หลังจากนั้นพวกเขาก็เดินทางมาถึงเมืองซิลโก้โดยมีพ่อบ้านประจำตระกูลเกรซมารับพวกเขาที่ชานชาลาด้วยตัวเอง
คุณสตีเฟ่นช่างหน้าตาเหมือนกับคุณเฟรเดอริคส์เมื่อครั้นยังหนุ่มเหลือเกิน ในยามที่พ่อบ้านชราพบกับลูกชายเพียงคนเดียวของเ้านายนั้นความรู้สึกปิติอันล้นทะลักอยู่ภายในอกก็ทำให้หางตาอันเหี่ยวย่นของเขาเปียกชื้นขึ้นมา
“สวัสดีครับคุณสตีเฟ่น คุณวิลเลียม ผมจะนำคุณไปยังรถม้า” เขาผายมือให้กับชายหนุ่มทั้งสองก่อนที่จะหันมาพยักหน้าทักทายคุณทนายประจำตระกูลก่อนที่จะเร่งฝีเท้าเดินนำชายหนุ่มทั้งสองไปยังรถม้าที่จอดเทียบอยู่หน้าสถานีรถไฟ
สตีฟมองออกไปนอกหน้าต่างอันหรูหราของรถม้าที่เขานั่งอยู่ ชายหนุ่มทอดสายตามองทิวทัศน์สองข้างทางก่อนที่มันจะค่อยๆ แปรเปลี่ยนไปเป็ทิวทัศน์อันมืดครึ้มของสุสานนอกตัวเมือง
ชายหนุ่มมายังสุสานแห่งนี้เพื่อที่จะส่งพ่อของเขาเป็ครั้งสุดท้าย
…พ่อผู้พลัดพรากของเขา สตีฟหลุบตาลงเมื่อนึกถึงความทรงจำตลอดยี่สิบปีของตน ยิ่งเขานึกย้อนกลับไปก็ก็ยิ่งทำให้ชายหนุ่มรู้สึกขันกับชะตาชีวิตของตนเอง
ไม่นานรถม้าก็ขับเข้าไปในเขตของสุสานประจำตระกูล เมื่อรถแล่นมาจอดอยู่บริเวณเนินแห่งหนึ่งหลังจากนั้นประตูโลหะสีดำสนิทถูกเปิดโดยพ่อบ้านประจำตระกูล ชายหนุ่มมองภาพของแเื่ในชุดสีดำอันน่าหดหู่เ่าั้ยืนรวมตัวกันอยู่บริเวณเนินเบื้องหน้า
“ไปส่งพ่อของคุณเป็ครั้งสุดท้ายเถอะครับ คุณสตีเฟ่น” …สตีเฟ่น แม้แต่ชื่อก็ไม่ใช่ชื่อของเขา ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมาเขามีชีวิตอยู่ภายใต้ชื่อสตีฟ
…ไม่ใช่สตีเฟ่น เกรซ
แม้ในใจของเขาจะยังคงสับสนวุ่นวาย แต่ในนาทีแห่งความว้าวุ่นเ่าั้เป็ััจากชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างกันเรียกสติของเขาเอาไว้
เป็คุณวิลเลียมที่สะกิดเขา สตีฟค่อยๆ ก้าวลงจากรถม้าโดยมีวิลเลียมที่ก้าวตามเขาลงมาติดๆ
พ่อบ้านและเนลสันต์เดินนำพวกเขาไปยังบริเวณสถานที่ทำพิธีท่ามกลางสายตาประหลาดใจของแขกที่มาร่วมงาน ชายหนุ่มก้มหน้าลงในยามนี้เขาไม่กล้าที่จะสบตากับสายตาสงสัยใคร่รู้ของผู้คนเ่าั้
เขาเพียงแค่ปล่อยให้สายตาเ่าั้ทิ่มแทงมายังร่างของตนอย่างยอมจำนนเพียงเท่านั้น
“เดินดีๆ” สุ้มเสียงกระซิบกระซาบอันแ่เบาของคุณวิลเลียมดังลอดเข้ามาสู่โสตประสาท ชายหนุ่มค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมามองใบหน้าอันหล่อเหลาของชายอีกคนที่เดินอยู่เคียงข้างตนอย่างสง่างามผู้นั้น
“ขอโทษครับ” ที่ผมทำตัวเป็จุดอ่อนของคุณต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ ชายหนุ่มเอ่ยกับตนเองในใจ
“ดอกไม้ครับ” ผู้ช่วยพ่อบ้านรู้อยู่ก่อนแล้วว่าชายหนุ่มเบื้องหน้าเป็ใคร เขาจึงหยิบดอกไม้จากถาดเงินส่งให้กับบุตรชายผู้หายสาบสูญของคุณเกรซด้วยสายตาที่ไร้ความรู้สึกราวกับว่าชายหนุ่มเบื้องหน้าผู้นี้เป็เพียงธาตุอากาศสำหรับตน
สตีฟรับดอกกุหลาบสีแดงในมือของผู้ช่วยพ่อบ้านแล้วจึงเดินไปยังหลุมฝังศพที่ยังไม่ได้กลบนั้นด้วยสายตาอันซับซ้อน สตีฟถือดอกกุหลาบในมือค้างเอาไว้พลางทอดสายตามองโลงศพที่อยู่เบื้องล่างนั้นด้วยความรู้สึกอันหนักอึ้ง
