ตอนที่ 40 ขายบะหมี่
ค่ำคืนที่เงียบสงบนี้ได้ผ่านพ้นไปอย่างช้าๆจนกระทั่งเมื่อถึงเช้าวันรุ่งขึ้น ลู่จิวได้ลืมตาตื่นขึ้นมาเป็นคนแรก แน่นอนว่าถ้าหากนางตื่นขึ้นมาก่อนย่อมไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว
ยามนี้ลู่จิวจึงได้รู้แล้วว่าเรื่องเวลานั้นไม่มีผลอะไรต่อพวกนางแม้จะเป็นวิญญาณแต่ก็สามารถเลือกนอนได้อิสระตามใจอยู่ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะกำหนดเอง
“หยางน่า เจ้าตื่นหรือยัง” ลู่จิวบิดขี้เกียจไปพลางพร้อมปลุกใครอีกคนหนึ่งที่อยู่ในร่างให้ตื่น
‘…’
เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบรับจากอีกฝ่าย จู่ๆลู่จิวก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมา แล้วหยิกที่ใต้ท้องแขนของตัวเองแรงๆ หนึ่งที
ฉับพลันนั้นร่างที่นอนหลับอยู่ก็พลันสะดุ้งตัวตื่นขึ้นมาในทันทีก่อนจะร้องโวยวาย ‘ตกใจหมดเลย!’
“พระชายา ตื่นมาทำงานหาเงินกันได้แล้ว” ลู่จิวหัวเราะเบาๆยามที่ตื่นขึ้นมานางก็พบว่าท่านยายได้ออกมานวดแป้งบะหมี่รออยู่ก่อนแล้ว
ยามนี้พระอาทิตย์ยังไม่ทันจะขึ้นแต่ทว่าหญิงชรากลับนั่งอยู่ท่ามกลางแสงไฟจากตะเกียงที่ส่องสลัวอยู่เพียงลำพังและนวดแป้งในมือด้วยความตั้งใจ
เมื่อเห็นอย่างนั้นลู่จิวก็รีบเข้าไปช่วยทันที “ท่านยายให้ข้าทำแทนเถอะ”
“เหตุใดถึงตื่นเช้าเพียงนี้ กลับไปนอนต่อสักหน่อยเถิดประเดี๋ยวพอถึงเวลาตั้งร้านแล้วข้าจะไปเรียกเจ้าเอง” ท่านยายซูยิ้มให้หญิงสาวอย่างแผ่วเบาอย่างจะก้มหน้าก้มตานวดแป้งในมือต่อไป
ทว่าลู่จิวกลับไม่ยอมให้ทำเช่นนั้นและเอ่ยว่า “ท่านยาย ท่านช่วยเหลือข้าในยามที่ลำบากที่สุดนี่เป็นสิ่งที่ข้าสมควรทำให้ท่าน วันนี้ท่านไม่ต้องทำสิ่งใดทั้งนั้นเพียงแค่นั่งคิดเงินก็พอ ข้าจะเป็นคนจัดการทุกอย่างเอง”
“เอาอย่างนั้นรึ เจ้าจะทำงานหนักเกินไปหรือเปล่า”ท่านยายซูอดแย้งขึ้นมาไม่ได้
“ไม่เจ้าค่ะ ก่อนหน้านี้ชีวิตข้าลำบากกว่านี้หลายเท่าแค่นี้สำหรับข้าแล้วสบายมาก ท่านยายไม่ต้องกังวลใจไป” ลู่จิวยิ้มอย่างแผ่วเบาก่อนจะรับเขียงไม้มาแล้วบีบนวดแป้งด้วยน้ำหนักที่พอเหมาะไม่นานนักนางก็เริ่มตัดแบ่งแป้งอย่างคล่องแคล่วและตีแป้งออกเป็นเส้นๆ แล้วพักเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ
