หญิงสาวผู้สูงศักดิ์ตื่นขึ้นมาไวกว่านาฬิกาปลุกที่ตั้งไว้ เธอเหลือบมองนาฬิกาบนโต๊ะข้างเตียงและพบว่าเพิ่งจะหกโมงเช้า แม้จะมีเวลาสำหรับนอนต่อแต่เธอก็ลุกขึ้นมาอย่างไม่อิดออดและตรงไปยัง Walk-in Closet เพื่อเลือกชุดที่จะใส่ในวันนี้
“ ตื่นแล้วหรือครับ? ” พ่อบ้านฝาแฝดทั้งสองเปิดประตูเข้าห้องมา เมื่อไม่เจอผู้เป็เ้านายอยู่บนเตียง พวกเขาจึงเดินมาหาที่ห้องแต่งตัวซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน
“ ใส่ชุดไหนดี? ”
ดวงตาสีน้ำตาลทั้งสองคู่จับจ้องไปที่ตู้เสื้อผ้าที่ถูกเปิดประตูทิ้งไว้มองเห็นชุดสวยมากมายด้านในแขวนอย่างเป็ระเบียบเพื่อหาคำตอบให้กับเ้านายของตน แม้การเตรียมเสื้อผ้าจะเป็หน้าที่ของโรจิโซจิแต่เ้าหญิงตัวน้อยตื่นเต้นเกินกว่าจะอยู่เฉย
“ จะไปที่ไหนครับ ” โรจิเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแฝงความตื่นเต้นไม่แพ้อีกฝ่าย แต่แคนดี้กลับส่ายหัวแทนคำตอบ
“ บอสไม่ยอมบอก ”
เมื่อไม่รู้สถานที่ สีหน้าของเทพแห่งดวงอาทิตย์ในร่างมนุษย์ทั้งสองก็ฉายแววหนักใจ แฝดผู้มีดวงอาทิตย์เต็มดวงบนหน้าผากให้ความสนใจกับตู้เก็บชุดกระโปรงสั้นยาวแขวนไล่สีจากสีขาวไปยังสีพาสเทลและเข้มขึ้นจนไปจบที่สีดำ
“ ชุดนี้ดีไหมครับ ” เขาหยิบชุดกระโปรงลูกไม้สีขาวแขนยาวออกมาทาบตัวคนตัวเล็กกว่า อีกฝ่ายส่องกระจก นิ้วเรียวเล็กลูบผ่านเนื้อผ้าก่อนจะแสดงท่าทีชั่งใจ
“ ก็สวยดีนะแต่กลัวร้อนอ่ะ ”
สิ้นคำพูดที่แฝงด้วยความกังวลของเสียงหวาน พ่อบ้านทั้งสองจึงมองกลับมาที่ตู้เสื้อผ้าอีกครั้ง โซจิหยิบชุดกระโปรงเปิดไหล่สีพีชความยาวพอดีเข่าออกมาแล้วลองทาบไปที่ตัวของเ้าหญิงอีกครั้ง
“ ชุดนี้ก็ดีนะครับ ”
เธอรับไม้แขวนไว้พลางจ้องมองอย่างพิจารณา มือเล็กแนบชุดสวยเข้ากับร่างส่องดูตัวเองผ่านกระจกบานเท่าตัวก่อนจะพยักหน้าอย่างพอใจ
“ อือ น่ารักดี เอาชุดนี้แหละเดี๋ยวฉันไปอาบน้ำก่อน ” เธอเดินออกจากห้องด้วยท่าทีที่ผ่อนคลายขึ้น ก่อนจะลงแช่ในน้ำอุ่นที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมของกลีบดอกกุหลาบพลางจินตนาการถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันนี้
หลังจากอาบน้ำและเปลี่ยนเป็ชุดที่เลือกไว้แล้ว เ้าหญิงตัวน้อยกลับมานั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งตัวเดิมในห้องแต่งตัว สีสดใสของชุดที่ใส่ยิ่งขับให้ผิวขาวกับผมสีทองสวยโดดเด่น ช่างทำผมประจำตัวเป่าผมให้เธอจนแห้ง ลงน้ำมันบำรุงและหวีอย่างเบามือจนกว่าผมยาวเกินเข่าของผู้เป็เ้านายจะเรียบเป็ทรงสวย
เ้าหญิงเริ่มแต่งหน้าตัวเองด้วยการปัดแป้งผสมรองพื้นเบาๆ ผิวขาวเนียนแทบไร้จุดตำหนิทำให้ไม่จำเป็ต้องปกปิดอะไรมาก เธอเลือกใช้บลัชออนสีพีชที่มีกลิตเตอร์ผสมปัดจางๆทั่วหน้าแก้มและใช้แทนอายแชโดว์เพื่อให้สีกลมกลืนกัน จากนั้นจึงเริ่มเขียนอินไลเนอร์สีน้ำตาลเพื่อความเป็ธรรมชาติ ดัดขนตา ปัดมาสคาร่าให้ตากลมโตขึ้นปิดท้ายด้วยลิปเนื้อกำมะหยี่สีพีชติ่งชมพู
เธอแต่งหน้าแบบนี้เกือบทุกวันอยู่แล้วใช้เวลาไม่นานทุกอย่างจึงเรียบร้อยสมบูรณ์ โรจิหยิบรองเท้ามีส้นซึ่งสูงเพียงสองนิ้วครึ่งสีเดียวกับชุดมาสวมให้อย่างนอบน้อมก่อนจะทำตัวเป็ไม้ค้ำให้เ้าหญิงแคนดี้ใช้จับเพื่อลุกขึ้นยืน
หญิงสาวหมุนตัวรอบกระจกอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ หยิบน้ำหอมกลิ่นกุหลาบสิบชนิดขวดเดิมที่ใช้ประจำขึ้นฉีดตามจุดชีพจรแล้วรับกระเป๋าแบรนด์เนมจากสาวใช้ขึ้นสะพายไหล่ ก่อนจะเดินลงไปห้องอาหารเช้าด้านล่างเพื่อจัดการตัวเองให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทาง
ด้วยความพิถีพิถันในการเตรียมตัวทำให้ตอนนี้เหลือเวลาไม่มากนัก เธอดื่มแค่นมกับแซนด์วิชอกไก่แล้วรีบย้ายไปนั่งรอบอสในห้องรับแขกแทน
ก่อนถึงเวลานัดเพียงห้านาทีรถสปอร์ตเปิดประทุนสีขาวสัญชาติอิตาลีเข้ามาจอดเทียบอยู่หน้าประตูวัง วองโกเล่พรีโม่ลงจากรถเผยให้เห็นการแต่งกายเรียบง่ายด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นกับกางเกงสีดำรองเท้าหนัง
ร่างสูงเดินตามสาวใช้คนหนึ่งที่ยืนต้อนรับอยู่หน้าประตูไปยังห้องที่เ้าหญิงรออยู่
เธอลุกขึ้นจากโซฟาทันทีที่เห็นคนที่อยากเจอ เ้าของใบหน้าคมเดินมาหยุดอยู่ใกล้ มือแข็งแรงยื่นช่อดอกกุหลาบขาวหกดอกห่อด้วยกระดาษสีสวยให้อีกฝ่าย ก่อนจะคุกเข่าลงทำความเคารพพร้อมดึงมือบางขึ้นจรดริมฝีปาก ปลายจมูกโด่งสูดดมกลิ่นหอมโดยไม่ตั้งใจ
คนโดนจู่โจมกะทันหันตั้งตัวไม่ถูก เธอควรจะชินกับการทำความเคารพแบบนี้ได้แล้วแต่พออีกฝ่ายเป็จอตโตเธอก็รู้สึกแปลกๆทุกที
“ วันนี้น่ารักจังเลยครับ ” รอยยิ้มหวานสว่างเหมือนพระอาทิตย์ขึ้นทำคนถูกชมหัวใจเต้นผิดจังหวะ
“ ขอบคุณค่ะ ” เธอซ่อนความเขินด้วยรอยยิ้มสุภาพตามฉบับมารยาทที่ร่ำเรียนมา แม้ในสวนกว้างจะมีดอกไม้สวยให้ชื่นชมแต่เธอดีใจมากทุกครั้งที่ได้ช่อดอกไม้จากเขา เป็หนึ่งในวิธีการเอาใจที่น่ารักที่สุดสำหรับเธอ
“ ไปกันเลยไหม ? ”
แคนดี้พยักหน้าแทนคำตอบ เธอรีบส่งดอกไม้ให้สาวใช้นำไปจัดวางในแจกัน แล้วจึงเดินตามไปยังรถที่จอดรออยู่
ดวงตาสีทองกลมโตขยายใหญ่ ริมฝีปากสีสวยอ้าค้างเมื่อเห็นพาหนะสำหรับใช้เดินทางในครั้งนี้ เธอไม่นึกว่าเขาจะขับรถเปิดประทุนมารับ ทั้งตื่นเต้นและกังวลในเวลาเดียวกัน
“ โอ๊ย…ไม่บอกก่อนว่าจะเอาคันนี้มา ดีนะหยิบยางมัดผมมาด้วย ” เสียงหวานลอบบ่นพลางหยิบยางมัดผมในกระเป๋าสพายขึ้นมามัดหลวมๆพอให้ไม่พันกันเวลาโต้ลม
“ ไม่ต้องห่วงหรอก ผมยุ่งแค่ไหนก็น่ารักอยู่ดี ” บอสหยอดคำหวานทั้งรอยยิ้ม สายตาที่มองคนตัวเล็กกว่าพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้พูดโกหก แคนดี้หลบสายตาแพรวพราวของอีกฝ่าย แก้มสีพีชระเรื่อแดงพองเล็กน้อยเมื่อพยายามอมยิ้มซ่อนความเขิน ก่อนเดินขึ้นรถโดยมีเ้าของเปิดประตูให้
