ดอกไม้บนต้นพลับทั้งสองต้นเบ่งบานอย่างกะทันหัน
ดอกไม้หันมาทางเดียวกันนั่นก็คือทางด้านพวกเขาทั้งสามคนนั่นเอง ดอกไม้สีขาวที่เบ่งบานเหล่านั้นมีขนาดใหญ่เท่าใบหน้าคนราวกับเป็นใบหน้าที่กำลังฉีกยิ้ม ขณะนี้เอง ต่อให้พวกเขาทั้งสามคนจะเป็นยอดฝีมือแต่ก็ตกใจเสียขวัญไปตาม ๆ กัน
“ระวัง!” อันเจิงตะโกนออกไปจากนั้นก็โบกมือให้สองคนด้านหลังรีบถอย
ขณะนี้เองเสี่ยวช่านก็ส่งเสียงร้องแล้วมุดเข้าไปในอกเสื้อของตู้โซ่วโซ่วอย่างรวดเร็ว ราวกับมีเพียงผ้าฟู่หมัวเท่านั้นที่จะทำให้มันรู้สึกปลอดภัยมากขึ้นตู้โซ่วโซ่วกอดอกแน่น เพราะเกรงว่าผ้าฟู่หมัวจะลอยออกมาอย่างกะทันหัน พวกเขาทั้งสามคนยืนเป็นแนวสามเหลี่ยมแล้วเริ่มถอยหลังพร้อมๆ กัน แต่ตอนนี้พวกเขาเพิ่งรู้ว่าไม่มีทางให้ถอยอีกแล้วไม่รู้ว่าประตูถูกปิดตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะทุกอย่างในนี้เกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบที่สุด
ด้วยพลังที่พวกเขาทั้งสามคนมีการจะทำลายบ้านหลังเล็กและธรรมดานี้ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก? ทว่าเมื่อตู้โซ่วโซ่วที่เดินเข้ามาเป็นคนสุดท้ายถีบไปที่ประตูรั้วอย่างแรงกลับถูกคลื่นพลังจากประตูซัดจนกระเด็นกลับมา แล้วยังลอยไปกระแทกกับถางไทเช้อที่อยู่ใกล้เขามากที่สุดจนเกือบล้มอีกด้วยถางไทเช้อใช้มือประคองตู้โซ่วโซ่วไว้ ส่วนมืออีกข้างก็หยิบมีดพกที่เอวออกมา การเคลื่อนไหวตั้งแต่ประคองตัวตู้โซ่วโซ่วจนถึงการชักมีดทุกอย่างเป็นไปดั่งสายน้ำที่ราบรื่น
พลังจากมีดเปล่งออกไปเป็นเส้นยาวแล้วกระแทกเข้าที่ประตูอย่างจังทันใดนั้น ประตูก็แตกออกทันที แต่ทว่าด้านหลังประตูกลับมีกิ่งก้านต้นไม้งอกเลื้อยออกมาโดยรอบปิดตายประตูอย่างแน่นหนา ไม่เพียงเท่านั้น ต้นไม้ยังงอกออกไปด้านนอกเรื่อย ๆจากนั้นก็เลื้อยลงพื้นแล้วล้อมบ้านหลังนี้เอาไว้เฉกเช่นมุ้งกันแมลง
สีหน้าถางไทเช้อเปลี่ยนไปทันทีจากนั้นพลังบนมีดก็พุ่งออกไปอีกครั้ง พลังส่งเสียงดังกึกก้องมันเป็นเสียงของพลังวัตรที่บริสุทธิ์
มือของเขาสั่นไหว พลังมีดในมือพุ่งออกไปดังเช่นมังกรไฟที่เลื้อยขึ้นไปบนต้นไม้กลางอากาศจากนั้นดอกไม้สีขาวที่ดูเหมือนใบหน้าขาวซีดก็มารวมตัวกันทันที เมื่อพลังมีดฟาดเข้ากับต้นไม้ดอกไม้สีขาวก็หล่นลง แต่ที่น่ากลัวก็คือ หลังจากดอกไม้หล่นลงเลือดก็ไหลลงมาจากต้นไม้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเลือดนั้นยังมีกลิ่นคาวที่รุนแรงกลิ่นนี้พุ่งตรงเข้าไปในจมูกของพวกเขา
พลังมีดนี้แข็งแกร่งมากแต่นอกจากทำให้ดอกไม้หล่นลงแล้ว มันก็ไม่อาจทำอย่างอื่นได้เลยส่วนดอกไม้สีขาวที่เหมือนใบหน้าขาวซีดไม่สมประกอบนั้นก็น่ากลัวกว่าหลายเท่า
“มารดามันเถอะ!”
