จักรพรรดิ์มารมนตราบรรพกาล

    ตอนที่ 1

    ท้องฟ้าอันวิปริตแปรปรวนที่เต็มไปด้วยสายฟ้าหลากสีไม่ว่าจะเป็นสีทอง สีม่วง สีแดง สีขาว ที่กำลังส่งเสียงอันสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งท้องฟ้าและปฐพี ณ ปฐพีเบื้องล่างนั้นต่างก็เต็มไปด้วยซากศพนับไม่ถ้วนที่นอนกองทับถมกันอยู่ และแน่นอนว่าซากศพเหล่านี้นั้นคือผู้ที่ถูกสังหารจากการต่อสู้นั่นเอง ซึ่งสงครามครั้งนี้เป็นสงครามครั้งใหญ่ที่ตัดสินความเป็นตายระหว่างกองทัพผู้กล้ากับกองทัพของจักรพรรดิ์มาร และถึงแม้ว่าในตอนนี้จะมีซากศพมากมายแต่พวกเขาก็ยังไม่ยอมหยุดสู้กัน ไม่ว่าจะเป็นบนอากาศหรือพื้นดินจอมเวทย์ทั้งสองฝ่ายต่างก็ใช้พลังที่ตนมีสู้กันอย่างเต็มที่ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างก็รู้ว่านี่เป็นศึกตัดสินหากฝ่ายใดพ่ายแพ้นั่นก็หมายถึงความพ่ายแพ้ตลอดกาล
    แม้ว่าในสนามรบนั้นจะมีเหล่าจอมเวทย์ทั้งหลายกำลังต่อสู้กันอยู่ แต่บนท้องฟ้าเหนือก้อนเมฆที่พวกเขาสู้กันนั้น มีเพียงบุคคลสองคนที่กำลังเผชิญหน้ากันอยู่หนึ่งคือจักรพรรดิ์มารผู้ที่มีดาบทมิฬเรียวยาวอยู่ในมือขวาของเขา เสื้อผ้าสีดำที่เขาสวมใส่อยู่นั้นมีลวดลายที่ได้รับการตกแต่งให้ดูน่าเกรงขามสำหรับผู้พบเห็น แต่ในตอนนี้นั้นกลับปรากฏร่องรอยของความเสียหายอันเนื่องมาจากการต่อสู้ระหว่างเขากับผู้กล้าที่อยู่เบื้องหน้าเขาและถ้าหากเปรียบเทียบสภาพของจักพรรดิ์มารกับผู้กล้าแล้วนั้นก็บอกได้เลยว่า ผู้กล้าที่อยู่ในชุดเกาะสีทองทั้งตัวนั้นมีสภาพที่ดีกว่ามากราวกับว่าจักรพรรดิ์เป็นฝ่ายโดนเล่นงานอยู่ฝ่ายเดียวก็มิปาน แม้แต่ใบหน้าของผู้เก่าที่ใส่หน้ากากเหล็กสีทองเอาไว้ก็ยังดูดีกว่าใบหน้าของจักรพรรดิ์มารเสียอีก ซึ่งมองจากสภาพภายนอกแล้วนั้นก็จะพบว่าผู้กล้านั้นแทบจะไม่ได้รับความเสียหายเลยอะไรเนื่องจากเกราะและหน้ากากที่เขาสวมอยู่นั้นถูกสร้างขึ้นมาจากแร่มนตราที่ดีที่สุดในดินแดนสฟีร่า ทั้งยังได้รับการลงเวทย์มนต์ป้องกันชั้นสูงเอาไว้อีกด้วย
    "ผู้กล้า พวกเราสู้กันครั้งนี้ก็ครั้งที่ 2 แล้ว เจ้าจะไม่พูดอะไรกับข้าสักคำรึ " จักรพรรดิ์มารพูดกับผู้กล้าที่ยังคงมองเขาอย่างนิ่งเฉยและไม่ตอบโต้อะไรกลับมา"หรือว่าเจ้าเป็นใบ้ล่ะ น่าสงสารนะเนี้ย อุตส่าห์มีพลังเวทย์ขนาดนี้แต่ไม่สามารถไปคุยโตโอ้อวดกับใครได้เลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า" จักรพรรดิ์มารพูดต่อเมื่อเขาเห็นว่าผู้กล้านั้นไม่พูดอะไรตอบกลับมาเลย
