ที่เชิงเขาสำนักลั่วเฟิงมีเมืองตั้งอยู่ ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของสำนัก ภายในเมืองมีทั้งผู้ฝึกตนและคนธรรมดาอาศัยอยู่ปะปนกันอย่างพลุกพล่าน
แต่นี่ไม่ใช่เป้าหมายหลักของเซิ่งซี นางเพิ่งจะลักพาตัวนกกระเรียนเซียนมาฝูงใหญ่ เพราะกลัวสำนักลั่วเฟิงจะตามมาคิดบัญชีแค้น ดังนั้นนางยึ่งต้องหนีไปให้ไกลจากสำนักลั่วเฟิงที่สุดเท่าที่จะทำได้
หลังจากเก็บนกกระเรียนทั้งหมดลงในถุงสัตว์อสูรแล้ว เซิ่งซีก็พักผ่อนหนึ่งคืน วันต่อมานางก็มุ่งหน้าไปยังทิศตะวันตกเฉียงเหนือซึ่งมีปราณิญญาเบาบาง
ทัศนียภาพระหว่างทางงดงามราวกับภาพวาด บางครั้งนางก็ปล่อยนกกระเรียนออกมายืดเส้นยืดสายและให้นกกระเรียนพาบินไปส่งสักระยะ
ช่างเป็ชีวิตที่รื่นรมย์ยิ่งนัก
จนกระทั่งมีการโจมตีสายหนึ่งพุ่งตรงมา เกือบจะผ่าทั้งเซิ่งซีและนกกระเรียนแยกออกเป็สองซีก
เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นและพุ่งเข้าโจมตีเซิ่งซีโดยตรง
เซิ่งซีชักกระบี่สวนกลับตามสัญชาตญาณ รับการโจมตีของชายชุดดำปิดหน้าไว้ได้ และคาดไม่ถึงว่านางจะเผลอใช้เคล็ดวิชาชิงชางกระบวนท่าที่หนึ่งออกมา
เซิ่งซีตกตะลึง เคล็ดวิชากระบี่โบราณมันเจ๋งขนาดนี้เลย?
นางยังไม่ได้เริ่มเรียนเลยก็ใช้ได้แล้ว?
ชายปิดหน้าเองก็แปลกใจที่เซิ่งซีโต้กลับได้ แต่เมื่อมองชัด ๆ ว่าเซิ่งซีมีระดับพลังแค่ขั้นรวบรวมปราณ ก็คิดว่าเมื่อครู่คงเป็แค่เื่บังเอิญ เขาจึงฮึกเหิมขึ้นมาอีกครั้ง เหวี่ยงดาบเล่มโตพุ่งเข้าหาเซิ่งซีอีกรอบ
"ถ้าไม่อยากตายก็ส่งถุงวิเศษกับสัตว์อสูรมาให้หมด!"
ปล้นเหรอ? นี่มันจะซวยเกินไปแล้ว!
เซิ่งซีถูกดาบใหญ่ของอีกฝ่ายกระแทกจนมือชาหนึบ ขณะที่นางกำลังจะให้เขาลิ้มรสว่าเคล็ดวิชากระบี่โบราณเป็อย่างไร จู่ ๆ ก็มีร่างสีเหลืองทองพุ่งมาจากด้านข้าง ถีบชายปิดหน้าจนล้มคว่ำลงกับพื้น
ชายปิดหน้าพยายามขัดขืน ทว่าระดับพลังแตกต่างกันเกินไป เด็กหนุ่มชุดเหลืองเพียงแค่สะบัดมือคราเดียวก็ปลิดชีพเขาได้ทันที
เซิ่งซีถึงกับอึ้ง นางโอบกอดนกกระเรียนพลางสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
คนผู้นี้เก่งเกินไปแล้ว ต่อให้นางมีสูตรโกงก็สู้ไม่ได้
ทว่าเด็กหนุ่มชุดเหลืองไม่ได้ลงมือกับนาง แต่กลับเผยรอยยิ้มสดใส "สหายเต๋าเก่งกาจยิ่งนัก สามารถเอาชีวิตรอดจากเงื้อมมือคนผู้นี้ได้ทั้งที่ระดับพลังต่างกันตั้งหนึ่งขั้น เ้าทำได้อย่างไรกัน?"
