หนีเจียเอ๋อร์ทาบนิ้วลงบนริมฝีปากของหร่วนรั่วสุ่ยก่อนส่ายหน้าปรามมิให้นางพูด พลางกระซิบเบาๆ “ตอนนี้ข้าคือหมอของไป๋หานนามว่าอาหนี ดังนั้นอย่าเรียกข้าว่าคุณหนู”
หร่วนรั่วสุ่ยสงบคำทันทีแล้วหันไปมองเงาเลือนรางที่รั้งรออยู่นอกประตู แววตาของนางปรากฏร่องรอยของความกังวล
เมื่อเห็นเช่นนั้นหนีเจียเอ๋อร์จึงส่งยิ้มบางๆ ให้ “ไม่ต้องวิตก เขาไม่ได้ยินหรอก มิฉะนั้น คงไปรายงานไป๋หานแล้ว”
หร่วนรั่วสุ่ยตบหน้าอกตัวเอง...หวังว่าตนคงมิได้เผลอไปทำลายแผนการของคุณหนูหนีเข้า
หนีเจียเอ๋อร์ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งแล้วกระซิบข้างหูอีกฝ่าย จากนั้นหร่วนรั่วสุ่ยก็ออกไป ไม่นานก็กลับเข้ามาพร้อมอ่างน้ำในมือ
แล้วพวกนางก็สับเปลี่ยนเสื้อผ้ากันหนีเจียเอ๋อร์ค้อมตัวเล็กน้อย ก่อนถืออ่างน้ำเดินออกจากห้อง
หร่วนรั่วสุ่ยเอนนอนลงบนเตียงทำให้คนที่คอยจับตาดูอยู่ รู้ไม่ทันแผนของพวกนาง
เมื่อมาถึงมุมอับหนีเจียเอ๋อร์จึงถอดชุดนางกำนัลออก เปลี่ยนไปสวมเสื้อผ้าผู้ชายที่หร่วนรั่วสุ่ยนำมาวางรอไว้ก่อนหน้านี้จากนั้นก็หยิบป้ายทองที่ฮองเฮาเคยมอบให้ ตรงดิ่งออกจากวัง กลับไปยังสำนักฝูเซิง
...
นางปีนผ่านกำแพงฝั่งสวนด้านหลังจวนด้วยความระมัดระวังหลีกเลี่ยงหูตาที่อยู่โดยรอบ และแอบเข้าไปในห้องหนังสือของสำนัก
พอปิดประตูแล้วก็รีบค้นหาเบาะแส แต่ค้นเท่าไรก็ไม่พบข้อมูลที่พอจะบ่งชี้ได้เลย ว่าเว่ยฉีหรานคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมด
หนีเจียเอ๋อร์ถอนหายใจด้วยความหงุดหงิดหากไม่มีหลักฐานชี้ชัด ก็ไม่อาจเอาผิดเว่ยฉีหรานได้ หญิงสาวกำมือแน่นด้วยความเจ็บใจและตอนนั้นเอง ก็เหลือบไปเป็นรูปปั้นทองแดงขนาดเล็ก นางจึงบันดาลโทสะ ตบมันเต็มแรงด้วยความโมโห
แต่คาดไม่ถึงว่ากำแพงจะค่อยๆ แยกออก เผยให้เห็นช่องทางที่ซ่อนอยู่ด้านหลัง
หนีเจียเอ๋อร์รู้สึกประหลาดใจแต่เมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ก็พบว่ามันคือห้องลับจริงๆ!
ตะเกียงน้ำมันที่กำลังลุกไหม้อยู่ด้านในส่องแสงสลัวรางท่ามกลางชั้นวางหนังสือ แต่พอเปิดหนังสือเหล่านั้นดู ก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรสำคัญ
หลังจากหันไปมองรอบๆดวงตาของหนีเจียเอ๋อร์ก็ไปหยุดอยู่ที่กำแพงหิน ซึ่งมีรูปปั้นทองแดงขนาดเล็กวางอยู่ในช่องกำแพงลักษณะของมันดูจะต่างจากตัวที่อยู่ด้านนอกเพียงเล็กน้อย
หลังจากพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งหนีเจียเอ๋อร์ก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย... เป็นไปได้หรือไม่ ว่ามันจะมีห้องใต้ดิน?
นางยกมือขึ้นไปกดส่วนบนของศีรษะรูปปั้นแต่ผนังโดยรอบก็ไม่ขยับ จึงลองดึงไปทั้งทางซ้ายทางขวาขึ้นบนลงล่าง ก็ไม่มีท่าทีว่าประตูลับจะเปิดออก
นางค้นหาทั่วห้องอย่างอดทนพบว่าข้าวของทั้งหมดล้วนปกติดี แต่สุดท้ายก็พบหินสีดำสองก้อน วางอยู่ในช่องขนาดเล็กในตำราเล่มหนึ่งซึ่งดูคล้ายกับดวงตาของรูปปั้นที่อยู่ด้านนอก
ทว่ารูปปั้นที่อยู่ด้านในไร้ซึ่งดวงตา...
หนีเจียเอ๋อร์จึงเดินกลับไปที่กำแพงหินแล้วหยิบเอาหินสีดำสองก้อนใส่เข้าไปในดวงตาของรูปปั้นตัวเล็ก ทันใดนั้น ก็มีเสียงดังขึ้น
หนีเจียเอ๋อร์กวาดตามองไปรอบๆด้วยความฉงน ก่อนหันกลับไปมองด้านหลัง จึงพบว่าแผ่นหินสีน้ำเงินสามแผ่นบนพื้นกำลังค่อยๆ เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า
หนีเจียเอ๋อร์ยกยิ้มกว้างเดินลงไปทันที แต่เมื่อเหยียบบันไดขั้นแรก กับดักของค่ายกลที่ซ่อนเอาไว้ก็เริ่มทำงานนางอ้าปากค้างอย่างตะลึงงัน รีบชักขากลับมาทันใด
จะอันตรายเกินไปแล้ว!