    ผู้กล้าที่เห็นจักรพรรดิ์มารหัวเราะเยาะเย้ยตนก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาจึงยกมือซ้ายของตนขึ้นมาแล้วก็ร่ายคาถาอย่างรวดเร็วจนปรากฏวิหคทองคำที่มีลักษณะเหมือนอีกาออกมาอยู่บนมือซ้ายของผู้กล้าเพียงแต่มันไม่ใช่อีกาสีดำแต่มันเป็นอีกาสีทองที่เปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจอันน่าเกรงขามและพลังทำลายล้างอันมหาศาลที่ถูกปลดปล่อยออกมาจนสามารถรู้สึกได้ และแน่นอนว่านั่นไม่ใช่อีกาจริงๆแต่เป็นอีกาทองคำที่เกิดจากพลังเวทย์ของผู้กล้าที่ร่ายมันขึ้นมาเพื่อโจมตีจักรพรรดิ์มาร "หึ เวทย์อีกาทองคำภูติสวรรค์ เป็นเวทย์ที่ทรงพลังก็จริงแต่เมื่อต่อหน้าข้า มันก็เท่านั้น" จักรพรรดิ์มารใช้มือซ้ายของตนที่ไม่ได้ถือดาบ ยื่นออกมาเบื้องหน้าตนแล้วร่ายคาถาก่อนจะเกิดเป็นกระจกบางๆที่มีแสงออร่าสีดำอยู่รอบๆกระจกปรากฏออกมา ขณะเดียวกันผู้กล้านั้นก็ปลดปล่อยอีกาทองคำในมือของตนให้พุ่งเข้าไปโจมตีจักรพรรดิ์มารอย่างรวดเร็ว ดาร์คมิลเลอร์ฟุบอีกาทองคำพุ่งเข้าโจมตีใส่กระจกของจักรพรรดิ์มารจนตัวอีกาทองนั้นหายเข้าไปในกระจก ซึ่งสร้างความงุนงงให้กับผู้กล้าเป็นอย่างมากเพราะจู่ๆตนเองก็สูญเสียการควบคุมอีกาทองคำไป ซึ่งเวลาผ่านไปเพียงเสี้ยววินาทีก็ปรากฏอีกาตัวเดิมพุ่งออกมาจากกระจกแต่ไม่ใช่อีกาสีทองคำแต่เป็นอีกาสีเทาเข้มที่มีพลังเป็นสองเท่าของอีกาทองคำที่ผู้กล้าใช้เมื่อครู่ และตอนนี้พุ่งเป้าไปโจมตีไปยังผู้กล้าแทน
    เมื่อผู้กล้าเห็นดังนั้นมีหรือที่จะยืนรับการโจมตีที่เข้ามาเฉยๆ แน่นอนว่าไม่มีทาง ดังนั้นจึงได้ถ่ายทอดพลังเวทย์จำนวนมากลงไปในทวนที่ถืออยู่ในมือขวาก่อนที่จะฟาดฟันไปยังอีกาสีเทาที่เข้ามาหาตนอย่างรวดเร็วเปรี้ยงการปะทะกันของพลังทำให้เกิดเสียงดังขึ้น พลังที่เสียดสีกันนั้นทำให้เกิดประกายสายฟ้าสีแดงกระจายไปรอบๆบริเวณที่พวกทั้งสองสู้กันอยู่
    'หึ หึ มันคงไม่สังเกตสินะว่าข้าไม่ได้ควบคุมอีกานั่น ' จักรพรรดิ์มารคิดในใจอย่างยิ้มเยาะ เพราะการต่อสู้ครั้งนี้เขามั่นใจว่าเขาชนะแล้ว เนื่องจากเวทย์ดาร์คมิลเลอร์นั้นเมื่อร่ายแล้ว ผู้ร่ายนั้นไม่จำเป็นต้องควบคุมใดๆทั้งสิ้น มันเพียงแค่รับการโจมตีทางเวทย์เข้ามาแล้วสะท้อนกลับไปด้วยพลังสองเท่าก็แค่นั้น