บทที่13
สามตระกูลใหญ่
จางหยวนเดินทางกลับมาที่บ้านของหย่งคังหย่งคัง หลังจากที่ดูการค้าขายอยู่ใกล้ใกล้เป็เวลาครึ่งวันเขาได้เดินทางกลับมาที่บ้านของตนเองก่อนเพื่อเตรียมการในระยะยาว
จางหยวนเดินทางกลับมาหลังจากที่ค้าขายผักิญญาเ่าั้เสร็จ
ผักิญญาขายดีเป็อย่างมากใช้เวลาประมาณครึ่งวันก็สามารถขายทั้งหมดได้หมดแล้ว
หลังจากที่ค้าขายผักิญญาตายอีกหนึ่งชุดในตอนนี้ภายในเมืองมีชื่อเสียงเื่ลือเกี่ยวกับเื่ผักิญญาที่มีคุณภาพดี
ภายในเมืองแห่งนี้เป็เมืองขนาดใหญ่ตั้งอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงไม่มากนักเพราะแบบนั้นผักิญญาที่ขายอยู่ภายในเมืองนี่เองก็มีอยู่เพียงแต่ว่าราคาสูงแถมมีแต่พวกเศรษฐีหรือพวกขุนนางที่สามารถซื้อได้
เมื่อมีกล่าวว่าผู้ฝึกฝนิญญามาตั้งขายเลยเป็ที่ตื่นตระหนกเป็อย่างมาก
เป็เพราะว่าผู้ที่ฝึกฝนพลังิญญาพวกเขาจำเป็จะต้องใช้ผักิญญาเหล่านี้เพื่อให้ตนเองฝึกฝนได้รวดเร็วมากขึ้น
ถ้ากล่าวถึงว่าการนับหน้าถือตาและสิ่งที่ผู้คนภายในยุคสมัยอย่างนี้อยากจะเป็มากที่สุดรองลงมาจากขุนนางก็คงจะเป็ผู้ฝึกฝนพลังิญญา
ผู้ฝึกฝนพลังิญญาเป็ผู้ที่ถูกเคารพแล้วก็นับหน้าถือตาไปในยุทธภพเป็อย่างมาก
สำหรับภายในยุทธภพแล้วผู้ฝึกฝนพลังิญญาถือว่าเป็ตัวตนที่สูงส่ง
เพราะว่าพวกเขานั้นดึงพลังฟ้าดินเข้ามาใช้ทำให้พลังที่แสดงออกมาล้วนแล้วแต่เป็พลังที่เหนือธรรมชาติ
เพราะแบบนั้นผู้คนส่วนใหญ่จึงนับว่ากูฝึกฝนพลังิญญาเป็เหมือนกับพวกผู้วิเศษ
เพราะแบบนั้นไม่ว่าผู้ใดก็อยากจะให้ลูกหลานของตนเองเป็ผู้ฝึกฝนพลังิญญาทั้งสิ้น
สำหรับผู้ที่ฝึกฝนพลังิญญาถ้าไม่มีตัวช่วยส่งเสริมอย่างพวกผักิญญาเหล่านี้ก็จะสามารถฝึกฝนได้เชื่องช้าเป็อย่างมาก
เพราะแบบนั้นถ้าไม่มีผักิญญาเหล่านี้คนที่ฝึกฝนพลังิญญาก็เก่งว่าในชีวิตนี้คงจะไม่ประสบความสำเร็จในฐานะผู้ที่ฝึกฝนพลังิญญา
สำหรับพวกขุนนางหรือพวกเศรษฐีพวกมันล้วนแล้วอยากให้บุตรชายของตนเองหรือว่าคนภายในตระกูลเป็ทั้งขุนนางและเป็ทั้งผู้ฝึกฝนพลังิญญา
เพราะแบบนั้นั้แ่ภายในอดีตมาการซื้อขายผักิญญามันเลยมีราคาสูงเป็อย่างมากแถม ผูกขาดการซื้อขายเอาไว้กับพวกขุนนาง
มันเลยเป็ที่มาของคำว่าผู้คนธรรมดาทั่วไปมิสามารถเป็ผู้ฝึกฝนิญญาได้
ในครั้งนี้เมื่อผู้ฟังได้ยินว่ามีผักิญญาค้าขายภายในตลาดมองเห็นว่ามันเป็โอกาสดีที่จะมาเลือกซื้อสินค้าเหล่านี้ไป
ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วยามพักที่ตั้งเรียงรายเอาไว้ก็ถูกขายออกไปจนหมด
โดยการซื้อขายผักิญญาเหล่านี้ผู้ชาวเมืองที่มาซื้อจางหยวนก็ล้วนแล้วแต่จำกัดการซื้อเอาไว้
เพื่อที่ว่าจะให้ผู้คนที่มาต่อแถวซื้อขายได้รับผักิญญาไปทั้งหมด
...
