58 : หลงทาง
โมเคยดูหนังแนวกู้โลกมาก่อน มันเป็นหนังแนวผจญภัยแฟนตาซีที่สนุกมากๆ เรื่องหนึ่ง และไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะได้มีโอกาสได้ประสบกับเหตุการณ์แบบนั้นด้วย
ในความคิดของโม การจะไปกู้โลกทั้งทีมันต้องอุปกรณ์อาวุธครบครัน กระเป๋าเต็มไปด้วยอาวุธหนักอย่างปืน หรือลูกระเบิดอะไรทำนองนั้น เดินทางไปสู้กับบอสตัวสุดท้ายด้วยเครื่องบินไอพ่นแบบในหนัง สมาชิกกลุ่มพรั่งพร้อมไปด้วย นักปราชญ์ที่ฉลาดหลักแหลม นักดาบผู้มากด้วยความกล้าหาญ พร้อมสละทุกสิ่งของตัวเองเพื่อทำภารกิจให้สำเร็จ หรือนักบวชที่มีพลังฮีลลิ่งขั้นเทพ ใครใกล้ตายก็เพิ่มพลังให้ หรือจอมเวทย์สายโจมตี ระเบิดเมเทโมติดต่อกัน 20 ฮิต อะไรทำนองนั้น
ก็เข้าใจแหละว่านั่นมันหนัง มันเกม ส่วนชีวิตจริงน่ะเหรอ...สมาชิกกลุ่มประกอบไปด้วยเด็กที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์เลยด้วยซ้ำ อาวุธก็ไม่มี มีแต่พลังที่เขาเรียกกันว่าเป็นพลังจากธรรมชาติ...ดูโก้ขึ้นมานิดหนึ่ง แต่ฝ่ายศัตรูก็มีด้วยเหมือนกันเนี่ยสิ
อันที่จริง...ภารกิจนี้มันก็ทำท่าว่าจะไปไม่รอดตั้งแต่เดินทางไปด้วย...รถไฟ แล้วล่ะ ด้วยเหตุผลง่ายๆ ของคนที่งบน้อย และที่สำคัญ คนภายในกลุ่มยังไม่สามัคคีกันอีก
วาลไม่ยอมมาด้วยตามที่พวกเนียร์คิดไว้เป๊ะ และพวกเธอก็ไม่อาจจะเสียเวลาไปกับ...อืม ตามที่เพียวเป็นคนพูดไว้น่ะนะ ว่าไปง้อให้วาลกลับมา
แต่ตอนที่มาถึงสถานีรถไฟแล้วนั้น พวกเธอก็ได้พบกับเนนยืนรออยู่ซะอย่างนั้น ทั้งๆ ที่พวกเล็ทตัดสินใจเดินทางไปตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว
“ฉันจะพยายามไปพูดกับวาลน่ะค่ะ” เนนบอกด้วยสายตามุ่งมั่น แม้โมจะแอบสังเกตว่ามือของเนนนั้นสั่นอยู่ก็เถอะ เอลเข้าไปให้กำลังใจ โมเกือบคิดว่าเอลจะขออยู่กับเนนอีกคนซะแล้ว แต่เอลก็ยกหน้าที่นี้ให้เนนคนเดียว พร้อมกับขึ้นรถไฟตามพี่ฟิวส์ไป
“พยายามเข้าแล้วกัน” เพียวพูดด้วยท่าทีไม่สนใจก็จริง แต่โมก็รู้แหละว่าเพียวหมายความตามที่พูดจริงๆ
แต่คนที่เกินความคาดหมายของโมมากที่สุดก็คือ พี่ทิน เพราะทุกคนขึ้นรถไฟกันหมดแล้ว เหลือแต่พี่ทินที่ยังยืนคุยอะไรกับเนนอยู่ก็ไม่รู้คนเดียว ขนาดเนียร์ยังมองพี่ชายตัวเองอย่างประหลาดใจเลย
“นายไปพูดอะไรกับเนนน่ะ” เนียร์ถามทันทีที่เห็นทินเข้ามานั่งด้วย
พี่ทินคลี่ยิ้มกวนตามฉบับของตัวเอง แบบที่โมเห็นอยู่บ่อยๆ ส่วนเนียร์ที่บ่อยกว่านั้นก็แทบจะกลอกตาอยู่แล้ว
“คำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ จากกุนซือที่แสนฉลาดยังไงล่ะ”
แล้วเนียร์ก็หมดอารมณ์จะถามพี่ทินต่อไปโดยปริยาย
เสียงขบวนรถไฟวิ่งฉึกฉักเป็นจังหวะ วิวด้านนอกเป็นพวกทุ่งนามาได้สักพักหนึ่งแล้ว และตอนนี้ เหล่าคนที่กำลังจะไปทำภารกินใหญ่กู้โลก ก็เตรียมตัวเต็มที่ด้วยการ
เล่นอีแก่กินน้ำ
ด้วยเหตุผลง่ายๆ ของคนที่พกมาว่า ตอนนี้เครียดไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ สู้มาเล่นผ่อนคลายกันยังจะดีซะกว่า ในขณะที่ฟิวส์นั่งหลับหัวโยกเยกไปมาตามการเคลื่อนไหวของรถไฟ ส่วนโชลที่นั่งอยู่ริมหน้าต่าง ก็แก้เบื่อด้วยการ นั่งคัดแยกเมล็ดพันธุ์ที่เอาติดตัวมา เพียวเคยเข้าไปถามว่ามันคือเมล็ดพืชอะไร แต่โชลกลับตอบมาด้วยการยิ้มให้เฉยๆ แต่ไม่ยอมตอบ ทำให้ไม่มีใครนึกสนใจเขาอีก