และพลังที่สะท้อนกลับไปนี้ก็ไม่ได้แบ่งแยกมิตรหรือศัตรูด้วยมันเพียงแค่สร้างความเสียต่อสิ่งต่างๆที่ขวางหน้ามันเท่านั้น แต่ผู้กล้านั้นกลับเข้าใจผิดคิดว่าจักรพรรดิ์มารใช้เวทย์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงพลังโจมตีของผู้อื่นมาเป็นของตนแล้วควบคุมพลีงนั้นโจมตีกลับด้วยพลังที่เพิ่มขึ้นมาเป็นสองเท่า ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จักรพรรดิ์มารจะมั่นใจว่าตนเองนั้นชนะผู้กล้าแล้วเมื่อเห็นการกระทำของผู้กล้า
    จักรพรรดิ์มารกระชับดาบยาวทมิฬของตนไว้แน่นก่อนที่จะเคลื่อนไหวอ้อมไปทางด้านหลังของผู้กล้าอย่างรวดเร็ว ทางผู้กล้าที่สัมผัสได้ถึงจักรพรรดิ์มารที่ลอบเคลื่อนไหวมาโจมตีตนเองทางด้านหลังก็ตกตะลึงไม่น้อย และผู้กล้าเองก็ไม่ได้มี 4 แขน จึงไม่สามารถหันมาตั้งรับการโจมตีของจักรพรรดิ์มารขณะที่ตนเองนั้นกำลังรับมือกับอีกาสีเทาเข้มที่กำลังโจมตีตนเองอยู่ได้
    จักรพรรดิ์มารที่อ้อมมาอยู่ด้านหลังของผู้กล้าแล้วนั้นก็ทำการอัดพลังเวทย์ของตนลงไปในดาบทมิฬในมืออย่างเต็มที่เนื่องจากจักรพรรดิ์มารนั้นรู้ถึงพลังป้องกันของเกราะที่ผู้กล้าสวมใส่อยู่ดี และโอกาศดีๆที่จะได้โจมตีใส่ผู้กล้าด้วยพลังเต็มที่อย่างนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆด้วย ซึ่งเขาจะโอกาศเช่นนี้เป็นครั้งที่สองนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยดังนั้นจักรพรรดิ์มารจึงไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะทุ่มพลังเวทย์ของตนเพื่อการโจมตีในครั้งนี้ อย่างน้อยแม้มันไม่อาจสังหารผู้กล้าได้ แต่ขอเพียงสามารถทำลายเกราะทองของผู้กล้าได้ก็พอ นั่นเพราะหากผู้กล้ายังใส่เกราะทองนี้อยู่จักรพรรดิ์มารจะไม่มีทางชนะผู้กล้าได้เลย และผลลัพธ์การต่อสู้ในครั้งนี้ก็จะไม่เหมือนกับการต่อสู้ในครั้งก่อนที่สู้เสมอกันอย่างแน่นอนเพราะครั้งก่อนที่จักรพรรดิ์มารนั้นสามารถสู้กับผู้กล้าได้โดยที่ไม่แพ้ก็เพราะลูกเล่นอันแพรวพราวต่างๆที่เขามี รวมกับเวทย์มนต์ต่างๆที่เขาเป็นคนคิดค้นขึ้นมา ทำให้ผู้กล้าไม่อาจคิดวิธีรับมือได้ทัน และในครั้งนี้นั้นถ้าผู้กล้าไม่มีเกราะทองคำที่สวมใส่อยู่จักรพรรดิ์มารนั้นก็มีความมั่นใจเป็นอย่างมากว่าเขาสามารถสังหารผู้กล้าได้อย่างแน่นอน
