บทที่ 9 ตกเื (ตอนท้าย)
หลายวันมานี้ นายท่านฉินพักอยู่ที่เรือนหยกตลอด อนุหลี่จึงคาดหวังเป็อย่างยิ่งว่านางอาจจะตั้งครรภ์ในไม่ช้านี้อย่างแน่นอน
“นายท่าน วันนี้ข้าปรนนิบัติท่านดีหรือไม่เ้าคะ?” อนุหลี่เกาะแขนฉินจงเจิ้งพร้อมกับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
ฉินจงเจิ้งชอบท่าทางยั่วยวนของนางเป็ที่สุด ดังนั้นเมื่อได้ยินคำพูดของนาง เขาจึงหยิกคางนางด้วยความรักใคร่ ก่อนจะเป่าลมที่ข้างหูนางแล้วตอบด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ “ข้าย่อมรู้สึกดีอยู่แล้ว ถึงได้มาหาเ้าบ่อยเช่นนี้ เ้าเองก็น่าจะรู้นี่”
หลังจากฉินจงเจิ้งพูดจบก็รู้สึกกำหนัดขึ้นมาอีกรอบ เขาจึงพลิกตัวขึ้นคร่อมแล้วเริ่มบทเพลงรักกันต่อ
รุ่งเช้าของวันต่อมา ในขณะนี้ทุกคนภายในเรือนบัวหยกกำลังหลับสนิท มีเพียงฉินหยวนเท่านั้นที่ตื่นแต่เช้าตรู่ด้วยความสดชื่นแจ่มใส นางเลือกเสื้อผ้าอย่างอารมณ์ดี แม้ว่าเสื้อผ้าเหล่านี้จะไม่ใช่ชุดใหม่อะไร แต่นางก็ยังเลือกสรรอย่างมีความสุข
“คุณหนู เช้านี้มีซุปไก่ดำ ข้านำมาให้คุณหนูแล้วเ้าค่ะ” แม่นมหลินมองฉินหยวนด้วยรักและเอ็นดูราวกับเป็บุตรของตัวเอง
ฉินหยวนมองซุปไก่ดำบนโต๊ะแล้วส่งยิ้มอย่างอ่อนโยนให้แม่นมหลิน จากนั้นจึงสั่งชิงเหอและหงอวี้ว่า “พวกเ้าสองคนช่วยกันจัดเตรียมของเถิด วันนี้พวกเราจะไปไหว้พระที่วัด ข้ารู้สึกดีขึ้นบ้างแล้วเลยอยากจะออกไปเดินเล่นข้างนอกเสียหน่อย”
แม่นมหลินก็มิได้ขัดข้องแต่อย่างใด นางก็เห็นด้วยว่าควรไปไหว้พระที่วัด เนื่องด้วยคุณหนูของนางนั้นหายดีได้ขนาดนี้ก็ต้องขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ!
“คุณหนูไม่ต้องห่วงหรอกเ้าค่ะ ข้าได้จัดเตรียมทุกอย่างไว้เรียบร้อยหมดแล้ว เพียงแต่รอให้คุณหนูแข็งแรงขึ้นเท่านั้น คุณหนูรีบดื่มซุปไก่ดำเถิดเ้าค่ะ ไปวัดต้องไปแต่เช้าหน่อย ไม่เช่นนั้นผู้คนจะแน่นเอา”
เมื่อชิงเหอและหงอวี้ได้ยินว่าจะได้ออกไปข้างนอกทั้งสองก็ดีใจอย่างเป็อย่างมาก เพราะนับั้แ่คุณหนูล้มป่วย พวกนางก็ยังไม่มีโอกาสได้ออกไปไหนเลย!