“ ไกลไหม ” เสียงเล็กเอ่ยถามขณะคาดเข็มขัดนิรภัยเพื่อความปลอดภัย
“ เกือบเจ็ดสิบกิโล ประมาณชั่วโมงกว่าๆ ” เขาตอบกลับพร้อมรอยยิ้มราวกับระยะทางเกือบร้อยกิโลเมตรไม่ใช่เื่ใหญ่ผิดกับคนตัวเล็กที่ผงะกับคำตอบ ไม่ได้เผื่อใจว่าเขาจะพาไปไกลขนาดนั้นแต่ในเมื่อตบปากรับคำไปแล้วไม่ว่าเขาจะพาไปที่ไหนเธอก็ไม่มีสิทธิ์ทักท้วง
ขับรถมาได้สี่สิบนาที ทิวทัศน์ข้างทางเริ่มเปลี่ยนจากสังคมเมือง บ้านคนแออัดและตึกสูงเป็พื้นที่ทางการเกษตร สิ่งปลูกสร้างบางตาไร้สิ่งบดบังท้องฟ้าสีฟ้าสดในฤดูร้อน แม้จะไร้เมฆแต่แดดไม่ได้แรงจนแสบผิว อีกทั้งลมที่พัดอยู่ตลอดจึงไม่อบอ้าวขนาดเหงื่อออก ราวกับเขาเลือกวันที่เหมาะสำหรับนั่งรถรับลมเพื่อพาเธอเที่ยวโดยเฉพาะ
“ เ้าหญิงเคยไปเมืองโคโม่ไหมครับ ” จอตโตะโถามสู้เสียงลม แต่ดูเหมือนเ้าหญิงตัวน้อยซึ่งกำลังสนใจวิวข้างทางจะไม่ได้ยิน ใบหน้าสวยหันกลับมามองเขาพร้อมกับดวงตากลมโตกระพริบปริบๆฉายแววสงสัย
“ พูดว่าอะไรนะ! ” เธอพูดด้วยเสียงที่ดังกว่าปกติแต่ไม่ถึงขั้นตะคอก ก่อนจะเอียงคอเข้าใกล้คู่สนทนากว่าเดิมเล็กน้อยเพื่อความสะดวกในการสื่อสาร
“ เคยไปเมืองโคโม่ไหม! ” เสียงทุ้มะโซ้ำอีกครั้ง แต่ลดความดังลงเนื่องจากระยะห่างที่น้อยลงตาม
“ อ๋อ ไม่เคย ” เธอะโตอบ มือลูบผมหน้าม้าที่ตอนนี้ยุ่งจนไม่เป็ทรงให้กลับมาดูดีอย่างที่ควรจะเป็
“ เป็เมืองทางเหนือติดเทือกเขาแอลป์แล้วก็มีทะเลสาบขนาดใหญ่ด้วย ” จอตโตอธิบายให้เ้าหญิงพอเห็นภาพ ดวงตาสีทองกลมโตประกายขึ้นด้วยความตื่นเต้นเหมือนรู้ว่าเขาจะพาไปไหน
“ เรากำลังจะไปโคโม่เหรอ ”
“ ใช่ครับ ” ชายหนุ่มยิ้มให้กับท่าทีเหมือนเด็กได้ของเล่นของอีกฝ่าย เหลือบมองมือเรียวสวยในระยะที่สามารถเอื้อมจับได้ แต่เขาก็เลือกที่จะเก็บโควต้าไว้จับตอนอื่นแทน
“ จริงๆจะบอกหลายทีแล้ว เรียกชื่อฉันเฉยๆก็ได้นะไม่ต้องเรียกเ้าหญิงหรอก ”
คนขับอมยิ้มจนแก้มพอง หัวใจเต้นถี่รัวเมื่อเห็นว่าเธอทำตัวน่ารักเกินไป
“ เรียกคนสวยได้ไหมครับ ? ”
เสียงหวานหัวเราะสดใสกับมุกตลกของเขา ก่อนจะคิดหาประโยคตอบกลับ
“ ให้เรียกชื่อไม่ได้ให้บอกลักษณะ ”
จอตโตหัวเราะร่วนชอบใจกับการต่อปากต่อคำของเธอ มือหนาจงใจเอื้อมไปลูบผมหยักสวย ก่อนจะละสายตาจากพื้นถนนมามองเธอครู่หนึ่ง
“ ได้ครับที่รัก ”
แก้มขาวเนียนแดงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแม้จะมีสีบรัชออนบดบัง แคนดี้ไม่ได้โต้ตอบอะไรกลับเพราะกำลังเหวอกับการหยอดโดยไม่ทันตั้งตัว ทั้งคันรถอบอวลไปด้วยพลังงานความสุขของทั้งสองผสมกับทำนองเพลงป๊อปตามคลื่นวิทยุ ช่วยให้การเดินทางไกลไม่น่าเบื่อตลอดทาง
พ้นจากไร่สวน รอบข้างกลับมาล้อมรอบด้วยเมืองอีกครั้ง รถบนถนนเริ่มหนาตาเป็สัญญาณบ่งบอกว่าพวกเขามาถึงเมืองโคโม่แล้ว
จอตโตไม่ได้จอดรถแวะพักในตัวเมืองแต่กลับขับต่อไปยังทางเปลี่ยวที่ห้อมล้อมไปด้วยป่าผลัดใบ หลังจากขับต่ออีกห้านาทีบนถนนลาดชันคล้ายทางขึ้นเขา เขาก็จอดรถคันสวยในลานกว้างหน้าทางเข้าบ้านหลังหนึ่ง
เ้าหญิงลงจากรถโดยไม่รอให้บอสเปิดให้ เธอรีบหยิบหวีในกระเป๋าขึ้นมาจัดการกับผมยุ่งชี้ฟูให้เรียบเป็ทรงสวยงาม ก่อนจะตกตะลึงกับความงามของคฤหาสน์สีขาวติดตั้งหน้าต่างใสรอบด้าน ทางเดินเข้าสู่ตัวบ้านล้อมด้วยหญ้าสีเขียวสดและพุ่มไม้ที่ถูกตัดแต่งเป็ทรงกลม
“ ที่นี่คือ…… ”
“ บ้านผมเอง บ้านที่ผมเกิดและเติบโตมา ” แม้เขาจะยิ้มราวกับทุกอย่างปกติ แต่คนฟังกลับใหนักกว่าเดิม
“ เชิญครับ ”
เ้าของบ้านเดินนำไปตามถนนโรยด้วยหินกรวด ก่อนจะผ่านเข้าไปด้านใน เ้าหญิงบังเอิญหันมองไปทางทิวทัศน์ด้านซ้ายมือ ดวงตาสีทองจับจ้องทะเลสาบสีฟ้าใสมีฉากหลังเป็เทือกเขา ท้องฟ้าสีสดรับกับแสงแดดสะท้อนลงพื้นน้ำ ระยิบระยับสวยงามจับใจชวนตกตะลึง
“ สวยเนอะ ” เ้าของเส้นผมสีทองหนาเดินมาหยุดอยู่ข้างคนตัวเล็กกว่า เขาถามความเห็นอีกฝ่ายทั้งรอยยิ้ม คิดไม่ผิดที่เลือกพามาที่นี่เพราะดูเธอจะชอบมากทีเดียว
“ สวยมาก ” หญิงสาวตอบคำถามโดยยังไม่ละสายตาจากผืนน้ำกว้างใหญ่
“ เข้าไปข้างในก่อนเถอะ ”
เ้าหญิงแคนดี้พยักหน้ารับ เธอเดินตามเขาอย่างว่าง่าย ประตูกระจกใสบานใหญ่ถูกเปิดโดยแม่บ้านซึ่งยืนต้อนรับอยู่หน้าประตู
ไม่เพียงแต่ภายนอก ทั้งระเบียงและตัวบ้านก็เป็สีขาว รวมถึงการตกแต่งภายในที่ทั้งพื้นและผนังเป็สีขาวสะอาดตาหมด ด้วยสีและหน้าต่างจำนวนมากทำให้ภายในบ้านสว่างขึ้นมาอัตโนมัติโดยแทบไม่ต้องเปิดไฟ
จอตโตพาเ้าหญิงไปยังห้องทางด้านขวา ห้องรับแขกประดับด้วยชุดโซฟาสีน้ำตาลกับโต๊ะไม้เข้าชุดวางอยู่กลางห้องทับพรมสีแดงเืหมู พ้นประตูเข้ามาสายตาผู้มาเยือนจะถูกพาไปที่รูปถ่ายรูปหนึ่งใส่กรอบทองขนาดใหญ่แขวนอยู่เหนือเตาผิง
“ นั่นนายเหรอ? ” เ้าหญิงเดินไปหยุดอยู่หน้ารูปถ่ายครอบครัวซึ่งมีคนที่ดูคล้ายจอตโตขณะที่ยังเด็กมาก แนบข้างด้วยหญิงชายคู่หนึ่งที่มีเค้าโครงคล้ายเขามากเช่นกัน ถ้าผู้หญิงคนนี้คือแม่ของบอส เธอก็รู้ได้ทันทีว่าเส้นผมสีบลอนด์ทองของเขาได้มาจากใคร
“ ใช่ครับ ตอนนั้นผมน่าจะอายุสิบสองเห็นจะได้ ” แม้เ้าตัวจะเห็นภาพนี้จนชินตาั้แ่เยาว์วัย แต่น่าแปลกที่ยิ่งโตขึ้นความรู้สึกตอนกลับมามองภาพนี้กลับเปลี่ยนไปทุกครั้ง
“ นายตอนเด็กก็น่ารักเหมือนกันนะเนี่ย ” เ้าหญิงแคนดี้นึกถึงจินตนาการที่เธอเคยนึกภาพจอตโตวัยเด็ก พอได้มาเห็นของจริงแล้วน่ารักกว่าที่คิด
