แชนเดอเลียร์แก้วคริสตัลเหนือศีรษะเปล่งแสงนวลอุ่นสะท้อนเงาโต๊ะอาหารไม้เข้มขัดเงาอย่างประณีต กลิ่นไวน์แดงชั้นดีลอยเจือปนกับกลิ่นเนยที่ถูกละลายบนเนื้อสเต๊กที่ยังควันกรุ่น พนักงานในชุดสูทดำเดินไปมาอย่างเงียบเชียบ ราวกับเป็เงาของค่ำคืนหรูหรานี้
หญิงสาวร่างแบบบางนั่งไขว่ห้างเรียบร้อยในชุดเดรสเรียบหรูสีแดง แววตาอ่อนโยนขณะจ้องมองป๊าของเธอซึ่งกำลังอ่านเมนูอย่างจริงจัง และพี่ชายที่กำลังหัวเราะเบา ๆ หลังเพิ่งพูดแซวอะไรบางอย่างเกี่ยวกับงานเลี้ยงเมื่อคืน ที่ค้างอยู่ในความทรงจำเมื่อนานมาแล้ว หลังจากเธอผ่านเหตุการณ์มาครั้งที่สอง
“อ้ายฉิงว่าเราสั่งของหวานไว้รอก่อนเลยไหมคะ?” เธอเอ่ยพลางยิ้ม ในขณะที่เธอรอป๊าและพี่ชายเลือกจานอาหารหลัก เธอรู้ว่าพ่อแอบติดเครมบรูเล่ร้านนี้ และแม้พี่ชายจะชอบแกล้งทำเป็ไม่สนใจของหวาน แต่เขาไม่เคยปฏิเสธมาการองเลยสักครั้ง
เสียงช้อนกระทบจานเบา ๆ คลอเคล้ากับเสียงดนตรีแจ๊สบรรเลงจากเปียโนสดด้านหน้า บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยโต๊ะของนักธุรกิจและครอบครัวคนสำคัญ แต่เธอกลับรู้สึกเหมือนโลกทั้งร้านมีเพียงโต๊ะของพวกเขา อาหารค่ำไม่ใช่เพียงเื่ของรสชาติ—แต่มันคือความทรงจำ คือบทสนทนาที่ต่อเนื่องจากอดีตสู่ปัจจุบัน และแม้แต่ความเงียบระหว่างคำพูดก็ยังอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก บรรยายกาศที่คุ้นเคย และแสนคิดถึง เธอได้กลับมาััมันอีกครั้ง
หญิงสาววางช้อนลงเบา ๆ ข้างจานของหวาน ก่อนหันไปยิ้มหวานให้พ่อและพี่ชายที่นั่งคนละฝั่งของโต๊ะ
อ้ายหนิงหยิบของขวัญทั้งสอง กระเป๋า และนาฬิกาแบรนด์สุดหรูออกมาจากถุงที่พี่ๆ บอดี้การ์ดส่งให้ ส่งต่อให้ป๊าและพี่หนิงเฉิง พร้อมรอยยิ้มหวานที่ส่งให้
“ของขวัญคะ ให้ทั้งสองคนเลย อ้ายฉิงตั้งใจเลือกมากกกกกก ตั้งใจซื้อมาให้ป๊ากับพี่หนิงเฉิงสุดๆ เลยคร่าาาา”
หนิงเทียนและหนิงเฉิงมองสบตากัน หัวเราะเบาๆ และยิ้มอย่างรู้เท่าทัน
“มีอะไรก็พูดมาเถอะยัยตัวเล็ก” หนิงเฉิงเอ่ยขึ้น พร้อมทั้งจิบไวน์พลางๆ
“ป๊าคะ พี่หนิงเฉิงขาาาาา…อ้ายฉิงมีเื่จะขอค่ะ” เสียงของเธอไพเราะ นุ่มนวล แต่แฝงเจตนาแเีอย่างคนที่รู้จักจังหวะในการพูด
หนิงเทียนเลิกคิ้วจากเหนือแว่นอ่านหนังสือ ส่วนพี่ชายหยุดดื่มไวน์กลางคัน ก่อนจะวางแก้วลงอย่างรู้งาน