ลู่จิวตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าวันนี้จะขายบะหมี่แห้งให้ได้ทั้งหมดห้าสิบชามชามละสิบอีแปะ รวมแล้วจะมีรายได้อยู่ที่ห้าร้อยอีแปะหักลบต้นทุนไม่กี่สิบอีแปะก็ยังเหลือสี่ร้อยกว่าอีแปะนับว่าเป็นจำนวนเงินที่มากพอจะต่อยอดซื้อเนื้อสัตว์มาทำรายการอาหารในวันพรุ่งนี้ได้
มือบางทำงานอย่างขะมักเขม้นโดยมีหยางน่าคอยเฝ้าดูอยู่เป็นเพื่อนและจดจำขั้นตอนการทำบะหมี่แห้งอย่างตั้งใจ
ลู่จิวตั้งกระทะใบใหญ่ลงบนเตาไฟที่ร้อนระอุก่อนจะราดน้ำมันลงไป เมื่อร้อนได้ที่แล้วจึงเติมหูหลัวโป[1]สีส้มกรอบอร่อยลงไปผัดคู่กับเปาซินช่าย[2]แล้วตักขึ้นสะเด็ดน้ำมันแยกใส่ไว้ในชามขนาดใหญ่
ลู่จิวหันไปหยิบกระเทียมมาผัดจนหอมตามด้วยเห็ดหอมที่หั่นทิ้งไว้ใส่ลงไปในกระทะ จากนั้นเติมน้ำตาลเกลือและซีอิ๊วที่ท่านยายซูหมักเองลงไปในกระทะแล้วผัดจนเข้ากันดี ต่อด้วยนำเส้นบะหมี่ลวกใส่ลงไปในกระทะข้อมือเล็กทั้งสองข้างใช้ตะหลิวสองอันคลุกเคล้าเส้นให้เข้ารสชาติ จากนั้นใส่ผักที่พักเอาไว้ตามลงไปต่อด้วยโรยต้นหอมตกแต่งเป็นอันเสร็จสิ้น
เมื่อจัดการผัดบะหมี่ในประมาณยี่สิบห้าชามแรกเสร็จแล้วลู่จิวก็ตักแบ่งไว้สามชาม ก่อนจะยกกระทะขนาดใหญ่ไปวางไว้ที่รถเข็น แล้วจึงเดินมาบอกท่านยายว่า“ข้าเตรียมไว้ให้น้องซูชิงแล้วส่วนชามนี้ของท่าน พวกเรารีบกินกันก่อนเถิดเจ้าค่ะ”
“อืม” ท่านยายซูพยักหน้ารับด้วยความพึงพอใจที่เห็นหญิงสาวนางนี้เอาใจใส่เป็นอย่างดีคิดไม่ถึงเลยว่าจะเตรียมอาหารไว้เผื่อให้หลานสาวของนางอีกด้วย
ทั้งสองใช้เวลากินอาหารชาวเพียงแค่ครู่เดียวเมื่อยามพระอาทิตย์ขึ้น ลู่จิวก็ช่วยท่านยายซูเข็นรถหาบเร่ออกไปตามท้องถนนก่อนจะหยุดลงตรงที่ประจำและเริ่มตั้งโต๊ะและเก้าอี้ บริเวณด้านข้างมีชาวบ้านที่มาตั้งร้านค้าหาบเร่ริมถนนไม่ต่างจากพวกนาง
มีผู้คนมากมายเดินเลือกซื้อของตามร้านค้าหาบเร่กันอย่างคึกคักแต่มีเพียงร้านค้าของท่านยายซูเท่านั้นที่จนป่านนี้ยังไม่มีลูกค้าเข้ามานั่งในร้านเลยสักคน
ลู่จิวมองดูบะหมี่แห้งที่ถูกทิ้งไว้ในกระทะจนเย็นเฉียบด้วยความเศร้าหมองด้านข้างมีท่านยายซูที่นั่งเศร้าไม่ต่างกัน
ท่านยายซูนั้นไม่ได้รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใดที่บะหมี่ขายไม่ออกเลยสักชามนั่นเป็นเพราะว่าลูกค้าหมดความเชื่อมั่นในร้านของนางกันหมดแล้วหากจะให้กลับมาอุดหนุนกันใหม่ก็คงยาก “เจ้าอย่าได้โทษตัวเองเป็นอันขาดบะหมี่ที่เจ้าทำนั้นอร่อยมากๆ เลยล่ะเพียงแต่ลู้ค้าหมดความเชื่อถือในร้านค้าของข้าแล้วก็เท่านั้นพวกเขาเลยไม่คิดที่จะเข้ามาอุดหนุน...”
