เกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 40 เหรินเหยา

            เดิมทีเยี่ยนฟางหวาก็แต่งกายหรูหรางดงามเกินใครแต่ขณะนี้กลับโดนเยี่ยนเจาเจาแย่งความโดดเด่นไปครึ่งหนึ่งส่วนเยี่ยนฟางอู๋ข้างหลังก็ไม่น้อยหน้า

            ทว่าเยี่ยนฟางหวากลับไม่โกรธ

            นางเพียงส่งยิ้มบางเบาและไม่พูดจาว่าร้ายเยี่ยนเจาเจาต่อหน้าคนอื่นอีกก่อนจะจูงเหลียงซือซือที่หน้าตาขุ่นเคืองเดินจากไป ยามเยื้องย่างสายตานางก็วาดผ่านใบหน้าเยี่ยนเจาเจาเหมือนสายน้ำไหลโดยไม่กล่าวอันใดมาก

            เยี่ยนฟางหวาทำตัวผิดปกติเช่นนี้ต้องมีเรื่องไม่ชอบมาพากลแน่

            เยี่ยนเจาเจารู้จักเยี่ยนฟางหวาเป็นอย่างดีเยี่ยนฟางหวาไม่ใช่คนมีขันติและนุ่มนวลเลยสักนิด คราวนี้นางยอมกล้ำกลืนฝืนทนเกรงว่าเบื้องหลังจะมีหลุมพรางรอให้เจาเจากระโดดลงไปอยู่

            เยี่ยนฟางหวายั่วยุนางครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับรอแทบไม่ไหวที่จะตกอยู่ในเงื้อมมือตนจนทำให้นางรู้สึกจนปัญญานัก

            ทว่าเยี่ยนเจาเจาไม่กลัวแผนการทั้งลับและแจ้งที่เริ่มเผยเค้าลางออกมาหรอก

            ดังนั้นเยี่ยนเจาเจาจึงร้องเรียก“พี่หญิงใหญ่เจ้าคะ”

            นางยืนนิ่งเงียบพลางเอียงศีรษะเล็กน้อยรอจนเยี่ยนฟางหวาหันกลับมาค่อยยิ้มอ่อน “พี่หญิงใหญ่เรียกหาข้า เพราะต้องการให้ข้าเขียนกลอนมิใช่หรือเจ้าคะ?”

            เยี่ยนฟางหวารู้ว่าเจาเจาไม่ถนัดเขียนกลอนพอได้ยินนางเอ่ยกะทันหันเยี่ยงนี้เลยอดตกตะลึงไม่ได้

            “แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าข้าไม่ใช่คนเจ้าบทเจ้ากลอนมิสู้ให้ข้าวาดภาพจากกลอนของพี่หญิงเล่าเจ้าคะ”

            เยี่ยนเจาเจาเดินยิ้มมาทางเยี่ยนฟางหวา

            ทั้งๆที่นางเดินย่างกรายทีละก้าวๆ ทว่าบุคลิกกลับเปลี่ยนไปฉับพลัน ราวกับคุณหนูผู้หยิ่งผยองไร้พิษภัยได้กลายสภาพเป็นเพลิงแผดเผาริมหน้าผาสูงชันในพริบตา...ร่องรอยเย็นชาผสมปนเปกับความอันตรายที่พรั่งพรูออกมาทำให้มองใบหน้าของนางไม่ชัดเหลือเพียงเสียงเสียดสีของชายอาภรณ์นุ่มนิ่มที่ลากกับพื้นพรมเท่านั้น

            ช่วงไม่กี่ปีสุดท้ายในชาติก่อนเยี่ยนเจาเจาก็มีรูปลักษณ์น่าตกใจกลัวเช่นนี้ปัจจุบันนางสลัดพันธนาการเกี่ยวกับเหลียงอินทิ้งจึงยิ่งเปล่งประกายกว่าเดิม

            ทุกคนต่างมองออกทั้งนั้นว่าคุณหนูที่เคยเก็บเนื้อเก็บตัวทว่าเย่อหยิ่งผู้นี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว

            เป็นการเปลี่ยนแปลงเงียบๆที่ไร้สัญญาณเตือนแต่เกิดขึ้นอย่างอึกทึกพลังของนางคุกคามจนเยี่ยนฟางหวาเผลอถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัวและครึ่งก้าวนี้ก็แสดงความแตกต่างระหว่างทั้งสองได้ชัดเจน