เขายังไม่เคยพบอีกฝ่ายเลยด้วยซ้ำ แต่ในยามที่พบกันเขากลับจะต้องมอบดอกไม้อำลาเสียแล้ว
“พูดอะไรสักหน่อยเถอะครับ” เนลสันต์ที่ไม่รู้ว่ามายืนอยู่ด้านหลังชายหนุ่มั้แ่ยามใดนั้นเอ่ยกับเขาเสียงเบา ถ้อยคำเ่าั้ของเนลสันต์ทำให้ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของเขาสั่นไหวไปมา
ความรู้สึกโศกเศร้าอันไร้ที่มาค่อยๆ ถาโถมเข้ามาภายในใจจิตใจอันเปราะบางของเขา
“พวกคุณ ณ ที่แห่งนี้ต่างก็รู้จักเขามากกว่าผม ดังนั้นความดีของเขาพวกคุณก็คงจะประจักษ์มากกว่าผม แต่ถึงกระนั้นแล้วผมก็อยากจะได้ใช้่เวลาสักเสี้ยววินาทีกับเขา…พ่อครับ ผมมาอยู่ตรงนี้แล้ว หลับให้สบายนะครับพ่อ” ใน่สุดท้ายนั้นน้ำเสียงของสตีฟสั่นเทา เบ้าตาของเขาเปียกชื้น เขาไม่เคยมีพ่อมาก่อนและเขาก็ไม่รู้ว่าจะเอ่ยกับอีกฝ่ายอย่างไรเพื่อให้พ่อของเขาหมดห่วง
เขาเพียงแค่เอ่ยวาจาเ่าั้ออกมาจากใจของเขา
เขาหวังว่าพ่อของเขาจะไปสู่สุคติโดยไม่ต้องเป็กังวลว่าพบตัวเขาแล้วหรือไม่ เพราะตัวเขาได้มาอยู่ตรงนี้แล้ว เบื้องหน้าของหลุมที่จะกลบฝังพ่อผู้ไม่เคยพบหน้ากันไปตลอดกาล
ในยามที่ชายหนุ่มโยนดอกไม้ในมือลงในหลุมนั้นพลันมีสายลมเอื่อยๆ พัดมาราวกับสายลมนี้เป็การตอบรับของเฟรเดอริคส์ เกรซและภรรยา เพื่อบอกกับลูกชายเพียงคนเดียวของพวกเขาว่า อย่าเศร้าไปเลยลูกรัก
ไม่ว่าสายลมที่พัดมานั้นจะพาให้รู้สึกผ่อนคลายมากเพียงใด แต่กระนั้นแล้วความโศกเศร้าภายในใจของชายหนุ่มกลับทวีคูณมากขึ้นเรื่อยๆ จนในสุดเขาก็ไม่อาจสะกดกลั้นน้ำตาแห่งความถวิลหาชายที่นอนหลับอยู่ในโลงไม้สลักทองคำสีดำหลังนั้นได้เลย
หากพวกเขาได้ใช้่เวลาด้วยกันสามคนจะดีเพียงใดกันหนอ สตีฟเอ่ยถามตนเองไปมาอยู่ในใจ
วิลเลียมเหม่อมองภาพของชายหนุ่มที่ยืนหันหลังอยู่เบื้องหน้าตน แม้ว่าเขาจะไม่ได้สนิทสนมกับอีกฝ่าย แต่กระนั้นแล้วเขาก็อดที่จะเวทนาชายผู้เป็สามีของตนไม่ได้
หากสลับบทบาทนี้เป็เขา ตัวเขาเองก็คงจะโศกเศร้าไม่น้อยไปกว่าอีกฝ่ายเลยเช่นกัน
“อย่างน้อยนายก็ได้มาส่งเขา” ไม่ว่าเปล่าวิลเลียมยื่นฝ่ามือเรียวได้รูปของตนไปลูบหลังปลอบใจอีกฝ่ายเงียบๆ สำหรับเขาแล้ว เฟรเดอริคส์ เกรซ เป็ชายปลิ้นปล่อนน่ารังเกียจในขณะที่สตีเฟ่นเกรซ คือชายผู้น่าสงสารจากการเล่นตลกของโชคชะตา
ในเมื่อเขามีความสงสารให้อีกฝ่ายเป็ทุนอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงเอ่ยปลอบใจอีกฝ่ายไปเช่นนั้น
“ครับ” สตีฟหันมาส่งยิ้มขอบคุณอีกฝ่ายด้วยความตื้นตันใจที่อย่างน้อยคุณวิลเลียมก็ไม่รังเกียจกันจนเมินเฉยต่อความทุกข์ของเขา
สตีเฟ่นถอยให้วิลเลียมโยนดอกไม้ลงไปในหลุม ในใจของเขานั้นยังคงว้าวุ่นและเปราะบาง แต่กระนั้นแล้วก็มีเสี้ยวหนึ่งที่อยากจะรู้ว่าชายหนุ่มผู้ สง่างามผู้นั้นจะเอ่ยอันใดกับพ่อของตน
วิลเลียมโยนดอกไม้ลงไปในหลุมโดยไม่เอ่ยสิ่งใด ก่อนที่จะส่งสายตาให้เนลสันต์และพ่อบ้านประจำตระกูลมาโยนดอกไม้ต่อจากเขา แล้วเขาจึงเคลื่อนตัวมาหยุดอยู่เคียงข้างกับสตีฟ
วิลเลียมไม่มีอันใดจะกล่าวกับชายที่หยิบยื่นโชคชะตาอันน่าตลกเหล่านี้มาให้เขา จะว่าชายหนุ่มรู้สึกเสียดายที่ไม่แต่งงานกับคนที่ดีกว่านี้ก็คงจะไม่ผิดนัก
