สำนักมหาหัสดี!
บนเวทีแสดงยุทธอันกว้างใหญ่อาจารย์คุมสอบสำนักสิบกว่าคนพร้อมลู่ซู่ดูเหมือนผู้กุมชะตาชีวิตเหล่าศิษย์หนุ่มสาวเบื้องหน้าอย่างไรชอบกล
หมีพิโรธเกราะเกล็ดร่างมโหฬารในกรงเหล็กยังแผ่กลิ่นอายดุร้ายทารุณน่าประหวั่นพรั่นพรึงไม่หยุด
เขตเบื้องล่างตรงหน้าเวทีแสดงยุทธหนุ่มสาวเยาว์วัยสี่สิบกว่าคนที่ถูกเรียกชื่อออกมายืนเบื้องหน้าฝูงชนโดยมากต่างก็มีใบหน้าเคร่งเครียด
ตบะวรยุทธระดับเปิดชีพจรที่พลังพอๆ กันห้าสิบคนทั้งยังไม่มีประสบการณ์การต่อสู้จริงมาก่อนต้องมารับมือหมีพิโรธเกราะเกล็ดมหาปีศาจขั้นหนึ่ง
ไม่มีใครกล้าจินตนาการถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปเลย
ฉู่เหินกลับนึกไม่ถึงว่าตนจะถูกเลือกเป็ศิษย์ที่ต้องเข้าร่วมการทดสอบกลุ่มแรก
ระดับเปิดชีพจรขั้นแปดแม้จะห่างกับพลังของมหาปีศาจอยู่สองขั้นแต่ฉู่เหินนั้นมั่นใจมาก ต่อให้ไม่ผ่านการทดสอบก็ยังเอาชีวิตรอดได้ไม่มีปัญหา
“และคนสุดท้าย...” คนหนุ่มขานชื่อบนเวที เขากระแอมสองทีพลิกหน้ากระดาษไปหน้าแรก ว่าต่อด้วยเสียงอันดัง “นครหลวง อวี๋เฉินอวี้!”
ผ่าง!
‘อวี๋เฉินอวี้’ เพียงแค่สามคำนี้ถูกเอ่ยออกไปผู้คนเบื้องล่างก็เคลื่อนไหวเซ็งแซ่
“คุณหนูเฉินอวี้? ไข่มุกเม็ดงามในมือแม่ทัพใหญ่ซีไห่น่ะหรือ?”
“ไม่ใช่นางแล้วจะเป็ใครได้อีก? นครหลวงนี้มีอวี๋เฉินอวี้คนที่สองไหมเล่า?”
“ไม่นึกเลยว่าคุณหนูเฉินอวี้จะเข้าร่วมการทดสอบสำนักมหาหัสดีด้วยข้าคิดไม่ถึงเลยจริงๆ”
“น่าจะเป็ประสงค์ของแม่ทัพใหญ่ซีไห่กระมัง! ในเมื่อแม่ทัพใหญ่ซีไห่ท่านจบจากสำนักมหาหัสดีนี่”
“อย่างนี้นี่เอง”
...
ขณะเดียวกันกับที่พวกเขาวิพากษ์วิจารณ์กันดรุณีงดงามสวมชุดกระโปรงยาวลายดอกไม้เล็กสีขาวก็เดินออกมาจากที่ไหนสักแห่งเครื่องหน้าเลอเลิศงามลออ มือหยกเรียวเนียนกำกระบี่ฝังเพชรแวววับเล่มหนึ่งเช่นเคย
‘นางน่ะหรือ?’
ฉู่เหินประหลาดใจเล็กน้อย เด็กสาวที่พูดคำว่า ‘พวกขี้ขลาดตาขาวกลัวตายก็อย่าเข้าร่วมการสอบ’ นั่นนี่
ก่อนหน้านี้ก็คิดอยู่แล้วว่าอีกฝ่ายน่าจะเป็คนพิเศษแต่ไม่นึกเลยว่าจะเป็ทายาทของแม่ทัพผู้โด่งดัง
อวี๋เฉินอวี้ก้าวขึ้นมาเบื้องหน้าด้วยฝีเท้าเบาหวิวคิ้วหงส์เรียวยาวฉายความภาคภูมิในตนเองหลายส่วน
...