“ แล้วตอนนี้ไม่น่ารักเหรอครับ? ” ริมฝีปากได้รูปแย้มยิ้ม ดวงตาส้มประกายทองละสายตาจากรูปมองคนตัวเล็กข้างกาย จังหวะเดียวกับที่เธอเงยหน้ามองเขาพอดี ดวงตากลมโตสีทองเผลอมองเก็บรายละเอียดคนตรงหน้าโดยไม่ตั้งใจ ไล่ั้แ่เส้นผมสีทองหนา เซ็ตให้ดูยุ่งอย่างเป็ธรรมชาติคล้ายสิงโตตัวน้อย จมูกโด่ง โครงหน้า์สร้างและรอยยิ้มโลกสดใสที่ทำให้ใครต่อใครก็พ่ายแพ้
“ ไม่ ” เธอตอบขณะทิ้งสายตามองอย่างอื่นเพราะกำลังพยายามซ่อนอาการเขิน ปากก็บอกไม่แต่ในใจบอกไม่น่ารักก็บ้าแล้ว
“ แล้ว..คุณพ่อคุณแม่ล่ะ? วันนี้ไม่อยู่เหรอ? ” เ้าหญิงเปลี่ยนเื่คุย กลับหลังหันมองซ้ายขวาหาเ้าของบ้านอีกคน
“ ท่านทั้งสองเสียั้แ่สิบปีก่อนแล้วครับ ” คนถามชาไปทั้งตัวด้วยความรู้สึกผิด เธอเงยมองหน้าเขาอีกครั้ง รอยยิ้มหายไปแล้ว สายตาที่กลับไปจับจ้องภาพถ่ายที่เป็เพียงอดีตนิ่งจนน่ากลัว
“ ขอโทษนะคะ… ” ศีรษะเล็กก้มหน้า เสียงหวานเอ่ยขอโทษอย่างสำนึกผิด เ้าหญิงแคนดี้แทบอยากย้อนเวลากลับไปตีตัวเองที่ถามไม่คิด
“ ไม่หรอกครับ อย่าคิดมากเลย ท่านคงจะมีความสุขอยู่ที่ไหนสักแห่งแล้วละ ” มือหนาลูบผมปลอบคนข้างๆอย่างเบามือก่อนจะระบายยิ้มให้เธอสบายใจขึ้น
“ ใช่ ท่านต้องภูมิใจมากที่นายพยายามจนมีทุกวันนี้ได้ ท่านหมดห่วงแล้ว นายเองก็ใช้ชีวิตให้มีความสุขมากๆนะ ” เ้าหญิงตัวน้อยยิ้มสดใสเพื่อให้เ้าของบ้านรู้สึกดีขึ้น และมันได้ผล เขายิ้มตามอย่างมีความสุข สายตาที่มองเธอเต็มไปด้วยความรักใคร่ปนเอ็นดู
“ ขอบคุณนะครับ แค่ชีวิตนี้ได้เจอเ้าหญิงผมก็มีความสุขมากแล้ว ” ทุกคำที่เสียงทุ้มเอ่ยกับเธอมีความหมายชวนให้ใจคนฟังสั่นไหว ยิ่งเงยหน้ามองลึกเข้าไปในแววตาของเขา ความจริงใจที่เห็นได้ชัดยิ่งทำให้เธอทำตัวไม่ถูก
“ บะ…บ้า! ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลย ” เธอรีบแย้งแก้เขินด้วยเสียงที่ดังกว่าปกติ ถ้าไม่ติดว่ากลัวเสียมารยาทเธอคงเดินหนีไม่ให้เขาได้เห็นความแดงที่ลามไปถึงใบหู
“ แค่อยู่ข้างผมแบบนี้ก็พอแล้ว ”
เมื่อสายตาทั้งสองสบกันอีกครั้งราวกับกระแสกาลเวลาถูกหยุดนิ่ง คำพูดลึกซึ้งซึมซับลงดวงใจน้อยๆของคนฟัง ไม่มีใครรู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไรแล้ว ทั้งสองรู้เพียงแต่ว่าอยากยืนมองดวงตาคู่สวยนั้นให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็ไปได้
“ อาหารพร้อมแล้วนะคะ ” เสียงแม่บ้านที่เข้ามาในห้องดึงพวกเขาหลุดจากภวังค์ เ้าหญิงแคนดี้เป็ฝ่ายละสายตาไปทางอื่นก่อน ใบหน้าขาวเนียนเปลี่ยนเป็สีเดียวกับมะเขือเทศสุก ประสบการณ์ชีวิตอันน้อยนิดทำให้เธอไม่รู้ว่าต้องรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไรจึงรีบเดินตามแม่บ้านคนนั้นไปเหมือน้าหนี
ผู้มาเยือนประหลาดใจกับโต๊ะไม้สีขาวขนาดสี่ที่นั่ง จานอาหารเล็กใหญ่วางจนเต็มโต๊ะ คงเพราะเธอนึกภาพไว้ว่าต้องเป็โต๊ะยาวโล่งๆ ตกแต่งด้วยแจกันดอกไม้อย่างที่เห็นในวังเป็ประจำ
“ ต้องขอโทษด้วยนะ ธรรมเนียมที่บ้านผมเราไม่ได้เสิร์ฟอาหารเป็คอร์สเหมือนที่พระราชวัง สะดวกไหมครับ? ”
“ แบบนี้ก็ดีนะ อบอุ่นดี ” มือเล็กถือส้อมค้างไว้และมองแต่ละจานอย่างพิจารณาเนื่องจากไม่รู้ว่าควรเริ่มจากตรงไหน อาหารหลักถูกจัดวางในจานขนาดใหญ่ เครื่องเคียงอื่นๆอย่างชีสหรือผักดองถูกเสิร์ฟมาในจานที่เล็กลง เป็การเสิร์ฟแบบครอบครัวทั่วไปที่สามารถพบเห็นที่ไหนก็ได้ในประเทศนี้
“ อันนี้อร่อยมาก ของโปรดผมเลย ” จอตโตพอเดาออกว่าคนตรงหน้าไม่คุ้นเคยนัก เขาจึงใช้ช้อนกลางตักเนื้อปลาย่างชิ้นโตประดับด้วยเลม่อนสไลด์้าลงในจานของอีกฝ่าย เขาคงบริการหั่นและป้อนให้ด้วยถ้าไม่ติดว่ากลัวเธอรำคาญ
“ อร่อยย ปลาสดมาก หวาน เนื้อไม่เละด้วย ” ความเปล่งประกายภายในตาสีทองคู่สวยคือเครื่องพิสูจน์ความพึงพอใจ เขาแอบอมยิ้มอย่างโล่งใจเมื่อเห็นเธอเพลิดเพลินกับมื้ออาหารที่เตรียมไว้อย่างดี
“ ปลาเราตกกันที่ทะเลสาบด้านหน้านี่เอง สดมากๆ ” เขาอธิบายพลางชี้ไปทางทิวทัศน์ด้านขวามือ
“ ว้าว ตกปลาเองเหรอ ฉันอยากลองตกดูบ้างจัง ” เ้าหญิงแคนดี้ผู้ชื่นชอบการได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ตาเป็ประกายอย่างตื่นเต้น
“ งั้นเดี๋ยวกินข้าวเสร็จผมพาไปนะ ” บอสแทบไม่หยุดยิ้มแม้จะผ่านมาพักใหญ่ ความน่ารักของเธอมีมากจนเขาทำตัวนิ่งขรึมเช่นปกติได้ยาก มือใหญ่ยังไม่หยุดตักอาหารให้คนตรงข้ามจนเธอต้องตักให้เขากินบ้าง
“ นายกลับมาที่นี่บ่อยไหม ” คนตัวเล็กเปลี่ยนเื่คุย เธอใช้โอกาสนี้ทำความรู้จักอีกฝ่ายให้มากขึ้น
“ ไม่ค่อยนะครับ นี่ก็ไม่ได้กลับมาเกือบๆสองปีแล้ว ที่จริงผมไม่เคยมาที่นี่คนเดียวเลย นี่เป็ครั้งแรกที่ผมมากับคนอื่นนอกจากจี ” แม้เ้าของบ้านจะตอบกลับเหมือนไม่มีอะไรแต่เธอเข้าใจดีว่ามันต้องมีอะไรบางอย่างที่เขาอยากจะลืม และเริ่มเข้าใจว่ามันมีความหมายขนาดไหนที่เขาพามาที่นี่
“ ถ้านายไม่สบายใจ เราจะกลับกันตอนไหนก็ได้นะ ฉันไม่ว่าอะไรหรอก ” หญิงสาวรู้สึกผิดที่ถามโดยไม่คิดให้รอบคอบก่อนอีกครั้ง ความผิดหวังที่ความผิดพลาดก่อนหน้าไม่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ใดๆ ชวนให้เธอรู้สึกอยากหายไปจากตรงนี้เพราะสู้หน้าเขาไม่ไหว
“ ไม่เป็ไร ” บอสสังเกตเห็นใบหน้าสวยดูเป็กังวล จึงพยายามเปลี่ยนบรรยากาศให้สดใสขึ้น
“ นี่ครับ ทานเยอะๆนะ ” จอตโตใช้ส้อมจิ้มกุ้งย่างตัวโตยื่นไปทางเ้าหญิง ทำทีเหมือนจะป้อน
“ ขอบคุณค่ะ ” เธอยิ้มให้กับความน่ารักของเขาและกินกุ้งที่หวานที่สุดในชีวิต ไม่มีคนป้อนอาหารแบบนี้มานานมากแล้วยกเว้นตอนป่วย ถึงจะรู้สึกอายแต่ก็ไม่อยากปฎิเสธน้ำใจ
หลังจากกินข้าวเสร็จ พวกเขานั่งคุยกันอีกหลายเื่เพื่อรอให้อาหารย่อยสักพัก และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม พวกเขาก็เตรียมตัวออกไปทำกิจกรรมรับวิตามินจากแสงแดดด้วยความกระตือรือร้น