“พูดมาเลยยัยตัวแสบ ไม่ต้องทำเสียงแบบนั้น ป๊ารู้ทันเราหรอกน่า” ชายสูงวัยหัวเราะในลำคอเบา ๆ แต่สีหน้าไม่ได้แข็งเลยสักนิด
หญิงสาวยิ้มกว้างขึ้นทันที ดวงตาเป็ประกาย “อ้ายฉิงอยากได้ของหลายอย่างเลยค่ะ...แต่อ้ายฉิงมีงบแค่จิ๊ดดดดดดดเดียวเอง” นิ้วเรียวสวยยกขึ้นมาทำท่าทำทางประกอบคำว่า จิ๊ดดดเดียวของตัวเอง
“ที่ว่าจิ๊ดดดดดเดียวของเราคิดว่าเท่าไหร่? ที่อยู่ในบัญชี อย่านึกว่าพี่ไม่รู้นะ” พี่ชายถามพลางพิงพนักเก้าอี้ แขนกอดอก สีหน้าเจือยิ้มเ้าเล่ห์
“อ้ายฉิงไม่อยากพูดถึงตัวเลขหรอกค่ะ เราอย่าไปพูดถึงเล๊ยยยย เดี๋ยวป๊ากับพี่หนิงเฉิงจะไม่เจริญอาหาร” เธอหันไปยิ้มหวานให้ป๊าสุดที่รัก ก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงนุ่ม “แต่ถ้าป๊าสมทบให้นิดนึง แล้วก็พี่หนิงเฉิงสมทบเพิ่มอีกนิด…อ้ายฉิงจะขอบคุณม๊ากกกก มากกกกก เลยค่ะ”
หนิงเทียนส่ายหัวพลางหัวเราะเบา ๆ ก่อนหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาอย่างจำนน “ยัยตัวแสบของป๊านี่รู้จังหวะกว่าใครเลยนะ เห็นแก่กระเป๋าและนาฬิกาที่ถูกใจป๊า… ป๊าจะให้ค่าขนมเพิ่ม” มือแกร่งหยิบแบล็คการ์ดสีดำ ออกมาสองใบยืนให้ร่างบางตรงหน้าอย่างไม่ใส่ใจ
ส่วนหนิงเฉิงทำเป็ถอนหายใจยาว แต่ก็ล้วงบัตรแบล็คการ์ดสีดำจากกระเป๋าเสื้อสูทยื่นให้ สามใบ “อ่ะ เอาไปยัยตัวแสบ”
“อ้ายฉิงรักพี่หนิงเฉิงที่สุดดดดดดด” หนิงเฉิงหันไปสบตาและยักคิ้วส่งให้หนิงเทียน ……
หนังตาหนิงเทียนกระตุกถี่ยิบ พร้อมมือหนายื่นไปหาบอดี้การ์ดข้างกายที่ประหนึ่งรู้ใจยื่นส่งแบล็คการ์ดสีดำมาให้เพิ่มอีก สามใบ เพื่อส่งต่อไปให้ร่างบางที่เป็แก้วตาดวงใจของบ้าน จากนั้นหนิงเทียนจึงหันไปยักคิ้วส่งให้เ้าลูกชายตัวเหม็นของตนเอง
…………. ดวงตากลมโต เบิกกว้างขึ้นไปอีก อ้ายฉิงหัวเราะอย่างสดใส พลางโถมตัวเข้าไปกอดป๊าและพี่หนิงเฉิงอย่างอารมณ์ดี “ขอบคุณทั้งป๊าและเกอที่น่ารักที่สุดในโลกของอ้ายฉิงเลยค่าาาาาา!”
(หนิงเฉิง : ป๊าจะเล่นอย่างงี้ใช่มะ………..ได้ โอนเลยละกันซักร้อยล้าน….)
(หนิงเทียน : ไอ่เด็กตัวเหม็น คิดจะแข่งกับใครไม่แข่ง มาแข่งกับเ้าพ่อหนิงเทียน นี่เห็นแก่กระเป๋ากับนาฬิกาหรอกนะ)
(อ้ายฉิง : ติ๊งงง…… โอ้ยเงินเข้าบัญชีอีกร้อยล้าน เย่!!! อ้ายฉิงฉลาดที่ซู๊ดดดดดๆๆๆ)
(ทีมบอดี้การ์ด : โถ่…. คุณท่าน …โถ่ ….. คุณชายยยยยยย)