ไม่รู้ว่าข้างหน้าจะมีอะไรอีก… ลูกธนู? หรือของอื่นๆ… ต้องระวังตัวให้ดี!
หนีเจียเอ๋อร์ผ่อนลมหายใจพยายามย่างเท้าเข้าไปในสถานที่ต้องห้ามอย่างระมัดระวัง
ห้องลับที่อยู่ด้านล่างมิได้ชื้นแฉะอย่างที่คิดทั้งยังมีกลิ่นกำยานตลบอบอวลอยู่ภายใน
ทั่วบริเวณมีตะเกียงน้ำมันติดอยู่บนกำแพงหินเพื่อให้ความสว่าง
แต่คงจะดีกว่านี้หากไม่มีรูปสลักน่าเกลียดดูบิดเบี้ยวบนกำแพงหิน เพราะมันทำให้บรรยากาศภายในห้องดูน่าพรั่นพรึงยิ่งขึ้นไปอีก
พอเดินไปตามทางเดินที่ทอดยาวและกว้างขวางนางก็สังเกตเห็นโต๊ะหนังสือและถาดน้ำชาวางอยู่
มีคนอยู่หรือนี่?
เมื่อหันไปอีกด้านก็พบว่ามีชายผู้หนึ่งกำลังนั่งหันหลังอยู่ แต่เพราะเขากำลังเพ่งสมาธิไปกับการฝึกตนจึงไม่ทันรับรู้ถึงการมาของนาง
หัวใจของหนีเจียเอ๋อร์เต้นระรัวพลางคิดว่าจะต้องออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด ก่อนที่คนผู้นั้นจะรู้ตัว แต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นว่าศีรษะของเขาขยับเล็กน้อย
หากวิ่งออกไปตอนนี้นางย่อมถูกจับได้เป็นแน่ คงจะดีกว่า หากพยายามสงบใจ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แม้หนีเจียเอ๋อร์จะเตรียมใจไว้แล้วแต่ทันทีที่ชายคนนั้นหันกลับมา หัวใจพลันกระตุกวูบ ตั้งแต่หัวจรดเท้าเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นๆ...
เว่ยฉีหราน?
ตอนนี้ เขาน่าจะดูแลความปลอดภัยของเทศกาลฤดูใบไม้ร่วงอยู่ในวังมิใช่หรือ?!
เมื่อมองจากมุมนี้ สายตาอันเยือกเย็นของเว่ยฉีหรานทอประกายวาววับหัวคิ้วของเขาขมวดมุ่นอย่างหงุดหงิด ก่อนจะลงมาจากที่นั่ง แล้วถามเสียงเย็น“ใครกัน?”
หนีเจียเอ๋อร์ยกแขนเสื้อขึ้นดูมือของตนที่ชื้นไปด้วยเหงื่อพยายามค้อมตัวลง และพูดด้วยความนอบน้อม “เรียนเจ้าสำนัก ข้าน้อยคือคนสนิทของรองเจ้าสำนักได้รับคำสั่งให้มารายงาน ว่างานเทศกาลเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีเรื่องใดต้องวิตกขอรับ!”
หญิงสาวพยายามเค้นคำพูดให้ออกมาปกติที่สุด
เว่ยฉีหรานเคยพบนางมาแล้วครั้งหนึ่งจึงไม่อาจรู้ว่าเขาจะจำได้หรือไม่...
เดิมทีคิดว่าเป็นผู้บุกรุกทว่าเมื่อเห็นท่าทางสงบเสงี่ยมผ่อนคลายของหนีเจียเอ๋อร์เว่ยฉีหรานจึงคลายความสงสัย เพราะไป๋หานเคยส่งคนมาหาเขาที่ห้องลับนี้มาก่อน หากไม่มีคำสั่งของนางคงมิใช่เรื่องง่ายที่ผู้ใดคิดจะย่างกรายเข้ามา
เว่ยฉีหรานค่อยๆเดินเข้าไปหา พลางมองชายหนุ่มร่างผอมบางซึ่งกำลังค้อมตัวต่ำ ก่อนเอ่ยเสียงเยียบเย็น“จำไว้ ว่าต่อจากนี้ ไม่อนุญาตให้เข้ามาในห้องลับ มิฉะนั้น... ตายสถานเดียว!”
น้ำเสียงเนิบช้าและแววตาอันตรายของเขาไม่ต่างจากมีดอันคมกริบ ที่ทิ่มแทงเข้าใส่นางอย่างเลือดเย็นและโหดร้าย
“ขอรับ!” หนีเจียเอ๋อร์ตัวสั่นอย่างไม่อาจควบคุมได้
ท่าทีตื่นตระหนกเช่นนั้นทำให้เว่ยฉีหรานเลือกที่จะปล่อยนางไป
“ออกไป!” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก ไร้วี่แววผ่อนปรน
หนีเจียเอ๋อร์รีบโค้งคำนับล่าถอยมาสองสามก้าว แล้วยืดตัวขึ้น ก่อนหันหลังจากไป โดยมิได้มีท่าทีลนลาน เพียงแต่ก้าวเท้าเร็วกว่าปกติเท่านั้น
พอออกจากห้องลับประตูหินหนักๆ ก็ปิดลงทันทีโดยไม่มีสัญญาณเตือน ทำให้นางสะดุ้งเฮือก รีบจ้ำอ้าวออกจากห้องหนังสือไปอย่างไม่เหลียวหลัง