ตู้โซ่วโซ่วสบถออกมา เขาไม่มีเวลามากังวลเรื่องของวิเศษที่ไม่อยากให้คนอื่นรู้จึงเรียกง้าวจี้ของราชาท้องทะเลออกมา แล้วกระโดดพุ่งไปยังต้นไม้เหล่านั้นง้าวจี้เปล่งประกายลำแสงที่ทรงพลัง จากนั้นพลังก็ระเบิดออกอย่างต่อเนื่องแล้วทำลายดอกไม้บนต้นไม้ได้สิบกว่าดอกง้าวจี้เป็นของวิเศษระดับสีม่วง หรืออีกอย่างก็คือของวิเศษระดับสีทองขั้นสูงสุดแต่ทว่าตู้โซ่วโซ่วยังไม่อาจนำพลังที่มันมีออกมาได้ทั้งหมดฉะนั้นการโจมตีในครั้งนี้จึงถือว่าแข็งแกร่งมากแล้ว
หลังจากดอกไม้และกิ่งไม้หล่นลงบางส่วนแล้ว มันก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไรอีกเลยต้นไม้เหล่านั้นเปล่งเสียงร้องราวกับกับงู ภายในระยะเวลาสั้น ๆ มันก็ขยายขนาดหนายิ่งขึ้น
พวกเขาทั้งสามคนได้ยินเสียงเดียวกัน ฉะนั้นจึงหันกลับมาพร้อมกัน
ทันใดนั้นตู้โซ่วโซ่วและอันเจิงก็แยกกันยืนทันที ทั้งสองคนยืนหันหลังให้กันแม้กระทั่งถางไทเช้อก็เดินเข้ามาหาพวกเขา แล้วทั้งสามคนก็ยืนรวมกันในลักษณะของสามเหลี่ยม
ประตูเปิดออก
ทว่าประตูที่เปิดออกไม่ใช่ประตูที่กำแพงบ้านแต่เป็นประตูบ้านต่างหาก มันเป็นประตูที่ธรรมดามาก ส่วนด้านในก็ดูมืดสนิทมืดจนมองอะไรไม่เห็นเลย จู่ ๆ ประตูก็เปิดออกอย่างกะทันหัน พวกเขาทั้งสามคนจึงรู้สึกว่าด้านในต้องมีของแปลกประหลาดที่กำลังจะพุ่งออกมาอย่างแน่นอน
แต่กลับไม่มีอะไรออกมาเลย
ถางไทเช้อหันไปมองประตูกำแพงบ้านที่ถูกปิดตาย จากนั้นก็ก้มหน้าครุ่นคิด“ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าด้านในจะมีอะไรกันแน่”
เขาเก็บมีดในมือพร้อมมองไปยังอันเจิง“เจ้าล่ะ?”