“แกนี่มันเตรียมพร้อมทุกสถานการณ์จริงๆ” เนียร์พูด ไม่รู้ว่าชมหรือประชดกันแน่ ขณะกำลังเล็งไพ่ใบไดใบหนึ่งจากมือเพียวด้วยท่าทางเคร่งเครียดผิดปกติ เมื่อแหล่งข่างบอกมาว่า โจ๊กเกอร์อยู่ที่ไอ้ตะเกียบนี่
“ฮึๆๆ ของแบบนี้มันต้องบันเทิงกันหน่อยล่ะ” เพียวยิ้มเจ้าเล่ห์ ส่งสายตาท้าทายให้เนียร์หยิบใบที่จับอยู่ออกไป ทำเอาคนจะจับชักไม่แน่ใจแล้วเลือกใบทางซ้ายไปแทน แล้วต้องร้องเฮ้ย เมื่อใบที่จับได้ดันเป็นลายตัวตลกส่งยิ้มเยาะเย้ยมาให้ราวกับจะช่วยตอกย้ำ ทำให้โมที่ต้องเป็นคนหยิบไพ่ของเนียร์ต้องลุ้นต่อแทน
ส่วนสาวผมแกละต่ำที่นั่งอยู่ข้างๆ เนียร์ก็มองพวกเธอเล่นกันด้วยความสนใจอยู่พอควร หากไม่ติดตรงที่ถูกดวงตาสีเงินเข้มอีกคู่จ้องมา ก็อาจมีขอให้สอนเล่นด้วยไปแล้ว แล้วอีกอย่างคือ เธอพอจะรู้เวลาว่าตอนนี้อะไรควรทำไม่ควรทำ ถึงได้แปลกใจสุดๆ ที่เห็นเนียร์กับเพื่อนมาตั้งวงไพ่ไม่แคร์สถานการณ์ที่ตึงเครียดขึ้นทุกนาทีแบบนี้
หนุ่มผมสองสีสีดำแซมทองเหมือนจะจับความรู้สึกของเด็กเผ่าเอดีวาสทั้งคู่ได้ จึงเอามือใหญ่ตบบ่ากิลราวกับสหายสนิท
“พวกนายน่ะมันต้องหัดปล่อยวางซะบ้างรู้มั้ย ขนาดฉันปล่อยวางเรื่องเรียน ยังสอบมาได้ดีเลย”
“นายมันไม่ใช่คน”
เสียงด่าลอยแว่วมา แม้เจ้าตัวคนถูกด่าจะรู้ว่าเป็นใคร แต่เขาก็ทำเป็นยักไหล่ไม่ถือสา ก็พอดีกับที่เด็กหนุ่มข้างตัวจับมือที่อยู่บนบ่าตัวเองนานแล้วออก พลางส่งสายตาเย็นเยียบกลับไปให้เป็นทำนองว่าเขาไม่ใช่เพื่อนเล่นนะ แต่ทินก็ยังทำกวน ผละจากบ่าก็เปลี่ยนเป็นขยี้ผมแทนอย่างนึกแกล้ง คล้ายกับจะเอาคืนเรื่องคราวก่อนที่บังอาจมาท้าทาย
กิลคงรู้แล้วว่าต่อให้ปัดออกยังไงก็คงไม่ได้ผล เลยจำใจยอมปล่อยให้ทินเล่นหัวได้เต็มที่ จนผมยุ่งกระเซิง
“ฉันก็แค่อยากให้พวกนายรู้จักเอาจริงกับเรื่องนี้บ้างก็เท่านั้นเอง” กิลพูด แต่แล้วก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นน้องสาวของตนรีบขอยืมมือถือของโมมา แล้วส่องมาทางเขา “เกล...นั่นน้องทำอะไรน่ะ”
“คะ?” เกลทำเสียงสูงแล้วรีบหัวเราะกลบเกลือน แต่มือยังกดถ่ายวิดีโอภาพตรงหน้าต่อ
ก็แหม่...ภาพที่พี่กิลถูกคนอื่นมาลูบหัวแกล้งแบบนี้มันหายากจะตายไป ขนาดเนียร์ที่นั่งดูอยู่ข้างๆ เห็นแล้วยังอดกลั้นหัวเราะไม่ได้ แต่แล้วเสียงหัวเราะนั้นก็เงียบหายไป เมื่อตอนนี้ทั้งเอล โมและเพียว ต่างก็ไม่เหลือไพ่บนมือ เหลือเธอที่ถือโจ๊กเกอร์อยู่คนเดียว
“ห้องน้ำบนรถไฟมันโสโครกสุดๆ เลยนะรู้มั้ย” เนียร์พูดให้เห็นใจ ก่อนกรอกน้ำใส่ปากให้หมดขวดในคราวเดียว ท่ามกลางเสียงเด็กเชียร์เบียร์สามตัวที่กู่ร้อง “หมดขวดๆ”
ระหว่างที่รอเนียร์ก่อนเริ่มตาใหม่ เอลก็พยายามจะเข้าเรื่องหลักบ้าง เพื่อไม่ให้สองฝาแฝดคิดว่าพวกเธอจะสบายอารมณ์กับเรื่องนี้มากเกินไป
“สรุปแล้ว ตกลงว่าตนัยจะใช้วิธีชิงพลังที่ว่านั้นจริงๆ ใช่มั้ย เกล”
“ใช่แล้วค่ะ” เกลละสายตาจากวิดีโมที่เพิ่งถ่ายไปเมื่อกี้ เงยหน้ามาตอบเอล “เพราะฉะนั้น คราวนี้เราต้องระวังตัวมากยิ่งกว่าเดิม เพื่อไม่ให้ท่านตนัยได้ตัวเนียร์ไปได้”
