"ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุดจุดสิ้นสุดคือ่เวลาที่วางลงได้ ใครที่ยังวางไม่ลง ตายแล้วก็ยังไม่ถึงจุดสิ้นสุด
"มีสถานที่หนึ่งไม่ได้อยู่ที่นี่ ไม่ได้อยู่ที่นั่น แต่อยู่ระหว่างทั้งสอง
ที่นั้นไม่มีชื่อ ที่ไม่มีชื่อ มีแค่คนที่ยังไม่พร้อมจากไป
พวกเขาหยุดอยู่ที่นั่น ไม่ใช่เพราะไม่อยากไปแต่เพราะมีบางอย่างที่ยังวางไม่ลง
บางอย่างนั้น ส่วนใหญ่ มีชื่อ และชื่อนั้นคือชื่อของคนที่พวกเขาทิ้งไว้ในโลก"
????การสนทนากับสิ่งที่อยู่ระหว่างสองโลก????
เซิ่นอวี๋นั่งลงข้างเตียงในที่ที่หลิงซางเพิ่งนั่งอยู่
เขาวางมือซ้ายลงบนผ้าห่มข้างๆร่างของเสี่ยวเหมย ไม่ััตัวเธอโดยตรงรอยแผลเป็ที่ข้อมือซ้ายเรืองขึ้นเป็แสงเงินจางๆ
"ข้าพูดกับสิ่งที่อยู่ในนั้น" เขาพูดเบาๆ ชัดเจนไม่ใช่กับเสี่ยวเหมยแต่กับอากาศในห้อง "ข้ารู้ว่าท่านอยู่ที่นั่นและข้ารู้ว่าท่านไม่ได้ตั้งใจ ข้าไม่ได้มาไล่ มาถามว่าท่าน้าอะไร"
ห้องเงียบ
จากนั้น อุณหภูมิลดลงอีกระดับ
และเสี่ยวเหมยที่นอนหลับอยู่ริมฝีปากของเธอขยับขึ้น เสียงดังออกมา แต่ไม่ใช่เสียงของเด็กสาวอายุสิบสี่
มันเป็เสียงของชายหนุ่ม แหบเล็กน้อย สั่น
"...ข้า...หาทางออกไม่เจอ..."
แม่ของเสี่ยวเหมยสะอื้นเบาๆหยูหลานวางมือบนไหล่ของเธอ
"ท่านชื่ออะไร" เซิ่นอวี๋ถามเบาๆ
"...อาหลง... ข้าชื่ออาหลง..."
"อาหลง" เซิ่นอวี๋ทวน "ท่านตายเมื่อไหร่"
"...สองเดือนก่อน...ป่วยสามวัน..."
เฉินิขยับชื่อนั้นตรงกับชายหนุ่มคนแรกที่ป่วยและตาย
"ทำไมถึงยังอยู่" เซิ่นอวี๋ถามเสียงนุ่มนวลกว่าที่หลิงซางเคยได้ยินมาก
"...ข้ายังหาคนไม่เจอ...ต้องบอกบางอย่างกับเขา... ก่อนที่จะไปได้..."
"บอกใคร"
"...พ่อของข้า...ข้าทะเลาะกับพ่อวันก่อนที่จะป่วย... ไม่ได้ขอโทษ... ข้าไม่ยอมจาก..."
หลิงซางที่ยืนอยู่ข้างหลังเซิ่นอวี๋ฟังอยู่ในดวงตาสีเทาอมน้ำตาลมีบางสิ่งที่อ่อนโยนลง
"พ่อของท่านอยู่ที่หมู่บ้านนี้ไหม" เซิ่นอวี๋ถาม
"...อยู่... แต่ข้าหาเขาไม่เจอ...มืดมากในที่นี่... ท่านช่วยข้าได้ไหม..."
"ช่วยได้" เซิ่นอวี๋พูดทันที "ข้าจะพาพ่อของท่านมาท่านรอได้ไหม"
"...รอได้... แต่ขอให้รีบ...ข้าเหนื่อยมากแล้ว..."