คงเป็เพราะเคล็ดวิชาชิงชางเป็เคล็ดวิชาที่สมบูรณ์เกินไปจนมันขยับร่างกายให้เองในยามวิกฤตกระมัง
นอกจากนี้ เซิ่งซียังพบว่าเคล็ดวิชาชิงชางที่นางได้รับมานั้นเป็ชุดวิชาที่สมบูรณ์แบบ ไม่ใช่เพียงแค่เศษเสี้ยวอย่างที่เซิ่งหรูเยว่ได้รับในนิยายต้นฉบับ
นี่ถือว่าแตกต่างจากเนื้อเื่เดิมโดยสิ้นเชิง
ในนิยายต้นฉบับ เซิ่งหรูเยว่ต้องใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะเปิดใช้งานหยกนั้นได้ และเคล็ดวิชาที่ได้มาก็เป็เพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น หลังจากนั้นนางต้องเดินทางไปทั่วทุกสารทิศเพื่อตามหาเคล็ดวิชาชิงชางส่วนที่เหลือ
แต่เื่พวกนั้นไม่เกี่ยวข้องกับเซิ่งซีเลย ตอนนี้นางเป็เพียงปลาเค็มที่แสนธรรมดาเท่านั้น
เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามของเด็กหนุ่ม เซิ่งซีก็ยิ้มแล้วตอบว่า "แค่โชคดีเท่านั้นเ้าค่ะ"
เด็กหนุ่มไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ เขาหยิบถุงวิเศษของชายปิดหน้ามาอย่างชำนาญ แล้วโยนคืนให้เซิ่งซีถุงหนึ่ง "โชคดีก็นับเป็ความสามารถอย่างหนึ่ง ข้านี่สิที่โชคไม่ดี พลาดท่าอยู่หลายครั้ง ใช้เวลาตั้งครึ่งเดือนกว่าจะตามจับเ้าโจรนี่ได้"
นี่คือการตามล้างแค้น หรือการตามจับกุมกันแน่?
"เขาไปทำอะไรมาหรือเ้าคะ?" เซิ่งซีชี้ไปที่ศพบนพื้นแล้วเอ่ยถาม
"เ้านี่น่ะหรือ เขาชอบดักซุ่มฆ่าผู้ฝึกตนอิสระตามข้างทาง ข้างหน้ามีหมู่บ้านคนธรรมดา มีผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานคนหนึ่งเร้นกายปลีกวิเวกอยู่ที่นั่น เ้านี่อยากจะฆ่าชิงสมบัติ เลยรวมหัวกับพวกพ้องไปรุมฆ่าผู้ฝึกตนคนนั้น แถมยังกลัวคนจำหน้าได้ เลยฆ่าล้างหมู่บ้านคนธรรมดาจนหมดสิ้น" เด็กหนุ่มเล่าถึงตอนนี้ก็โกรธจัด จึงเตะศพบนพื้นอย่างแรงไปหนึ่งที
เซิ่งซีสูดลมหายใจเข้าลึก และพบว่าในโลกที่เต็มไปด้วยดาบและกระบี่เช่นนี้ การจะนอนเป็ปลาเค็มเฉย ๆ มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเลย
กลับกลายเป็ว่าเมืองหงเฟิงที่นางเคยพักอยู่นั้น ยังจะดูปลอดภัยกว่าเสียอีก เพราะมีการควบคุมโดยสำนักลั่วเฟิงและห้ามผู้ฝึกตนต่อสู้กันภายในเมืองอย่างเด็ดขาด
แต่เซิ่งซีอยู่ที่เมืองหงเฟิงไม่ได้
เพราะเมืองหงเฟิงคือตัวเลือกแรกของศิษย์สำนักลั่วเฟิงที่ลงเขามา เซิ่งซีมีโอกาสเจอพวกเขาได้ง่ายมาก การถูกหัวเราะเยาะน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่ถ้าพวกเขาพบว่านกกระเรียนที่หายไปมาอยู่ที่เซิ่งซีหมด นางก็คงจบเห่แน่
เซิ่งซีจึงตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะหาสำนักอื่นอยู่เพื่อมุดหัวใช้ชีวิตไปวัน ๆ
เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มผู้นี้อายุยังน้อยแต่มีระดับพลังที่ไม่ธรรมดา เซิ่งซีจึงคาดว่าเขาน่าจะรู้เื่ราวในโลกผู้ฝึกตนเป็อย่างดี "สหายเต๋าพอจะรู้หรือไม่เ้าคะ ว่า่นี้มีสำนักไหนเปิดรับสมัครศิษย์บ้าง?"
