บทที่ 6 เชื่ออย่างสนิทใจ
“อี้เอ๋อร์”
ควันสีขาวขุ่นยังคงฟุ้งกระจายอยู่ทั่วห้องโถงแต่ท่ามกลางความโกลาหลนั้น บิดาของลี่ซาหรือเหยี่ยนอี้กลับมีสติสัมปชัญญะมากที่สุด
เสียงที่ดังก้องกังวานราวกับมาจากสรวง์คำพูดที่เต็มไปด้วยปริศนา และร่างของลูกสาวที่ล้มลงกับพื้น ทำให้เขาตกตะลึงแต่ด้วยสัญชาตญาณของคนเป็พ่อ เขาไม่ลังเลที่จะฝ่ากลุ่มควันเข้าไปหาร่างของนาง
จางลี่หยางอุ้มร่างของลูกสาวขึ้นแนบอกอย่างเบามือใบหน้าของเหยี่ยนอี้ซีดเซียว ดวงตาปิดสนิท ริมฝีปากเม้มแน่นเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มหน้าผาก จนเขารู้สึกใจหายวาบ กลัวว่าลูกสาวจะเป็อะไรไป
เขาพาร่างของเหยี่ยนอี้ออกจากห้องโถงที่เต็มไปด้วยควันแล้วพาไปกลับยังห้องนอนของนาง แล้ววางร่างของลูกสาวลงบนเตียงอย่างระมัดระวังโดยมีมารดาของเหยี่ยนอี้วิ่งตามหลังด้วยความตื่นตระหนก
หยุนผิงมองสำรวจร่างกายของลูกสาวอย่างละเอียดก็พบว่านางยังคงหายใจอยู่ จังหวะของลมหายใจบ่งบอกว่านอนหลับสนิท นอกจากนี้ นางยังสังเกตเห็นว่าลูกสาวกำกระเป๋าเป้สีดำใบหนึ่งไว้แน่นในอ้อมกอดราวกับกลัวว่าใครจะมาแย่งชิงไป
มารดาของเหยี่ยนอี้พยายามแกะมือของนางออกจากกระเป๋าแต่ก็ไม่สำเร็จลูกสาวของพวกเขากำกระเป๋าไว้แน่นมาก ราวกับว่ามันเป็สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของนาง
ทุกคนมองไปยังกระเป๋าเป้สีดำใบนั้นด้วยความหวาดกลัวพวกเขาจำได้ว่าก่อนหน้านี้ เหยี่ยนอี้ชูกระเป๋าใบนี้ขึ้นเหนือศีรษะแล้วบอกว่ามันเป็ของขวัญจากเทพเซียนที่ลงมาช่วยเหลือพวกเขา
“นี่มันเื่อะไรกันแน่”
จางลี่หยางเอ่ยขึ้นมาเบา ๆ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเกิดเื่แปลกประหลาดกับลูกสาวของเขาแล้วกระเป๋าเป้สีดำใบนี้มันคืออะไรกันแน่
บิดาของเหยี่ยนอี้เป็คนซื่อตรงและเชื่อมั่นในเหตุผลเขาไม่เคยเชื่อเื่เทพนิยายหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนี้ทำให้ความเชื่อของเขาเริ่มสั่นคลอน
เขามองไปยังร่างของลูกสาวที่นอนหมดสติอยู่บนเตียงแล้วมองไปยังกระเป๋าเป้สีดำที่นางยังกอดไว้แน่นในอ้อมกอด ความรู้สึกหวาดกลัว และความสงสัยตีกันจนยุ่งเหยิงไปหมด
“ท่านพี่เราจะทำยังไงกันดี ตอนนี้นางกำลังหลับสนิท หรือว่าเราจะปลุกลูกขึ้นมาถาม”
