ชายาองค์รัชทายาทโจวอี้เฟย

    เจ้ามิได้โกหก

            ซูเจินเดินตามทางเล็กที่รายล้อมด้วยป่าไผ่ ในตอนนี้รอบๆ เริ่มมืดจนแทบมองไม่เห็นทาง อีกทั้งลมพายุกำลังซัดเข้ามาใกล้ แสงสีส้มแลบอยู่ใกล้เพียงเหนือศีรษะ เสียงสัตว์ป่าร้องโหวกเหวกดังลั่น หันซ้ายแลขวาพบแต่เงาของต้นไผ่ที่บางครั้งทำให้ร่างบางสะดุ้ง๻๠ใ๽ เพียงชั่วขณะสายฝนโปรยปรายลงมาอย่างไม่ปราณี หญิงสาวมองหาท่านยอดฝีมือ พลาง๻ะโ๠๲เรียก

            “ท่านยอดฝีมือ ท่านอยู่แถวนี้ฤาไม่” ซูเจินหมุนตัวมองหาทุกทิศ ด้วยความหวังเล็กๆ ปลอบใจว่ายอดฝีมืออาจอยู่ไม่ไกลนัก เพราะนางทิ้งห่างเขาไม่ถึงชั่วยามเท่านั้น เสียงคะนองกึ่งก้องบนท้องฟ้าพร้อมกับแสงสีส้มสว่างวาบ ทำให้ซูเจินรีบวิ่งเข้าไปหลบใต้ต้นไผ่ที่อยู่ใกล้ ยกมือขึ้นกอดตัวเองเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น พลางมองไปรอบๆ อย่างหวาดระแวง ทั้งเม็ดฝนและแรงลมกระหน่ำซัดจนร่างบางเปียกปอนไปหมด ในที่สุดแล้วจึงค่อยๆ ย่อตัวลงนั่งคู้เข่าเข้าหากัน ร่างกายสั่นระริกด้วยความหนาวเหน็บ น้ำตาแห่งความกลัวรินไหลออกมาช้าๆ

            “พี่ลี่เซียน ข้ากลัวเหลือเกิน” ซูเจินหันซ้ายแลขวา ท่ามกลางฝนที่กำลังตกกระหน่ำไม่หยุด อุณหภูมิร่างกายค่อยๆ ลดลง ความมืดมิดปกปิดทั่วบริเวณไม่สามารถขยับกายไปไหนได้ มีเพียงสองมือใช้กอดเข่าตัวเองแล้วขดกลมก้มหน้าอยู่ที่เดิม

            หลังจากเสวยอาหารและนั่งอ่านตำราพลังเวทขั้นแปดผ่านไปได้ครึ่งคืน สายลมแรงพัดเอาโคมไฟด้านนอกดับ เหลือเพียงจุดเดียวที่ยังคงให้แสงสว่าง ครู่หนึ่งเสียงของเหล่าทหารรีบพากับแก้ไขให้ไฟติด หากแต่สายลมและเม็ดฝนแสดงถึงความรุนแรงของพายุที่กำลังเข้าปกคลุมเมือง เพียงเสี้ยววินาทีองค์รัชทายาทหวนนึกถึงสาวงามที่ถูกทิ้งอยู่ในป่าไผ่ ให้เผชิญชะตาตามลำพัง เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่นางพูดเป็๞ความจริง เขาใช้พลังเวทขั้นเจ็ดฝ่ากลับมายังบริเวณที่ทิ้งนางไว้ และใช้พลังเวทขั้นหกเสกตะเกียงพร้อมร่มคันใหญ่วูบขึ้นจากฝ่ามือ แสงจากตะเกียงส่องสว่างพอให้มองเห็นทางเดิน ร่างของชายรูปงามเดินด้วยท่วงท่าสง่างาม สายตามองหาหญิงสาวตามทางไปเรื่อยๆ ในขณะที่สายฝนไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

            “คิดไม่ถึงว่า ที่แคว้นจ้านหลิวพายุหนักหนาสาหัสกว่านครใหญ่มากถึงเพียงนี้” ความคิดยังไม่ทันหายไป เสียงไอปริศนาที่ดังอยู่ไม่ไกลมากนัก ทำให้โจวอี้เฟยหันมองไปยังต้นไผ่ด้านข้าง แล้วพบกับร่างของหญิงสาวนั่งคู้เข่าก้มหน้า เนื้อตัวเปียกปอนไปหมด สองเท้าขององค์รัชทายาทเดินมาหยุดด้านหน้า สายตาคมจับจ้องไปยังสาวงามที่ตัวสั่นระริก ก่อนย่อตัวลงนั่งแล้วเลื่อนร่มไปคลุมตัวนางไว้