เดิมทีทั้งสองคนก็ยังอายุไม่มากนัก ถึงแม้นิสัยจะดูค่อนข้างสุขุม แต่พอจะได้ออกไปเที่ยวข้างนอกก็ยังอดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้
การไปไหว้พระที่วัดเตรียมเพียงแค่ธูปเทียนก็พอแล้ว ถึงอย่างนั้น ชิงเหอ ก็ยังเตรียมรถม้ามาจอดรอที่หน้าประตูใหญ่ั้แ่เช้าแล้ว
ฉินหยวนพาน้องชายอย่างอาซูไปด้วย ทุกคนนั่งบนรถม้ากันครบแล้ว คนบังคับรถม้าก็ะโเสียงดังแล้วเคลื่อนรถม้าออกจากประตูใหญ่ของจวนตระกูลฉินไปทันที
ฉินซูตื่นเต้นจนเผลอจับโน่นจับนี่ในรถม้า เขามองพี่สาวด้วยดวงตาเป็ประกาย ร้องเสียงต่ำอย่างดีใจว่า “ท่านพี่ ข้าไม่ได้ออกมาข้างนอกนานแล้ว ตอนท่านพ่อมาหาข้า ข้าก็พูดเื่นี้ แต่ท่านพ่อบอกให้รอจนกว่าท่านแม่จะกลับมาเสียก่อน” พอพูดถึงท่านแม่ สายตาของเขาก็หม่นหมองลงครู่หนึ่ง แต่ก็กลับมาร่าเริงอีกครั้งอย่างรวดเร็ว
“ไม่เป็ไร ถ้าเ้าอยากออกมาข้างนอกอีกก็บอกข้าก่อน ข้าจะพาเ้าออกมาเอง แต่เมื่อไปถึงที่วัดแล้ว เ้าห้ามวิ่งเล่นไปทั่วเข้าใจหรือไม่? เพราะวันนี้ที่วัดผู้คนน่าจะเยอะและทุกปีมักมีเด็กหลายคนถูกลักพาตัวไป” ฉินหยวนกลัวว่าเขาจะวิ่งไปทั่วเหมือนม้าป่าที่หลุดโซ่ จึงบอกสถานการณ์ในวัดให้เขาฟังก่อน
ถึงอย่างไร เด็กในวัยนี้ก็ค่อนข้างมีความคิดเป็ของตัวเองอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ฉินซูก็เริ่มมีความคิดบางอย่างในใจแล้ว เพราะเขาได้ยินได้ฟังอะไรต่อมิอะไรในจวนตระกูลฉินมามาก เขาจึงพอจะมองออกว่าท่านพ่อไม่ค่อยชอบท่านแม่และท่านพี่ของเขา
“เข้าใจแล้วขอรับท่านพี่ ข้าจะไม่วิ่งเล่นไปทั่วและจะคอยตามท่านพี่ไปตลอด แต่เหตุใดวันนี้ถึงคิดจะไปวัดกันล่ะขอรับ?” อันที่จริงแล้ว แม่นมหลินก็อยากจะถามคำถามนี้เช่นกัน เนื่องจากสถานการณ์ของตระกูลฉินยามนี้ไม่ค่อยสู้ดีนัก แล้วเหตุใดคุณหนูถึงคิดจะออกมาข้างนอก แม้ว่าตัวแม่นมหลินเองก็เคยคิดที่จะมาไหว้พระขอพรอยู่เหมือนกัน แต่นางก็คิดว่าจะรอให้สถานการณ์ของตระกูลฉินดีขึ้นกว่านี้เสียก่อน
ฉินหยวนยิ้มและไม่ได้ปิดบังเหตุผล อันที่จริงแล้วก็ไม่มีเหตุผลอะไรเป็พิเศษ เพียงเพราะว่าวันนี้เป็วันมงคลสำหรับการไหว้พระขอพรมาั้แ่สมัยก่อนจนถึงตอนนี้
“นี่เป็วันที่ท่านย่าชอบเลือกมาทำบุญที่สุด ถ้าท่านแม่อยู่ก็คงพาพวกเรามาไหว้พระแบบนี้เช่นกัน แต่ยามนี้ท่านแม่ยังไม่กลับมา ดังนั้นเื่ไหว้พระจึงเป็หน้าที่ของพวกเรา” ฉินหยวนไม่ได้โกหก วันนี้เป็วันที่ท่านย่าชอบมาไหว้พระขอพรเป็ประจำจริง ๆ นางจำวันนี้ได้อย่างแม่นยำ เพราะตอนที่ท่านย่ายังอยู่ชีวิตของพวกเขาทั้งตระกูลก็มีแต่ความสุขสงบ
ฉินซูและแม่นมหลินต่างก็เข้าใจได้ในทันที เพราะทุกคนต่างก็นึกออกเช่นกันว่าก่อนหน้านี้ท่านย่าชอบไหว้พระใน่นี้
ชั่วขณะหนึ่ง คนในรถม้าต่างนึกถึงเื่ตอนที่ท่านย่ายังมีชีวิตอยู่ และคิดว่านิสัยของท่านย่าใจดีขนาดนี้ เหตุใดบุตรชายที่เกิดมาถึงได้โหดร้ายเช่นนี้ หากท่านย่าได้รับรู้ว่าบุตรชายของตัวเองกลายเป็คนแบบนี้ ท่านอาจจะลุกขึ้นมาจากใต้ดินเลยกระมัง