“ท่านยาย…” ลู่จิวมองดูท่านยายซูที่ถึงแม้จะรู้สึกหมองเศร้าไม่ต่างจากนางแต่ถึงกระนั้นก็ยังคงปลอบโยนเสมอว่าไม่ใช่ความผิดของนางความอ่อนโยนและอบอุ่นนี้ไม่แตกต่างอะไรกับท่านยายของนางเลยสักนิด
ยิ่งรู้ว่าอีกฝ่ายดีต่อนางขนาดนี้ลู่จิวก็ยิ่งอยากช่วยกอบกู้ชื่อเสียงให้ร้านค้าของท่านยายซูมากขึ้นไปอีกนางมองดูผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาด้วยสายตาที่ครุ่นคิด นางนึกไม่ออกเลยจริงๆว่าจะทำอย่างให้มีลูกค้าเข้ามาในร้าน
ในเวลานี้หยางน่าเองก็ครุ่นคิดหนักไม่ต่างอะไรจากลู่จิวจนในที่สุดก็เอ่ยเสนอแนะขึ้นมาว่า ‘ยามนี้ผู้คนหมดความเชื่อมั่นในร้านบะหมี่ของท่านยายซูไปแล้วต่อให้พวกเรานั่งรอไปก็คงจะไม่มีประโยชน์ไม่สู้พวกเราลองสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าอีกครั้งกันเถอะ’
“สร้างความเชื่อมั่น? ทำอย่างไร?”ลู่จิวถามด้วยความสงสัย
‘พวกเราลองไปหาหน้าม้ามานั่งกินดีหรือไม่’ หยางน่าเอ่ยเสนอแนะขึ้นมา
“แต่บะหมี่พวกนี้มันเย็นหมดแล้ว กินไปก็ไม่อร่อยใครจะอยากกินกันเล่า” ลู่จิวเอ่ยออกมาอย่างหมดหวัง
‘จำตอนที่พวกเราหิวจนไส้แทบขาดได้ไหมพวกเรายังกินอาหารหน้าตาประหลาดพวกนั้นหรือแม้แต่ขอกินแตงกวาแค่ลูกเดียวได้เลยคนหิวไม่เลือกกินหรอก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงบะหมี่ที่เจ้าทำ ข้าพระชายาผ่านการชิมอาหารเลิศรสมาตั้งมากมายยังชมว่าบะหมี่ของเจ้าอร่อยเลยแล้วนับประสาอะไรกับขอทานและกลุ่มคนที่ใช้แรงงานกันเล่า’
เมื่อได้ยินอย่างนี้ลู่จิวก็พลันเกิดความคิดขึ้นมา“ขอบใจเจ้ามากประเดี๋ยวข้าจะลองไปชวนพวกเขาดู”
ลู่จิวนำเรื่องที่จะแจกบะหมี่ให้กับขอทานและคนใช้แรงงานไปบอกกล่าวกับท่านยายซู
เมื่อท่านยายซูได้ยินอย่างนั้นก็แค่เพียงพยักหน้าอย่างจำยอมเท่านั้นเพราะบะหมี่พวกนี้ไม่มีคนซื้อจริงๆ ต่อให้เก็บกลับไปก็กินกันไม่หมดอยู่ดีสู้แบ่งปันให้คนที่ลำบากจะดีกว่า
หลังจากที่ได้รับอนุญาตแล้วลู่จิวก็เดินเข้าไปหากลุ่มเด็กขอทานและช่างก่อสร้างที่อยู่ในละแวกนั้นให้มานั่งกินบะหมี่แห้งที่ร้านโดยมีข้อแม้ว่าจะต้องนั่งกินให้อร่อยและทำให้คนอื่นๆรู้สึกอยากเข้ามาอุดหนุนร้านค้าของนาง
การกระทำของลู่จิวได้ดึงดูคนงานกลุ่มหนึ่งให้เข้ามานั่งภายในร้านมีอาหารให้กินถึงที่โดยไม่ต้องเสียเงินสักอีแปะ ใครบ้างจะไม่อยากกินส่วนเหล่าขอทานเนื้อตัวสกปรกเหล่านั้นไม่กล้าเข้ามา เพียงแค่ยืนต่อแถวรับอาหารกันอย่างเป็นระเบียบเท่านั้นใช้เวลาเพียงไม่นานร้านค้าของท่านยายซูก็ดูมีลูกค้าแน่นถนัดตาเลยทีเดียว