            ขนตาของเยี่ยนฟางอู๋สั่นไหวและถอยครึ่งก้าวเพื่อหลีกเลี่ยงลูกหลงเช่นกัน

            แต่เยี่ยนเจาเจาเดินมาถึงข้างกายเยี่ยนฟางหวาแล้วเพียงแค่เจาเจายกมือก็มีคนรู้ความส่งกลอนของเยี่ยนฟางหวาเมื่อครู่มาถึงมือนาง

            เยี่ยนเจาเจาหลุบนัยน์ตาลงอ่านลมหายใจสะดุดเล็กน้อย

            กลอนดีอยู่หรอกแต่กลับถือดีสุดๆ ราวกับไม่มีที่พร่ำพรรณนาความเก่งกาจของตนเองจนต้องกัดฟันใช้กลอนนี้เขียนระบายออกมาในคราวเดียวในกลอนจึงเต็มไปด้วยด้วยความคับแค้นที่ต้องยืนหยัดต่อสู้ตามลำพัง

            มองแวบเดียวก็บอกได้ว่ากลอนนี้ไม่ใช่ฝีมือของเยี่ยนฟางหวา

            เดิมทีเยี่ยนเจาเจาอยากจะไว้หน้าบางๆของนางสักสองส่วน แต่วันนี้นางกลับเดินเข้ามาให้ตนทุบตีหน้าตาเฉยซึ่งถือว่าเพิ่มความสนุกให้วันอันแสนน่าเบื่อของเยี่ยนเจาเจาได้พอดี

            ทั้งสองอยู่ใกล้กันมากเมื่อเยี่ยนเจาเจาหลุบตาอ่านกลอน กลิ่นอายทรงพลังจึงพลันลดลงไป ลำคอขาวราวหิมะที่ก้มเล็กน้อยดูอ่อนนุ่มเกลี้ยงเกลา

            ทว่าครู่เดียวนางก็ยิ้มออกมา“พี่หญิงใหญ่ กลอนนี้ท่านประพันธ์เองหรือเจ้าคะ?”

            หัวใจเยี่ยนฟางหวาเต้นกระหน่ำ

            นางมองนัยน์ตาเปื้อนยิ้มของเยี่ยนเจาเจาไม่รู้เหตุใดถึงรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา

            กลอน...

            อย่างไรก็ตามกลอนของเยี่ยนฟางหวาก็เพิ่งยกพู่กันเขียนท่ามกลางสายตาผู้คนหมู่มาก ยามนี้รอยหมึกบางจุดบนกระดาษยังไม่แห้งด้วยซ้ำ

            แล้วนางก็เหมือนนึกบางอย่างได้จึงซ่อนความกลัวทั้งหมดในแววตา แล้วเปลี่ยนกลับมาเป็นรูปลักษณ์สุภาพอ่อนโยนตามเดิมก่อนกล่าวแผ่วเบา “ใช่”

            หลังได้ยินเช่นนั้นเยี่ยนเจาเจาเหมือนจะผ่อนคลายลง

            “ถ้าอย่างนั้นคงน่าเสียดายแล้วข้าเคยอ่านกลอนบทนี้มาก่อน”

            เยี่ยนเจาเจาค่อยๆ คลายแผ่นกระดาษในมือให้ปลิวตกลงพื้นราวกับที่ถืออยู่ไม่ใช่กลอนที่ได้รับคำชื่นชมล้นหลามเมื่อสักครู่

            ทั้งห้องเงียบสนิท

            ไม่มีใครคาดคิดว่าเยี่ยนเจาเจาจะกล้าเอ่ยตามตรงเช่นนี้ตระกูลขุนนางเก่าแก่ของต้าซีถือคติว่า “หนึ่งร่วงล้วนร่วง หนึ่งโรจน์ล้วนโรจน์[1]” มาตลอด แม้เหล่าคุณหนูในเรือนหลังจะทะเลาะเบาะแว้งกันเพียงใดแต่เมื่อออกมาข้างนอกก็ถือว่าเป็นแซ่เดียวกัน อย่างมากก็แค่พูดจาว่าร้ายสักหน่อยคล้ายเยี่ยนฟางหวาทว่าไม่เคยมีใครโผงผางตามอำเภอใจเหมือนเยี่ยนเจาเจามาก่อน