อันเจิงต้องเข้าใจความคิดของถางไทเช้ออยู่แล้ว เพราะเขาก็เป็นแบบนั้นเหมือนกันถางไทเช้อออกจากตระกูลมาเปิดกิจการตั้งแต่อายุสิบกว่าปี อีกทั้งขยายกิจการใหญ่โตมากขึ้นเรื่อยๆ ในตัวต้องพกของวิเศษที่สุดยอดจำนวนไม่น้อยแน่ส่วนอันเจิงก็พกกระดิ่งแก้วและดาบนิลกาฬมาด้วย บวกกับเกล็ดมัจฉาอีกแปดชิ้น ฉะนั้นเขาจึงอยากเข้าไปดูเหมือนกันอย่าลืมล่ะว่า ทางด้านตู้โซ่วโซ่วก็มีชุดเกราะระดับสีทองขั้นสูงสุดอีกด้วย
“ข้าอยู่ด้านหน้าเอง” อันเจิงพูดขึ้นจากนั้นก็ก้าวออกไป
“พวกเจ้าตามหลังข้า”
ถางไทเช้อรีบก้าวออกไปหนึ่งก้าวแล้วไปอยู่ตรงหน้าสุดอันเจิงมั่นใจว่าอย่างน้อยถางไทเช้อต้องมีพลังในขอบเขตกิเลสมารอย่างแน่นอนฉะนั้นเขาเหมาะสมที่จะอยู่ด้านหน้ามากที่สุดแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าในบ้านซ่อนอะไรอยู่และมีอันตรายมากเท่าไหร่เขาจึงเลือกปกป้องตู้โซ่วโซ่ว ซึ่งก็ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
พวกเขาทั้งสามคนเดินเข้าประตูไปอย่างช้าๆ ถางไทเช้อใช้จิตสั่งการ จากนั้นไข่มุกก็ลอยออกมาจากตัวหลายสิบเม็ดมันเปล่งแสงประกายงดงาม แต่ไม่ใช่แสงสีขาวที่แยงตา เขาหมุนข้อมือจากนั้นไข่มุกก็เริ่มเคลื่อนไหวเอง มันลอยไปรอบตัวพวกเขาคนละสี่เม็ด แล้วส่องแสงให้ความสว่างรอบตัวของทุกคน
“ไม่ต้องร้อนใจจนเกินไปหากมีเรื่องอะไรก็ดูแลตัวเองก่อน” ถางไทเช้อพูดขึ้น จากนั้นก็เดินก้าวเข้าไป
เดิมทีตู้โซ่วโซ่วเป็นคนที่ใจใหญ่มาก เพราะภายในห้องตกแต่งธรรมดาเขาจึงเริ่มให้ความสนใจไข่มุกที่ลอยอยู่รอบตัวแล้ว
“งดงามจริง ๆ” เขาเอ่ยชมขึ้นด้วยสัญชาตญาณ
อันเจิงพูดขึ้น“หากเจ้ารู้ความเป็นมาของของชิ้นนี้ละก็ เจ้าคงไม่คิดแบบนี้แล้วล่ะ...นี่คือลูกแก้วของนางเงือก...ทะเลทางตะวันออกมีเยาโซ่วเยอะมากนางเงือกก็คือหนึ่งในนั้น เพียงแต่มันไม่ได้งดงามเหมือนที่เล่าลือ ใบหน้าเหี่ยวเฉาเขี้ยวแหลมคม น่ากลัวจะตายไป ที่เล่ากันว่างดงามนั่นเพราะมองจากด้านหลังเท่านั้นหากมันหันมาละก็ คนที่เห็นต้องตกใจเสียขวัญแน่ ๆ ฉะนั้นจึงมีคนเรียกมันว่าปีศาจเงือกแห่งทะเลตะวันออกปีศาจเงือกก็คือหนึ่งในเยาโซ่ว ลูกแก้วในตัวมันสามารถเปล่งแสงได้เป็นเวลานาน”