หยุนผิงเอ่ยถามสามีด้วยเสียงสั่นเล็กน้อยนางเห็นภาพเหยี่ยนอี้อยู่ท่ามกลางกลุ่มควันที่ไม่รู้ทิศทาง และเห็นนางประกาศก้องในห้องด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปว่าตนเองเป็เทพเซียนแถมในมือยังถือกระเป๋าไว้แน่นทั้งที่ยังนอนไม่ตื่น
“อย่าเพิ่งเลย รอให้นางฟื้นก่อนค่อยถามดีกว่าปล่อยให้นอนไปก่อน พรุ่งนี้เช้าค่อยมาดูอาการของนางอีกที”
หยุนผิงมีสีหน้าลังเลก่อนจะเอ่ยขึ้นมา
“ข้าจะนอนเฝ้าลูกเองท่านพี่กลับไปนอนเถิด”
จางลี่หยางพยักหน้าก่อนจะหันไปบอกให้ลูกชายกลับห้องของตน
แสงตะวันสาดส่องลอดหน้าต่างเข้ามาในห้องจางเหยี่ยนอี้ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสับสนเล็กน้อยภาพสุดท้ายที่จำได้คือกลุ่มควันสีขาวขุ่นที่ฟุ้งกระจายไปทั่วห้องโถงและเสียงที่ดังก้องกังวานราวกับมาจากสรวง์
เมื่อมองไปรอบๆห้อง หญิงสาวก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงในห้องนอน บิดาและมารดานั่งอยู่ข้างเตียงมองนางด้วยความเป็ห่วง
“อี้เอ๋อร์เ้าฟื้นแล้วหรือรู้สึกเป็อย่างไรบ้าง”
มารดาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
เหยี่ยนอี้พยายามลุกขึ้นนั่งแต่ก็รู้สึกปวดหัวเล็กน้อย บิดาจึงเข้ามาช่วยพยุงนางขึ้นนั่ง
“ข้าไม่เป็อะไรมากเ้าค่ะท่านพ่อท่านแม่”
เหยี่ยนอี้ตอบด้วยน้ำเสียงแ่เบาก่อนจะเอ่ยถามด้วยความไม่แน่ใจ
“พวกท่านทำไมมองหน้าข้าแบบนี้เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นหรือเ้าคะ”
หญิงสาวทำทีแปลกใจกับท่าทางของทั้งสอง
บิดาและมารดาของเหยี่ยนอี้มองหน้ากันไปมาก่อนที่ลี่หยางจะเอ่ยออกมา
“เมื่อคืนเ้าหมดสติไปหลังจากที่เกิดควันประหลาดในห้องโถงของบ้านเรา”
บิดาตอบด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“เ้าบอกว่ามีทูต์ลงมามอบของขวัญให้พวกเราพ่อกับแม่ก็ยังไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเ้ากันแน่”
เหยี่ยนอี้ทำทีทบทวนเื่ราวอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะแสดงท่าทีตื่นเต้น ราวกับมีเื่ที่จะต้องเล่าให้บิดามารดาฟัง จากนั้นนางก็ตัดสินใจที่จะแต่งเื่ขึ้นมาโดยอ้างว่าทุกอย่างเป็เพียงความฝัน
“ข้าจำได้แล้วเ้าค่ะท่านพ่อท่านแม่ เมื่อคืนหลังจากที่ข้านอนหลับไปแล้ว ข้าก็ฝันเห็นเซียนท่านหนึ่ง”
หญิงสาวเริ่มเล่าเื่ราวด้วยสีหน้าจริงจัง
“ท่านเทพเซียนบอกว่าท่านเห็นใจในความทุกข์ยากของพวกเรา จึงตั้งใจจะมอบของวิเศษให้เพื่อช่วยเหลือครอบครัวของเราให้พ้นจากความยากลำบาก”