“ ร้อนไหม ผมไปหยิบร่มให้ได้นะ ” จอตโตถามขึ้นขณะกำลังเดินนำทางอีกฝ่ายพร้อมกับอุปกรณ์ตกปลาเต็มสองมือ ขายาวก้าวลงบันไดที่อยู่ติดกับสวนตามทางเดินไม้ไปถึงท่าเรือ
แม้แดดจะไม่แรงมากแต่่เวลานี้เป็่เวลาที่ร้อนที่สุดของวัน จึงไม่แปลกถ้าเขาจะกังวลว่าคนข้างๆจะทนไม่ไหว
“ ไม่เป็ไร วันนี้อากาศดีเลย ” เ้าหญิงเห็นว่าแดดไม่ได้แรงจนแสบผิวจึงตอบปฎิเสธ อีกอย่างเธออยากทำตัวให้เรียบง่ายที่สุดให้เขาเห็นว่าแม้จะมียศเป็ถึงบุตรสาวเพียงคนเดียวผู้จะขึ้นสืบราชวงศ์ต่อจากพ่อแม่แต่ความเป็จริงอยู่ง่ายกินง่ายกว่าที่เขาคิด
“ เดินระวังนะครับ ” ร่างสูงหันมองหญิงสาวเป็ระยะเพื่อความมั่นใจว่าเธอจะไม่สะดุดอะไรล้ม
ใช้เวลาเพียงชั่วครู่พวกเขาก็เดินมาหยุดอยู่หน้าเรือไม้ซึ่งไม่มีแม้แต่เครื่องยนต์หรือกลไกอะไรเป็พิเศษ ถึงสภาพจะเหมือนใหม่แต่สำหรับคนไม่เคยลงเรือเล็กขนาดนี้อย่างเธอย่อมกังวลเป็ธรรมดา
“ ต้องลงเรือด้วยเหรอ? ” เสียงหวานกล่าวด้วยความหวาดหวั่น มองเขาสลับกับเรือไปมาด้วยความลังเล
“ ่กลางๆ ปลาชุมกว่าน่ะ ” จอตโตล่วงหน้าลงก่อน เขาวางอุปกรณ์ลง แล้วยื่นมือมาหาเธอที่ยืนขาสั่นอยู่
“ ระวังนะ ” เนื่องจากระยะห่างระหว่างเรือกับท่ายาวกว่าขาของคนตัวเล็กจะก้าวถึง บอสจึงคุกเข่าอยู่ที่หัวเรือเพื่อให้เธอเหยียบเขาแทนขั้นบันได แม้จะค่อนข้างทุลักทุเลแต่เ้าหญิงแคนดี้ก็สามารถลงเรือได้อย่างปลอดภัย
“ แคนดี้กลัวเหรอครับ ” คนแข็งแรงกว่าสังเกตท่าทีของอีกฝ่ายขณะกำลังออกแรงพายเรือไปเรื่อยๆ
“ อือ นิดหน่อย ฉันไม่เคยนั่งเรือเล็กขนาดนี้ ” เ้าหญิงพยายามฝืนยิ้มให้ เธอไม่อยากทำให้จอตโตรู้สึกลำบากใจ แต่ชุดวันนี้ไม่เข้ากับการมาทำกิจกรรมแบบนี้เลย ถ้ารู้ว่าจะต้องเป็แบบนี้ เธอจะได้เลือกใส่ชุดที่มันทะมัดทะแมงหน่อย แล้วก็จะเปลี่ยนจากส้นสูงเป็ผ้าใบด้วย
“ ลองมองไปทางซ้ายสิครับ นี่แหละที่ที่ผมอยากพามา ” คงเพราะคิดเื่อื่นอยู่จึงไม่ทันสังเกตว่าคนตรงข้ามหยุดพายแล้ว เธอมองตามทิศที่เขาบอก ตกตะลึงกับภาพที่เห็นตรงหน้า
เทือกเขาแอลป์คั่นระหว่างสีฟ้าสดของท้องฟ้ากับสีน้ำเงินใสของทะเลสาบ ตัดกับสีเขียวสดของพันธุ์ไม้น้อยใหญ่ ผิวน้ำใสกระเพื่อมแ่เบาตามแรงธรรมชาติกระทบแสงอาทิตย์แวววาวราวกับบ่ออัญมณี เธอรู้สึกเหมือนตัวเองตัวเล็กนิดเดียวเมื่ออยู่ต่อหน้าธรรมชาติแสนยิ่งใหญ่
“ ว้าว..... ” เ้าหญิงแคนดี้จ้องมองราวกับพยายามจดจำทุกรายละเอียด ความระยิบระยับจากผิวน้ำสะท้อนในดวงตาคู่สวยจนเหมือนเรืองแสงขึ้นมาได้
“ สวย…. ”
“ ชอบไหมครับ ” แม้ทิวทัศน์จะสวยขนาดไหนแต่เ้าของเส้นผมสีทองหนาไม่ละสายตาจากเ้าหญิงตัวน้อยสักวินาที รอยยิ้มของเธอพาให้เขายิ้มตามโดยไม่รู้ตัว เห็นเธอมีความสุขก็คุ้มค่ากับการเดินทางมาแล้ว
“ ชอบค่ะ ชอบมากๆ ขอบคุณนะคะที่พามา ” เธอหันมายิ้มหวานให้เขา เส้นผมสีทองหยักศกพริ้วไหวตามลมเอื่อย งดงามเกินกว่าที่บอสจะหักห้ามใจได้ เขาเหมือนเห็นนางฟ้าบน์ทั้งๆที่ตัวเองไม่เคยตายมาก่อน
“ ดีใจที่ชอบนะ ” ชายหนุ่มเกาหลังคอแกล้งมองไปทางอื่นกลบเกลื่อนความประหม่า เห็นดังนั้นเ้าหญิงจึงนึกอยากแกล้งเขา เสียงหวานรำพึงรำพันกับตัวเองแต่อยู่ในระดับที่เขาได้ยิน
“ ถ้าอยากมาอีกจะทำยังไงล่ะที่นี้ ? ” เธอเหลือบมองปฏิกิริยาของอีกฝ่าย ซึ่งเขาเผยยิ้มมีความสุขตามที่คาดไว้
“ งั้นไว้เรามาด้วยกันอีกนะ ” ทั้งสายตาอบอุ่นทั้งเสียงนุ่มลึกที่อ่อนโยนยิ่งกว่า สั่นไหวหัวใจดวงน้อยของเ้าหญิงเต้นระรัว เป็ครั้งแรกเลยที่เธอรู้สึกว่าการได้ใช้เวลากับใครสักคนมันมีความสุขได้ถึงขนาดนี้
“ โอเค เอาละมาเริ่มตกปลากันดีกว่า ต้องทำยังไงบ้าง ” ความกลัวก่อนหน้านี้จางหายไปจนหมดสิ้น เ้าหญิงแคนดี้กระตือรือร้นเตรียมพร้อมสำหรับการตกปลาครั้งแรกในชีวิต
“ เดี๋ยวผมเกี่ยวเหยื่อให้ ” จอตโตเปิดกล่องอุปกรณ์ที่หยิบติดมือมาในตอนแรก ก่อนจะทำการหยิบเหยื่อปลอมขึ้นมาเกี่ยวเบ็ดจากนั้นก็ยื่นให้เ้าหญิงถือไว้
“ นี่ครับ เหวี่ยงลงไปเลย แล้วก็หมุนตรงนี้แล้วก็รอครับ ”
“ ขอบคุณค่ะ ” แคนดี้ทำตามที่บอสบอกเธอเหวี่ยงสายไปให้ไกลเท่าที่จะทำได้และหมุนลูกรอกให้สายตึง
จอตโตเองก็เหวี่ยงเหยื่อของตัวเองลงไปในพื้นน้ำลึก ความเงียบเข้าปกคลุมทั้งสองที่ทำได้เพียงนั่งจับคันเบ็ดอยู่ข้างกัน ที่เขาว่าตกปลาเป็กิจกรรมของคนแก่ มันรู้สึกแบบนี้นี่เอง
“ ไหนๆเราก็ทำได้แค่นั่งรอแล้ว มาเล่นเกมถามตอบกันไหม ” เขาทำลายความเงียบด้วยเกมสุดคลาสสิกซึ่งเป็หนึ่งในแผนการที่เขาวางไว้เพื่อสานสัมพันธ์กับอีกฝ่ายให้แน่นแฟ้นขึ้น
“ หืม! จะดีเหรอ ? ” เธอแอบแย้งเพราะอายเกินกว่าจะเล่นเกมแบบนี้กับเขา
“ สลับกันถามนะ ”
“ ฉันเป็คนไม่ค่อยมีคำถามด้วยสิ ” เ้าหญิงเอ่ยเสียงเบาสายตาจับจ้องพื้นน้ำที่ไหลเอื่อยตามแรงโน้มถ่วง
โดยธรรมชาติเ้าหญิงแคนดี้เป็ผู้ฟังที่ดีมากกว่าจะเป็คนพูดเอง น้อยมากที่เธอจะถามเื่ส่วนตัวของคนอื่นเพราะรู้สึกเหมือนเป็การละเมิดความเป็ส่วนตัวของอีกฝ่าย
“ แต่ผมพกมาเต็มกระเป๋าเลย ผมให้คุณเริ่มก่อน ” คนตัวสูงโยนเกมเหมือนแกล้ง เธอยิ่งลนลานทำตัวไม่ถูก
“ อ๊ะ! อย่ากะทันหันแบบนี้สิฉันยังคิดไม่ออกเลย อืมม… ”
“ รออยู่นะครับ ” บอสยิ้มสนุกเมื่อเห็นคนน่ารักกำลังร้อนรน
“ อย่ากดดันสิ…อ่าา…วันที่เราเจอกันครั้งแรกที่ห้องผู้อำนวยการ นายเข้าไปทำอะไรเหรอ ? ” จากการพยายามย้อนอดีตั้แ่รู้จักเขาจนถึงตอนนี้ ทำให้เธอนึกเื่ที่เคยสงสัยออก
“ จำได้ด้วย? เซอร์ไพรส์จัง อืม…ผมเข้าไปคุยเื่ที่ตัวเองจะเข้ามาเรียน แล้วก็อาจจะมาๆหายๆช่วยเคลียร์ปัญหาให้ด้วยประมาณนี้มั้งครับ แคนดี้ล่ะ? ”