            เยี่ยนเจาเจาย่ำกระดาษแผ่นนั้นไปดั่งเช่นที่นางเหยียบหน้าเยี่ยนฟางหวาจนจมดินเมื่อสักครู่

            คนรอบข้างต่างตกตะลึงกับคำพูดและท่าเดินทอดน่องของนางจนเปิดทางให้นางเดินผ่านไปยังหน้าที่นั่งประธานโดยไม่รู้ตัว

            ผู้ที่นั่งบนเก้าอี้ประธานคือคุณหนูทั้งสองของจวนฝูอ๋องพวกนางสบตากันชั่วครู่ ก่อนเหลียงอี้ซึ่งอายุน้อยกว่าจะหยัดกายขึ้นและสละที่นั่งของตนเองให้เยี่ยนเจาเจา

            เยี่ยนเจาเจานั่งลงเชื่องช้าแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานราวกับกำลังบดผงชาด ลับคมดาบยวนยาง[2] พลางยกนิ้วชี้ตรงไปที่ใบหน้าซีดเผือดของเยี่ยนฟางหวา“พี่หญิงใหญ่ ข้าถามท่านอีกครั้ง กลอนบทนี้ท่านเขียนเองหรือเปล่า?”

            คำตอบของเยี่ยนฟางหวาเขียนอยู่บนหน้าทว่านางยังยืนตัวตรงมองเยี่ยนเจาเจา “ใช่”

            เยี่ยนเจาเจาสังเกตเห็นว่าเยี่ยนฟางหวาแลกเปลี่ยนสายตากับเยี่ยนฟางอู๋ข้างกายแม้วิธีสื่อสารระหว่างทั้งสองจะไม่มีสิ่งใดไม่เหมาะสมแต่กลับรู้สึกแปลกขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ

            อีกนัยหนึ่ง...เยี่ยนเจาเจารู้สึกว่าการแสดงออกของเยี่ยนฟางหวามีบางอย่างแปลกๆอยู่ตลอด ไม่กี่วันก่อนเพิ่งป่วยจนล้มหมอนนอนเสื่อ วันนี้กลับกระโดดโลดเต้น

            ตกลง...มันผิดปกติตรงไหนกันแน่?

            เมื่อนึกไปถึงความช่วยเหลือที่เยี่ยนฟางอู๋หยิบยื่นให้ตนเองเยี่ยนเจาเจาก็ยิ่งมึนงงเล็กน้อย แต่ความรู้สึกนั้นก็หายวับไปอย่างรวดเร็ว

            “ถ้าอย่างนั้นคงโชคร้ายแล้วจริงๆข้าไม่รู้เลยว่าคนจิตใจบริสุทธิ์และฉลาดหลักแหลมเช่นพี่หญิงใหญ่ผู้นี้จะสามารถแบ่งปันแรงบันดาลใจกับคนอื่น”

            ความจริงนางพูดเพื่อถ่วงเวลาเท่านั้นหากต้องการตบหน้าเยี่ยนฟางหวา นางไม่พึ่งพาคำพูดเพียงไม่กี่คำหรอก...แต่นางกำลังรอหนานหมิงเหอพาเหรินเหยามาต่างหาก

            เหรินเหยา...เยี่ยนเจาเจารู้สึกว่านามนี้มีบางอย่างไม่ชอบมาพากลทว่าชาติก่อนเหรินเหยาอายุสั้นเกินไปความผยองและทรนงของนางไม่ใช่เรื่องดีสำหรับวงการขุนนาง ดังนั้นเลยเงียบหายไปในไม่ช้าตอนเยี่ยนเจาเจาคุมอำนาจ เหรินเหยาก็กลายเป็นคนตายบนหน้าประวัติศาสตร์แล้ว

            เยี่ยนฟางหวาเยี่ยนฟางอู๋ เหรินเหยา วันที่ 4 เดือน 4 และจวนฝูอ๋อง ดูเหมือนทั้งหมดนี้จะมีความเกี่ยวข้องคลุมเครือกันบางอย่างแต่ข้อมูลที่ใช้ได้จากชาติก่อนมีน้อยเกินไป ทำให้ตอนนี้เยี่ยนเจาเจานึกอะไรไม่ออกเลยจริงๆ

            เยี่ยนเจาเจาจิบชาในมืออึกหนึ่งเมื่อเหลือบตาขึ้นก็เห็นเงาร่างของเสี่ยวชุ่ยซ่อนตัวอยู่ด้านข้าง และมีหนานหมิงเหอยืนนิ่งเฉยอยู่ข้างกายนางด้วยนัยน์ตาราบเรียบลึกล้ำ