“แล้วเนียร์มันเก่งขึ้น ไม่ดีตรงไหนอ่ะ” โมสงสัย “ไม่ดีเหรอ ตัวร้ายอุตส่าห์จะอัพเลเวลให้เนียร์เองเลยแบบนี้ ใช่ว่าเนียร์จะต้องทำตามที่ทางนั้นสั่งซะหน่อย”
เหมือนคนอื่นจะเพิ่งสังเกตข้อสงสัยข้อนี้เหมือนกัน ไม่เว้นแม้แต่เนียร์ที่แม้จะยังยกขวดขึ้นกรอกปาก ก็ยังส่งสายตาคล้ายจะเห็นด้วยกับสิ่งที่โมสงสัย
ตรงนี้เองที่กิลจับแขนทินให้อยู่เฉยๆ แล้วพูด “เพราะท่านตนัยจะใช้วิธีควบคุมเธอไงล่ะ”
“ฉันไม่ยอมให้หมอนั่นมาควบคุมอีกหรอก!” เนียร์ประกาศลั่น ดึงขวดออกจากปากกระทันหัน จนน้ำกระฉอกเต็มหน้าโมที่รับเคราะห์ไปแทน สายตาจ้องไปที่กิลอย่างขุ่นเคืองเมื่อคืดว่า เขาคิดว่าเธอจะโดนเจ้านั่นใช้เป็นเครื่องมือแบบคราวที่แล้วอีก
“พี่กิลไม่ได้หมายความแบบนั้นหรอกค่ะ” เกลรีบบอก “เพียงแต่มันมีความสามารถของผู้ทำพิธีที่มีต่อผู้ใช้พลังจากธรรมชาติอยู่ บางครั้งก็สามารถเข้าฝันของผู้ใช้พลังได้”
เนียร์ชะงัก แน่ใจว่าคนอื่นก็กำลังคิดเรื่องเดียวกันอยู่ เมื่อครั้งแรกเริ่มเลยที่ได้พบกัน ก็ด้วยวิธีนี้
“ในอดีต ผู้ใช้พลังแต่ล่ะคนจะไม่ได้อยู่ร่วมกัน จะแยกกันอยู่ตามหมู่บ้านของตน เมื่อผู้ทำพิธีมีเรื่องสำคัญที่จำเป็นต้องบอก ก็จะใช้วิธีการเข้าฝันนี้” เกลอธิบาย
“ส่วนอีกเรื่องที่ผู้ทำพิธีทำได้ คือการควบคุมผู้ใช้พลัง” กิลพูดต่อ “เป็นวิธีที่ใช้สำหรับผู้ใช้พลังบางคนที่ไม่ยอมทำตามกฎเกณฑ์ คนที่ถูกความชั่วเข้าครอบงำ”
“แล้วแบบนี้ ไอ้พวกนี้จะไม่ถูกควบคุมกันหมดเหรอ” เพียวเริ่มมองฟิวส์กับโชลอย่างหวาดระแวง แต่กลับไม่นึกสงสัยในตัวเพื่อนทั้งสอง
กิลกอดอกแล้วอธิบายต่อ “เรื่องควบคุมไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันง่ายๆ การควบคุมนั้นไม่ใช่แค่พูดหรือสั่ง คนๆ นั้นจะทำตาม คนที่ถูกควบคุมจะถูกชักใยโดยเบ็ดเสร็จ ถูกควบคุมทั้งความคิด อารมณ์ ความรู้สึกทั้งหมด ไม่มีทางที่จะต่อต้าน แต่ว่า...นั่นก็ทำได้ยาก เพราะมนุษย์มีจิตใจที่ซับซ้อน ยากเกินกว่าจะคาดเดา การที่จะควบคุมสิ่งเหล่านั้นได้ทั้งหมด ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แค่คนเดียวก็ยากเกินพอ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเด็กสิบกว่าคน”
“แล้ว...ผู้ใช้พลังพวกนั้นล่ะ” คำถามของเอล เรียกความสนใจกิลให้หันมองมาราวกับไม่เข้าใจคำถาม “ก็เมื่อกี้นายบอกว่า ในอดีตถูกใช้เพื่อควบคุมคนทำผิดกฎ ในเมื่อคนนั้นซับซ้อนเกินกว่าจะควบคุมได้ทั้งหมด แล้วผู้ทำพิธีในอดีตทำได้ยังไง”
เป็นคำถามที่น่าคิด แต่กิลก็ไม่ลังเลที่จะตอบ
“ก็บอกแล้วไงว่า คนที่ไม่ยอมทำตามกฎ คนที่ถูก ‘ความชั่ว’ เข้าครอบงำ เมื่อจิตใจถูกครอบงำแบบนั้น ความซับซ้อนก็จะลดลง จะเหลือแต่เพียงจิตใจที่ชั่วร้าย ซึ่งมันก็มองออกง่ายมาก จนบางครั้งความคิดของคนธรรมดาก็ไม่เข้าใจ”
“แบบพวกฆาตกรสินะ” ทินเอ่ยลอยๆ “ก็แค่...อยากจะฆ่า แค่นั้น ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนไปกว่านี้เลย”
คำพูดนั้นทำให้เนียร์รู้สึกหนาววูบแปลกๆ
“แต่เนียร์ไม่ใช่คนแบบพวกนั้นนะคะพี่ทิน” เอลรีบบอก
ทินเองก็ไมได้จะว่าว่าน้องตัวเองมีความคิดแบบฆาตกร เพียงแต่หากสิ่งที่กิลพูดเป็นความจริง แล้วฝ่ายนั้นมันจะใช้วิธีไหนมาควบคุม?