“ เหมือนกัน ก็ให้เขาช่วยแนะนำโรงเรียนแล้วก็เื่ที่คนปกติเขาทำกัน ”
“ แต่ปรับตัวได้ไวมากเลยนะครับ ถ้าไม่รู้จักกันมาก่อนผมคงไม่รู้แน่เลย อย่างมากสุดคงคิดว่าเป็คุณหนูจากตระกูลใหญ่ เ้าหญิงแทบไม่แสดงท่าทีวางอำนาจเหมือนเชื้อพระวงศ์ที่ผมเคยเจอเลย ”
จอตโตเอ่ยชมอีกฝ่ายอย่างจริงใจ เขารู้ดีว่าเธอต้องเปลี่ยนแปลงหลายเื่ในชีวิตเพื่อแเีกับการเป็เด็กนักเรียนธรรมดาคนหนึ่งเช่นเดียวกับตัวเขาเอง
“ แบบนั้นก็ดีแล้ว เพราะจริงๆฉันก็เป็แค่คนธรรมดาเหมือนทุกคนนั่นแหละ ” คนถูกชมยิ่งรู้สึกดีที่ความพยายามของตนเป็ผล เธอกังวลอยู่ตลอดว่าตัวเองจะเผลอทำอะไรไม่ดีลงไปหรือไม่แต่เมื่อเขาเอ่ยชมเช่นนี้หลังจากนี้เธอคงไปโรงเรียนได้อย่างสบายใจขึ้น
“ ไปคำถามต่อไปกันดีกว่าครับ ตาคุณถามแล้วนะ ”
“ เอ๊ะ? ทำไมเป็ฉันอีกแล้วล่ะ? ” เธอผู้ยังไม่คุ้นเคยกับเกมถามขึ้นด้วยความสงสัยเพราะคิดว่าต่อไปต้องเป็ตาของบอสที่ถามกลับ
“ ก็ผมถามไปแล้ว ” เขายิ้มแกล้งทำเป็ใสซื่อแม้คนข้างๆกำลังหรี่ตามองอย่างจับผิด
“ ตอนไหนไม่เห็นจำได้เลย ”
“ ก็ผมถามคำถามเดิมกลับไง ” บอสหัวเราะร่วนในขณะที่เธอพองแก้มอย่างไม่พอใจ
“ ขี้โกงอ่ะ งั้น…นายมีพี่น้องไหม ? ”
“ ไม่มีครับ ผมเป็ลูกคนเดียว ”
เธอน่าจะเดาได้จากรูปถ่ายที่เห็นในห้องรับแขกแต่ดันลืมเื่นั้นไปเสียสนิทจึงเผลอถามคำถามที่รู้คำตอบอยู่แล้ว
“ เหมือนกันเลย แต่ตอนเด็กๆฉันเคยมีพี่ชายนะ เขาเป็เ้าชายจากราชวงศ์สึคิโยมิน่าจะอายุพอๆกับนายเลย เวลาครอบครัวเขามาเยี่ยมที่วัง เขาจะชอบพาฉันไปเล่นในสวน เป็่เวลาที่ทำให้ฉันรู้สึกว่ามีพี่น้องก็ดีเหมือนกัน ”
เ้าหญิงย้อนกลับไปตอนที่ตัวเองยังเด็ก เธอยังจำเส้นผมสีน้ำเงินเข้มของเขาได้แม่นเพราะเธอชอบมองมันบ่อยๆ เขาเป็พี่ชายแสนใจดีแม้อายุจะห่างกันแต่เขาก็ยังมาเล่นกับเธอและดูแลเธอดีมากๆ
“ แล้วตอนนี้ยังติดต่อกันอยู่ไหม ”
“ ไม่เลย เขาหายไปไม่ส่งข่าวมานานมากแล้ว ” สีหน้าสดใสเมื่อครู่หมองเศร้าอย่างเห็นได้ชัด เธอเพียงแค่เป็ห่วงกลัวว่าจะเกิดเื่ไม่ดีกับเขาโดยที่เธอไม่รู้
“ มีพี่น้องก็ดีนะครับ ผมอยู่กับจีมาั้แ่เด็กเขาก็เหมือนพี่ชายของผม การมีคนคอยปรึกษา คอยให้กำลังใจ ยังไงก็ดีกว่าต้องแบกรับทุกอย่างอยู่คนเดียว ”
“ นั่นสินะ… ”
พวกเขาต่างเข้าใจดีว่าการเกิดมาเป็ทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลที่ยิ่งใหญ่มันกดดันขนาดไหน บททดสอบมากมายที่ต้องผ่าน คำสบประมาทที่ต้องเจอเพื่อสักวันต้องรับภาระหน้าที่อันหนักอึ้งต่อจากผู้เป็พ่อแม่
ความลำบากของการพยายามอย่างหนักเพียงลำพังโดยไม่มีใครเคียงข้างก็เหมือนกับการวิ่งมาราธอนโดยไม่มีน้ำ โชคดีที่วัยเด็กของพวกเขาเติบโตมาพร้อมใครคนหนึ่งที่คอยเป็กำลังใจให้ได้เสมอ
“ เบ็ดไม่ขยับเลยแฮะ หรือว่ามันขยับแต่ฉันไม่รู้กันนะ ” เธอสะบัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งแล้วเปลี่ยนไปสนใจกิจกรรมที่ทำอยู่ คาดหวังว่าตัวเองจะตกปลาได้สักตัวเป็ของฝากให้พ่อบ้านหมาป่าแต่นั่งกันมาร่วมชั่วโมงแล้วก็ยังไร้วี่แววการเคลื่อนไหวบนผิวน้ำ
“ อืม…ตอนนี้ก็บ่ายกว่าแล้วกลับไปพักดื่มชากันดีกว่าครับ ” จอตโตเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ ก่อนจะเป็ฝ่ายจัดการเก็บอุปกรณ์ทั้งหมดลงกล่องตามเดิมแล้วค่อยออกแรงพายอย่างสม่ำเสมอไปทางท่าเรือที่อยู่ไม่ใกล้
ร่างของพ่อบ้านประจำคฤหาสน์ยืนถือร่มรออยู่บนฝั่งเห็นชัดมาแต่ไกล บอสพยุงเ้าหญิงให้ก้าวขึ้นเหยียบพื้นไม้อย่างปลอดภัยโดยมีพ่อบ้านช่วยอีกแรง
คนตัวสูงกว่ารับร่มจากชายวัยกลางคนในชุดสูทสีดำเรียบร้อย ฝากให้เขาช่วยผูกเรือให้ในขณะที่ตัวเองเดินกลับพร้อมแขกคนสำคัญ
ทันทีที่เริ่มก้าวเท้าร่างเล็กพลันหน้ามืด ทรงตัวไม่อยู่กะทันหัน หากบอสไม่ประคองเธอไว้ทันหญิงสาวคงเซจนตกน้ำและคงาเ็จากการกระแทกกับหินอย่างจัง
“ เป็อะไรหรือเปล่า? ” คิ้วเข้มขมวดเป็ปมด้วยความกังวล เขาได้แต่โทษตัวเองในใจว่าไม่น่าพาเธอไม่ตากแดดร้อน ทั้งๆที่รู้ว่าอีกฝ่ายถูกเลี้ยงดูมาอย่างเปราะบางขนาดไหน
“ หน้ามืดนิดหน่อย ไม่มีอะไร ” เธอยืนนิ่งเพื่อให้ร่างกายปรับสภาพเป็ปกติ แล้วค่อยหันไปยิ้มให้คนที่เป็ห่วงอยู่
“ ขอโทษที่พาไปตากแดดนะครับ ค่อยๆเดินนะ ” แม้เธอจะยืนยันว่าไม่เป็อะไรแล้วแต่มือแข็งแรงของเขายังโอบเอวบางไว้ไม่ปล่อย เขาอยากจะมั่นใจว่าตัวเองดูแลอีกฝ่ายดีพอ อย่างน้อยก็จนกว่าจะพาเธอไปนั่งที่โต๊ะอย่างปลอดภัย
จอตโตเชิญแขกผู้มาเยือนนั่งที่โต๊ะไม้ในสวนสีเขียวร่มรื่นใกล้กับบันไดทางไปทะเลสาบที่ผ่านก่อนหน้านี้ ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่กับสายลมเย็นที่พัดมาอยู่ตลอดชวนให้รู้สึกสดชื่นปลอดโปร่ง
“ รู้สึกดีขึ้นหรือยังครับ ” ดวงตาสีส้มประกายทองยังคงฉายแววกังวลเหมือนยังไม่วางใจกับไอร้อนในอากาศ
“ ไม่เป็อะไรแล้วค่ะ ” เธอยกแก้วชาที่สาวใช้เดินมาเสิร์ฟพร้อมผลไม้และขนมหลากหลายประเภทขึ้นจิบ ความเย็นสดชื่นผสานกับความหอมละมุนของชามะลิยิ่งช่วยให้รู้สึกสดชื่น
“ เราจะไปไหนกันอีกหรือเปล่า ? ” เ้าหญิงตัวน้อยเอ่ยถามขณะใช้ส้อมละเลียดตักชีสเค้กคำเล็กเข้าปาก
“ ความจริงผมอยากพาเข้าป่านะ ที่นั่นมีลำธารเล็กๆด้วยแต่เห็นส้นสูงของเ้าหญิงแล้วไม่เสี่ยงดีกว่า ” เขาหลุบตามองรองเท้าของคนที่นั่งด้านข้าง จริงอยู่ที่มันไม่ได้สูงจนอันตรายแต่เพราะพื้นป่าเต็มไปด้วยสิ่งกีดขวาง เสี่ยงเกินกว่าจะพาเธอไปาเ็
“ ฉันอยากไป ให้เดินเท้าเปล่าก็ได้ พาไปนะคะ ” แคนดี้จับแขนแข็งแรงของเขา ใบหน้าสวยเว้าวอนขอร้องคนอายุมากกว่าอย่างสุดความสามารถ
“ จะดีเหรอ? ” แม้ความน่ารักของเธอจะทำให้เขาใจอ่อนแต่เขาเองไม่อยากเสี่ยง ถ้าเธอเป็อะไรไปเขาจะไม่ยกโทษให้ตัวเองแน่