แม้ว่าเขาจะสงสารสตีเฟ่นมากเพียงใดที่อีกฝ่ายมีชะตาชีวิตอันน่าสังเวชเช่นนี้ แต่กระนั้นแล้วก็ใช่เขาจะมองข้ามความรู้สึกของตนเอง
ท่ามกลางบรรยากาศไว้อาลัยอันโศกเศร้านั้นกลับไม่อาจปิดบังความสนอกสนใจของแเื่ที่มีต่อชายหนุ่มทั้งสองได้เลย บุคคลที่พวกเขาให้ความสนใจในยามนี้นั้นไม่ใช่ชายหนุ่มเ้าของเส้นผมสีบลอนด์สว่างผู้มีรัศมีความเป็ผู้ดีออกมาจากตัว แต่เป็ชายหนุ่มอีกคนที่ยืนอยู่เคียงกัน
ทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลเกรซคนนั้น คนทั้งแวดวงต่างก็ทราบข่าวว่าเขาเป็ลูกชายนอกสมรสของคุณเกรซผู้ล่วงลับและภรรยา พวกเขาต่างก็ทราบกกันว่าเฟรเดอริคส์ เกรซ ใช้เวลาตลอดชีวิตของเขาในการตามหาลูกชายเพียงคนเดียวผู้นั้น ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงอดที่จะคาดเดากันไปต่างๆ นาๆ ไม่ได้ว่าสตีเฟ่น เกรซ จะมีลักษณะท่าทางเช่นไร และในยามนี้สิ่งที่พวกเขาสงสัยกันมาตลอดก็ประจักษ์ชัดแก่สายตาของทุกคนที่มาร่วมงาน
สตีเฟ่น เกรซ ในสายตาของพวกเขาในยามนี้เป็เพียงชายหนุ่มผู้ที่ไร้สง่าราศีผู้หนึ่ง
เฟรเดอริคส์ เกรซ เป็หนึ่งในชายผู้มั่งคั่งมากที่สุดในยุคนี้ แต่น่าเสียดายที่ความรุ่งโรจน์เ่าั้ของเขากลับไม่ถูกถ่ายทอดมายังลูกชายเพียงคนเดียวของเขาเลยแม้แต่นิดเดียว
“ลูกนอกสมรสของพวกเขาหรือนี่ ดูๆ ไปแล้วหน้าตาเหมือนเขาอยู่เหมือนกันนะ” ถึงแม้ว่าที่มาของลูกชายคนเดียวของคุณเกรซผู้ล่วงลับจะผิด ธรรมเนียมอยู่บ้าง แต่กระนั้นกลับชอบธรรมอยู่มากเหมือนกัน เพราะเขาเป็ลูกชายเพียงคนเดียวของสามีภรรยาตระกูลเกรซที่เกิดมาผิดเวลาเท่านั้น ดังนั้นในจุดนี้พวกเขาจึงไม่รู้สึกว่าชาติกำเนิดของชายหนุ่มนั้นบกพร่องแต่อย่างใด
“คนนั้นน่ะหรือลูกชายของเขา” ชายอีกคนหันมาสนทนากับคนที่ยืนอยู่ข้างกัน เขาไม่อยากจะเชื่อสายตาว่าทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลเกรซจะเป็เพียงชายหนุ่มท่าทางธรรมดาๆ คนหนึ่ง
“ท่าทางดูไม่ได้เลย” มองๆ ไปแล้วรูปลักษณ์ภายนอกก็ไม่ได้แย่นักเนื่องจาก สตีเฟ่น เกรซ ถอดแบบรูปลักษณ์ของผู้เป็พ่อในวัยหนุ่มมาไม่น้อย แต่สำหรับรัศมีของทายาทมหาเศรษฐีนั้น ชายหนุ่มกลับไม่มีมันติดตัวมาเลยแม้แต่เสี้ยวเดียว
“พวกเขาไปเจอตัวที่ตรอกไหนกัน” หญิงวัยกลางคนอดที่จะทอดถอนใจไม่ได้ เธอเคยเห็นคุณเกรซผู้พ่ออยู่หลายหนในงานเลี้ยงใหญ่ๆ ท่วงท่าของชายผู้นั้นเต็มไปด้วยรัศมีความมั่งคั่ง
แต่เมื่อมองไปยังคุณเกรซคนลูกนั้นพาให้เธอรู้สึกผิดหวังกับท่วงท่าอันสามัญของชายหนุ่มขึ้นมา แค่มองจากท่าทางการยืนก็รู้แล้วว่าชายหนุ่มคงจะเป็พวกคนงานหรือไม่ก็พวกไร้บ้านที่อาศัยอยู่ตามตรอก
“ไม่เหมือนคนมาจากตรอกเท่าไหร่ คงจะมาจากชั้นล่างของบ้านสักหลังมากกว่า” คุณผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างกันพอจะเคยเห็นท่าทางเช่นนี้อยู่บ้างตอนที่คนงานชั้นล่างขึ้นมาช่วยงานพ่อบ้านนั้นเหมือนกับท่าทางของ สตีเฟ่น เกรซ อยู่ไม่น้อยเลย