“ขอบคุณแม่นางที่เมตตา” ขอทานน้อยรับห่อบะหมี่ไปก่อนจะโค้งตัวลงด้วยความขอบคุณ
ลู่จิวยิ้มให้เด็กน้อยหน้าตามอมแมมอย่างอ่อนโยนก่อนจะบอกว่า “หากอร่อยก็ช่วยบอกต่อให้พี่สาวหน่อยนะ พรุ่งนี้พี่จะขายบะหมี่หอยขมหากเจ้าอยากชิมก็แวะมาได้ พี่จะแบ่งให้พวกเจ้าชิมเอง”
“ขอบคุณพี่สาวใจดี” ขอทานน้อยโค้งตัวขอบคุณก่อนจะพากันไปนั่งกินบะหมี่ที่มุมหนึ่งของกำแพง ปากก็ยังไม่ลืมช่วยกันบอกต่อให้ถึงหูผู้คนที่เดินผ่านไปมาบนถนน
ในเวลานี้เองคนงานก่อสร้างผู้หนึ่งก็อื่นขึ้นมาว่า“แม่นางบะหมี่ร้านเจ้าอร่อยมาก เอาไว้เงินเดือนของพวกข้าออกแล้วจะมาอุดหนุนเจ้านะขอบคุณสำหรับอาหาร”
เมื่อได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยชมแล้วลู่จิวก็ยิ้มกว้างทันที “ขอบคุณมากเลยเจ้าค่ะท่านลุง รบกวนท่านช่วยบอกต่อคนอื่นๆ ด้วยนะเจ้าคะ”
‘ลู่จิว บะหมี่จะหมดแล้วข้าว่าเจ้าลองตั้งกระทะผัดตรงนี้เลยดีไหม ตอนเจ้าผัดบะหมี่หอมมากเลยล่ะไม่แน่ว่าอาจจะช่วยเรียกน้ำย่อยให้กับลูกค้าเหล่านั้นก็เป็นได้’ หยางน่าเอ่ยแนะนำด้วยความกระตือรือร้น
หลังจากที่กลุ่มคนก่อสร้างออกไปแล้วลู่จิวจึงเริ่มก่อไฟและตั้งกระทะผัดบะหมี่ขึ้นมา ท่าทางคล่องแคล่วของหญิงสาว รวมถึงกินหอมของบะหมี่ได้ดึงดูดคนที่เดินผ่านไปมาให้เหลียวมองพลางลูบท้องด้วยความหิว แต่เมื่อเห็นว่าเป็นร้านของท่านยายซูแล้วทุกคนก็เบือนหน้าหนีทันที
หยางน่าเห็นท่าไม่ค่อยดี จึงได้บอกกับลู่จิวว่า ‘ขอข้าลองขายดูหน่อยได้หรือไม่’
“พระชายาจะลองขายบะหมี่รึ” ลู่จิวถามด้วยความประหลาดใจยามนี้นางได้ยกกระทะขึ้นมาพักเอาไว้เรียบร้อยแล้วที่เหลือก็แค่ตักใส่จานเท่านั้นเอง
‘อืม ข้าอยากลองทำดู’ หยางน่าตอบกลับด้วยความมั่นใจหากเป็นเรื่องเรียกร้องความสนใจนั้นนางถนัดพอตัว
“ได้ ตามใจเจ้าก็แล้วกัน” ลู่จิวพูดจบแล้วก็ตั้งจิตให้สงบนิ่งและรอการสลับดวงวิญญาณกับหยางน่า
เพียงพริบตาเดียวหยางน่าก็กลับคืนสู่ร่างเมื่อครู่ตอนที่นางเป็นเพียงดวงวิญญาณได้ทำการสังเกตวิธีการขายของร้านค้าในระแวงข้างเคียงแล้วนางพบว่าร้านที่มีคนเดินเข้าออกตลอดคือร้านค้าที่ร้องเรียกลูกค้า เพราะอย่างนี้หยางน่าจึงอยากลองนำเคล็ดลับของร้านอื่นมาลองใช้ดูบ้าง