เฉินิพาพ่อของอาหลงมา
ชายชราที่มีรอยน้ำตาบนแก้มอยู่ตลอดเวลาเดินเข้ามาในห้องด้วยก้าวที่หนักราวกับแบกบางสิ่งไว้บนบ่า
เมื่อเขาเห็นลูกสาวคนอื่นนอนอยู่บนเตียงแต่ได้ยินเสียงลูกชายของตัวเองพูดออกมา
เขาพังลงนั่งบนพื้นทันที ไม่ใช่เพราะขาอ่อนแต่เพราะหัวใจอ่อนลงจนยืนไม่ได้
"อาหลง" เขาร้องเรียก
"...พ่อ..." เสียงจากเสี่ยวเหมยสั่น "...ข้าขอโทษ...วันนั้นที่ทะเลาะกัน... ข้าพูดเกินไป... ข้าไม่ได้หมายความอย่างนั้น..."
ชายชราร้องไห้ ไม่มีเสียง น้ำตาไหลลงเต็มใบหน้า
"พ่อรู้" เขาพูด เสียงสั่น "พ่อรู้ว่าลูกไม่ได้หมายความอย่างนั้นพ่อก็ขอโทษด้วย พ่อพูดเกินไปก่อน"
"...พ่อไม่โกรธลูกใช่ไหม..."
"ไม่โกรธ" ชายชราพูด "ไม่เคยโกรธแค่คิดถึง"
ในห้องนั้นเงียบลงในแบบที่ต่างจากความเงียบก่อนหน้าก่อนหน้านั้นเงียบแบบตึง ตอนนี้เงียบแบบที่บางอย่างได้รับการปล่อยออกไปแล้ว
"...ข้าไปได้แล้ว..." เสียงของอาหลงเบาลง "...บอกแม่ว่าข้ารักแม่...และขอโทษน้องสาวที่ทำให้กลัว..."
"บอกเอง" เซิ่นอวี๋พูดเบาๆ "ท่านไปได้แล้วอาหลง ที่ที่ท่านจะไปนั้น ท่านจะสามารถบอกได้เอง"
อุณหภูมิในห้องค่อยๆ กลับมาเป็ปกติ ช้าๆ เหมือนน้ำอุ่นที่ค่อยๆไหลเข้ามาแทนที่น้ำเย็น
เสี่ยวเหมยหายใจออกยาว
แล้วก็ลืมตาขึ้น ตาของตัวเองที่มีแววงงงวยของคนที่เพิ่งตื่นจากฝันลึก
"แม่...?" เธอเรียก
แม่ของเธอกอดเธอไว้ทันทีร้องไห้อยู่บนไหล่ลูกสาวโดยไม่พยายามซ่อน
หลิงซางตรวจเสี่ยวเหมยทันทีหลังจากนั้นชีพจรที่เคยมีสองจังหวะตอนนี้มีจังหวะเดียว สม่ำเสมอ แข็งแรงอุณหภูมิร่างกายกลับมาปกติ
"หาย" เขาบอกสั้นๆ
และในคืนนั้นเขาใช้พลังเยียวยาสองคนที่ป่วยอยู่ในหมู่บ้านอีกสองคน แต่ทุกครั้งก่อนรักษาเซิ่นอวี๋จะนั่งลงและพูดกับสิ่งที่อยู่ในร่างก่อน ฟังเื่ที่ค้างอยู่ช่วยให้ิญญาที่ติดอยู่นั้นได้พูดสิ่งที่ต้องพูดก่อนจะจากไป
หลิงซางยืนดูการทำงานของเซิ่นอวี๋ทุกครั้ง
และทุกครั้งเขาเห็นสิ่งที่ไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อนในชายคนนี้ ความอดทนที่ไม่มีที่สิ้นสุดความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้มและความคล่องแคล่วความสามารถในการทำให้แม้แต่สิ่งที่ตายแล้วรู้สึกว่าได้รับการรับฟัง
⚔ิญญาที่ไม่ได้หลงทาง แต่ถูกกักไว้⚔
แต่ในคืนที่สอง
สิ่งที่พบนั้นต่างออกไป