“ช่างเป็ชายหนุ่มที่น่าสงสารจริงๆ” คุณผู้หญิงอายุใกล้เลขหกยกผ้าเช็ดหน้าไหมปักลายอันงดงามขึ้นมาซับน้ำตาเมื่อนึกถึงชะตาชีวิตที่น่าสงสารของทายาทเพียงคนเดียวของคุณเกรซ
“ตระกูลเกรซคงจะจบสิ้นด้วยน้ำมือของเขาแล้วล่ะ” ในยามที่ผู้หญิงสนทนากันนั้น พาให้ชายหนุ่มผู้หนึ่งทอดถอนใจออกมากับชะตากรรมของตระกูลเกรซ
ตัวเขาสามารถคาดเดาได้ง่ายๆ เลยว่าด้วยความสามารถของยาจกข้างถนนดังเช่น สตีเฟ่น เกรซ อาณาจักรของตระกูลเกรซคงจะล้มไม่เป็ท่าในเร็วๆ นี้แน่นอน
“ดูยังไงก็ไม่รอดจริงๆ นั่นแหล่ะ ทั้งเขา…ทั้งตระกูลเกรซ” ชายอีกคนอดที่จะเห็นด้วยกับชายหนุ่มผู้นั้นไม่ได้ ไม่ว่าจะให้เขาคาดเดาในรูปแบบใดตระกูลเกรซก็ยากที่จะรอดจากการล่มสลายนี้ได้
เสียงซุบซิบเ่าั้ดังมาจากเื้ัของพวกเขา แม้แเื่ที่ร่วมอาลัยพ่อของเขานั้นจะสนทนากันด้วยสุ้มเสียงที่เบาเพียงใดก็ตาม แต่กระนั้นแล้วถ้อยคำเ่าั้ก็ยังคงดังมากพอที่เขาจะได้ยิน
แม้ว่าสตีฟพยายามที่จะไม่สนใจถ้อยคำสบประมาทเ่าั้ แต่ดวงตาของเขากลับสั่นระริกราวกับเสือน้อยตัวหนึ่งที่อยากจะหลบหนีไปจากฝูงหมาป่าที่กำลังจดจ้องมันราวกับ้าเขมือบมันลงท้องในคราเดียว
หลังจากร่วมพิธีไว้อาลัยให้กับ เฟรเดอริคส์ เกรซ ผู้ล่วงลับจนเสร็จพิธีพวกเขาก็ขึ้นรถม้าไปยังจุดหมายสุดท้ายของวันนี้
ไม่นานรถม้าก็หยุดลงหน้าคฤหาสน์อันใหญ่โตของตระกูลเกรซที่ตั้งอยู่ชานเมืองซิลโก้
สตีฟพยายามเก็บสายตาจากการตกแต่งอันยิ่งใหญ่ที่เต็มไปสีเหลืองอันเรืองรองของสถาปัตยกรรมแบบเรเนซองส์อันฟู่ฟ่าตามแบบฉบับของตระกูลที่มีเื้ัอันสูงส่งของราชนิกุลจากประเทศทางฝั่งตะวันออกกลาง
คนงานที่ยืนเฝ้าอยู่สองฝั่งของประตูนั้นมองท่าทางเ่าั้ของสตีฟแล้วลอบยิ้มหยันกับท่าทางชายส้มหล่นได้ทุกสิ่งเหล่านี้ไปอย่างไม่รู้ถึงคุณค่าที่แท้จริงของมัน
ทายาทนอกรีตผู้นี้คงจะไม่ทราบด้วยซ้ำว่าคฤหาสน์หลังนี้ถูกประดับประดาด้วยทองคำแท้และอัญมณีอันล้ำค่ากระมัง
ท่าทางดูิ่เ่าั้กลับไม่มีบนใบหน้าของชายหญิงวัยกลางคนคู่หนึ่งที่ยืนรอพวกเขาอยู่ภายในโถงรับรองขนาดใหญ่ พวกเขาสวมเสื้อผ้าที่ถูกตัดเย็บเป็อย่างดีแต่กลับไม่หรูหราเหมือนกับเหล่าผู้ดีที่วิลเลียมเคยพบเห็น
การแต่งกายเช่นนี้มักจะเป็การแต่งงานกายของผู้ช่วยเสียมากกว่า เหตุผลที่วิลเลียมสามารถสรุปได้นั้นย่อมมาจากสิ่งที่เขาเคยััครั้นยังอยู่บ้านตระกูลฟลอรัลน์ เหล่าผู้ช่วยที่ให้คำปรึกษาเื่การทำธุรกิจมักจะแต่งตัวกันเช่นนี้กันทั้งสิ้น จึงทำให้ชายหนุ่มสามารถแยกแยะได้อย่างรวดเร็ว
“สวัสดีค่ะ คุณสตีเฟ่น คุณคงจะเป็คุณวิลเลียม ฉันเป็นักบัญชีของเกรซแบงค์ส่วนสุภาพบุรุษคนนี้คือผู้ช่วยที่เคยทำงานกับ คุณเฟรเดอริคส์ เกรซ” หลังจากเอ่ยถ้อยคำเ่าั้ออกมาอย่างฉะฉานแล้วเธอจึงยื่นมือมาเบื้องหน้าของวิลเลียม
เธอและคุณผู้ช่วยพอจะทราบสถานการณ์ของคุณสตีเฟ่น เกรซแล้ว รวมไปถึงแผนการดำเนินธุรกิจของตระกูลเกรซต่อจากนี้ผ่านทางเนลสันต์ ดังนั้นเธอจึงมุ่งความสนใจไปยังสะใภ้คนใหม่ของตระกูลเกรซก่อน
การตัดสินผู้อื่นจากการมองดูพวกเขาเผินๆ นั้นไม่ใช่นิสัยของเธอนัก ในส่วนที่ว่าชายหนุ่มจะมีความสามารถหรือไม่นั้น จำเป็จะต้องให้เขาพิสูจน์ตัวเองเสียก่อน ในขณะที่สำหรับคุณผู้ช่วยแล้วเขากลับมองต่างออกไป เขามองว่าคุณสตีเฟ่นจำเป็จะต้องขัดเกลาอีกมาก เมื่อถึงยามนั้นแล้วชายหนุ่มจะต้องเปล่งประกายออกมาอย่างงดงามแน่นอน