“ห้าสิบคนพร้อมแล้ว มีใครอยากถอนตัวไหม?” อาจารย์คุมสอบลู่ซู่ถาม
หนุ่มสาวทั้งหลายเงียบงัน เพียงหันมองฝูงชนข้างกายตนเท่านั้น
กรร!
หมีพิโรธเกราะเกล็ดในกรงเหล็กคำรามน่ากลัวอีกครั้งพวกเขากลืนน้ำลายอย่างไม่อาจห้าม แต่ก็ไม่เลือกที่จะถอนตัว
“มีเื่หนึ่งต้องประกาศให้รู้ไว้ ระหว่างการสอบ หากมือขาดเท้าขาด หรือตายเสียก่อนสำนักจะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น” ลู่ซู่ทิ้งท้าย
เพียงได้ยินคำนั้น หางตาศิษย์ทั้งหลายก็กระตุกน้อยๆ มองหมีพิโรธเกราะเกล็ดที่ดุร้ายนั่นแล้วหลายคนก็ใจฝ่อ
“ฮึ พวกไก่อ่อน อยากถอนตัวก็รีบถอนตัวเสีย อย่าทำทุกคนเสียเวลา...” อวี๋เฉินอวี้ว่าเสียงเย็นไม่แยแส
ถูกอิสตรีดูแคลนเช่นนี้ ใครหน้าไหนจะยอมถอดใจโดยง่าย
“ถูกต้อง หากอยากถอนตัวก็รีบถอนตัวเสีย อย่ามาถ่วงแข้งถ่วงขาข้ากับคุณหนูเฉินอวี้อยู่เลย”
“ชิ ใครถ่วงแข้งถ่วงขาใครมิทราบ? การทดสอบยังไม่ทันเริ่มยังไม่รู้เสียหน่อยว่าถึงเวลานั้นใครจะกลัวจนขี้แตกเยี่ยวราด”
“ฮึ เป็ม้าหรือเป็อูฐเดี๋ยวก็ได้รู้กันล่ะ”
...
คำพูดนั้นของอวี๋เฉินอวี้กลับปลุกใจคนทั้งหลายให้แข่งขันแย่งชิง
พอเห็นไม่มีใครถอนตัว ลู่ซู่บนเวทีแสดงยุทธก็ผงกหัวเล็กน้อย เอ่ยเรียบนิ่ง“ดีมาก ก่อนจะเริ่มทดสอบ พวกเ้าจะมีเวลาปรึกษาหารือและกำหนดกลยุทธ์รับมือเจ็ดนาทีเริ่มจับเวลาได้”
ปรึกษาหารือกลยุทธ์?
ทุกคนอึ้งไปก่อน แล้วจึงค่อยมองอวี๋เฉินอวี้เป็ตาเดียวกันโดยมิได้นัดหมายทั้งยังห้อมล้อมนางไว้ตรงกลางอีกด้วย
“คุณหนูเฉินอวี้ ท่านว่าพวกเราควรรับมือหมีพิโรธเกราะเกล็ดนี่ด้วยวิธีใด?”
“พวกเราจะฟังท่าน”
...