“ อุตส่าห์มาถึงที่นี่ทั้งที่ไม่ไปคงเสียดายแย่ ” เ้าหญิงช้อนตาอ้อน ดวงตากลมโตสีทองคู่สวยระยิบระยับทำคนตรงหน้าหลง เจอแบบนี้เข้าไปใครจะปฏิเสธลง
“ โอเคครับ งั้นเอากีต้าร์ไปด้วยเนอะ ” ฝ่ามือใหญ่อยากจะเอื้อมมือขยี้ผมคนที่ทำตัวน่ารักเกินเหตุด้วยความหมั่นเขี้ยวแต่สุดท้ายเขาก็หักห้ามใจไว้และทำได้เพียงยิ้มให้
“ ดีค่ะ ” เ้าหญิงยิ้มกว้างอย่างมีความสุขเมื่อถูกเขาตามใจ วิธีการออดอ้อนที่แอบซุ่มซ้อมไว้ใช้ได้ผลดีเยี่ยม
จอตโตสะพายกระเป๋ากีต้าร์พาเ้าหญิงไปทางด้านหลังของคฤหาสน์ซึ่งเป็พื้นที่ของป่ากว้าง บรรยากาศวังเวงไร้ผู้คนสัญจรเงียบจนได้ยินเสียงแมลงหวีดร้อง
“ แคนดี้จะเดินเท้าเปล่าจริงๆเหรอ ? ” เขาถามย้ำอีกครั้งขณะกำลังชั่งใจ มองพื้นป่ากับคนตัวเล็กสลับกัน
“ อือ ไม่เป็ไรหรอก ” เธอตอบเสียงเบา ความทรงจำตอนเข้าป่าไปหาไซรุ แวบเข้ามาทันที เธอไม่กังวลเื่าเ็ เพราะใช้พลังของแหวนรักษาได้ แต่ถึงอย่างนั้นความลำบากที่ลืมไม่ลงก็ยังน่าหวั่นใจไม่หาย
“ อย่าเลยกิ่งไม้แหลมๆมันเยอะ ให้ผมอุ้มดีกว่า นะ? ” ความจริงเขาอยากจะให้เธอขี่หลังมากกว่า แต่ชุดกระโปรงสีสวยสั้นเกินไปจนกลัวจะไม่เหมาะสม เขาเลยเลือกจะอุ้มท่าเ้าหญิงแทน
“ ไม่เอา ลำบากนายแย่ ” เธอแย้ง แม้จะรู้ว่าภายใต้ร่างสูงโปร่งเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแต่ก็ไม่อยากทำตัวเป็ภาระ
“ ไม่ลำบากหรอกครับ คนสวยของผมตัวเบาจะตาย ” เขายิ้มปนเอ็นดู พลางนึกในใจว่าตัวเท่านั้นจะไปเอาอะไรมาหนัก เขาออกกำลังกายยังหนักกว่าเลย
“ ทำยังกับเคยอุ้ม… ” ริมฝีปากสวยบ่นเสียงอ่อย เธออยากจะยกมือปิดหน้าไม่ก็เดินหนีให้ไกลเพราะไม่รู้ว่าควรอายตรงไหนของประโยคที่เขากล่าวก่อนดี
“ ก็เคยไง ลืมแล้วเหรอ ? ” ยิ่งเห็นรอยยิ้มแพรวพราวบนใบหน้าคม เธอยิ่งสู้หน้าอีกฝ่ายไม่ไหว นึกอยากแทรกตัวจมหายลงไปในดินให้รู้แล้วรู้รอด
“ ไม่เอา! ไม่ให้อุ้ม! ” เสียงหวานงอแงเอาแต่ใจทั้งยังพองแก้มอย่างไม่พอใจนัก ทำให้อีกฝ่ายไม่กล้าขัดใจ
“ ไม่อุ้มก็ได้ แต่เวลาเดินต้องจับมือผมไว้ตลอดนะจะได้ไม่ล้ม ”
แม้เ้าหญิงแคนดี้จะมองค้อนราวกับตำหนิด้วยสายตาแต่สุดท้ายเธอก็ยอมเอื้อมไปจับมือหนาที่ยื่นมา อย่างน้อยๆวิธีนี้เธอก็ยังได้ใส่รองเท้าเดิน
ทั้งสองเดินจับมือกันก้าวเข้าไปในป่าไม้ผลัดใบ หากมาช้ากว่านี้อีกหนึ่งเดือน พื้นทั้งหมดจะถูกปกคลุมด้วยใบไม้แห้งตามฤดูกาลที่แปรเปลี่ยน
“ เมื่อกี้ตาใครถามนะ? ” เมื่อเห็นว่าจอตโตไม่พูดอะไร เธอจึงทำลายความเงียบด้วยการถามถึงเกมถามตอบที่เล่นก่อนหน้านี้
“ ชอบเกมนี้แล้วเหรอ ? ” เ้าของเส้นผมสีทองหนาแปลกใจ ก่อนหน้านี้เธอยังลังเลที่จะเล่น แต่ตอนนี้กลับอยากเล่นเองแล้ว
“ ก็ได้คุยกันเื่ต่างๆก็สนุกดี ตานายแหละ ถามมาเลย ” เ้าหญิงแก้เขินด้วยการโยนเกมให้เขาเป็คนเริ่มบ้าง
บอสมองไปรอบๆราวกับกำลังใช้ความคิด ก่อนจะถามออกมา
“ ระหว่างเรียนแบบโฮมสคูลกับเรียนที่โรงเรียนชอบแบบไหนมากกว่ากัน ”
“ อืม…ตอบยากนะ มันมีข้อดีข้อเสียต่างกันค่อนข้างมาก ” เ้าหญิงนิ่งไปชั่วครู่ คำถามจริงจังจนทำให้เธอต้องใช้เวลาคิดนานกว่าจะตอบได้
“ เรียนที่วังดีตรงที่ฉันได้เรียนไปไกลกว่าในตำรา อาจารย์ที่มาสอนจะชอบเล่าเื่อื่นๆที่เกี่ยวข้องให้ฟังด้วย ทั้งสนุกและได้ความรู้ ถ้าไม่เข้าใจตรงไหนก็ถามและได้คำตอบเลยทันที แถมทุกคนอธิบายเข้าใจง่าย แล้วยังแนะนำหนังสือดีๆให้ตั้งเยอะ แต่โรงเรียนนี้ก็ดี หลักสูตรและวิธีการสอนน่าสนใจ แล้วก็เื่การเข้าสังคม ถึงตอนอยู่ในวังจะพบปะเ้าหญิงคนอื่นอยู่บ้างหรือจัดงานเลี้ยงน้ำชาเพื่อพูดคุยกับคนอื่นๆ แต่มันก็ไม่เหมือนกับการได้วิ่งรอบสนามกับเพื่อนในห้อง หรือนั่งกินข้าวในโรงอาหารที่มีคนเป็ร้อย ทักษะการเข้าสังคมในแวดวงชนชั้นสูงสำคัญยังไง ทักษะการเข้าสังคมกับคนหลากหลายในสังคมก็สำคัญเท่านั้น ฉันเลยตอบไม่ได้ว่าชอบอย่างไหนมากกว่า ”
เ้าหญิงแคนดี้อธิบายยาวเหยียดด้วยสีหน้าและน้ำเสียงจริงจัง ราวกับกำลังนำเสนองานหน้าชั้นเรียน
“ อืม มีเหตุผลมากเลยนะครับ ” เขาตอบเรียบๆเหมือนกำลังคิดตาม ปฏิกิริยานิ่งจนเธอทำตัวไม่ถูก
“ โทษทีตอบจริงจังเกินไปหรือเปล่า ”
“ ไม่เลยๆ ผมชอบคุยเื่จริงจังนะ มันทำให้เราได้เห็นมุมมองหรือความคิดใหม่ๆ ” เห็นรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมเ้าหญิงถึงยิ้มตามอย่างสบายใจ มือหนาที่จับมือของเธอไม่ปล่อยช่างอบอุ่นจนเธอรู้สึกจั๊กจี้ข้างในลึกๆ
“ โอเคตาฉันบ้าง ถ้าตอนนี้นายไม่ได้เป็บอสของวองโกเล่ นายจะทำอาชีพอะไร ”
“ น่าจะทำงานในองค์กรการกุศลสักที่ เดินทางไปตามเมืองชนบทช่วยเหลือคนที่กำลังลำบาก ” จอตโตตอบอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องใช้เวลาคิด แสดงให้เห็นถึงปณิธานในการช่วยคนอื่นอย่างแรงกล้า ดวงตาที่เปล่งประกายของเขาดึงดูดสายตาของคนข้างๆ เธอชอบความใจดีและความตั้งใจที่แผ่ออกมาจากตัวเขา ราวกับพลังงานบวกส่งผ่านไปถึงคนรอบข้างได้ัั
“ สมกับเป็นายจริงๆ ฉันชอบความมุ่งมั่นและความใจดีของนายจัง ” เ้าหญิงมัวแต่สนใจบอสจนลืมสังเกตว่าอีกไม่ถึงสามร้อยเมตรก็จะถึงที่หมายที่เธออยากมา
“ ถึงแล้วครับ นั่นไง ” เขาชี้นิ้วนำสายตาให้เธอมองทางด้านขวาของตัวเอง
เสียงน้ำไหลผ่านก้อนหินดังเป็ระยะ ไอความเย็นของน้ำพัดมาเพิ่มความสดชื่นให้ทั้งสอง
เ้าหญิงแคนดี้รีบดึงมือคนตัวสูงกว่าไปดูใกล้ๆด้วยความตื่นเต้น ทำให้เขาต้องคอยระวังให้เธอที่ลืมตัวว่าใส่ส้นสูงอยู่
“ ว้าวว สวยจัง น้ำใสมาก ” ลำธารใสจากเทือกเขาน้ำแข็งที่ละลายลงมา ใสสะอาดจนมองเห็นก้อนหินน้อยใหญ่ใต้น้ำได้ชัดเจน เมื่อเห็นว่าระดับน้ำไม่ได้สูงมากเ้าหญิงแคนดี้ไม่รีรอที่จะรีบถอดรองเท้าแล้วก้าวลงไปเล่นน้ำทันที