“เรื่องนี้ทางเราเองก็ไม่รู้” กิลตอบเมื่อเห็นสายตาที่จ้องมองมา “แต่ท่านตนัยคงจะมีทางที่ว่านั้นแน่ๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่เลือกใช้วิธีช่วงชิงนี้” ว่าแล้วดวงตาสีน้ำเงินเข้มคู่นั้นก็มองมาที่เนียร์ ราวกับจะสื่อว่า ระวังตัวไว้ให้ดี
เนียร์นิ่ง ยอมรับคำเตือนนั้นแต่โดยดี หากในในยังสงบลงไม่ได้
แล้วเสียงหัวเราะชวนให้ประสาทเสียก็ดังขึ้น ทั้งที่ไม่มีอะไรให้น่าขำ ทำให้เนียร์อดไม่ได้ต้องเหลือบมองไอ้ตัวที่กำลังหัวเราะอยู่ด้วยความหงุดหงิด
“นายกำลังฟังเรื่องตลกของเพื่อนในจินตนาการอยู่รึไง” เนียร์ถามประชด แต่ไอ้เจ้าสีหัวประหลาดที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพี่ ยังทำไม่รู้ตัว
“ก็นะ” ทินยังหัวเราะหึๆ “แค่คิดว่าเธอจะมีพลังมากไปกว่านี้ ก็สุดยอดแล้ว ท่าทางจะมันส์หยด”
คราวนี้ต่อให้เนียร์ไม่เข้าไปกัดหัวคนช่างคิด กิลที่อยู่ข้างๆ ก็เหลือบมองด้วยสายตาแปลกๆ มาให้
“นายอยากให้น้องตัวเองเป็นคนทำลายโลกนี้งั้นเหรอ” กิลถาม เริ่มรู้สึกว่าพวกคนภายนอกเช่นนี้ชอบคิดอะไรแปลกๆ
“เปล่า” ทินตอบสบายๆ “ฉันแค่ตื่นเต้นที่ไอ้เนียร์มันจะมีความสามารถเกินมนุษย์”
“แล้วที่เป็นอยู่ มันยังเกินไม่พอรึไงวะ” เอลได้ยินเนียร์บ่นพึมพำ
“แต่ไอ้เรื่องทำลายโลกนี้น่ะเหรอ หึๆ ใครสั่งให้มันทำแบบนั้นได้ ฉันจะขอเข้าไปคารวะเจ้านั่นเลย” ถ้อยประโยคถัดมา ส่งผลให้ทุกคนแน่นิ่งไป โดยเฉพาะเนียร์
แม้ไม่ได้บอกออกมาตรงๆ แต่เพียงแค่คำพูดพวกนั้นก็สามารถบอกได้...ว่ามั่นใจว่าเธอจะไม่มีทางทำเรื่องแบบนั้น เชื่อใจอย่างเต็มเปี่ยมว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เธอก็จะ...ไม่มีวันทำ
เอลคลี่ยิ้มบาง เมื่อรับรู้ได้ถึงความมั่นใจที่ทินมีให้ต่อเนียร์ กิลและเกลก็ดูจะรับรู้ได้เช่นกัน ในขณะที่เนียร์ทำเป็นไม่หันมองพี่ชาย
“แจกไพ่ เล่นต่อเถอะเพียว” เนียร์พูดแค่นั้น แล้วก็ใช้ไพ่ในมือบดบังใบหน้าของตัวเอง
เมื่อรถไฟจอดเทียบชานชาลา เหล่าผู้คนก็เริ่มทยอยกันลงจากรถไฟ ทั้งยังหยุดคอย ทั้งยังเดินเข้าไปหาคนที่กำลังรอคอยการมาอยู่ ทั้งบริเวณนั้นผู้คนแน่นขนัด จนหากจะมีการพลัดหลงกันบ้างคงไม่ใช่เรื่องแปลก ถึงแม้จะคิดว่าเดินตามกันมาดีแล้วก็เถอะ
“เยี่ยม...เยี่ยมมาก” เสียงที่ปกติจะแหลมสูง บัดนี้ถูกกดลงต่ำอย่างน่ากลัว “ยอดไปเลย คนไหนไม่หลง มาหลงเอาคนที่ไม่มีมือถือให้โทรตามเนี่ยนะ” พูดจบก็แทบจะขว้างโทรศัพท์ตัวเองทิ้ง เมื่อมันใช้ตามหาคนไม่ได้
“เดี๋ยวก็เจอเนียร์แหละน่า....มั้งนะ” เอลชักไม่มั่นใจ เพราะหันมองไปทางไหนก็เจอแต่คน..คน และก็คน