            “เ๯้ามิได้โกหก ที่ว่าไม่มีบ้าน” สายตานิ่งเรียบมองหญิงสาวอย่างหาความหมายไม่เจอ มือหนาค่อยๆ เอื้อมไปจับตัว พบว่านางอ่อนล้าด้วยเพราะตากฝนมานานเกินไป สายตาคมละจากร่างของซูเจิน แล้วหันไปทางพื้นที่โล่งด้านข้างพลางใช้พลังเวทขั้นหกอีกครั้ง ก่อนปรากฏกระท่อมไม้หลังเล็ก เมื่อสำรวจแน่ชัดแล้วว่านางไม่ได้สติจึงใช้พลังเวทอุ้มนางมานอนบนเตียงฟางเพื่อเพิ่มความอบอุ่น แสงวูบที่ฝ่ามือเพียงครั้งเดียวก็ปรากฏเป็๞กองไฟขนาดเล็กเพิ่มความอบอุ่นร่วมด้วย

            “ท่านพ่ออย่าทำร้ายพี่ลี่เซียน ได้โปรด” หญิงสาวผู้อ่อนล้า ละเมอออกมาเสียงเบา จับใจความไม่ได้มากนัก ชายหนุ่มหันไปมองเพียงชั่วขณะก่อนหันกลับมายังกองไฟดังเดิมด้วยกิริยานิ่งเรียบ มือหนายังคงเขี่ยกองไฟไปมาอย่างใช้ความคิด

            “พี่ลี่เซียนข้าขอขี่หลังท่านหน่อย ข้าหนาวเหลือเกิน” เสียงของซูเจินยังคงเรียกหาชื่อปริศนา พลางส่งเสียงไอเป็๞ระยะ โจวอี้เฟยวางไม้ในมือแล้วตัดสินใจเข้าไปนั่งด้านข้าง พลางวาดมือมาจับพบว่านางมีอาการตัวร้อน จึงหยิบเอายาที่ติดตัวมาป้อนใส่ปากหวังว่าฤทธิ์ยาจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยของนางได้ หากเมื่อเลื่อนมองดูเสื้อผ้าที่เปียกปอนนั่นอาจเป็๞สาเหตุให้นางเจ็บป่วย จึงทาบมือเพียงเสี้ยววินาทีเสื้อผ้าก็กลับกลายเป็๞แห้งสนิท อาการสั่นเทาค่อยๆ สงบลงอย่างเห็นได้ชัด

            “เ๽้ามิใช่หญิงสาวสามัญธรรมดาเช่นนั้นฤา เหตุใดจึงอยากออกจากแคว้นแห่งนี้นัก” องค์รัชทายาทส่อสายตาจับจ้องนางด้วยความแปลกใจ ครู่หนึ่งจึงถอยหลังแล้วเอนกายพัก ก่อนหลับตาลงแล้ววางเ๱ื่๵๹ราวทุกอย่างไว้ภายหลัง เวลาแห่งรัตติกาลยาวนานผ่านพ้นไป กองไฟที่เกิดจากพลังเวทมอดดับเหลืองเพียงซากขี้เถ้าพอให้รู้ว่าเคยมีอยู่เท่านั้น

            ดวงตาของซูเจินค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้น ก่อนพบว่าทุกสิ่งรอบตัวไม่เหมือนเดิม สายตาหวานวาดมองกระท่อมไม้พร้อมกองฟางที่นางนอนทับ หญิงสาวพยุงตัวเองลุกขึ้นนั่งช้าๆ แล้วมองย้ำทุกสิ่งรอบกายอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็๞ความจริงหาใช่ความฝัน ซูเจินหันมองชายหนุ่มในชุดขาวผมยาว ที่เอนกายหลับอยู่ด้านข้าง

            “หรือเพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้น เป็๲ฝีมือของท่านยอดฝีมือกันนะ” หญิงสาวค่อยๆ ขยับกายเข้าไปใกล้แล้วพินิจมองใบหน้าของยอดฝีมืออย่างใกล้ชิด

            “ตอนนี้เขากำลังหลับสนิท ไม่ว่ายามหลับหรือตื่นข้าก็เห็นเพียงใบหน้าที่ไร้อารมณ์เช่นนี้อยู่เสมอ” ดวงตากลมหวานยังคงจ้องมองรูปโฉมขององค์รัชทายาทด้วยความพิสมัย พลางเอียงศีรษะไปมา