“ ระวังสะดุดก้อนหินนะครับ ” เสียงทุ้มะโไล่หลังด้วยความเป็ห่วง ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะซนได้ขนาดนี้
เขารีบวางกระเป๋ากีต้าร์พิงหินก้อนใหญ่ใกล้ตัว ถอดรองเท้าหนังและถุงเท้าพร้อมพับขากางเกงขึ้นระดับเข่า ก่อนจะรีบตามเธอลงไปในน้ำเย็นเชียบ
“ น้ำเย็นจนขนลุกเลย นี่แน่ะ ” เ้าหญิงตัวน้อยดูสนุกมาก เธอควักน้ำขึ้นมาสาดใส่บอสที่เดินตามมาอย่างสนุกสนานจนเชิ้ตขาวเปียกอย่างเห็นได้ชัด
“ จะเล่นแบบนี้ใช่ไหม ” ใบหน้าคมยิ้มเ้าเล่ห์ ท่อนแขนแข็งแรงคว้าคนตัวเล็กขึ้นอุ้ม แกล้งทำท่าเหมือนจะโยนเธอลงน้ำทั้งตัว
“ กรี้ด! อย่านะเดี๋ยวเปียก ” เธอร้องขึ้นด้วยความใเมื่อถูกอุ้มกะทันหัน มือน้อยกอดคอคนตรงหน้าแน่นด้วยความกลัว แต่ก็เผลอหลุดหัวเราะชอบใจที่สามารถทำให้อีกฝ่ายเปียกปอนได้
“ ไปนั่งตรงนู้นดีกว่า ” เขาอุ้มคนที่ตัวเบาเหมือนตุ๊กตาไปนั่งบนหินก้อนใหญ่ที่วางกีต้าร์พิงไว้ ๆ
ดวงตาส้มประกายทองเผลอมองต้นคอขาวขณะที่เธอรวบผมทั้งหมดไปด้านหลัง โชยกลิ่นหอมกุหลาบจากน้ำหอมที่ฉีดไว้หลังหู ราวกับแม่มดกำลังร่ายเวทย์ จอตโตรู้สึกเหมือนตัวเองโดนเวทมนต์ของเธอผูกใจ แต่ที่อันตรายกว่าคือเธอแค่เคลื่อนไหวตามธรรมชาติ เพราะอย่างนั้นคนที่รู้สึกถึงต้องเป็ฝ่ายหักห้ามใจ
“ ชอบที่นี่อ่ะ เงียบสงบ มีป่า มีลำธาร เหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอกเลย ” เธอยืดตัวบิดี้เีทั้งรอยยิ้ม เหลือบมองเขาที่ยืนพิงอยู่ข้างกาย คิดถูกที่ขอร้องให้เขาพามา คุ้มค่ากับการโดนกิ่งไม้บาดเท้าสุดๆ
“ เมื่อก่อนผมมาที่นี่บ่อย มันช่วยทำให้จิตใจสงบลงได้อย่างน่าประหลาด ”
“ ใช่เลย ” เธอพยักหน้าเห็นด้วย ราวกับเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายประหนึ่งประสบด้วยตนเอง
เท้าจุ่มน้ำ หน้ารับลม โอบอุ้มด้วยป่าเขา แค่นี้ก็ผ่อนคลายจนลืมชั่วเวลาปัจจุบันไปเสียสนิท
จอตโตเอื้อมมือหยิบกระเป๋ากีต้าร์จากด้านหลัง นำกีต้าร์โปร่งลายไม้สวยออกมา ทิ้งกระเป๋าเปล่าไว้ข้างตัว แล้วเริ่มจูนเสียงปรับนู่นนี่ให้เข้าที่
เขาเริ่มโชว์สุดพิเศษด้วยเพลงที่มีท่วงทำนองปนเศร้า แม้เสียงกังวานใสที่ดีดดังในทุกๆคอร์ดจะไพเราะรื่นหู แต่ใครฟังเพลงนี้ก็ต้องหลุดเข้าไปในห้วงความรู้สึกลึกๆของตัวเองเป็แน่
“ เพราะมาก เก่งจัง ” เ้าหญิงแคนดี้ปรบมือเมื่อเขาเล่นจบ จอตโตหันมายิ้มให้ ร่างหนาเอียงตัวเข้าหาคนข้างๆมากขึ้นและเริ่มเพลงต่อไป
“ Since you've stepped into my life*
Like someone brought the vision to the blind
Every time that you smile
Like the sun that shines in the midnight sky
you are the only one
you are the only one ”
ในขณะที่เสียงนุ่มร้องเพลงหวานซึ้งพร้อมกับดีดกีต้าร์ในมือ สายตาของเขาก็จับจ้องไปที่ดวงตาคู่สวยของเธอไม่กระพริบ
“ If one day we have to say goodbye
My love will belong to you until the day I die
You are the only one who can rewrite my story
the only one who can rearrange my heart beat is you
you are the only one who can remake the world I've seen
the only one who can replace my empty dream is you ”
* เพลง The Only One - Part Time Musicians
เ้าหญิงเม้มปาก พยายามซ่อนความเขินที่มากมายออกมาจนล้น เนื้อเพลงความหมายลึกซึ้งกินใจที่เขาร้อง ละลายใจเธอไปกับธารน้ำ นี่เป็ครั้งแรกในชีวิตที่มีคนร้องเพลงดีดกีต้าร์จีบเธอ
หัวใจดวงน้อยอ่อนฮวบ เขาร้องเพราะมาก ความหมายของเพลงก็โรแมนติกมาก แล้วยังสายตาที่หวานเหมือนน้ำเชื่อมนั่นอีก ผู้หญิงคนไหนเจอแบบนี้ก็ต้านทานไม่ไหว
เพลงจบแล้ว แต่สายตาที่ทั้งคู่มองกันยังไม่ผละออก ไม่รู้ทำไมดวงตาของคนตรงข้ามถึงมองได้ไม่มีเบื่อ
“ แคนดี้รู้ไหมว่าทำไมผมถึงพาคุณมาที่นี่ ” บอสเป็ฝ่ายเปิดปากพูด ขณะหญิงสาวไล่สายตามองมือหนาที่เอื้อมมาดึงมือเธอกุมไว้แน่น
“ นายอยากพาฉันมาดูวิวทะเลสาบไม่ใช่เหรอ ? ” เธอพยายามตอบเท่าที่จะนึกออก จิตใจตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่คำถามของเขาแต่อยู่ที่การกระทำของเขาแทน
“ นั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่ความจริงก็คือผมอยากพาคุณมาเห็นอีกด้านหนึ่งของชีวิตผม ”
เธอไม่เข้าใจคำพูดของเขานัก ทำไมเขาถึงต้องทำขนาดนี้ ทำไมถึงยอมขับรถไปกลับสองชั่วโมงกว่าเพื่อพาเธอมาที่นี่ ทำไมถึงดูแลเอาใจใส่แล้วยังการกระทำมากมายที่ชวนให้เข้าใจผิดอีก
“ ผม...ชอบแคนดี้นะ ” เขาจุมพิตมือบางอย่างแ่เบาทันทีที่สารภาพรักออกมา
“ คำถามสุดท้ายจากผม เป็แฟนกันนะครับ ” แววตาสีส้มประกายทองทอประกายระยิบระยับ ริมฝีปากได้รูปยิ้มเขินผิดกับอีกฝ่ายที่แข็งค้างทำตัวไม่ถูก
เ้าหญิงแคนดี้เบิกตากว้างด้วยความใ ความจริงจังในสายตาเขาแทบทำให้หัวใจเธอหยุดเต้น ร่างเล็กแข็งทื่อเป็รูปปั้นหิน ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรหรือทำหน้าแบบไหนในสถานการณ์เช่นนี้
ความลังเลฉายชัดผ่านสายตาของเธอ มันกะทันหันเกินไป ทุกอย่างที่เขาทำให้มันดีมากก็จริงแต่เสี้ยวหนึ่งในใจเธอยังแอบคิดว่ามันยังไม่ใช่ตอนนี้
“ นาย…คิดดีแล้วเหรอ ” เสียงหวานเอ่ยถามแ่เบา เธอรีบชักมือตัวเองกลับมาพร้อมหลบสายตามองไปทางอื่น
“ ทำไมครับ? เพราะเราอายุห่างกันสิบปีหรือเพราะผมเป็แค่คนธรรมดา คุณถึงถามแบบนี้ ” บอสเสียงดังขึ้นจนเผลอทำเ้าหญิงแคนดี้กลัวโดยไม่รู้ตัว เขาแค่อยากได้ยินชัดๆว่าทำไมเธอถึงแสดงท่าทีไม่มั่นใจหรือเขาคิดไปเองว่าที่ผ่านมาเธอก็แสดงออกว่าชอบพอในตัวเขาอยู่ ?