หลังจากที่เดินทางกลับมาจากภายในตัวเมืองในตอนนี้เมื่อเดินทางกลับมาถึงก็เห็นว่าหย่งคังกำลังก้มเงยเงยเตรียมแปลงที่ดินอยู่
จางหยวนเดินทางเข้าไปใกล้ๆอย่างรวดเร็วพร้อมกับเอ่ยถามขึ้นมา “ ท่านกำลังทำอันใด? ”
“ ข้ากำลังเตรียมการที่ดินอยู่อย่างไรล่ะอย่างไรก็ต้องทำการเพาะปลูกผักิญญารอบถัดไปไม่ใช่รึ”
จางหยวนพยักหน้าแล้วพูด“ ใช่แล้วพวกเราต้องทำการเพราะปลูกผักกินยานอกถัดไปเพียงแต่ว่าในตอนนี้ตัวของข้าเองก็มีเื่อยากจะสนทนาธรรมด้วยเช่นเดียวกัน ”
หย่งคังหยุดมือของตนเองแล้วก็หันมามอง“ หมายความว่าอย่างไรมีเื่อะไรอยากจะสนทนากันเล่า? ”
“ ที่ท่านเคยบอกข้าก่อนหน้านี้ตระกูลโม่เป็ตระกูลเศรษฐีอันดับต้นต้นของเมืองจินหยวนใช่หรือไม่” จางหยวนถาม
เขากำลังอยากจะรู้เกี่ยวกับเื่นี้เป็เพราะว่าก่อนหน้านี้อย่างไรจางหยวนก็ยังคงเป็ทาสภายในจวนตระกูลหลิน
เพราะแบบนั้นเขาไม่มีความรู้กับภายในเมืองแห่งนี้เลยแม้ว่าจะหรือฟื้นความทรงจำภายในร่างนี้แต่มันก็ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเมืองจินหยวนมาก่อน
ถามกับผู้รู้ที่อยู่บริเวณด้านหน้าหวังว่าจะได้คำตอบ
ในตอนนี้สิ่งที่กำลังสงสัยคือเศรษฐีตระกูลใหญ่ภายในเมืองแห่งนี้วันนี้พบเจอพ่อบ้านของตระกูลโม่จึงรู้สึกสงสัยขึ้นมาหันกลับมาถามกับหย่งคังหวังได้คำตอบ
“ ใช่ตระกูลโม่เป็ตระกูลที่เป็หนึ่งในตระกูลเศรษฐีอันดับต้นๆของเมืองจินหยวนโดยตระกูลนี้มีความร่ำรวยเป็อันดับต้นต้นของเมืองจากการค้าขายหลายอย่าง ”
“ โดยถ้าจะให้พูดถึงต้องทำความเข้าใจก่อนว่าภายในเมืองหลวงอาจจะมีเศรษฐีอยู่มากมายแต่ว่าภายในเมืองแห่งนี้มีตระกูลใหญ่เพียงแค่สามตระกูลที่เป็ตระกูลเศรษฐีกุมอำนาจภายในเมืองรองลงมาจากราชสำนัก”
“ โดยตระกูลใหญ่ทั้งสามมีความมั่งคั่งเป็อย่างมากพวกมันมีทั้งความร่ำรวยแถมยังสนิทและมีเส้นสายกับขุนนาง ”
“ แบบนั้นจึงทำการพูดได้ว่าภายในเมืองแห่งนี้สามตระกูลใหญ่ถือว่าเป็ตระกูลที่มีอำนาจมากที่สุด”
“ โดยตระกูลโม่ก็เป็หนึ่งในตระกูลนั้นเป็ตระกูลเศรษฐีอันดับต้นต้นของเมือง ” หย่งคังอธิบายอย่างจริงจัง
หย่งคังอยู่ภายในเมืองแห่งนี้มาเป็เวลาหลาย10 ปีเพราะแบบนั้นเกี่ยวกับสภาพการภายในเมืองแห่งนี้จึงรู้ดีเป็อย่างมากว่าตระกูลใดที่มีอำนาจบ้าง