“ให้ตาย” ฟิวส์ยังนวดคอตัวเองด้วยความเมื่อยจากการหลับบนรถไฟอยู่ “แบบนี้มันชักช้าเสียเวลาจริงๆ” ปากบ่น แม้ใจจะเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย ส่วนเกลที่เหมือนจะอ่านใจเขาได้ ก็ยังหันมายิ้มให้แบบรู้ทัน
“งั้นพวกนายไปหาพวกที่เหลือก่อน แล้วฉันจะไปหาผู้หญิงคนนั้นเอง” กิลบอก แซงหน้าฟิวส์ที่คิดจะพูดประโยคนั้นอยู่พอดี
“ฉันไปด้วยคนนะ” เอลรีบอาสา ซึ่งกิลก็ตกลงรับไว้ แต่พอฟิวส์บอกจะไปด้วย กลับถูกปฏิเสธ
“เฮ้ย ฉันไปได้ไม่ได้รึไงวะ”
“คนยิ่งเยอะยิ่งวุ่นวาย หากมีใครหลงไปอีกจะยิ่งเสียเวลาไม่ใช่รึไง” กิลย้อนถามคนที่เพิ่งบ่นว่าชักช้าไป “แค่ฉันกับอีกคนที่สามารถติดต่อหาพวกนายกลับได้ก็พอแล้ว”
“เออ นายกับเอลรีบไปหานังหมูอ้วนมันเถอะ ป่านนี้ร้องไห้แงๆ เป็นเด็กหลงทางไปแล้วมั้ง” เพียวสรุป
แย่แล้วสิ...
เด็กที่กำลังหลงทางชักใจเสีย เหลียวมองไปรอบๆ ไม่เจอเพื่อนเลยสักคน แถมยังไม่มีโทรศัพท์ให้ติดต่ออีก...เพิ่งจะเห็นความสำคัญของมันก็วันนี้เอง จากปกติที่เคยคิดว่ามันเป็นของฟุ่มเฟือย
ทำไงดี... หัวใจเริ่มเต้นรัวจนเหงื่อแตกพลั่ก...เขาว่า ถ้าพลัดหลงกันให้อยู่เฉยๆ ไว้ ไม่งั้นต่างฝ่ายต่างตามหากันก็คลาดกันไปไม่เจอสักที แต่...ถ้าพวกเอลก็ถือหลักอยู่เฉยๆ ไว้ให้เธอตามหาเองล่ะ อีแบบนี้คงต้องรอให้คนร้างสถานีก่อนล่ะมั้ง กว่าจะได้เจอ
ไม่ๆ พวกเอลต้องออกหาเธออยู่แล้ว ความคิดในหัวเริ่มตีกัน พยายามคิดหาทางที่เป็นไปได้มากที่สุด จึงยอมหยุดอยู่เฉยๆ ขณะที่สายตาคอยสอดส่องไปด้วย
“เดี๋ยวเถอะ ยังไม่ถึงบ้านเลย อย่าเพิ่งเอาออกมาเล่นสิ”
เสียงดุของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นให้เนียร์หันมอง...เด็กตัวเล็กๆ 2-3 คนวิ่งไล่โดยใช้ปืนฉีดน้ำยิงใส่กัน ถึงแม้จะไม่มีน้ำอยู่ข้างในก็ตาม และยังส่งเสียงดังเลียนเสียงปืนรัวอีก ราวกับมันเป็นของจริง
ปืนฉีดน้ำที่เด็กพวกนั้นถือ ทำให้เนียรืนึกขึ้นได้ว่านี่มันใกล้ถึงวันสงกรานต์แล้ว...มิน่าล่ะ ผู้คนถึงได้เยอะกว่าปกตินัก มีทั้งจากพวกที่เดินทางกลับบ้าน และพวกที่เดินทางมาเพื่อเที่ยวในวันหยุดยาวแบบนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มากันทั้งครอบครัว
แล้วสายตาที่เนียร์มองแม่ลูกกลุ่มนั้นก็เปลี่ยนไป....เทศกาลสงกรานต์ วันแห่งครอบครัว ที่ทุกคนควรจะอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน แต่นี่...เธอวุ่นวายมากเสียจนลืมเรื่องความเป็นไปของโลกรอบกายไปหมด
ครอบครัว...แม่..พ่อ ถ้าโชคดี เธอกับทินคงได้กลับไป เนียร์พยายามยิ้มให้กำลังใจตัวเอง แต่แล้วเธอก็ต้องสะดุ้ง เมื่อจู่ๆ มีเสียงดังขึ้นราวกับมีคนมากระซิบที่ข้างหู
แน่ใจเหรอ...