"เจ็ดสำนักใหญ่ก็เปิดรับหมดแหละ สหายเต๋าอยากมาอยู่สำนักเวิ่นซินของพวกเราหรือไม่ล่ะ?" เมื่อพูดถึงเื่นี้ เด็กหนุ่มก็ดูคึกคักขึ้นมาทันที "สำนักเวิ่นซินของพวกเรานาน ๆ ทีจะเปิดรับคน ปีนี้ท่านอาจารย์ถึงกับเดินทางมาด้วยตัวเองเลยนะ"
เจ็ดสำนักใหญ่มีสำนักลั่วเฟิงเป็ผู้นำ และสำนักเวิ่นซินก็เป็หนึ่งในนั้น เพียงแต่รั้งท้ายตารางอยู่ตลอด ความโดดเด่นต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนเซิ่งซีที่เคยอ่านนิยายมายังจำไม่ได้เลยว่ามีสำนักนี้อยู่ด้วย
แต่ในเมื่อติดโผเจ็ดสำนักใหญ่ แสดงว่าสำนักเวิ่นซินย่อมมีฝีมืออยู่บ้าง คงไม่ถูกฆ่าล้างสำนักได้ง่าย ๆ
เซิ่งซีจึงถามคำถามที่นางให้ความสำคัญที่สุด "สำนักเวิ่นซินมีการประเมินผลงานหรือไม่เ้าคะ?"
เด็กหนุ่มโบกมืออย่างร่าเริง "ไม่มีหรอก ทั้งสำนักเวิ่นซินน่ะ ถ้านับรวมท่านอาจารย์กับผู้าุโแล้ว ก็มีกันอยู่แค่เจ็ดคนเท่านั้นเอง จะไปทำเื่ไร้สาระพวกนั้นทำไมกัน?"
วิเศษที่สุด!
ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเรียบง่าย ไม่มีการประเมินผลงาน แถมยังเป็สำนักใหญ่ ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกถล่มหายไปวันไหน นี่มันคือ์ของปลาเค็มชัด ๆ !
"ไปเ้าค่ะ ไปสมัครกัน!"
ทั้งสองตกลงกันได้ทันที และตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังสำนักเวิ่นซิน
เพราะใกลัว นกกระเรียนเซียนจึงหลบเข้าไปในถุงสัตว์อสูรและยังขวัญเสียไม่กล้าออกมา ทำให้ไม่สามารถพาเซิ่งซีบินไปที่จุดรับสมัครได้
เด็กหนุ่มเรียกกระบี่ยาวที่สะพายอยู่ด้านหลังออกมา กระบี่ที่ส่องประกายเย็นเยียบลอยมาหยุดอยู่ที่เท้าของทั้งคู่
ขณะที่เด็กหนุ่มกำลังจะบอกเซิ่งซีว่า การจะเข้าสำนักเวิ่นซินได้นั้นต้องดูที่พร์และรากิญญาด้วย แต่เซิ่งซีกลับก้าวขึ้นไปบนกระบี่ก่อนหนึ่งก้าว และหลังจากนั้นนางก็พุ่งทะยานออกไปราวกับลูกธนูที่หลุดจากคันศร
เด็กหนุ่มถึงกับตาค้าง
ตามปกติแล้วต้องถึงขั้นสร้างรากฐานก่อนถึงจะเหินกระบี่ได้ แต่เซิ่งซีที่มีระดับพลังแค่ขั้นรวบรวมปราณระดับสอง กลับน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้เชียวหรือ?