“มีรายละเอียดหลายอย่างที่คุณควรจะรู้ ฉันว่าพวกเราควรไปสนทนากันที่ห้องหนังสือค่ะ” เธอเอ่ยพลางส่งสายตาให้คนงานที่ยืนเฝ้าประตูอยู่นั้นเดินนำพวกเขาไปยังห้องหนังสือที่อยู่อีกฟากหนึ่งของคฤหาสน์ วิลเลียมพยักหน้าเล็กน้อยแล้วจึงเดินตามนักบัญชีและผู้ช่วยไปยังห้องหนังสือเพื่อสนทนาเกี่ยวกับกิจการต่างๆ ของตระกูลเกรซ
ั้แ่ต้นจนจบเป็สตีฟยังคงยืนนิ่งอยู่ที่ห้องโถง เขามองไปยังเงาร่างของชายหนุ่มผู้สง่างามที่หายลับไปจากสายตา สตีฟถอนหายใจเบาๆ เพื่อระบายความรู้สึกอันหนักอึ้งเ่าั้ออกไป
“คุณอยากได้ชาสักแก้วไหมครับ” พ่อบ้านที่ยืนอยู่ก่อนแล้วหันมาเอ่ยถามชายหนุ่มพาให้สตีฟรู้สึกโล่งใจที่อย่างน้อยตัวเขาไม่ต้องยืนแกล้วอยู่เช่นนี้โดยไม่มีอันใดทำ
“ครับ ได้ดื่มชาสักแก้วก็คงจะดีไม่น้อยเลย” ชายหนุ่มยิ้มออกมาจากนั้นจึงเดินตามพ่อบ้านไปยังห้องนั่งเล่นที่อยู่ไม่ไกล ภายใต้สายตาดูิ่ของคนงานที่ยืนเฝ้าประตู
ชายหนุ่มผู้นี้ดูอย่างไรก็เหมือนกับคนไร้การศึกษาคนหนึ่งและมันก็ยากที่จะให้พวกเขายอมรับอีกฝ่ายในฐานะเ้านาย
“คุณเร่งเดินทางมาจากเมืองซิลโก้คงจะเหนื่อยมาก เดี๋ยวผมจะให้แม่บ้านเตรียมน้ำร้อนให้คุณ” พ่อบ้านชราทราบว่าชายหนุ่มเดินทางมาจากเมืองนาฟรีย์ ั้แ่่เช้าเพื่อเข้าร่วมพิธีฝังร่างของคุณเฟรเดอริคส์ให้ทัน ด้วยตารางที่แน่นเช่นนี้จึงทำให้เขาสามารถคาดเดาได้ว่าชายหนุ่มเบื้องหน้าคงจะไม่สบายตัวเป็แน่
“ไม่เป็ไรครับ แค่ได้ดื่มอะไรก็พอแล้ว” สตีฟพยักหน้างึกงักด้วยความเกรงใจ อีกทั้งั้แ่ต้นจนจบเขายังคงมองว่าตนเป็เพียงผู้ช่วยพ่อครัวผู้หนึ่งจึงรู้สึกเกรงอกเกรงใจอีกฝ่ายไปโดยปริยาย
“ตามที่คุณ้าครับ หากคุณ้าอะไรสามารถสั่นกระดิ่งเรียกคนงานได้เลยนะครับคุณสตีเฟ่น” พ่อบ้านไม่รู้สึกขัดเคืองอันใดที่ถูกปฏิเสธเนื่องจากเ้านายคนเก่าของเขานั้นเป็คนที่จุกจิกมาก ดังนั้นใน่ที่เขาทำงานให้กับคุณเกรซผู้ล่วงลับเขาจึงได้รับคำปฏิเสธอยู่บ่อยครั้งเสียจนชินชาไปแล้ว
หลังจากนั้นพ่อบ้านประจำตระกูลจึงเอ่ยขอตัวออกจากห้องไป เหลือเพียงสตีฟที่นั่งอยู่บนโซฟาสีเขียวเข้มปักลายอันวิจิตเพียงคนเดียวภายในห้องนั่งเล่นอันหรูหราแห่งนี้
“ฉันมาทำอะไรที่นี้กันนะ” ชายหนุ่มถอนหายใจออกมายาวๆ อีกหนึ่งทีพลางแหงนหน้ามองจิตรกรรมบนเพดานอันวิจิตงดงามเ่าั้ด้วยความรู้สึกสับสนในตัวเอง
เขาอยากจะให้เหตุการณ์ตลอดสองวันนี้เป็ความฝันเพียงตื่นหนึ่งอย่างสุดขั้วหัวใจ
…เมื่อไหร่ถึงจะตื่นจากความฝันชวนขนลุกนี้เสียที
วิลเลียมในยามนี้เองก็อยู่ใน่เวลาที่ยากลำบากไม่แพ้กับสตีฟเช่นเดียวกัน เขาค่อยๆ เปิดอ่านอ่านเอกสารเกี่ยวกับกิจการต่างๆ ของตระกูล เกรซด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง วิลเลียมยอมรับว่าตนพอจะรู้ว่าตระกูลเกรซนั้นร่ำรวยมากเพียงใด แต่เมื่อเขาได้มาเห็นเอกสารที่วางกองกันอยู่เบื้องหน้าเหล่านี้พาให้ชายหนุ่มรู้ว่าความมั่งคั่งเ่าั้มันห่างไกลจากที่เขาจินตนาการเอาไว้อยู่มากโข