ิญญาที่สามของหมู่บ้านนั้นไม่ใช่ิญญาที่หลงทาง
มันถูกกักไว้
หลิงซางและเซิ่นอวี๋เข้าไปในบ้านของเหยื่อรายที่สามชายวัยสี่สิบที่นอนป่วยอยู่ เมื่อเซิ่นอวี๋นั่งลงและเริ่มพูดตามปกติสิ่งที่ตอบสนองไม่ใช่เสียงเ็ปหรือเสียงขอความช่วยเหลือ
มันเป็ความเย็นที่แผ่ออกมาอย่างรวดเร็วและรุนแรง
รอยแผลเป็ที่ข้อมือของเซิ่นอวี๋เรืองแดงแทนที่จะเงิน สัญญาณที่ต่างออกไป
"ออกไป" เซิ่นอวี๋พูดกับหลิงซางทันทีเสียงที่เปลี่ยนจากนุ่มนวลเป็คม "พาคนออกไปจากห้องนี้"
หลิงซางไม่ถาม ค่อยๆ เดินออกทางหน้าบ้านไปทันที
ภรรยาของชายที่ป่วย เด็กสองคนเฉินิที่มาด้วย ทุกคนออกไปนอกบ้าน
หยูหลานถูกบอกให้ยืนอยู่ที่ประตูหน้าห้ามเข้าไป
หลิงซางกลับเข้ามาคนเดียว
สิ่งที่อยู่ในห้องนั้นไม่ใช่ิญญาของคนในหมู่บ้าน
มันเก่ากว่านั้นมาก และมันไม่ได้หลง มันถูกผูกไว้กับสถานที่นี้โดยเจตนา
เซิ่นอวี๋ยืนอยู่กลางห้อง ดาบ หยินซาเปลือยออกจากฝักในมือขวา แสงจากดาบสีเงินสะท้อนกับรอยแผลที่เรืองแดงบนข้อมือซ้ายสร้างแสงที่ต่างออกไปจากแสงเทียน
อากาศในห้องหนักและเย็นสิ่งที่มองไม่เห็นแต่รู้สึกได้นั้นเคลื่อนไหวรอบๆ ห้อง
"ผิดปกติ" เซิ่นอวี๋พูดเมื่อเห็นหลิงซางเดินเข้ามาน้ำเสียงเตือน
"รู้" หลิงซางพูด กุ้ยหยูในมือแสงสีขาวเรืองออกมาจากมือข้างนั้น สร้างพื้นที่ของความอบอุ่นรอบตัวเขา "อะไรอยู่ที่นี่"
"ไม่ใช่ิญญาคน" เซิ่นอวี๋ตอบ สายตาไม่หยุดนิ่งติดตามบางสิ่งที่เคลื่อนที่อยู่รอบๆ "มีพลังงานมากกว่านั้นและมันรู้ว่าเราอยู่ที่นี่—"
สิ่งนั้นเคลื่อนไหว
ไม่มีรูปร่าง แต่มีน้ำหนัก อากาศบิดตัวราวกับมีบางสิ่งขนาดใหญ่เคลื่อนผ่านโต๊ะข้างห้องขยับเล็กน้อย เทียนที่จุดอยู่ดับพร้อมกันสามเล่ม
เซิ่นอวี๋หมุนตัวตามบางสิ่งที่เขาดูเหมือนมองเห็นดาบ หยินซา เคลื่อนไหวในอากาศ ไม่ใช่การฟาดหรือการแทงแต่เป็การขีดรูปแบบที่ซับซ้อนในอากาศ ราวกับการเขียนตัวอักษรที่มองไม่เห็น
รอยแผลเป็ที่ข้อมือซ้ายเรืองแดงขึ้นเป็จังหวะตามการเคลื่อนไหวของดาบ
หลิงซางจำได้จากตำราที่อ่านมา
"นี่คือท่าดาบผนึก"
สิ่งที่อยู่ในห้องส่งเสียง ไม่ใช่เสียงพูดแต่เป็เสียงที่ทำให้อากาศสั่น ทำให้หูรู้สึกอึดอัด
หลิงซางก้าวออกมายืนข้างเซิ่นอวี๋วางมือที่ถือกุ้ยหยูลงบนไหล่เขาเบาๆ
ทันทีที่ัั