หย่งคังเริ่มอธิบายต่ออย่างรวดเร็ว“ โดยภายในเมืองแห่งนี้สามตระกูลใหญ่หนึ่งในนั้นคือตระกูลโม่ ส่วนอีกสองตระกูลคือตระกูลสวีและตระกูลเสิ่น ”
จางหยวนเริ่มทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำอธิบายที่อธิบายออกมา
เริ่มทำความเข้าใจว่ากลไกภายในเมืองแห่งนี้และยุคสมัยแห่งนี้ขุนนางแล้วนอกจากสำนักถือว่าเป็ที่สุด
ส่วนรองลงมาจากพวกขุนนางก็น่าจะเป็พวกเศรษฐีที่กุมอำนาจเงินทองและความรัก
อย่างเช่นภายในเมืองแห่งนี้สิ่งที่ใหญ่ที่สุดคือขุนนางราชสำนักที่ปกครองเมืองแห่งนี้อยู่จากนั้นรองลงมาก็คงจะเป็พวกเศรษฐีสองสามตระกูลใหญ่ใหญ่
“ เข้าใจแล้วสอนตระกูลใหญ่มาในเมืองแล้วตระกูลโม่ที่ท่านบอกว่าเป็ตระกูลเศรษฐีทำการค้าขายพวกเขาทำการค้าขายอันใด ”ในวันนี้พบเจอพ่อบ้านของตระกูลโม่จึงรู้สึกสนใจในตระกูลนี้เป็พิเศษ
หย่งคังเริ่มอธิบายออกมา“เกี่ยวกับตระกูลมู่การค้าขายส่วนใหญ่ที่ทำให้พวกเขาร่ำรวยก็คงจะเป็การค้าขายเกือแล้วก็การค้าขายข้าว”
“ อันที่จริงแล้วแต่กูมีที่มารับรวยทั้งหวยและเป็หนึ่งในสามเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดภายในเมืองก็เพิ่งจะเป็่ไม่กี่10 ปีหลังเอง ”
“ โดยก่อนหน้านี้พวกตระกูลเศรษฐีที่ร่ำรวยภายในเมืองแห่งนี้มีเพียงแค่สองตระกูลแต่ว่าตระกูลโม่ทำการค้าขายโดยที่มีผู้นำที่มีความสามารถจนทำให้ตระกูลเติบใหญ่ได้ขนาดนี้ใน่สิบปีหลัง”
หลังจากที่ได้ยินคำอธิบายก้มใหม่น่าคิดเล็กน้อย“ การค้าขายเกลือแล้วก็ค้าขายข้าวอย่างนั้นหรือแสดงว่าผู้นำคนปัจจุบันคงจะเป็คนที่มีความสามารถถึงกับสามารถปูรากฐานที่มั่นคงเช่นนี้ได้”
หย่งคังแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยรู้สึกสงสัยเอ็ดไอ้คนพูดนี้ถึงสงสัยเกี่ยวกับเื่นี้แล้วก็มาถาม
ความสงสัยที่อยู่ภายในใจไม่อ่านสะกดคำได้จึงทำการกล่าวถามออกมาอย่างรวดเร็ว“ การที่เข้ามาถามเื่นี้หมายความว่าอย่างไร? ”
จางหยวนใบหน้าของตนเองขึ้นมาและแสดงรอยยิ้ม
ปรากฏบนใบหน้าของจางหยวนจากนั้นเขาก็พูดออกมาราวกับว่ามีความคิดบางอย่างภายในใจ“ ข้าจะตกปลาใหญ่… ”
ก็เห็นคำพูดของผู้ที่อยู่ด้านหน้าหย่งคังยิ่งไม่เข้าใจ
แต่ในยามนี้ภายในใจยิ่งรู้สึกสนใจกับรอยยิ้มและความคิดที่อยู่ภายในใจของจางหยวนมากขึ้น
แล้วภายในใจก็รู้ในทันทีว่าคนผู้นี้คงจะมีความคิดต่างๆอย่างแน่นอน“ นี่ตัวของเ้ามีความคิดอันใดกันแน่? ” เขาถามแก่จางหยวนด้วยความสงสัย
จบบท