เนียร์ประหลาดใจกว่าเดิม เมื่อมองภาพตรงหน้าอีกที ทุกอย่างก็ดำสนิทราวกับถูกดูดเข้าไปอยู่ในหลุมดำ เด็กสาวหันมองซ้ายขวา ไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น
แล้วภาพมืดเบื้องหน้าก็กลายเป็นภาพซากเมืองที่พังทลาย ไฟทำลายแผดเผาถนนหนทาง ข้าวของกระจัดกระจาย รถปลิวไปชนกับตึกชั้นบนราวกับเกิดพายุ บางตึกบ้านเรือนถูกเถาไม้พันรัดบีบแตกไม่ต่างจากงูพันล้อมเหยื่อ และฝนที่กำลังตกโปรยปรายลงมา ขณะท้องฟ้าแดงครึ้ม ราวกับนี่คือวันสิ้นสุดของโลกใบนี้
เศษซากศพเกลื่อนไปทั่ว สุมกองสูงราวภูเขา และบนยอดเขาร่างไร้วิญญาณ์นี้เอง ที่มีใครบางคนยืนตระหง่านอยู่ ร่างที่สะท้อนกับเงาแดงหม่นของเมฆบนฟ้าจนเหมือนทั้งร่างอาบไปด้วยเลือด มือข้างหนึ่งกำลังบีบคอใครอีกคนอยู่ ในขณะที่อีกข้างกำลังลิ้มรสรสชาติในกายมนุษย์ แขนทั้งข้างหายเข้าไปในท้องของอีกคนขยับไปมาราวกับกำลังควานหาอะไรบางอย่างในนั้น อีกวินาทีหนึ่งถัดมา แขนข้างนั้นก็กระชากออกมาพร้อมกับบีบหัวใจหลุดออกมาด้วย
จ้องมองสิ่งที่ยังเต้นตุบ..ตุบ อยู่ในมือของตัวเองด้วยสายตาที่เหมือนกับมองอาหารโปรดอย่างไรอย่างนั้น ก่อนจะโยนร่างที่เหลือเพียงซากลงพื้นกองรวมกับซากอื่นๆ ที่เหลือ
ร่างของเนียร์สั่นสะท้านไปทั้งร่าง เมื่อมองซากศพผู้คนพวกนั้น เงยหน้ามองคนที่เป็นคนทำทุกอย่างนี้ขึ้น คนเพียงคนเดียวที่เธอหวาดกลัวจากส่วนลึกของจิตใจ
ผู้หญิงคนนั้นเอง ที่มีใบหน้าเดียวกันกับเนียร์ราวกับเป็นคนเดียวกัน ยกเว้นเพียงดวงตาคู่นั้นที่เย็นชาไร้จิตใจ ไร้ซึ่งสามัญสำนึกใดๆ ของมนุษย์ เนียร์เห็นเธอคนนั้นจ้องมองก้อนเนื้อสีแดงในมือ ก่อนจะยกมันขึ้นเหนือหัว บีบแตกเละ ให้เลือดนั้นกระจาย ชะโลมไปทั่ว ใบหน้านั้นกำลังแสยะยิ้มมีความสุขจนน่าสะอิดสะเอียน
นั่นเอง....ที่เสียงกระซิบของปีศาจดังขึ้นแผ่วเบาที่ข้างหู แล้วหัวเราะเหมือนกับจะช่วยตอกย้ำความรู้สึก
...แน่ใจหรือว่า จะได้กลับไป...
!!!?
“เนียร์!”
เสียงเรียกนั้น ทำให้เนียร์กลับมามีสติ พอเงยหน้ามอง ก็ได้เห็นใบหน้าหวานอันคุ้นเคยอยู่ตรงหน้า
“เนียร์ เป็นอะไรรึเปล่า ฉันเรียกตั้งหลายที เธอก็ไม่ยอมตอบ” เอลดูเป็นกังวลชัดเจน
“...เอล?” เนียร์เรียก คล้ายกับไม่มั่นใจ
แล้วประสาทสัมผัสรอบด้านก็กลับคืนมา เสียงผู้คน เสียงรถไฟ อากาษที่ร้อนและอึดอัด ทั้งกลิ่นต่างๆ นาๆ...ทำให้เนียร์ต้องหันมองไปทั่วๆ อย่างต้องการตอบตัวเองว่าเธออยู่ที่ไหน
“เนียร์ เธอเป็นอะไร” สีหน้าเอลเกือบใกล้เคียงคำว่า หวาดผวา
“เปล่า...ไม่มีอะไร” เนียร์ปฏิเสธ แม้เหงื่อจะไหลเต็มกายก็ตาม “ฉันแค่...เผลอเหม่อไปหน่อยเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรหรอก” เธอพยายามจะยิ้มให้ แล้วก้าวเท้าเดิน แต่แล้วก็พบว่าตัวเองนั้นอ่อนแรงมากซะจนขาอ่อนทรุดลงไป แต่ก่อนที่เธอจะล้มไปนั้น ได้มีอีกมือหนึ่งคว้าต้นแขนเธอไว้ได้ทันแล้วช่วยพยุงไว้
เนียร์มองคนที่ช่วยไว้ ถึงได้เห็นว่ากิลก็อยู่ด้วย แม้ใบหน้านั้นจะเรียบเฉยเหมือนเคย แต่เนียร์กลับเห็นสายตานั้นฉายแววความเป็นห่วงออกมา แม้นั่นจะชั่วแวบเดียวก่อนจะหายไปก็ตามที
เอลยืนกรานให้เนียรืนั่งพักก่อน แต่พอเธอปฏิเสธ ก็ถูกกิลห้ามไว้
“คนที่ไม่เป็นอะไร เขาไม่เดินไปล้มไปแบบนี้หรอก” เขาบอก ก่อนจะดึงให้เนียร์ไปนั่งตรงเก้าอี้ยาวสำหรับให้คนรอรถไฟมานั่ง โดยมีเอลนั่งอยู่ข้างๆ
แล้วอากาศร้อนๆ นั้นก็เย็นขึ้นด้วยลมที่ไม่ทราบที่มา พัดโชยมาทางเนียร์ ให้กายที่ร้อนรุ่มนั้นเย็นลง
“ขอบคุณ เอล” เนียร์พูดกับเอล ที่กระตุกยิ้มรับครู่เดียว แล้วกลับไปขมวดคิ้วหน้าตึงใหม่ เหมือนคิดว่าเธอจะเป็นลมได้ตลอดเวลายังไงยังงั้น “ฉันคงจะเมาคนน่ะ อากาศยิ่งร้อนๆ อยู่ด้วย พักซะหน่อยก็หายแล้วล่ะ” เนียร์โกหก เพื่อให้เอลกับกิลหายสงสัยในตัวเธอซะที
เนียร์ก้มลงมองมือตัวเอง ขณะที่เอลโทรไปหาใครสักคนเพื่อบอกว่าเจอเนียร์แล้ว และนัดกันว่าจะไปเจอที่ไหน...