พลังสองอย่างประสานกันแสงสีขาวจากกุ้ยหยูไหลออกมาตามแขนของเซิ่นอวี๋ พบกับแสงแดงที่รอยแผลเป็กลายเป็แสงสีเงินที่ไหลตามลำดาบ หยินซา ส่องออกจากปลายดาบไปยังทุกมุมห้อง
สิ่งในห้องส่งเสียงอีกครั้ง ครั้งนี้ดังกว่าตึงเครียดกว่า
"ท่านหมอ" เซิ่นอวี๋พูดไม่หันหน้า "อย่าปล่อยมือ"
"ไม่ปล่อย" หลิงซางพูด มือที่วางบนแผ่นหลังนั้นกระชับขึ้น
เซิ่นอวี๋ขยับดาบต่อ รูปแบบที่ซับซ้อนขึ้นเร็วขึ้น แสงสีเงินจากดาบสว่างขึ้นในทุกจังหวะที่ดาบเคลื่อนที่
สิ่งนั้นดิ้นรนหลิงซางรู้สึกได้ผ่านมือที่วางบนหลังของเซิ่นอวี๋ผ่านการสั่นะเืที่ส่งต่อมาจากดาบสู่ร่างกายสู่มือที่ประสานกัน
และจากนั้น
เซิ่นอวี๋เปล่งเสียงออกมาหนึ่งคำ ไม่ดังแต่มีน้ำหนักของบางสิ่งที่ลึกกว่าเสียงพูดทั่วไป
ดาบ หยินซา พุ่งลงพื้นในท่าที่ตั้งตรงปลายดาบััพื้นไม้และแสงะเิออกในวงกลมรอบตัวทั้งสอง
สิ่งในห้องส่งเสียงครั้งสุดท้าย เสียงที่เหมือนลมหายใจออกยาว
แล้วก็หายไป
อุณหภูมิห้องกลับมาปกติในทันทีเทียนที่ดับขึ้นมาใหม่เองราวกับมีคนจุด ชายที่นอนป่วยบนเตียงหายใจออกลึก ครั้งแรกในรอบหลายวันแล้วก็ตื่นขึ้น
เซิ่นอวี๋หมดแรงในทันทีที่สิ่งนั้นหายไปเขาล้มลงนั่งบนพื้น มือที่ถือดาบอยู่สั่นรอยแผลเป็ที่ข้อมือซ้ายที่เพิ่งเรืองแดงตอนนี้ดับลง แต่มีรอยร้อนที่ิั
หลิงซางคุกเข่าลงข้างๆ เขาทันที
"เจ็บไหม" เขาถาม
"รอยแผล" เซิ่นอวี๋พูด เสียงเหนื่อย "ร้อนหน่อย"
หลิงซางจับข้อมือซ้ายของเขาขึ้นตรวจรอยแผลเป็ที่ยังมีความอุ่นเหลืออยู่ วางฝ่ามือทับลงไป แสงสีขาวเรืองออกมาเบาๆความร้อนนั้นเย็นลงทันที
เซิ่นอวี๋มองมือที่วางบนข้อมือของเขา
แล้วก็มองหน้าหลิงซาง
"นั่นอะไร" เขาถาม เสียงต่ำกว่าปกติ
"สิ่งที่ถูกผูกไว้กับสถานที่" หลิงซางตอบ ยังไม่ปล่อยมือ "ไม่ใช่ิญญาของคนที่ตายในหมู่บ้านมันถูกผูกไว้ที่นี่โดยเจตนาและิญญาที่หลงทางของหมู่บ้านเข้ามาใกล้บ้านนี้เพราะรู้สึกถึงมันแล้วก็ถูกดูดเข้ามา"
"ใครผูกมัน" เซิ่นอวี๋ถามสายตาที่เหนื่อยล้าชัดขึ้นเล็กน้อย
"ข้าไม่รู้" หลิงซางพูด "แต่ตอนที่ท่านใช้ดาบข้ารู้สึกถึงบางสิ่งที่คุ้นเคยในรูปแบบของมัน"
"คุ้นเคยอย่างไร"
"คุ้นเคยแบบเดียวกับพิษที่ใช้กับขุนนางในฉางอัน" หลิงซางพูดช้าๆ
เซิ่นอวี๋นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
"งั้นขุนนางเว่ยไม่ใช่หัวงู" เขาพูด
"ไม่ใช่" หลิงซางยืนยัน
????คืนที่หลิงซางไม่ยอมปล่อย????