ทุกคนให้ความนับถืออวี๋เฉินอวี้ถึงเพียงนี้ก็ด้วยสาเหตุข้อแรกตำแหน่งฐานะและชื่อเสียงของนาง สองคือนางเป็ธิดาของแม่ทัพใหญ่ซีไห่คงพอจะเข้าใจยุทธวิธีการรบอยู่บ้างแน่นอนว่าทุกคนมุ่งไปที่เหตุผลข้อแรกเสียมากกว่า ต่อให้วันนี้สอบไม่ผ่านแต่ได้รู้จักกับบุคคลฐานะสูงส่งอย่างอวี๋เฉินอวี้ก็ถือว่าไม่เสียเที่ยวแล้ว
หากมิใช่เพราะเื่การทดสอบ ทุกคนคงไม่มีโอกาสได้เข้าใกล้อวี๋เฉินอวี้เลย
อวี๋เฉินอวี้กลับไม่ปฏิเสธภาระหน้าที่ในฐานะ ‘ผู้นำ’ ชั่วคราว ดวงตากลมโตมองขึ้นเล็กน้อย เอื้อนเอ่ยอย่างจริงจัง“หมีพิโรธเกราะเกล็ดร่างกายใหญ่โต พลังป้องกันน่าตะลึง พลังทำลายก็แกร่ง...แต่ว่าความเร็วคือจุดอ่อนของมัน พวกเราควรจะหลีกเลี่ยงคมเขี้ยวของมันแล้วโจมตีจากทางด้านข้างได้”
“คุณหนูหมายความว่าพวกเราจะไม่ปะทะกับมันซึ่งๆ หน้า แต่ใช้ ‘กลยุทธ์กรงนก’ ฆ่ามันให้ตายหรือ?” บุรุษผู้หนึ่งถาม
“ไม่ใช่” อวี๋เฉินอวี้เผยอริมฝีปากแดง ส่ายหน้าเล็กน้อย“เสียกำลังกับหมีพิโรธเกราะเกล็ดเท่ากับขุดหลุมฝังตัวเอง...แต่ว่ามันมีจุดอ่อนถึงตายอยู่ที่หนึ่ง”
“โอ๊ะ?”
ทุกคนตาเป็ประกายไม่รู้ตัว ต่างก็มีความหวังอยู่รำไร
ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าอวี๋เฉินอวี้แม้จะภูมิใจในตัวเองไปบ้างแต่ก็ไม่ได้วางมาดมากจนเกินไป ทั้งยังเฉลียวฉลาดยิ่งนักสามารถวิเคราะห์การทดสอบที่จะเกิดขึ้นได้ในเวลาอันรวดเร็ว มิหนำซ้ำยังวางกลยุทธ์พร้อมอีกด้วย
อาจารย์ลู่ซู่บนเวทีมองภาพนั้นเจือรอยยิ้มหลายส่วน สองมือกอดอกสีหน้าตื่นเต้นไม่หยอก
แต่กระนั้น เมื่อยามที่ทุกคนห้อมล้อมกายอวี๋เฉินอวี้ฉู่เหินกลับยังยืนอยู่ที่เดิม
“เฮ้ย นั่นมันใคร? เ้านั่นแหละ! ยังไม่รีบมาฟังคุณหนูเฉินอวี้วางกลยุทธ์อีก?” ชายหนุ่มคนหนึ่งชี้ฉู่เหินอย่างไม่พอใจ
ไม่ทันให้ฉู่เหินได้ตอบ ชายอีกคนก็เสริมทัพ“มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็พวกมาขอส่วนบุญ ยังจะหวังให้มันทำผลงานอะไรอีกหรือ?อีกสักพักอย่ามาถ่วงแข้งถ่วงขาก็แล้วกัน”
“ใช่แล้ว ข้าเกลียดคนพรรค์นี้ที่สุด”
...
ไม่ทันได้เอ่ยปาก ฉู่เหินก็ถูกตราหน้าว่าเป็พวก ‘ขอส่วนบุญ’ ‘ถ่วงแข้งถ่วงขา’ ไปเสียแล้ว
แน่นอนว่านี่เป็เื่ปกติ ผู้ใดที่ไม่เข้าพวกมักถูกผลักไส ทุกคน ‘พึ่งพิง’ อวี๋เฉินอวี้กันหมดแล้วมีเพียงฉู่เหินที่ไม่คิดจะไปร่วมด้วย
ในสายตาของคนหมู่มาก นี่คือการไม่เข้าพวกอย่างชัดเจน
ฉู่เหินไม่ใส่ใจสายตาผิดแปลกของผู้คนใบหน้าหล่อเหลางดงามยังไม่มีคลื่นอารมณ์ใด
เจ็ดนาทีผ่านไปในพริบตา!