ถางไทเช้อที่อยู่ด้านหน้าเดินไปพลางพูดขึ้น“ดวงตาเฉียบคมมาก”
อันเจิงพูดยิ้ม ๆ “ข้ารวยได้เพราะสิ่งนี้นี่แหละ”
ถางไทเช้อยิ้ม “ข้าต้องให้เจ้าเท่าไหร่เจ้าถึงจะยอมมาเป็นผู้ดูแลโรงประมูลของข้า”
“ครึ่งหนึ่งของทรัพย์สินที่เจ้ามี”
ถางไทเช้อหัวเราะ “มากสุดข้าให้เจ้าได้สี่ในสิบส่วน”
อันเจิงชะงักไป“เจ้าจริงจังในคำพูดของข้าด้วยหรือ ด้วยทรัพย์สินที่เจ้ามี เพียงแค่สี่ในสิบส่วนก็รวยจนไม่มีที่เปรียบแล้ว”
“เจ้าเพิ่งจะอายุสิบห้าสินะด้วยความสามารถที่มี อนาคตต้องไปไกลกว่านี้แน่ อีกทั้งไม่แน่ว่าอาจมีพลังถึงขอบเขตแห่งสวรรค์บวกกับสายตาที่อ่านขาดแบบนี้ เจ้าจะทำเงินให้ข้าได้มากเท่าไหร่? ถึงแม้สี่ในสิบส่วนของทรัพย์สินที่มีจะเป็นเงินไม่น้อยแต่เมื่อนึกถึงเงินที่เจ้าจะหาให้ข้าในอีกหนึ่งร้อยปีข้างหน้า นั่นต้องมหาศาลแน่”
ตู้โซ่วโซ่วพูดพลางหัวเราะ“ข้ารู้แล้วล่ะว่าทำไมเจ้าถึงเปิดกิจการได้รุ่งเรืองมากขนาดนี้”
อันเจิงขัดขึ้น“เรามาจัดการเรื่องตรงหน้านี้ก่อนดีกว่า ประตูไม่มีทางปิดเองอย่างไม่มีเหตุผลแน่นอนและคงไม่มีทางเปิดออกอย่างง่ายดายด้วย ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากมีชีวิตรอดออกมาค่อยว่ากันจะดีกว่า”
“ด้วยอายุของเจ้าทำไมถึงมีแววตาที่อ่านขาดขนาดนี้นะ?” ถางไทเช้อถามด้วยความสงสัย
“พรสวรรค์อย่างไรเล่า” อันเจิงตอบ
ถางไทเช้อเพียงแต่ยิ้มและไม่ได้คิดว่าสิ่งที่อันเจิงพูดเป็นเรื่องจริงเขาเดินนำหน้าอย่างระมัดระวัง อันเจิงและตู้โซ่วโซ่วเดินเว้นระยะห่างอยู่ด้านหลังเมื่อเดินเข้าไปได้แค่ไม่กี่เมตรก็เจอกำแพงที่ขวางอยู่ แต่กลับทำให้รู้สึกแปลกประหลาดมากถางไทเช้อเดินไปถึงกำแพง ทันใดนั้นกำแพงก็แตกออกเป็นรอยแยก เขามองผ่านเข้าไปด้านในจึงเห็นว่าด้านในคือบันไดเป็นขั้น ๆ สูงขึ้นไป พวกเขาไม่อาจมองเห็นด้านบนสุดของบันไดได้
“ดูเหมือนเจ้าของบ้านจะต้อนรับเราดีมากนะ!”