คืนนั้น พวกเขาพักในบ้านที่ผู้ใหญ่บ้านจัดให้
หยูหลานนอนหลับได้เร็วด้วยความเหนื่อย
หลิงซางนั่งอยู่ข้างๆเซิ่นอวี๋ที่นอนราบแต่ยังไม่หลับ มีชาอุ่นสองถ้วยและตะเกียงเล็กๆ ระหว่างพวกเขา
"เซิ่นอวี๋" หลิงซางพูด
"อะไร"
"ข้อมือยังเจ็บไหม"
"ดีขึ้นแล้ว" เซิ่นอวี๋ตอบ "ท่านหมอรักษาเก่ง"
ความเงียบสั้นๆ
"ท่านทำแบบนั้นบ่อยไหม" หลิงซางถามเสียงที่ไม่ได้ถามเื่ดาบ แต่ถามเื่ที่ลึกกว่า "เผชิญกับสิ่งที่ท่านเผชิญวันนี้คนเดียว"
เซิ่นอวี๋นิ่งอยู่นาน
"เคยบ่อย" เขาตอบในที่สุด "ก่อนที่จะพบท่านหมอ"
"และไม่มีใครรู้"
"ไม่มีใคร"
หลิงซางมองมือของตัวเองที่วางอยู่บนเข่า
"ข้ารู้สึกผิดที่ไม่รู้เื่นี้มาก่อน" เขาพูด เสียงเงียบ
"ท่านหมอไม่ควรรู้สึกผิด" เซิ่นอวี๋พูด "เราเพิ่งพบกันไม่นาน"
"แต่ข้าควรถามมากกว่านี้"
เซิ่นอวี๋หันมามองหลิงซาง ในแสงตะเกียงจางๆดวงตาสีน้ำตาลเข้มมีบางสิ่งอ่อนโยนและประหลาดใจปนกัน
"ท่านหมอถามมากพอแล้ว" เขาพูด "มากกว่าคนส่วนใหญ่ที่ข้าเคยพบมา"
"มากพอสำหรับข้า" หลิงซางพูดเสียงที่บอกว่ามาตรฐานของเขาไม่ใช่มาตรฐานของคนทั่วไป
เซิ่นอวี๋มองหน้าเขานาน
"ท่านหมอ"
"อะไร"
"ตอนกลางคืนข้างนอกท่านบอกว่ามีบางสิ่งที่เพิ่มขึ้นทุกวัน" เซิ่นอวี๋พูดช้าๆ "ข้าก็เช่นกัน"
หลิงซางมองเขา ไม่พูด แต่รอ
"และข้าเกรงว่า..." เซิ่นอวี๋หยุด ราวกับกำลังเลือกคำ "ข้าเกรงว่าสิ่งที่ข้าทำอยู่จะนำความอันตรายมาใกล้ท่านหมอมากเกินไป บางครั้งข้าคิดว่าควรจะ—"
"อย่าพูดต่อ" หลิงซางตัดบท
เซิ่นอวี๋หยุด
"ถ้าท่านจะพูดว่าควรจะห่างออกไปเพื่อปกป้องข้า" หลิงซางพูดน้ำเสียงที่ปกติเรียบราบมีบางอย่างแหลมคมอยู่ข้างใน "ข้าจะบอกว่าข้าเป็คนตัดสินใจว่าอยู่ที่ไหนและกับใครไม่ใช่ท่าน"
"แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้น—"
"ถ้าเกิดอะไรขึ้นข้าจะรับผิดชอบตัวเอง" หลิงซางพูด "ข้าไม่้าการปกป้องในแบบที่ห่างออกไปข้า้าการปกป้องในแบบที่อยู่ข้างๆ"
ความเงียบหนักในแบบที่ไม่้าคำพูดเพิ่ม
เซิ่นอวี๋มองหน้าหลิงซางนาน
จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงที่เบาที่สุดของคืนนั้น
"ข้าก็เช่นกัน"
ตอนกลางดึก