“ เพราะฉันเป็แค่เด็กนักเรียนตั้งหาก ” เธอกลั้นใจตอบคำถามที่ทำให้อีกฝ่ายพูดไม่ออก
“ นายเป็วองโกเล่พรีโม่นะ นายยังไม่สามสิบเลย มีโอกาสที่จะได้เจอคนอีกมากมาย คนอื่นจะคิดยังไงถ้ารู้ว่านายคบกับเด็กมอปลาย ” ใบหน้าหวานแฝงความเ็ป ไม่ใช่ว่าเธอไม่รักเขาแต่ด้วยสถานะของคนทั้งคู่ มันยังไม่เหมาะสมที่จะเริ่มความสัมพันธ์นี้
“ เ้าหญิงฟังผมนะ ผมไม่สนใจว่าคนอื่นจะคิดยังไงหรือพูดอะไร คุณก็ััได้ใช่ไหมว่าผมจริงจังแค่ไหน ” จอตโตเชิดคางแคนดี้ขึ้นให้สบตามองความจริงใจทั้งหมดของเขา ดวงตาคู่สวยหยาดน้ำตาคลอ แต่เธอกลั้นใจมองไปทางอื่นเพื่อไม่ให้น้ำตาไหลออกมา
“ เราเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานเองนะ ” เธอพยายามเค้นข้อโต้แย้งกล่อมให้อีกฝ่ายเข้าใจ แต่เสียงทุ้มตวาดกลับทันควันราวกับคาดไว้แล้วว่าเธอจะอ้างเหตุผลข้อนี้
“ แล้วความรักสำหรับเ้าหญิงต้องใช้เวลาเท่าไรครับ? รักแรกพบไม่เรียกว่ารักเหรอ? หรือเพราะ…คุณไม่ชอบผม? ” น้ำเสียงแข็งกร้าวยิ่งเขย่าขวัญให้สติคนตัวเล็กกว่าหนีกระเจิง
หญิงสาวชะงัก กลืนคำพูดทั้งหมดลงคอเมื่อได้ยินคำถามที่ตอบยากที่สุดในชีวิต เธออ้ำอึ้ง สมองไม่ประมวลผลว่าควรตอบว่าอะไร
“ …ฉันก็ไม่รู้ ”
สำหรับชีวิตที่ไม่เคยรู้จักกับความรักเธอไม่สามารถตอบเขาได้ว่าความรู้สึกต่อเขาในตอนนี้คืออะไร เธอรู้แค่ว่าสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้กำลังบีบหัวใจเธอจนปวดหนึบไปทั่วแผ่นอก
การออกเดทที่ผ่านมาเป็ไปตามนัดที่องค์ราชินีเป็ผู้จัดแจงให้ เธอเพียงไปตามหน้าที่ให้ผู้เป็แม่สบายใจ ถ้าเป็คนอื่นเธอคงปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยแต่เพราะครั้งนี้เป็เขา คนที่เธออยากเจอทุกวัน คนที่นึกถึงอยู่ตลอด ทุก่เวลาที่ใช้ร่วมกันเป็ความทรงจำที่ดีมากจนบางครั้งเ้าตัวก็เข้าใจว่าชอบเขาไปแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นสถานการณ์ปัจจุบันทำให้เธอไม่สามารถตอบรับความรู้สึกของเขาในตอนนี้ได้
เ้าหญิงแคนดี้นั่งก้มหน้า อารมณ์กับเหตุผลกำลังตีกันให้วุ่น เมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าดูลำบากใจ เขาจึงเอ่ยข้อเสนอขึ้นมาเป็ทางออก
“ ผมว่าเ้าหญิงเองควรลองกลับไปทบทวนดูนะครับ ” สีหน้าบอสดูเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด น้ำเสียงปนความน้อยใจยิ่งทำให้เธออยากร้องไห้
“ ผมจะรอจนกว่าคุณจะพร้อมตอบนะ ” รอยยิ้มอบอุ่นเหมือนดวงอาทิตย์ฉายแววผิดหวัง จากภาพที่วาดฝันว่าวันนี้จะเป็วันที่มีความสุขที่สุดกลับพังทลายไม่เหลือชิ้นดี
เธอรู้สึกเหมือนมีคนหยิบมีดขึ้นมากรีดหัวใจเป็แผลเมื่อเห็นเขาแสดงสีหน้าเช่นนั้น
ทั้งสองเดินกลับโดยไม่พูดอะไรกันอีก เ้าหญิงแคนดี้เหมือนหลุดอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง ในขณะที่เขาก็เหม่อลอยมองไม้ผลัดใบต้นสูง
พวกเขานั่งรถกลับมิลานทันทีเมื่อท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี จอตโตไม่อยากไปส่งเธอค่ำนักมันจะดูไม่ดีกับตัวเธอเอง
ท้องฟ้าทอสีส้มแสด ลมพัดเย็นบาดผิวกว่าตอนขาไป ไม่มีเสียงพูดคุยดังเล็ดลอดออกจากปากคนทั้งสอง มีเพียงเสียงลมกับเพลงที่เขาเปิดในรถเท่านั้นที่ทำหน้าที่สร้างบรรยากาศ
เ้าหญิงแคนดี้ไม่เหลือความกล้าที่จะมองคนข้างๆ เธอสับสนจนปวดขมับ ทำได้เพียงมองข้างทางปล่อยความคิดไปกับภาพทิวทัศน์ที่ผ่านตา
รถหรูจอดหน้าประตูพระราชวังราโกเน่ก่อนพระอาทิตย์ตกดินพอดี หญิงสาวได้สติกลับมาอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงปิดประตูรถฝั่งคันขับ จอตโตเดินมาเปิดประตูให้เธอแต่คนตัวเล็กก็ยังไม่ได้ก้าวลงมาในทันที
ประตูเปิดค้างไว้อย่างนั้นรอจนเธอก้าวลงมาอย่างอ้อยอิ่ง มือเล็กรีบคว้าแขนคนตัวสูงไว้ ก่อนจะแนบหน้าลงบนฝ่ามือหนาและช้อนตามองคนที่กำลังทำหน้าประหลาดใจ
ความน่ารักน่าเอ็นดูของเธอเป็สิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมาย บอสได้แต่อ้าปากค้าง มองเธอนิ่ง เดาทางไม่ออกว่าอีกฝ่าย้าอะไร
“ ขอเวลาหน่อยนะคะ ” เธอมองลึกเข้าไปในตาเขาอย่างลึกซึ้งจนคนตัวสูงกว่าต้องคุกเข่าลงมาเพื่อปรับระดับสายตาให้พอดีกัน จากที่ต้องเงยหน้ามองตอนนี้เธอต้องก้มมองแทน สองมือกุมกันไว้ไม่ปล่อย แทนสัญญาณว่าเขายังคงมีหวัง
“ ครับ ” สำหรับจอตโตแล้วนี่ถือเป็ก้าวสำคัญในความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งคู่ จะเดินหน้าต่อหรือหยุดอยู่ตรงนี้คงต้องให้กาลเวลาเป็เครื่องพิสูจน์
ทั้งสองกล่าวลากัน เ้าหญิงยืนรอจนบอสขับรถออกไปถึงค่อยเดินเข้าวัง
ตื้อ ดื้อ ดื้อ ดือ
ขณะที่จอตโตกำลังขับรถกลับปราสาทวองโกเล่ เสียงโทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อพลันดังขึ้น เขาคิ้วขมวดเมื่อเห็นชื่อจีเป็คนโทรจึงรีบกดรับเพราะอาจเป็เื่เร่งด่วน
“ กำลังกลับ มีอะไรหรือเปล่า ? ”
[ เกิดเื่ใหญ่แล้ว ] น้ำเสียงร้อนรนของปลายสาย ทำให้ผู้เป็บอสเครียดขึ้นมาทันที