ถางไทเช้อพูดพร้อมยิ้มขึ้นเล็กน้อยราวกับไม่ได้สนใจสิ่งที่เห็นเลยสักนิด เขาชี้ไปด้านหน้า จากนั้นลูกแก้วที่เหมือนไข่มุกของปีศาจเงือกก็ลอยออกมาจึงเห็นว่าตรงนั้นไม่มีพื้นบ้าน...ด้านบนและด้านล่างคืออากาศส่วนรอบด้านก็ว่างเปล่า ไม่มีอะไรทั้งนั้น หากใครไม่ระวังแล้วหล่นลงไป อาจจมหายไปกลางอากาศแล้วออกมาไม่ได้อีกเลย
พวกเขาทั้งสามคนเดินไปด้านหน้าต่ออันเจิงนับขั้นบันไดไปด้วย หลังจากเดินไปถึงขั้นที่หกร้อยด้านหน้าก็มีแสงประกายอ่อน ๆ พุ่งออกมา ถึงแม้รอบด้านจะดูน่ากลัวมากแต่ระหว่างทางที่พวกเขาเดินมายังไม่เจออันตรายอะไรเลย ถางไทเช้อโบกมืออยู่ด้านหน้าแล้วก้าวเข้าไปก่อนจากนั้นอันเจิงและตู้โซ่วโซ่วก็ตามเข้าไปติด ๆ จึงเห็นว่าพวกเขามาถึงพื้นที่ว่างเปล่าแล้วรอบด้านก็จุดไฟที่เปล่งแสงประกายอ่อน ๆ
สถานที่นี้กว้างใหญ่มาก กว้างจนมองไม่เห็นปลายห้องแสงที่เปล่งประกายอ่อนมาก แต่ก็ไม่ได้ดับลง
อันเจิงพูดขึ้น“เจ้าของบ้านต้อนรับดีจริง ๆ”
ในขณะนี้เอง ไฟริบหรี่ก็เปล่งประกายมากขึ้นทันทีแล้วมีเสียงดนตรีดังมาเป็นระลอก ๆ เสียงนั้นช่างอ่อนโยนและนุ่มนวลเมื่อฟังแล้วก็รู้สึกผ่อนคลาย อันเจิงเกรงว่าจะเป็นเสียงมารแต่เมื่อรอดูครู่หนึ่งก็ไม่ปรากฏความผิดปกติอะไร พวกเขาทั้งสามคนจึงเดินเป็นรูปสามเหลี่ยมไปด้านหน้าอย่างต่อเนื่องเมื่อเดินเข้าไปประมาณหลายสิบเมตร พวกเขาก็ผ่านคลื่นลมเป็นชั้น ๆจากนั้นก็เห็นบานประตูอีกครั้ง
ประตูเปิดอยู่ แต่ด้านในมีกลิ่นอายแปลกประหลาดและหนาแน่นมากเสียงดนตรีเริ่มชัดเจนมากขึ้น ราวกับเข้าไปในระยะใกล้มากขึ้นแล้วถางไทเช้อล้วงกระเป๋าแล้วปล่อยพลังออกมา จากนั้นพลังตรงหน้าประตูก็แตกกระจาย แต่ยังคงมองเหตุการณ์ด้านในไม่เห็นอยู่ดี
“จะเข้าไปหรือไม่?” เขาหันมาถาม
ตอนนี้ความกล้าของตู้โซ่วโซ่วเต็มเปี่ยม จึงตอบกลับทันที“จะไม่เข้าไปหรือ หรือจะเดินอยู่ด้านนอก?”
ถางไทเช้อหันกลับมามองแวบหนึ่ง ในแววตาประกายความสับสนออกมา
ตู้โซ่วโซ่วยิ้มเขินอาย “กลิ่นอายนี้น่ากลัวไม่น้อยข้าแค่ล้อเล่นเท่านั้นเอง”
ถางไทเช้อถอนหายใจ “อย่างนั้นข้าไม่อยู่แล้วจะเข้าไปเลยแล้วกัน?”