หลิงซางตื่นขึ้นจากความฝันที่ไม่ใช่ฝัน
ภาพที่เขาเห็นนั้นชัดเจนกว่าฝันธรรมดา ชัดเจนเหมือนความทรงจำ
เขาเห็นตัวเองในร่างที่ต่างออกไป เสื้อสีขาวยืนอยู่กลางสนามรบที่มีคนาเ็ล้มอยู่ทุกแห่งมือที่เรืองแสงเยียวยาคนทีละคนทีละคน
และอยู่ข้างหลังเขามีร่างหนึ่งที่ยืนหันหน้าออก ดาบในมือปกป้องทิศทางที่เขาไม่สามารถมองได้ขณะที่รักษา
เขาไม่เห็นหน้าของร่างนั้น แต่รู้สึกถึงมันรู้สึกถึงความตั้งใจ ความมุ่งมั่นและบางสิ่งที่อ่อนโยนกว่านั้นที่ซ่อนอยู่ใต้ความแข็งแกร่ง
ก่อนที่ความฝันจะจบ ร่างนั้นหันมาครึ่งหนึ่งและหลิงซางเห็นรอยแผลเป็รูปพระจันทร์เสี้ยวที่ข้อมือซ้าย
หลิงซางนั่งขึ้นมองข้ามห้องไปยังที่ที่เซิ่นอวี๋นอนหลับอยู่
แสงดาวที่ลอดผ่านหน้าต่างตกลงบนแขนซ้ายที่ไม่มีผ้าพันอยู่ในตอนหลับรอยแผลเป็รูปพระจันทร์เสี้ยวเห็นชัดในแสงนั้น
หลิงซางมองอยู่นาน
แล้วก็นอนลงอีกครั้ง หลับตา
เขาคิดในใจ
"ข้ารู้แล้ว"
????เช้าวันรุ่งขึ้นและสิ่งที่ผู้ใหญ่บ้านบอก????
เช้าวันรุ่งขึ้น
ผู้ใหญ่บ้านเฉินิมาพบพวกเขาก่อนอาหารเช้ามีสีหน้าที่ดีขึ้นจากคืนก่อน แต่ยังมีบางสิ่งที่กังวลอยู่
"หมู่บ้านของข้าขอบคุณท่านมาก" เขาพูด "แต่มีเื่ที่ข้าต้องบอกท่านเื่ที่ข้าไม่กล้าบอกั้แ่แรก"
"เชิญว่ามา" หลิงซางพูด
"สิ่งที่อยู่ในบ้านหลังนั้น" เฉินิพูดช้าๆ "ข้าคิดว่าข้ารู้ว่ามาจากไหนเมื่อสามเดือนก่อน มีคนแปลกหน้ามาขอพักในหมู่บ้านหนึ่งคืน ผู้ชายอายุสัก...ห้าสิบกว่า ใบหน้าดูดีมาก แต่ตาขุ่น"
เซิ่นอวี๋และหลิงซางมองหน้ากัน
"เขาออกไปก่อนรุ่งสาง" เฉินิพูดต่อ "ั้แ่นั้นมาหมู่บ้านก็เริ่มมีปัญหา"
"ท่านบอกได้ไหมว่าเขาหน้าตาเป็อย่างไร" เซิ่นอวี๋ถาม
คำอธิบายที่ผู้ใหญ่บ้านให้มานั้นตรงกับสิ่งที่ทั้งสองคิด
ไม่ใช่ขุนนางเว่ย เส้าหลิน
แต่เป็คนที่อยู่เื้ัขุนนางเว่ย
"ท่านหมอ" เซิ่นอวี๋พูดเงียบๆให้หลิงซางคนเดียวได้ยิน "คนร้ายที่แท้จริงกำลังทดสอบบางสิ่ง"
"ทดสอบว่าพลังงานที่ผูกไว้ในหมู่บ้านทำงานได้ไหม" หลิงซางพูดต่อ เสียงเย็น "และถ้าทำงานได้หมายความว่ามันจะถูกนำไปใช้ในที่ที่มีคนมากกว่านี้"
"ฉางอัน"
"ฉางอัน"
✨ก่อนกลับและสิ่งที่บอกกัน ✨