ถึงแม้ว่าเขาจะเป็สุภาพบุรุษผู้สมบูรณ์แบบกระนั้นแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมีความสามารถรับมือกับกิจการมูลค่ามหาศาลทั้งหมดของตระกูลเกรซได้โดยไม่หวั่นเกรง
“ผมต้องยอมรับว่าการทำธุรกิจของตระกูลเกรซเป็เื่ที่หนักหนามากจริงๆ” วิลเลียมเอ่ยออกมาตามตรง ในยามนี้เขาไม่รู้ว่าตนควรจะเริ่มเรียนรู้จากจุดใดก่อนจึงจะดี
“เดี๋ยวคุณก็ชินเองครับ เรามาพูดในส่วนของเกรซแบงค์ก่อนก็แล้วกัน ตอนนี้ธนาคารอื่นๆ กำลังขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก ผมคิดว่าคุณก็ควรจะพิจารณาเื่นี้ด้วยเช่นกัน” คุณผู้ช่วยเอ่ยสิ่งสำคัญเ่าั้ให้กับชายผู้ที่รับตำแหน่งผู้บริหารเฉพาะกิจทันที
“ผมคงต้องใช้เวลาพิจารณาสักพัก” รวมถึงเวลาเรียนรู้กิจการของตระกูลอันมั่งคั่งนี้ด้วย ชายหนุ่มเอ่ยกับตนเองในใจ
“อย่านานนักนะครับ เพราะคุณมีประชุมกับผู้ถือหุ้นในวันศุกร์ที่จะถึงนี้” คุณผู้ช่วยเอ่ยความจริงอันสุดแสนจะโหดร้ายที่เปรียบดั่งเส้นตายให้กับชายหนุ่ม พาให้วิลเลียมรู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที
เขาไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ ว่าเพียงแค่ตนก้าวเท้าเข้ามาในคฤหาสน์ตระกูลเกรซก็มีงานใหญ่ที่ยากจะรับมือมาให้เขาสะสางในทันที
“ผมหวังว่าคุณจะได้คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับการประชุมที่จะถึง วันนี้ผมต้องขอตัวก่อน” เนื่องจากเขาได้นำเอกสารรายละเอียดต่างๆ ของกิจการตระกูลเกรซมาให้ชายหนุ่มแล้ว ดังนั้นหลังจากแจ้งเื่สำคัญให้ชายหนุ่มรับทราบ คุณผู้ช่วยจึงขอตัวกลับทันที ปล่อยให้นักบัญชีแจ้งรายละเอียดทรัพย์สินกับชายหนุ่มเป็รายการต่อไป
“ส่วนเื่มรดก คุณเฟรเดอริคส์ได้แบ่งมรดกให้คุณกับคุณสตีเฟ่น…” เมื่อเห็นว่าคุณผู้ช่วยหายลับไปจากประตูห้องสมุดแล้ว เธอจึงยกเอาเอกสารรายการกรรมสิทธิ์และทรัพย์สินต่างๆ ที่ระบุไว้ในมรดกขึ้นมาร่ายให้ชายหนุ่มฟังทีละอย่าง พาให้วิลเลียมอยากจะยกมือขึ้นมากุมศีรษะ
แม้ว่าเขาจะใอยู่เหมือนกันที่เฟรเดอริคส์ เกรซ ผู้นั้นได้ยกที่ดิน เงิน หุ้น และธนาคารบางสาขาให้กับตน แต่กระนั้นแล้วเมื่อนึกถึงเื่ชวนปวดหัวอีกมามายที่ทยอยเข้ามานั้น พาให้ชายหนุ่มรู้สึกเหนื่อยอกเหนื่อยใจขึ้นมา
มีเพียงพระเ้าเท่านั้นที่รู้ว่าเขาอยากจะเป็เพียงภรรยาที่ทำหน้าที่ดูแลบ้านและคอยช่วยเหลืองานเล็กๆ น้อยๆ ของสามีเพียงเท่านั้น
สิ่งที่เขากำลังเผชิญอยู่เหล่านี้มันช่างห่างไกลกับชีวิตที่เขาควรจะมีมากเหลือเกิน
สามวันถัดมา
ภายในห้องรับประทานอาหารอันหรูหราในยามเช้าอันสดใสของคฤหาสน์ตระกูลเกรซ แสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาปะทะกับห้องรับประทานอาหารสีเขียวเข้มที่ยามนี้มีชายหนุ่มสองคนรับประทานอาหารอยู่ที่โต๊ะไม้เนื้อเข้มตัวยาวสลักทองคำ
“ฉันได้ยินมาว่าวันนี้นายจะไปเดินที่สวนสาธารณะเหรอ” วิลเลียมจิบกาแฟหนึ่งคำพลางส่งสายตาไปถามชายหนุ่มที่นั่งอยู่อีกฟากหนึ่งของโต๊ะอาหารอันโอ่อ่านี้ด้วยดวงตาที่เรียบเฉยเฉกเช่นเดียวกับสุ้มเสียงที่ราบเรียบของเขา