ตู้โซ่วโซ่วยืนมือทำท่าเชิญ “รีบเข้า ๆ”
จากนั้นถางไทเช้อก็รีบเข้าไปทันทีอันเจิงหันกลับมามองตู้โซ่วโซ่วด้วยแววตาที่สับสนเช่นกัน แล้วก็เดินตามเข้าไป เดิมทีตู้โซ่วโซ่วอยากพุ่งเข้าไปเป็นคนแรกแล้วจะรีรอได้อย่างไร ฉะนั้นเขาจึงรีบพุ่งตามอันเจิงไปอย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็เจอหมอกอีกชั้นแต่หมอกชั้นนี้บางมาก เพราะเดินเข้าไปเพียงไม่กี่เมตร หมอกชั้นนี้ก็สลายไปแล้วด้านหน้าเป็นเวทีขนาดใหญ่ที่มีม่านปิดอยู่ เสียงดนตรีดังมาจากในนี้นี่เอง แต่ทว่ารอบด้านกลับว่างเปล่าไม่มีของอะไรเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ความรู้สึกนี้เหมือนเดินออกมากลางดึกเมื่อเดินผ่านความมืดเรื่อย ๆ ก็เจอกับเวทีขนาดใหญ่ทำให้ดูแล้วรู้สึกพิลึกกึกกือไม่น้อย
“เจ้าของบ้านไม่เพียงแค่ต้อนรับดีเท่านั้น แต่ยังใจกว้างอีกด้วย”
ถางไทเช้อยืนมองเวที “อยากเชิญพวกเราดูละคร”
หลังจากพูดจบ ผ้าม่านสีแดงก็ค่อย ๆเปิดออก บนเวทีไม่มีใครเลยแม้แต่คนเดียว แต่เครื่องดนตรีกลับมีพร้อมทุกอย่างเครื่องดนตรีลอยอยู่กลางอากาศแล้วเริ่มเล่นด้วยตัวมันเอง พิณ กู่เจิง ขลุ่ย เสียงเครื่องดนตรีดังประสานกันอย่างไพเราะแต่กลับไม่มีใครสักคน เครื่องเสียงทุกอย่างวางไว้อย่างเป็นระเบียบราวกับมีใครมาจัดวางเสียงดนตรีช่างไพเราะ ไพเราะจนถางไทเช้อรู้สึกว่านี่คือดนตรีที่ไม่อาจหาฟังจากที่ไหนได้อีก
เดิมทีคาดว่าคงไม่มีใครออกมาแต่ผ่านไปไม่นานกลับมีคนสวมชุดกระโปรงเหมือนนางเงือกออกมากลุ่มหนึ่งจากนั้นก็จับคู่กันแล้วเริ่มเต้นระบำด้วยท่าทางที่แปลกประหลาดส่วนท่าทางการเคลื่อนไหวก็เป็นไปอย่างรวดเร็ว
หากคนที่เริงระบำงดงามละก็ การแสดงครั้งนี้คงจะตระการตาไม่น้อยแต่เพราะผู้ที่ทำการแสดงบนเวทีคือโครงกระดูก แม้ว่าร่างพวกเขาจะสวมชุดกระโปรงที่ยาวมากก็ตามแต่ก็ยังเห็นโครงกระดูกใต้ผ้าอยู่ดี
ตู้โซ่วโซ่วกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก“นี่คือ...ระบำอะไร?”
ถางไทเช้อชะงักไป“นี่ก็คือการระบำของเมืองในดินแดนห่างไกล ข้าเคยเดินทางไปยังดินแดนนั้นเหมือนกันคนที่นั่นล้าสมัยมาก สื่อสารกันแทบไม่รู้เรื่อง ทว่าตอนที่เริงระบำ ทุกคนก็จะตะโกนขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกันว่า...ลาติงลาติง แล้วการเคลื่อนไหวก็ดูจะออกท่าทางมาก ข้าว่ามันเหมาะสำหรับการลดความอ้วนนะเจ้าไม่ลองเต้นหน่อยรึ?”
ตู้โซ่วโซ่วก้มลงมองชุดของตัวเองจากนั้นก็ลังเลครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น “ลา...ติง? ข้าว่าข้าไม่ได้อ้วนมากนะคงไม่ต้องลดแล้วล่ะ...”