ลี่หยางและหยุนผิงนั่งฟังลูกสาวอย่างตั้งใจภายในใจเกิดความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย
“เซียนท่านนั้นมอบกระเป๋าเป้ใบหนึ่งให้ข้าแล้วสอนวิธีใช้ของที่อยู่ในกระเป๋า”
เหยี่ยนอี้กล่าวต่อ
“ในกระเป๋ามีทั้งอาวุธอุปกรณ์ทำแผล ยา และอาหารมากมาย ท่านเซียนบอกว่าของเหล่านี้จะช่วยให้พวกเรามีชีวิตที่ดีขึ้น”
“อาวุธอย่างนั้นหรือ”
บิดาของเหยี่ยนอี้ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“เ้าบอกว่ามีอาวุธอยู่ในกระเป๋าด้วยหรือ”
“เ้าค่ะ”
เหยี่ยนอี้ตอบ
“ท่านเซียนสอนวิธีใช้อาวุธให้ข้าด้วยแต่ท่านบอกว่าให้ใช้มันในยามจำเป็เท่านั้น”
หญิงสาวตอบพร้อมกับสบตากับบิดา
“แล้วอุปกรณ์ทำแผลยา และอาหารเ่าั้ล่ะ”
มารดาของนางเอ่ยถามด้วยความสนใจ
“เซียนท่านนั้นบอกว่าอุปกรณ์ทำแผลและยาเ่าั้จะช่วยรักษาอาการาเ็และโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ ส่วนอาหารเ่าั้ก็สามารถเก็บไว้กินได้นานเ้าค่ะ”
เหยี่ยนอี้ตอบด้วยท่าทางเชื่อมั่นเต็มเปี่ยม
บิดาและมารดามองหน้ากันด้วยความสงสัยพวกเขาไม่รู้ว่าจะเชื่อเื่ราวที่เหยียนอี้เล่าได้อย่างไรแต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ก็ทำให้พวกเขาไม่กล้าที่จะปฏิเสธทั้งหมด
“เ้าแน่ใจนะว่าทุกอย่างเป็แค่ความฝัน”
บิดาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ
“ข้าไม่แน่ใจเ้าค่ะ”
เหยียนอี้ตอบอย่างไม่แน่ใจ
“แต่ข้าจำได้ว่าทุกอย่างมันเหมือนจริงมากราวกับว่าข้าได้ััและเรียนรู้มันจริง ๆ”
บิดาและมารดาเงียบไปครู่หนึ่งพวกเขาครุ่นคิดถึงเื่ราวที่เหยี่ยนอี้เล่ามาอย่างละเอียด ก่อนจะเอ่ยขึ้นมา
“มันคงจะเป็เื่จริงเพราะตอนที่พ่อเข้าไปในห้องโถง เ้ากำลังประกาศก้องว่าตนเองเป็เทพเซียนพร้อมกับชูกระเป๋าใบนั้นขึ้นมา”
เหยี่ยนอี้ทำทีหันขวับไปมองด้านข้างของตนเมื่อเห็นกระเป๋าก็เบิกตาโตอย่างสมจริง
“ใช่แล้วใบนี้แหล่ะเ้าค่ะ ที่ท่านเทพเซียนมอบให้ข้าในความฝัน...นี่แสดงว่าที่ข้าฝันมันคือเื่จริง..ไม่น่าเชื่อ”
ลี่หยางกับหยุนผิงเห็นอาการของลูกสาวความลังเลตลอดคืนที่ผ่านมาก็หายไปจนสิ้น
“เอาล่ะไม่ว่าทุกอย่างจะเป็ความจริงหรือเป็แค่ความฝันเราก็ควรจะตรวจสอบกระเป๋าเป้ใบนั้นดู”
บิดาตัดสินใจในที่สุด
“ถ้าในกระเป๋ามีของอย่างที่เ้าบอกจริงๆมันก็อาจจะเป็ประโยชน์ต่อพวกเราได้”
หญิงสาวยิ้มออกมาด้วยความโล่งอกนางรู้ว่าแผนการของนางกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้องแล้ว