พวกเขาออกเดินทางกลับในบ่ายวันที่สาม
หมู่บ้านหมอกที่เคยเงียบสนิทในยามเย็นตอนนี้มีเสียงเด็กๆ วิ่งเล่น มีกลิ่นอาหารปรุง มีแสงไฟอบอุ่นจากทุกหน้าต่าง
ผู้ใหญ่บ้านยืนส่งที่ขอบหมู่บ้านพร้อมกับคนในหมู่บ้านหลายคนที่มายืนดูพวกเขาจากไป
เสี่ยวเหมยวิ่งออกมาจากฝูงชนยืนตรงหน้าหลิงซางที่นั่งอยู่บนม้า
"ท่านหมออู๋" เธอพูดเสียงชัดและมีชีวิตชีวาแบบที่เด็กสาวอายุสิบสี่ควรมี "ขอบคุณ"
"หายดีแล้ว" หลิงซางพูดสั้น
"แต่ท่านหมอรู้ไหม" เสี่ยวเหมยพูดต่อเสียงเบาลงเล็กน้อยราวกับบอกความลับ "ตอนที่ท่านนั้นอยู่ในตัวหนูหนูฝันเห็นบางอย่าง"
"ฝันเห็นอะไร"
"ฝันเห็นหมอกสีขาวและในหมอกนั้นมีคนสองคนยืนด้วยกัน คนหนึ่งใส่ชุดขาว คนหนึ่งถือดาบ" เสี่ยวเหมยพูด "แต่หมอกมันสวยมากไม่ได้น่ากลัวเลย"
หลิงซางนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
"แค่ฝัน" เขาพูดแต่น้ำเสียงของเขาอ่อนลงกว่าปกติ
เสี่ยวเหมยพยักหน้า แล้ววิ่งกลับไปหาแม่
หลิงซางขยับม้าออกเดินทางเซิ่นอวี๋ขับม้าตามมาเคียงกัน
"ท่านหมอ"
"อะไร"
"ท่านฟังเื่ที่เสี่ยวเหมยพูด"
"ฟัง"
"แล้วท่านคิดว่าอย่างไร"
หลิงซางมองออกไปข้างหน้าทางที่ผ่านหมอกออกไปสู่ถนนกว้าง แสงบ่ายตกลงบนหมอกทำให้มันดูราวกับมีแสงอยู่ข้างในไม่ได้มืดอย่างที่คิด
"ข้าคิดว่า" เขาพูดช้าๆ "หมอกที่ดูน่ากลัวจากภายนอกบางครั้งเมื่อเข้าไปข้างใน จะพบว่ามีแสงอยู่"
เซิ่นอวี๋มองหน้าเขา
"ท่านหมอพูดเื่หมอกหรือเื่อื่น"
"ทั้งสองอย่าง" หลิงซางตอบ มองออกไปข้างหน้าแต่มุมปากขยับขึ้นเล็กน้อย
เซิ่นอวี๋ยิ้ม
ยิ้มแบบที่ถึงตา ยิ้มแบบที่ไม่ได้เตรียมไว้ยิ้มแบบที่คนนั่งข้างๆ เห็นแล้วรู้ว่าไม่ได้ทำเพื่อใครอื่น
♥️"ิญญาที่ติดอยู่ระหว่างสองโลก สอนสิ่งหนึ่ง♥️
ความรักคือพลังที่แข็งแกร่งที่สุดที่ทำให้คนอยู่ และก็คือพลังเดียวที่ทำให้คนไปได้
ขึ้นอยู่กับว่า ความรักนั้น ถูกใครรับไว้หรือเปล่า
เมื่อหันไปมองเขา เขาอยู่ที่นั่น และรู้ ความรักของตัวเองถูกรับไว้มาตลอด"
♥️"ิญญาที่ติดอยู่บนธรณีประตู ไม่ได้ติดอยู่เพราะประตูแต่ติดอยู่เพราะชื่อหนึ่ง และชื่อนั้น คือโซ่ตรวนที่อ่อนโยนที่สุดและหนักที่สุดในโลก"♥️
..สุสาส์นราคะ...