“ถึงเวลาแล้ว กลุ่มทดสอบที่หนึ่งขึ้นสังเวียนได้...”ลู่ซู่กล่าวเสียงดังฟังชัด
เห็นห้าสิบคนผู้ ‘เปิดก่อน’ แล้ว หนุ่มสาวคนอื่นที่เบื้องล่างต่างก็รำพันว่าตนช่างโชคดีในเมื่อยิ่งเป็คนหลังมากเท่าไร ก็ยิ่งเข้าใจเอกลักษณ์ในพลังของหมีพิโรธเกราะเกล็ดมากเท่านั้นในทางเดียวกันพอถึง่ท้าย พลังกายของหมีพิโรธเกราะเกล็ดจะค่อยๆ หมดสิ้นไปเป็ปัจจัยเสริมแรงให้ศิษย์ที่เข้าร่วมทีหลังได้ดียิ่ง
...
อวี๋เฉินอวี้เป็ผู้นำกลุ่มแรกขึ้นสังเวียนแสดงยุทธ
ผู้รับผิดชอบการทดสอบสิบกว่าคนบนสังเวียนกลับเดินลงเบื้องล่าง ส่วนจอมยุทธพละกำลังมากสองคนก็เดินไปถึงข้างกรงเหล็กใหญ่เตรียมเปิดกรงปล่อยหมีพิโรธเกราะเกล็ดให้ออกมา
ราวกับััได้ว่าจะได้ออกจากกรงหมีพิโรธเกราะเกล็ดตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด
เสียงคำรามน่าประหวั่นพรั่นพรึงดลโลหิตในกายให้เดือดพล่าน
“หวังว่าจะได้เห็นผลงานที่ดีที่สุดของพวกเ้า! ขอให้โชคดี...”
ลู่ซู่เอ่ยจบก็กลับลงข้างสนามไป เสียงเหล็กกระทบกันดังขึ้นกรงเหล็กใหญ่สามสิบกว่าเมตรถูกเปิดออก
กรร!
เสียงคำรามคลุ้มคลั่งและโหดร้ายดังลั่น สัตว์ขนาดมหึมาสูงยี่สิบกว่าเมตรเหมือนสัตว์ร้ายหลุดจากกรงขังปรี่ออกมาจากกรงทันที
กลิ่นอายดุร้ายโหมกระหน่ำซัดสาด เมื่อต้องเผชิญกับสัตว์ปีศาจที่แกร่งกล้าถึงเพียงนี้พวกเขาต่างหน้าเปลี่ยนสีไม่เว้นวาง
กระแสปราณรัวเร่งแฝงไว้ด้วยกลิ่นคาวแสบจมูก ความกดดันไร้ตัวตนแผ่ขยายตามมา
อวี๋เฉินอวี้เพ่งมองเล็กน้อย ริมฝีปากขยับสั่งเสียงเย็น “กระจายตัว!”
“เข้าใจแล้ว!”
ทุกคนรับคำพร้อมเพรียง
พริบตาต่อมา ศิษย์หนุ่มสาวหลายสิบคนก็กระจายตัวเป็สี่ทาง ใช้กลยุทธ์ตีขนาบจากทั้งสองข้างโอบล้อมหมีพิโรธเกราะเกล็ดไว้ตรงกลาง
ดวงตาเรืองแววดุร้ายของหมีพิโรธเกราะเกล็ดเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยามเฉกเช่นมนุษย์
มันไม่พูดพร่ำทำเพลง โผเข้าใส่อวี๋เฉินอวี้ที่อยู่ตรงหน้าทันทีร่างอันใหญ่โตนั้นเหมือนบ้านที่เคลื่อนไหวได้ทีเดียว
“คุณหนูเฉินอวี้ระวัง!”
กรร!!!
หมีพิโรธเกราะเกล็ดเงื้ออุ้งมือั์ดั่งใบตอง นำพาแรงลมอันแกร่งกล้าพัดไปหาอวี๋เฉินอวี้
อวี๋เฉินอวี้ขมวดคิ้วคู่งามขยับเท้าคราเดียวก็ถอยหลบไปเื้ัได้ปานภูตพรายล่องลอย
ปึ้งปั้ง!
อุ้งมือั์ของหมีพิโรธเกราะเกล็ดถล่มโจมตีพื้นสังเวียนเข้าอย่างจังฝุ่นดินกระจัดกระจาย เศษหินกระเด็นกระดอน หินน้อยใหญ่ดุจฝูงผีเสื้อแตกฮือรอยร้าวลึกรอยแล้วรอยเล่าลุกลามไปทั่ว
ผู้คนเบื้องล่างขนลุกซู่อย่างไม่อาจห้าม หมีพิโรธเกราะเกล็ดช่างเหี้ยมดีจริงๆโจมตีสบายๆ คราเดียวก็มีพลังปานนี้
เห็นทีหากถูกมันโจมตีแค่เพียงครั้งเดียวคงได้จบชีวิตเป็แน่
กรร!