“ครับ ผมจะออกไปสูดอากาศที่นั่นสักหน่อยน่ะครับ” สตีฟรีบวางช้อนส้อมจนเกิดเสียงดัง การกระทำอันไร้มารยาทนี้ของสามีนั้นวิลเลียมคุ้นชินกับมันแล้ว อีกทั้งชายหนุ่มยังเข้าใจว่าที่อีกฝ่ายมีท่าทางเช่นนี้เป็เพราะเกิดจากความลุกลนของเ้าตัว
“สูดอากาศเย็นมากเกินไประวังจะไม่สบายก็แล้วกัน ถึงที่นี่จะเป็บ้านของนาย แต่ก็อย่าลืมว่าเรามาจากเมืองนาฟรี่ย์ที่นั่นอากาศแตกต่างจากที่นี่มาก” วิลเลียมเอ่ยเตือนอีกฝ่ายด้วยความหวังดี ั้แ่พวกเขามาถึงเมืองซิลโก้ในคืนแรกหิมะก็ตกใน่มากลางดึก พาให้ชายหนุ่มจะต้องสั่นกระดิ่งให้คนดูแลบ้านมาจุดไฟที่เตาผิงเพื่อให้มันช่วยมอบความอบอุ่นให้กับพวกเขา
“ครับ เอ่อ คุณวิลเลียม ผมได้ยินจากพ่อบ้านว่าคุกกี้ที่ร้านเบเกอรี่ใกล้ๆ กับสวนสาธารณะรสชาติดีมาก คุณจะรังเกียจไหมหากผมจะซื้อมาให้คุณ “พ่อบ้านชราบอกกับเขาว่าคุกกี้ที่ร้านนั้นเป็ของขึ้นชื่อของย่านนี้ พาให้สตีฟอยากจะลิ้มลองมัน ดังนั้นเขาที่มีแผนว่าจะไปซื้อมันอยู่แล้วจึงหันมาเอ่ยถามชายหนุ่มอีกคนที่ยังใหม่กับเมืองนี้เฉกเช่นเดียวกับเขา
“ซื้อมาให้ฉันสักกระปุกก็แล้วกัน” ั้แ่มาถึงคฤหาสน์แห่งนี้วิลเลียมไม่ได้ออกไปที่ใดเลยนอกจากใช้เวลาทั้งหมดไปกับการสะสางเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับกิจการของตระกูลเกรซที่กองพะเนินอยู่บนโต๊ะ
บางทีการมีอะไรไว้กินเล่นใน่ทำงานเอกสารเ่าั้ถือเป็การคลายเครียดรูปแบบหนึ่ง วิลเลียมเอ่ยกับตนเองในใจ หากได้จิบกาแฟและกินขนมหวานเ่าั้ไปด้วยคงจะดีไม่น้อยเลย
“ดูจากท้องฟ้าแล้วอีกไม่นานหิมะคงจะตกในเร็วๆ นี้ นายเองก็อย่าลืมเอาเสื้อขนสัตว์ไปด้วยก็แล้วกัน” วิลเลียมมองไปนอกหน้าต่างที่ในยามนี้ทิวทัศน์ภายนอกนั้นค่อนข้างอึมครึมอันเป็สัญญาณว่าอีกไม่นานหลังจากนี้จะมีหิมะตกอีกครา
“ครับ” สตีฟพยักหน้างึกงักแล้วจึงหันมาสนใจกับมื้อเช้าและอุปกรณ์รับประทานอาหารที่วางเรียงกันอย่างระรานตาเ่าั้ด้วยความรู้สึกท้อแท้ใจ
สามวันมานี้เขายังไม่ได้เรียนรู้เื่ขนบธรรมเนียมมารยาทสำหรับการเข้าสังคมอันใด ในยามนี้เขาจึงเลือกใช้ช้อนส้อมที่ถนัดมือเพียงเท่านั้น ในขณะที่ชายหนุ่มผู้สง่างามดังเช่นวิลเลียมเองก็ไม่คิดว่าเป็ธุระกงการอันใดของตนเองที่จะต้องเข้าไปให้ความรู้อีกฝ่ายเนื่องจากตัวเขาเองก็มีงานมากมายกองรอให้เขาสะสางอยู่ที่ห้องทำงานมาตลอดสามวัน
ดังนั้นเขาจึงเริ่มชินชากับการพฤติกรรมอันไร้การขัดเกลาของสตีเฟ่นเป็ที่เรียบร้อยแล้ว หากจะเอ่ยว่าเขาสามารถมองข้ามความผิดแปลกเ่าั้ได้อย่างไม่รู้สึกตะขิดตะข่วงใจก็ไม่นับว่าเกินจริงเลยแม้แต่น้อย
พวกเขาทั้งสองทานมื้อเช้าร่วมกันโดยมีเสียงช้อนส้อมกระทบกับจานฉลุทองคำเป็ระยะของสตีเฟ่นราวกับเป็เื่ปกติไปเสียอย่างนั้น
ท่ามกลางความผิดแปลกเ่าั้มีเพียงสายตาของคนงานที่ยืนอยู่ข้างประตูนั้นพุ่งไปยังสตีฟอย่างดูแคลนกับความไร้มารยาทของทายาทเพียงคนเดียวอยู่เป็ระยะ
ภายในห้องทำงานของวิลเลียม
“แสดงว่าเขาขอเลื่อนเวลาออกไป?” วิลเลียมเอ่ยด้วยสุ้มเสียงอันราบเรียบราวกับว่าสิ่งที่เขาได้ยินเมื่อครู่นั้นไม่ได้มีความสำคัญเท่าใดนัก