            ช่วงจังหวะที่เยี่ยนเจาเจาเงยหน้าขึ้นมองนางถึงเห็นว่ากรามแข็งเกร็งของหนานหมิงเหอคลายออก

            นางยกยิ้มมุมปากส่งสายตาไร้เสียงพูดให้เขา

            จากนั้นเสียงแจ่มชัดเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น“บ่าวไม่รู้จริงๆ ว่ากลอนที่เขียนยามว่างจะคล้ายคลึงกับคนอื่นได้เจ้าค่ะ”

            เสียงนี้มีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่าแตกต่างจากเหล่าคุณหนูตระกูลใหญ่โตในที่แห่งนี้ แต่ความหมายเสียดสีอย่างเห็นได้ชัด

            ร่างของเหรินเหยาก้าวออกมาจากหลังม่านโปร่งบางข้างนอกบนตัวนางเต็มไปด้วยกลิ่นของอาหารในห้องครัว ทว่าดูเย็นชาสุดๆใบหน้าผอมถึงขั้นซีดป่วยไปจนถึงรอยยิ้มเหยียดกว้างตรงมุมปากของนางล้วนเย็นเยียบแทบเข้ากระดูกดำ

            สตรีผู้นี้ดึงดูดทุกสายตารอบข้างนับตั้งแต่ปรากฏตัวสีหน้าของนางเฉยชาและไม่แสดงความเคารพต่อใครเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งความเหยียดหยามชิงชังที่แผ่ออกมาจากนางก็เพียงพอที่จะทำให้คนหยุดหายใจได้

            ที่แท้เหรินเหยาผู้เป็นทั่นฮวาหญิงในชาติก่อนก็มีรูปลักษณ์เช่นนี้เอง

            ความขัดแย้งเหมือนจะทวีความรุนแรงขึ้นในทันใดสายตาของเหรินเหยากวาดมองทุกคนโดยหยุดมองที่เยี่ยนเจาเจาเล็กน้อยอย่างแฝงความนัย ก่อนหันไปมองเยี่ยนฟางหวา

            นางลงมือคล่องแคล่วฉับไวเดินไปตรงหน้าเยี่ยนฟางหวาทีละก้าวๆ หลังมองประณามเยี่ยนฟางหวาหัวจรดเท้ารอบหนึ่งก็เผยอริมฝีปากด้วยท่าทีเฉยเมย“ใช้กลอนของข้า เจ้าคู่ควรด้วยหรือ?”

            เหรินเหยาหยิบปึกกระดาษออกมาจากอกเสื้อแล้วโยนมันอย่างแรงจนกระจายเต็มห้องราวเกล็ดหิมะโปรยปราย จากนั้นนางก็หมุนตัวจากไป

            เมื่อคนรอบข้างหยิบกลอนขึ้นมาสุ่มอ่านท่อนสองท่อนก็พูดต่อไม่ออกแล้ว...กลอนทำนองเดียวกันนับสิบบทแสดงถึงความเกลียดชังอันบ้าคลั่งต่อโลกที่อัดแน่นอยู่เต็มกระดาษ ตรงกับรูปแบบกลอนของเยี่ยนฟางหวาอย่างสมบูรณ์

            ความอวดดีดังกล่าวเหมือนเยี่ยนเจาเจาไม่มีผิดแต่สถานะของนางเป็นเพียงแม่ครัวในหอถงเชวี่ย จะเหิมเกริมได้อย่างไร?

            จู่ๆใบหน้าของเยี่ยนฟางหวาก็ซีดเผือดลง นางไอหนักสองครั้งแล้วกระอักเลือกออกมา จากนั้นก็หมดสติล้มลงในอ้อมแขนของเยี่ยนฟางอู๋

            รอบข้างพลันโกลาหลวุ่นวายคนของหอถงเชวี่ยจึงเข้ามาจับตัวเหรินเหยาออกไป

            ท่ามกลางความสับสนอลหม่านที่เกิดขึ้นเยี่ยนเจาเจารู้สึกเพียงว่ามีสายใยบางอย่างเชื่อมข้อมูลทุกอย่างไว้ด้วยกันอยู่แต่ยังขาดปมสำคัญไป

            ท่ามกลางเสียงอึกทึกของฝูงชนเหรินเหยาไม่เพียงไม่กลัว ทว่ายังเบี่ยงหน้ากลับมามองข้างมือเยี่ยนเจาเจาอีกด้วย...สื่อความหมายชัดเจนว่านางเป็นคนที่เยี่ยนเจาเจาหามาถึงคราวเยี่ยนเจาเจาต้องปกป้องนางบ้าง

            ปกป้องนาง?