หมีพิโรธเห็นโจมตีพลาดก็เริ่มบุกอีกครั้ง
ขณะเดียวกันนั้นเอง ศิษย์หนุ่มสาวอาวุธพร้อมมือทั้งหลายก็พุ่งไปหามัน
“ฆ่า!”
เพราะอวี๋เฉินอวี้เป็เหตุ ศิษย์กลุ่มแรกจึงได้ฮึกเหิมพอตัว ผู้ที่พุ่งตัวไปรายหน้าสุดคือชายหนุ่มร่างกำยำสองคนหนึ่งถือขวาน อีกหนึ่งถือกระบี่
“หยางเฟิง!” ชายถือขวานะโลั่น
“เข้าใจแล้ว!”
ทั้งสองทะยานขึ้นเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ขณะเดียวกันก็จามลงไปที่หัวเข่าขวาของหมีพิโรธอย่างจัง
ตึง!
พลังแกร่งกร้าวถูกจู่โจมลงไป อากาศไซร้กลับมีเพียงประกายไฟแลบแล่นเป็สายบนเกราะเกล็ดแน่นละเอียดส่วนหัวเข่าของหมีพิโรธปรากฏเป็รอยสีขาวสองรอยเท่านั้น
อะไรกัน?
ทั้งสองหน้าเปลี่ยนสีบุกโจมตีทรงพลังถึงเพียงนี้ยังไม่อาจทลายการป้องกันของหมีพิโรธเกราะเกล็ดได้เลย
กรร!
ไม่รอให้ทั้งสองได้คืนสติกลับมา ลมเย็นแรงกล้าก็พัดโหมใส่ร่าง
ปึ้ง!
เสียงหนักหน่วงดังขึ้นที่โสตประสาทของทุกผู้ทุกนามอุ้งมือั์ของหมีพิโรธฟาดเข้าที่ร่างคนทั้งสองเข้าอย่างจัง สองร่างถูกตบจนกระเด็นลอยไปทั้งคนทั้งอาวุธ
กระดูกแหลกละเอียด กระอักเืล้มลงนอนกับพื้น ตะเกียกตะกายลุกไม่ขึ้น
พลังของมหาปีศาจไม่ใช่สิ่งที่ตบะวรยุทธระดับเปิดชีพจรจะต้านทานได้จริงๆ
“เวร...”
เพิ่งเริ่มทดสอบได้ไม่ถึงสิบวินาทีก็มีคนาเ็สาหัสลงไปกองกับพื้นน่าใเสียเหลือเกิน
“ทุกคนอย่าแตกตื่น”
“อย่าปะทะกับมันตรงๆ เป็อันขาด”
...
ชิ้ง!
เสียงโลหะใสแจ๋วสั่นไหวนำพากระแสอากาศให้สั่นเทาเห็นเพียงกระบี่ในฝ่ามือหยกของอวี๋เฉินอวี้ถูกชักออกจากฝักแสงกระบี่วับวามคมกริบดุจรังสี
อวี๋เฉินอวี้หักข้อมือขึ้น เงื้อมือฟาดฟันกระบี่ออกไปสองสามครั้ง
ปึ้งๆ!
แสงกระบี่ละลานตาบุกจู่โจมร่างของหมีพิโรธเกราะเกล็ดราวดาวตก พริบตาต่อมาเกล็ดที่ถูกโจมตีก็แตกละเอียด เืสดขุ่นคาวพรั่งพรู
“คุณหนูเฉินอวี้เก่งกาจนัก...” คนเบื้องล่างชมเปาะ
ส่วนฉู่เหินผู้ยืนอยู่ด้านหลังของการต่อสู้เลิกคิ้วคู่งามขึ้นใบหน้าเผยความคาดไม่ถึงหลายส่วน
“ระดับเปิดชีพจรขั้นแปด?”
………………………..