“เอ๊ะ? แม่นมหลินไม่ได้เอาขนมมาด้วยหรือ?! เอาออกมากินด้วยกันเถิด ไม่เช่นนั้นพอไปถึงวัดก็ไม่รู้ว่าจะมีที่วางของพวกนี้หรือไม่” ฉินหยวนเห็นว่าบรรยากาศในรถม้าเริ่มหดหู่ นางจึงรีบเอ่ยออกมาก่อนจะยิ้มแล้วสั่งให้ชิงเหอยกกล่องอาหารขึ้นมา
ชิงเหอเปิดกล่องอาหารออก แล้ววางขนมจนเต็มโต๊ะเล็ก ทุกคนมองขนมบนโต๊ะอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงกินอย่างเอร็ดอร่อย ถึงแม้เมื่อครู่จะนึกถึงท่านย่าแล้วรู้สึกเศร้าใจ แต่ตอนนี้ทุกคนพูดคุยกัน มองทิวทัศน์ข้างนอก อารมณ์ก็ค่อย ๆ สดใสขึ้น
ฉินหยวนมองภาพข้างนอกที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของนางพร้อมกับถือขนมอยู่ในมือ ความคิดของนางล่องลอยไปถึงจวนตระกูลฉินแล้ว ป่านนี้ความสนุกที่นางเฝ้ารอคงจะเริ่มขึ้นแล้ว
เหมือนดั่งที่นางคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด ในเช้าวันนี้ฉินจงเจิ้งและอนุหลี่ที่ร่วมหลับนอนด้วยกันจนดึกไม่ได้ตื่นแต่เช้า เนื่องจากทั้งสองคนี้เีมากเลยไม่อยากจะลุก เหล่าสาวใช้ในเรือนหยกก็ไม่ได้โง่เขลาถึงขนาดที่จะพูดออกไปในยามนี้
เพียงแต่อนุหลี่ที่กำลังหลับใหลอยู่นั่น กลับรู้สึกปวดท้องอย่างรุนแรง ก่อนหน้านี้นางยังทนไหว ทว่าเมื่อยิ่งนอนก็ยิ่งปวดทรมานมากขึ้นไปอีก สุดท้ายนางก็ลืมตาขึ้นมาอย่างงัวเงีย เห็นฉินจงเจิ้งยังอยู่บนเตียงของตนเอง ริมฝีปากของนางกำลังจะยกยิ้มออกมา ทว่ากลับถูกความเ็ปทำให้ยิ้มไม่ออกเสียแล้ว
“หลิวหลี เ้าเข้ามานี่ที!” อนุหลี่พูดด้วยเสียงแหบแห้งราวกับคนป่วย
หลิวหลีเดินเข้ามาอย่างแ่เบา ในมือยังถือน้ำอุ่นอยู่ด้วย แต่เมื่อนางเห็นสีหน้าซีดเผือดของอนุหลี่ อ่างน้ำในมือก็เกือบจะร่วงลงพื้น เพียงข้ามคืนเท่านั้นเหตุใดใบหน้าของนายหญิงถึงได้ดูย่ำแย่เช่นนี้
“นายหญิง ท่านรู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไหมเ้าคะ?” หลิวหลีถามพลางส่งกระจกอันเล็กให้อนุหลี่ หากนางเห็นสีหน้าของตัวเองในยามนี้ คงใจนะโหนีเป็แน่
อนุหลี่รับกระจกมาส่องดูอย่างไม่ใส่ใจ ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าของตัวเองนางก็แทบจะกรีดร้องออกมา จากนั้นนางรีบปิดปากตัวเองแน่น ก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นจากผ้าห่ม ถึงแม้เสื้อผ้าเมื่อวานจะขาดวิ่นไปหมดแล้ว แต่นางก็ไม่ได้ใส่ใจ แต่เมื่อหลิวหลีเห็นสภาพของนางตอนลุกขึ้นก็ใจนเกือบจะเป็ลมหมดสติไป
“นายหญิง เื! มีเืที่ตัวท่าน!!” หลิวหลีไม่อาจกลั้นเสียงไว้ได้อีกต่อไป จึงร้องออกมาเสียงดังลั่น
ฉินจงเจิ้งที่กำลังหลับสนิทถึงกับสะดุ้งตื่นเพราะเสียงะโของหลิวหลี เขาลืมตาขึ้นมาและจ้องหลิวหลีด้วยสายตาอันดุดัน สายตานั้นทำเอาหลิวหลีใจนอ่างน้ำในมือร่วงลงพื้น เสียงดังสนั่นแสบแก้วหู