            เยี่ยนเจาเจาเริ่มสนใจ

            ไม่ได้พบคนบ้าระห่ำเหิมเกริมเยี่ยงนี้มานานแล้วหากนางมีคุณสมบัติเพียงพอ เยี่ยนเจาเจาย่อมยินดีปกป้องนาง

            ทั่นฮวาหญิงในชาติก่อนสมญานามนี้ควรค่าแก่การลงมือ

            “อาเหวิน อาอู่พาตัวนางไป”

            เยี่ยนเจาเจาหลุบนัยน์ตาลงพลางหมุนถ้วยชาในมืออย่างสบายอารมณ์

            องครักษ์ของธิดาสวรรค์นางเองก็มีอยู่สองคน

            เยี่ยนเจาเจารู้ว่าพวกเขาคอยคุ้มครองตนเองอยู่ข้างหลังตลอดเวลา

            เมื่อสิ้นเสียงนางองครักษ์ในชุดมัจฉาบิน[3] สองนายก็เดินผ่านม่านโปร่งบางข้างนอกเข้ามาดังที่คาดก่อนจะหิ้วปีกเหรินเหยาคนละมือและจากไปทันที

            ทั้งห้องโถงพากันตื่นตระหนก แม้ว่าเมื่อก่อนเยี่ยนเจาเจาจะค่อนข้างผยองและทระนงตัว แต่ไม่เคยกระทำการเฉียบขาดรวดเร็วปานนี้ไม่รู้ว่าหลังจบงานวันที่ 4 เดือน 4 ไปแล้วข่าวคราวที่ลอยกลับสกุลต่างๆ จะพรรณนาเกี่ยวกับคุณหนูอ่อนเยาว์ผู้นี้อย่างไรบ้าง

            เรื่องราวดำเนินมาถึงจุดนี้เหมือนสายใยทุกอย่างจะขาดสะบั้นลงแล้ว ทว่าเยี่ยนเจาเจารู้ดีว่ามันยังไม่จบ...เล่นเล่ห์เหลี่ยมเช่นนี้หากนางไม่รู้ว่าคนลอบวางแผนเบื้องหลังคือเหรินเหยาชาติก่อนนางคงใช้ชีวิตมาสูญเปล่าแล้ว

            เยี่ยนเจาเจาเพียงแต่รอให้ปมนั้นเรียงร้อยทุกอย่างเข้าด้วยกันก่อนดังนั้นท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจอันวุ่นวาย สายตาของนางจึงสงบนิ่งผิดธรรมชาติ

            ทว่าแววตาของหนานหมิงเหอกลับไหววูบเล็กน้อยก่อนจะถูกคลื่นความรู้สึกบางอย่างโหมซัดปกปิดไป

             

            เชิงอรรถ

            [1] หนึ่งร่วงล้วนร่วง หนึ่งโรจน์ล้วนโรจน์หมายถึง หนึ่งคนโดนกระทำจนพ่ายแพ้ คนอื่นก็ตกต่ำตามไปด้วย เมื่อคนหนึ่งเจริญขึ้นคนอื่นก็เจริญตาม

            [2] ยวนยาง หมายถึงนกเป็ดน้ำแมนดาริน เนื่องจากชาวจีนเชื่อว่านกยวนยาง เป็นนกที่มีคู่เดียวไปจนตายแม้คู่ของมันตายแล้ว มันก็จะครองตัวเป็นโสดไปตลอดโดยไม่มีคู่ใหม่ในบริบทนี้จึงหมายถึงดาบคู่

            [3] ชุดมัจฉาบิน หมายถึงชุดที่มีแขนยาวและแคบ ช่วงล่างจับจีบรอบตัว ปักลายมัจฉาบินซึ่งมัจฉาบินจะมีหัวและลำตัวคล้ายมังกร มีปีกและหางเป็นแพสองซีกคล้ายปลาส่วนใหญ่องครักษ์เสื้อแพรหรือเจ้าหน้าที่ทางการจะสวมชุดนี้

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ] ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159