“บะหมี่แห้งร้อนๆ จานใหญ่ๆ บะหมี่อร๊อยอร่อยไม่กินไม่ได้แล้ว!” เสียงใสกังวานของหญิงสาวดังไปทั่วบริเวณได้ดึงดูดสายตาของผู้คนโดยเฉพาะชายหนุ่มให้เหลียวกลับมามอง
เมื่อเห็นว่าเจ้าของเสียงเป็นหญิงสาวหน้าตาน่ารักน่าชังน้ำเสียงไพเราะอ่อนหวาน รวมถึงรอยยิ้มสดใสมีชีวิตชีวานั้นทำให้พวกเขาอดเดินมาเยี่ยมชมที่ร้านไม่ได้
“น้องสาวจ๊ะ บะหมี่ชามเท่าไหร่ ขอให้พี่สักชามสิจ๊ะ”มีชายหนุ่มท่าทางดูมีอันจะกินผู้หนึ่งเดินเข้ามาถามด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อยจนน่าขนลุก
แม้จะเห็นว่าอีกฝ่ายจ้องมองตนด้วยสายตาเจ้าชู้แต่ทว่าหยางน่าก็ไม่นึกหวั่นกลัวนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางต้องรับมือกับพวกเจ้าชู้ปากหวานในวังหลวงนั้นเหล่าองค์ชายที่สูงศักดิ์ลับหลังต่างก็มีนิสัยเจ้าชู้ไม่แพ้กันดังนั้นนางจึงรู้ดีว่าควรรับมือกับคนเหล่านี้อย่างไร
“พี่ชาย ชามละสิบอีแปะเท่านั้น กินแค่ชามเดียวจะพอหรือเจ้าคะสนใจรับเพิ่มอีกสองห่อกลับไปกินที่บ้านไหม ข้าลดให้พี่ชายราคาพิเศษเลยนะ เหลือแค่ยี่สิบห้าอีแปะเท่านั้นเอง...”
หยางน่าตอบกลับไปอย่างฉะฉานเมื่อครู่นี้นางได้ยินแม่ค้าร้านข้างเคียงก็ใช้วิธีการลดราคานี้มาดึงดูลูกค้าเช่นกันแม้นางจะไม่สามารถช่วยลู่จิวทำอาหารได้ แต่หากเป็นเรื่องการจูงใจผู้คนหรือลอกเลียนแบบผู้อื่นนั้นนางถนัดยิ่งนัก
“น้องสาวว่าอย่างไร ก็ตามนั้น ว่าแต่รอยยิ้มหวานๆเช่นนี้ ไม่มีขายบ้างเหรอจ๊ะ” ชายหนุ่มเอ่ยเกี้ยวพาราสีหญิงสาวปากหวานคนนี้อย่างปิดไม่มิด
‘แหวะ’ ลู่จิวที่อยู่ในรูปลักษณ์โปร่งใสถึงกับอยากสำรอกอาหารออกมาเสียประเดี๋ยวนี้นางเกลียดนักผู้ชายประเภทเจ้าชู้ไม่เลือกหน้าเช่นนี้
แม้ในใจจะรับรู้ถึงความเกลียดชังที่เข้มข้นมาเพียงไรแต่หยางน่าก็สามารถข่มกลั้นมันเอาไว้และคลี่รอยยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติให้อีกฝ่ายและยังไม่ลืมตอบโต้กลับไปด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานไพเราะดังเดิม
“รอยยิ้มหวานๆ นี้ไม่ขายหรอกเจ้าค่ะข้ามอบให้ลูกค้าทุกคน หากพี่ชายชอบก็แวะมาอุดหนุนร้านค้าของพวกเราบ่อยๆ สิเจ้าคะ”
ถ้อยคำนี้ทำให้ชายหนุ่มตรงหน้าตกหลุมพรางได้อย่างง่ายดายเมื่อเห็นเขาทำหน้าเคลิบเคลิ้มเช่นนี้ นางก็ลอบหัวเราะกับตัวเอง
การหลอกคนเจ้าชู้ปากหวานประเภทนี้ไม่ยากนักเพราะคนประเภทนี้มักขาดสติและสนใจแต่ความงามของหญิงสาวเพียงเท่านั้น
...
[1]หูหลัวโปหมายถึง แครอท
[2]เปาซินช่ายหมายถึง กะหล่ำปลี