    เปรี้ยงการปะทะกันของเกราะที่ผู้กล้าสวมใส่อยู่กับดาบทมิฬของจักรพรรดิ์มารนั้นทำให้เกิดการเสียดสีกันอย่างรุนแรง และพลังเวทย์อันมหาศาลของจักรพรรดิ์มารนั้นได้ทำให้อักขระภาษาแปลกๆมากมายเริ่มปรากฏออกมาจากเกราะทองที่ผู้กล้าสวมใส่อยู่เรื่อยๆ และพื้นที่รอบๆระหว่างพวกเขาทั้งสองตอนนี้นั้นเริ่มเกิดการแปรปรวนของสภาพอากาศอย่างหนัก ทั้งยังส่งผลกระทบรุนแรงทะลุจากชั้นเมฆด้านบนลงไปยังพื้นที่ใต้ชั้นเมฆอีกด้วย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทหารของพวกเขาทั้งสองกำลังเข้าต่อสู้ห่ำหั่นกันอยู่อีกด้วย แต่ปรากฏการณ์นี้นั้นกลับไม่มีผู้ใดสนใจแม้แต่น้อย เนื่องจากพวกเขาทั้งหมดรู้อยู่แล้วว่าปรากฏการณ์นี้เกิดจากการต่อสู้กันของสองสุดยอดจอมเวทย์ที่แข็งแกร่งที่สุด
    ตูมเสียงดังราวระเบิดดังขึ้น จักรพรรดิ์มารกระเด็นออกไปห่างจากตัวผู้กล้าประมาณ 30 เมตร ก่อนที่จะกระอักเลือดออกมาเนื่องจากได้รับผลสะท้อนจากการปะทะเมื่อครู่นี้ ส่วนทางด้านผู้กล้าที่ปรากฏตัวออกมาเมื่อฝุ่นควันจางหายไปก็ทำให้จักรพรรดิ์มารต้องตกใจเป็นอย่างมาก เพราะผู้กล้านั้นยังยืนมองมาทางเขาด้วยท่าทางที่องอาจทรนงราวกับไม่ได้รับผลจากการโจมตีเมื่อครู่นี้เลยแม้แต่น้อย แต่เวลาผ่านไปไม่นาน
    แกร๊ก แกร๊ก แกร๊กเสียงการปลิแตกที่ดังขึ้นนี้ราวกับเสียงสวรรค์ที่ส่งลงมาทำให้จักรพรรดิ์มารถึงกับยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจแม้ว่าตัวเขาจะมีเลือดอยู่ที่มุมปากทั้งยังเลอะไปตามเสื้อผ้าก็ตาม แต่จักรพรรดิ์มารก็รู้สึกคุ้มค่าเป็นอย่างมากที่อย่างน้อยจุดประสงค์ของเขานั้นสำเร็จ ทำให้ต่อไปจากนี้ การต่อสู้ของเขานั้นจะง่ายดายขึ้นเป็นอย่างมาก เพราะที่ผ่านมาเขานั้นไม่สามารถทำอะไรผู้กล้าได้มากนักเนื่องจากเกราะสีทองที่ผู้กล้าสวมใส่อยู่
    แกร๊ก แกร๊ก เวลาผ่านไปไม่นานเกราะของผู้กล้าก็แตกหักแล้วก็สลายไปทั้งหมด แต่สิ่งที่ทำให้จักรพรรดิ์ต้องมองตาค้างนั้นกลับเป็นตัวตนของผู้ที่อยู่ภายใต้เกราะกับหน้ากากนั้นต่างหาก ซึ่งตอนนี้ไม่มีทั้งเกราะหรือหน้ากากที่คอยปกปิดตัวตนอีกแล้ว ทำให้จักรพรรดิ์สามารถเห็นตัวตนที่แท้จริงของผู้กล้าได้อย่างชัดเจน และตัวตนของผู้กล้านี่เองที่ทำให้หัวใจของจักพรรดิ์มารเต้นแรงอย่างไม่อาจควบคุมได้ สายตาของจักรพรรดิ์นั้นจดจ้องร่างผู้กล้าอย่างตาค้างไม่ไหวติ่ง ความรู้สึกมากมายที่ไม่อาจหาถ้อยคำมาบรรยายได้หมดก็พลันปรากฏขึ้นมาในใจจักรพรรดิ์มาร