เลือดที่เปรอะเปื้อนทั้งมือและตัว ทำให้เนียร์รู้สึกอยากล้างตัวเอง แม้นั่นจะเป็นเพียงภาพในความฝัน...ฝันที่ราวกับจะบอกถึงเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นในอนาคต...โลก ที่จะถูกเธอทำลายด้วยสองมือนี้
เพียงแค่คิดก็รู้สึกแน่นหน้าอกขึ้นมา
...ไม่มีวัน... เนียร์คิดในใจ เธอจะไม่ยอมถูกใช้เป็นเครื่องมือทำลายล้างโลกนี้ให้กับนายหรอก...ตนัย
อนุสาวรีย์ชัยฯ...ที่นัดพบที่นัดกันไว้ ทำให้พวกเนียร์สามคนต้องนั่งรถเมล์ต่อจากสถานีเพื่อไปที่นั่น กินเวลาเป็นชั่วโมงกว่าจะไปถึง
ตรงบริเวณใจกลางที่เป็นอนุสาวรีย์ฯ มีรูปปั้นของทหารชาติจับอาวุธขึ้นสู้เพื่อปกป้องประเทศชาติ เป็นสัญลักษณ์เด่นที่ไม่ว่าใครก็ต้องรู้จัก รถเมล์ที่พวกเนียร์นั่งมา วนรูปปั้นพวกนั้นรอบหนึ่งก่อนจะจอดให้ลงตรงฝั่งทางซ้ายของบริเวณทางขึ้นสะพานลอยขนาดใหญ่ซึ่งเป็นรูปครึ่งวงกลม ข้างใต้สะพานเป็นทั้งป้ายรถเมล์และที่เปิดร้ายขายของมากมาย ให้ผู้คนนับพันที่เดินขวักไขว่ไปมาคอยแวะดู
“พวกนั้นนัดเจอที่ตรงไหนนะเอล” เนียร์ถามอีกรอบ ลองชะเง้อมองหาดู
เอลขี้ไปตรงจุดหนึ่งของสะพานลอย มีต้นไม้สูงขึ้นมาใกล้ๆ และไม่มีหลังคาบัง “เห็นบอกตรงทางลงสะพานลอยนั้นน่ะ”
ทว่า...เมื่อไปถึง พวกเธอกลับเจอแค่ เล็ทและซีลเท่านั้นที่ยืนคอยอยู่
“อ้าว แล้วพวกเพียวกับทินล่ะ ไม่ได้อยู่ด้วยกันหรอกเหรอ” เนียร์สงสัย เพราะกลุ่มนั้นน่าจะมาถึงที่นี่ก่อนนานแล้ว แต่เล็ทและซีลมีสีหน้าลำบากใจยิ่งขึ้น
“ฉันให้พวกนั้น...ล่วงหน้าไปก่อนน่ะ” แม้เล็ทจะพูดด้วยน้ำเสียงปกติ แต่ตาเขากลับล่อกแล่ก ไม่มองตาด้วย ซีลที่ดูสงบกว่า แต่ก็ดูไม่สบายใจไม่ต่างกับเล็ท จนทั้งสามสงสัย
“เล็ท ซีล เธอสองคนเป็นไรรึเปล่า” เอลถาม
“ไม่!” เล็ทปฏิเสธเสียงตื่น ยิ่งดูน่าสงสัยเข้าไปกันใหญ่ “ฉัน...” เขาทำหน้าราวกับเห็นผี หรือเจอใครตายมา
“ฉันเพียงแต่จำเป็นต้องทำแบบนี้”
ซีลเอ่ยออกมาเป็นครั้งแรกด้วยความยากลำบาก “พวกเราจำเป็นต้องทำ ให้อภัยให้ด้วยเถอะนะ”
“ทำอะไร?” เนียร์ไม่เข้าใจ แต่แล้วคำตอบนั้นก็ปรากฏออกมาเอง เมื่อจู่ๆ กิลที่ยืนนิ่งเข้ากระโจนหาเธอ โดยใช้มือกันอะไรบางอย่างออกไป
“กิล? นายทำอะไร”
เมื่อเนียร์หันไปมอง เธอและเอลก็พบว่ามีไม้พันรอบแขนของกิลไว้แน่น แล้วไม้นั้นก็มาจากต้นไม้ที่ขึ้นสูงถึงบนนี้นั่นเอง
“นี่มัน...อะไรกัน” เอลยิ่งไม่เข้าใจ ก็ในเมื่อผู้ใช้ไม้อย่างวาลและเนนไม่ได้อยู่ที่นี่ โชลก็ไม่อยู่ แล้วนี่เป็นฝีมือของใครกัน...นอกซะจากว่า...