ส่วนเซิ่งซีที่กำลังบินวนเวียนประหนึ่งัเริงระบำอยู่กลางอากาศ "ช่วยด้วยยย..."
นางแค่สงสัยและอยากจะลองดูว่าการเหยียบบนกระบี่มันรู้สึกอย่างไร ใครจะไปรู้ว่าพอก้าวขึ้นไปปุ๊บ กระบี่มันก็พุ่งปรี๊ดออกมาเลยเช่นนี้!
การเหินกระบี่ของเซิ่งซีดูเหมือนยุงที่บินไร้ทิศทาง นางเหยียบกระบี่หมุนตัวกลางอากาศสามร้อยหกสิบองศา เส้นทางการบินคดเคี้ยวยิ่งกว่าขดยากันยุงเสียอีก
เด็กหนุ่มคอยหลบหลีกกระบี่บินที่เกือบจะทิ่มหน้าเขาครั้งแล้วครั้งเล่า จนในที่สุดก็ตามเซิ่งซีทันและบินขนาบข้างนาง "สหายเต๋า เ้านี่เก่งจริง ๆ !"
เซิ่งซีรู้สึกเหมือนตัวเองเป็ผ้าที่อยู่ในถังปั่น สมองถูกกระบี่ใต้ฝ่าเท้าเหวี่ยงจนจะกลายเป็น้ำเต้าหู้แล้ว "รีบสั่งให้กระบี่ของท่านหยุดเดี๋ยวนี้!"
เด็กหนุ่มยิ้มกว้าง "เปล่าเลย นั่นมันกระบี่ของเ้าต่างหาก"
เซิ่งซี "..."
นางสงสัยอย่างยิ่งว่าไอ้หมอนี่กำลังด่านางอยู่
เด็กหนุ่มถามด้วยสีหน้าซื่อบริสุทธิ์ "สหายเต๋า นี่เ้าใช้วิชาอะไรกันเนี่ย? ทำไมท่วงท่าการเหินกระบี่ถึงได้... แปลกใหม่ขนาดนี้?"
เซิ่งซีััได้ถึงการเยาะเย้ย "ข้าเหินกระบี่ไม่เป็! ท่านช่วยหยุดมันที!"
นางเป็เพียงขั้นรวบรวมปราณระดับสอง ลำพังแค่ประคองตัวไม่ให้ตกจากกระบี่ก็ต้องใช้พลังิญญาทั้งร่างแล้ว จะเอาพลังที่ไหนไปควบคุมกระบี่กันเล่า?
เด็กหนุ่มมองนางด้วยความชื่นชม "สหายช่างถ่อมตัวเหลือเกิน งานชุมนุมผู้ฝึกตนของเจ็ดสำนักใหญ่อยู่ข้างหน้านี่เอง ข้าจะพาเ้าไป รับรองว่าเ้าจะต้องโดดเด่นจนทุกคนต้องตะลึงแน่นอน!"
จะโดดเด่นจนคนตะลึงหรือเปล่าเซิ่งซีไม่รู้ แต่ที่นางรู้คือคนผู้นี้ต้องตาบอดแน่นอน
"ท่านกลับมานี่ก่อน!"
เด็กหนุ่มที่เหินกระบี่นำหน้าหันกลับมามองนาง พร้อมรอยยิ้มกวนประสาท "ไล่ตามข้าให้ทันสิ!"
กระบี่ใต้ฝ่าเท้าเซิ่งซีราวกับสื่อใจถึงเด็กหนุ่มได้ มันรีบพุ่งตามไปทันทีด้วยความเร็วที่มากกว่าเดิม ลมที่เกิดจากการบินพัดแรงจนเซิ่งซีลืมตาไม่ขึ้น หลงเหลือเพียงเสียงกรีดร้องด้วยความโกรธและหวาดกลัวของนาง "กรี๊ดดด..."