“อะไรนะ สงสัยว่าเป็ไข้เืออก” คำพาใมากเมื่อรู้อาการของเหลน
“ใช่ หมอบอกว่าให้รีบไปที่โรงพยาบาลในตัวอำเภอก่อนที่อาการจะหนักกว่านี้” จักรธรตอบด้วยสีหน้าวิตก
“แล้วค่ารักษา ได้ถามหมอไหมว่าต้องเสียเท่าไร”
“หมอบอกไม่เกินสองร้อยบาท” สำหรับเขาแล้วค่าเงินสองร้อยบาทในยุคปี พ.ศ.2567 เรียกได้ว่าไม่เท่าขี้เล็บ แต่จักรธรก็รู้ว่าในยุคปี พ.ศ.2530 เงินสองร้อยบาทมันดูมากจริง ๆ
คำพาควักเงินในกระเป๋าเสื้อออกมาดู ตอนนี้มีเงินติดตัวทั้งบ้านอยู่แค่ห้าสิบบาท เพราะจักรธรถูกไล่ออกจากงานแล้ว ภาระการเลี้ยงดูทั้งบ้านจึงอยู่ที่คำพาคนเดียว ลำพังแค่เงินขายผักก็เพียงพอแค่เลี้ยงปากท้องไปวัน ๆ เท่านั้น
แต่อาการป่วยของของขวัญก็ไม่สามารถทิ้งระยะให้นานกว่านี้ได้อีก
“รีบพาลูกเข้าอำเภอไปก่อน หลังจากทำเื่ให้ลูกเข้านอนโรงพยาบาลแล้วแกก็รีบกลับมาบ้าน พวกเราไปขอให้พ่อของแกช่วยกัน ยังไงก็เป็ลูกเป็หลาน พ่อของแกคงไม่ใจไม้ไส้ระกำหรอก” คำพาหาลู่ทางให้ เพราะจาตุรนต์ พ่อของจักรธรทำงานเป็เ้าหน้าที่เดินเอกสารอยู่ในตัวอำเภอ มีเงินเดือนหลายร้อยบาทต่อเดือน ไหนจะทั้งเงินมรดกที่ได้ไปจากสามีเธออีก เงินแค่สองร้อยบาทคงจะเต็มใจให้ได้
แต่น่าเสียดายที่การคาดเดาของเธอผิดไปโดยสิ้นเชิง
“ทั้งสองเป็อะไรกับฉัน ถึงหน้าด้านมาขอส่วนบุญแบบนี้ ไปไป๊ รีบไปก่อนที่ฉันจะเอาลูกซองมาไล่ให้คลานออกไปเหมือนหมา เสนียดบ้านฉันจริง ๆ” จาตุรนต์มองคำพาและจักรธรั้แ่หัวจรดเท้าด้วยแววตาเหยียดหยาม
จักรธรแววตากร้าวที่เจอสายตาดูถูกของผู้ชายตรงหน้า ชีวิตก่อนที่เป็พสุธร ถึงแม้เขาจะเกิดเป็ลูกเมียน้อยแต่ก็ไม่เคยเจอสายตามองอย่างดูถูกเหมือนเขาต่ำยิ่งกว่าสุนัขแบบนี้มาก่อน จักรธรกำมือแน่นและทำท่าโผเข้าหาอย่างเอาเื่จนคำพาต้องรีบเอาตัวเข้าขวาง
“ใจเย็น ๆ” คำพาหันมาเอ็ดหลานเบา ๆ
“เราไม่ได้มาขอเงินเฉย ๆ อยากจะขอยืมเท่านั้น ขอยืมแค่สามร้อยบาท ฉันสัญญาว่าจะรีบหามาคืนให้เร็วที่สุด รนต์คิดดอกเบี้ยด้วยก็ได้” คำพาฝืนอดกลั้นหันไปพูดกับจาตุรนต์อย่างใจเย็น