“ยุ่งไม่เข้าเรื่องเลยนะ”
เสียงผู้หญิงดังขึ้น ขณะที่เธอคนนั้นค่อยๆ เดินขึ้นบันไดมาหาพวกเธอ ผมหยิกยาวสยาย บนหน้านั้นเจาะจมูกและคิ้มแบบที่ไม่ค่อยมีคนปกติที่ไหนทำกัน เอม...ผู้ใช้ไม้จากโรงเรียนเทพาพิทักษ์ เหยียดยิ้มขณะจ้องไปที่กิล ซึ่งกำลังจ้องกลับมาเช่นกัน แล้วเธอก็ขยับมือเล็กน้อย
เนียร์ได้ยินเสียงสะกดกลั้นความเจ็บ กับสีหน้าที่ดูก็รู้ว่าอดทนอยู่ของกิล ทำให้เนียร์เห็นว่าไม้ที่พันรัดแขนของเขานั้นรัดแน่นขึ้น
“ถ้าฉันจะเอาแขนนั้นให้ขาดซะตอนนี้เลยก็ยังได้” เอมดูสะใจที่เห็นกิลมีท่าทีทรมาน
ดาบในฝักที่ถือไว้อีกมือหนึ่ง ไม่ถูกชักออกมา ด้วยกิลไม่อยากให้คนที่กำลังเดินผ่านไปมาแถวนี้ตื่นตระหนกกับอาวุธของเขา
“อย่านะ” เนียร์ห้าม ทำท่าจะเข้าไปหา ทว่าเธอกลับขยับเท้าไม่ได้ พอก้มลงมอง ก็เห็นน้ำแข็งขึ้นจับแข่แข็งขาของเธอ เอลและกิลไว้ไม่ให้ไปไหน เนียร์หันมองไปที่เล็ทกับซีลทันที ดวงตาสีดำฉายความไม่เข้าใจกับสิ่งที่สองคนนั้นทำ
“ทำไม?”
มีแต่ความเสียใจถูกส่งผ่านมาทางสายตาของทั้งคู่
“ไม่ต้องไปถามไอ้เศษสวะพวกนั้นหรอก” เอมเข้ามาใกล้เนียร์ ทำให้ทั้งสามนั้นไหวตัว แต่เอมยื่นหน้าเข้าไปใกล้พร้อมพูดเสียงเบา “อย่าขัดขืนจะดีกว่านะ ไม่อย่างนั้นที่อนุสาวรีย์ฯ นี้ จะกลายเป็นอนุสาวรีย์อาบเลือด” เธอขู่ พลางกวาดตามองพวกคนที่เดินไปมาอย่างสื่อความหมาย
“ทำแบบนั้นไม่ได้นะ” เอลพูด ราวกับคิดว่าอีกฝ่ายจะสนใจ แต่ไม่...เอมมองเอลด้วยแววตาหยามเหยียด ราวกับสิ่งที่เอลพูดนั้นมันงี่เง่าสิ้นดี
“เขาบอกว่าให้พาเธอกลับไปทั้งที่ยังมีชีวิต” เอมมองเนียร์ ก่อนจะมองกิลกับเอล “แต่ไม่ได้บอกว่า พวกที่เหลือจะต้องมีลมหายใจเหลืออยู่”
เสียงปริร้าวของน้ำแข็งที่เท้าของเนียร์ดังขึ้นทันทีที่เธอพยายามจะดึงมันออกมา จากนั้นก็แตกเป็นเสี่ยงๆ เองจนเป็นอิสระ
“ลองกล้าทำอะไรเพื่อนฉันดูสิ!”
“อย่างที่เขาบอกจริงๆ ว่าเธอมันตัวปัญหามากที่สุด ขนาดไอ้คนใช้น้ำตรงนั้นยังหยุดเธอไว้ไม่ได้”
เนียร์ผลักเอมออกไป แต่มือของเอมกลับยกขึ้นประกบหน้าเธอไว้อย่างรวดเร็ว ในมือนั้นคือผ้าเช็ดหน้าที่เปียกชื้น และกลิ่นของสารบางอย่างที่ทำให้เนียร์เบิกตากว้าง ตระหนักได้ว่ามันคือยาสลบ แต่ก็สายไปเสียแล้ว แม้จะพยายามฝืนตัวเองมากแค่ไหน สุดท้ายเปลือกตาเธอก็หนักอึ้งจนปิดลงสนิทอยู่ดี