“ครับ” เนลสันต์เอ่ยรับพลางยื่นซองจดหมายประทับตราให้กับวิลเลียม แม้ว่าเขาจะยังไม่ได้อ่านเนื้อความในจดหมาย เขาก็พอจะทราบคร่าวๆ แล้วว่าอาจารย์ผู้ที่จะมาให้ความรู้เื่มารยาทในสังคมของคุณสตีเฟ่นนั้นยังคงพัวพันกับการอบรมสั่งสอนเด็กๆ ตระกูลอื่นอยู่
“นายควรจะลองหาคนอื่น คนที่พอจะมีเวลาว่างมากพอที่จะมาขัดเกลาสตีเฟ่น” วิลเลียมเปิดจดหมายอย่างรวดเร็ว ดวงตาสีฟ้าของเขาปรายตามองเนื้อหาเ่าั้ครู่หนึ่งก่อนที่จะวางจดหมายลงบนโต๊ะทำงานอย่างเบามือราวกับว่ามันไม่ได้สลักสำคัญอันใด
“ผมจะลองหาดูครับคุณวิลเลียม” เนลสันต์ยอมรับว่าเขาคาดหวังกับอาจารย์ท่านนี้มากเนื่องจากอาจารย์ท่านนี้มีประสบการณ์เคยสั่งสอนราชนิกูลของประเทศบริเตนมาก่อน ดังนั้นเขาจึงเชื่อว่าอาจารย์ท่านนี้จะสามารถทำให้คุณสตีเฟ่นกลายเป็สุภาพบุรุษผู้สง่างามได้อย่างแน่นอน
แต่เมื่ออีกฝ่ายมาไม่ได้เช่นนี้เขาก็คงจะต้องหาอาจารย์ท่านอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ส่วนเื่อาจารย์ที่จะมาสอนเื่ทั่วไป ยังเป็กำหนดการณ์เดิมใช่ไหม” สำหรับวิลเลียมนั้นเขามองว่าอาจารย์ที่จะมาให้ความรู้กับสตีเฟ่นนั้นไม่จำเป็จะต้องเป็คนที่เก่งกาจมากนัก เนื่องจากในยามนี้ชายหนุ่ม้าเพียงคนที่สามารถให้ความรู้ขั้นพื้นฐานกับสามีได้
ส่วนหลังจากนั้นเขาค่อยหาอาจารย์ชื่อดังมาให้ความรู้กับสามีอีกทีก็ไม่นับว่าสายเกินไป สิ่งที่สตีเฟ่นจำเป็จะต้องเรียนรู้ให้ไวที่สุด ณ เวลานี้ก็คือพื้นฐานการอ่านและการเขียน
“ครับ” สิ้นคำพูดของเนลสันต์ประตูพลันถูกเคาะ วิลเลียมเหลือบตาไปมองประตูไม้สีทึบครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะอนุญาตให้คนที่อยู่อีกฟากของประตูเข้ามาได้
ประตูถูกเปิดออกเบาๆ พร้อมกับร่างอันคุ้นเคยของสตีเฟ่น ชายหนุ่มเ้าของเส้นผมสีดำสนิทก้าวเข้ามาภายในห้องหนังสือพร้อมกับเสื้อคลุมขนสัตว์ที่มีละอองหิมะเกาะตัวอยู่ ทำให้ผู้พบเห็นสามารถอนุมานได้ว่าเขาพึ่งจะลงจากรถม้าเมื่อครู่นี้ ส่วนเหตุผลว่าทำไมอีกฝ่ายมาปรากฏตัวในห้องทำงานชองเขานั้นคงจะเป็โหลคุกกี้ที่อยู่ในมือของเขา
“สวัสดีครับคุณเนลสันต์ เอ่อ คุกกี้ของคุณ” สตีฟหันมาทักทายเนลสันต์ด้วยความรู้สึกประหม่าเล็กน้อยก่อนที่จะเดินไปวางโหลคุกกี้ไว้เบื้องหน้าของ วิลเลียม
สตีฟไม่นึกว่าอีกฝ่ายรับแขกอยู่จึงทำให้เขารู้สึกผิดน้อยๆ ที่เข้ามาขัดจังหวะการสนทนาอันตึงเครียดของพวกเขา
“ขอบคุณมาก” วิลเลียมมองโหลคุกกี้ที่วางอยู่เบื้องหน้าแล้วจึงเงยหน้าขึ้นมาเอ่ยกับอีกฝ่ายตามมารยาท
“ผมขอตัวก่อนนะครับคุณวิลเลียม” เมื่อพบว่าตนอาจเป็ส่วนเกินของคู่สามีภรรยาภายในห้อง เนลสันต์จึงเลือกที่จะหลบฉากให้คนทั้งสองได้ใช้เวลาร่วมกัน
“คราวหลังนายให้พ่อบ้านเอามาให้ฉันก็ได้” วิลเลียมหยิบโหลคุกกี้ขึ้นมาแล้วจึงเปิดดูขนมที่อยู่ภายใน ในยามที่เขาเปิดฝานั้นทำให้กลิ่นของคุกกี้อันสุดแสนจะยั่วยวนลอยขึ้นมาแตะปลายจมูก ชายหนุ่มมุ่นคิ้วน้อยๆ แล้วจึงส่องดูคุกกี้ชิ้นใหญ่ที่บรรจุอยู่ในนั้น
หากได้กาแฟสักแก้วกินคู่กันคงจะดีไม่น้อย ชายหนุ่มรำพันออกมาในใจราวกับเด็กน้อยคนหนึ่ง