“แหม...ทำเป็พูดดี ไม่ต้องถึงสามร้อยหรอก แค่ห้าสิบบาทจะมีปัญญาคืนหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ ฉันไม่เอาเงินของฉันไปเสี่ยงกับคนไร้ค่าแบบพวกแกหรอก ออกไปได้แล้ว หนักแผ่นดิน”
“เออ! กูออกก็ได้ แต่ก่อนออก ขอเอาเืปากของคนแก่ปากหมาออกก่อน” จักรธรน็อตหลุด เขาผลักคำพาให้พ้นทางและปรี่เข้าหาจาตุรนต์ทันที
จาตุรนต์มองท่าทางเหมือนสุนัขบ้าของจักรธรอย่างใ เขารีบถอยกรูดขึ้นบันไดบ้านไปพลางะโ “อ...ไอ้สารเลว มึงกล้าขึ้นมึงกูกับผู้ใหญ่แบบนี้เชียวเรอะ ณี! เอาปืนลูกซองในห้องออกมา”
พรรณี ภรรยาของจาตุรนต์ยืนมองเหตุการณ์อยู่ข้างในได้สักระยะแล้ว เมื่อได้ยินเสียงของสามี เธอจึงรีบวิ่งเข้าไปในห้องนอนทันที
“หยุดนะธร! ไป กลับบ้านกันเดี๋ยวนี้ อย่าก่อเื่” คำพาใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีดึงหลานชายให้ออกจากบ้าน
“ปล่อยนะย่า วันนี้ฉันจะเอาเืหมาของมันออกให้หมดตัว”
“ไม่รักชีวิตตัวเองหรือไง เขามีปืนนะ ออกไปกับย่าเดี๋ยวนี้ ลูกเมียแกยังรออยู่ที่โรงพยาบาล แกจะมาตายแบบนี้ไม่ได้”
จักรธรยังคงฮึดฮัดแต่ก็ไม่ปรี่ไปหาเื่อย่างคราวแรกอีก
เขาชี้นิ้วไปที่ใบหน้าของจาตุรนต์ “จำเอาไว้ให้ดี อนาคตถ้าฉันตั้งตัวได้ แกอย่าคิดหวังจะมาขอร้องอะไรฉัน ฉันยอมช่วยตัวเหี้ยดีกว่าช่วยคนแบบแก” ว่าแล้วเขาก็สะบัดตัวออกจากการเกาะกุมของคำพาและเดินออกจากบ้านไปอย่างฉุนเฉียว
คำพารีบเดินตามหลังไปอย่างโล่งใจโดยไม่สนใจสายตาโกรธแค้นของจาตุรนต์ที่มองอยู่เื้ั
คืนนั้น จักรธรขี่รถจักรยานยนต์กลับไปที่โรงพยาบาลอย่างผิดหวังและรู้สึกผิดที่ไม่สามารถหาเงินค่ารักษามาได้ แต่คำพาก็รับปากจะช่วยวิ่งหยิบยืมชาวบ้านอื่นมาให้ เมื่อรวมกับเงินค่าขายผักที่ได้แต่ละวัน คงสามารถหาเงินได้เพียงพอต่อค่ารักษา
อาการของของขวัญถือว่าไม่เบา ทำให้เธอต้องรักษาตัวอยู่ร่วมสัปดาห์อาการถึงทุเลาลง จากค่ารักษาที่ประมาณกันว่าจะอยู่ที่สองร้อยบาทพุ่งไปที่สามร้อยห้าสิบบาท คำพาที่หาเงินครบสองร้อยบาทแล้วถึงกับหน้าเสีย เธอเอาเงินที่หามาได้ยัดใส่มือหลานชายและเดินทางกลับหมู่บ้านเพื่อไปหาเงินส่วนที่เหลือต่อ
ทั้งพลอยแท้และจักรธรมองคำพาที่เดินหน้าซีดออกจากโรงพยาบาลไปอย่างรู้สึกผิดและละอายใจไม่น้อย