโบกมือพลางกล่าวว่า “วันนี้จงกลับไปพักผ่อนแต่หัววัน พรุ่งนี้ยามเช้าตรู่ให้ไปฟังการบรรยายที่ยอดเขาเทียนสุ่ย ท่านอาจารย์หลานจะเป็ผู้สอนบทเรียนแรกแห่งการฝึกฝนให้แก่พวกเ้า อย่าได้มาสาย”
จากนั้นหลี่กวนฉีจึงค้อมกายคำนับลา